บทที่ 618 เจ้าดีแต่หาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัว! (ต้น)
เมื่อเยี่ยฉวนมาถึงยังประตูหน้าสำนัก กลับไม่ปรากฏแม้แต่เงาของชายชรารออยู่แถวนั้น!
หรือว่าเขาจะกลับไปแล้ว?
นึกพลางนิ่วหน้าด้วยความสงสัย หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งชายหนุ่มส่ายหน้า จากนั้นจึงออกจากรอยแยกชั้นใต้ดินแห่งนั้นทันที
ณ สำนักเวทย์บรรพกาล
ภายในเรือนพฤกษา เยี่ยฉวนนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น ขณะต่อมาเขาต้องตื่นตาตื่นใจไปกับตัวเองด้วยพบว่ามีสมบัติพัสถานท่วมท้นอย่างเหลือเชื่อ
สมบัติซึ่งสำนักพลังสันโดษทิ้งไว้มีจำนวนมากพอที่เขาจะใช้ได้อีกนาน
แน่ล่ะ ถ้าเขาไม่ได้เป็นคนที่ขั้นพลังกล้าแกร่ง สมบัติเหล่านี้ก็จะยังคงอยู่ที่เดิม
วิกฤตการณ์ยังไม่ได้รับการแก้ไข!
ฝึกบ่มเพาะพลัง!
หลังจากร่ำลากับเด็กหญิงเว่ยหยางเทียนเป็นที่เรียบร้อย เยี่ยฉวนจึงมุ่งหน้ากลับสำนักชางเจี้ยนทันที ซึ่งเวลานี้สำนักชางเจี้ยนมีการวางเวรยามอย่างแน่นหนา อีกทั้งทุกคนเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้อย่างเต็มที่
ด้วยเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า สำนักผู้ตรวจการเขตแดนกลับมาอีกครั้งและรุกคืบเข้ามาอีกขั้น
นับตั้งแต่กฎแห่งเต๋าที่สองคืนสู่หอคอยแห่งเรือนจำ สิ่งนี้ได้ถูกยอดยุทธ์ชั้นสองนำขึ้นไปไว้ที่ชั้นสองทันที ซึ่งแน่นอนว่าอาหลิงได้ถูกดึงเข้าไปอยู่บนนั้นด้วย
ทว่าเพียงไม่นานเด็กน้อยอาหลิงก็วิ่งลงมาด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย และยอดยุทธ์ที่ชั้นสองก็สงบเงียบไป!
เยี่ยฉวนไม่ได้ติดต่อกับผู้ที่อยู่บนนั้นสักพักใหญ่ อีกทั้งตัวเขาเองก็ไม่ได้ย่างกรายขึ้นไปบนชั้นสอง ถึงแม้ว่าถ้าเขาดึงดันจะขึ้นไปก็ย่อมได้ แต่ก็ไม่ทำ
ดังนั้นเยี่ยฉวนจึงเข้าไปถามกับอาหลิง ทว่าเด็กหญิงหน้าตาโศกเศร้าและบอกว่ายอดยุทธ์ที่ชั้นสองยึดเอาของเล่นของนางไปเสียแล้ว
แน่ล่ะ เด็กน้อยคงจะหมายถึงกฎแห่งเต๋าที่สองนั่นเอง!
เยี่ยฉวนรู้ได้ทันทีว่าอีกไม่นานยอดยุทธ์ที่ชั้นสองจะต้องปรากฏตัวแน่!
หลังจากปลอบโยนเด็กน้อยอยู่พักใหญ่ เขาจึงเริ่มฝึกบ่มเพาะพลัง
และในตอนนี้วิธีฝึกฝนบ่มเพาะพลังของเยี่ยฉวนทำโดยการทำสมาธิตามปกติ
ช่วงนี้ทักษะกระบี่ของชายหนุ่มก็เช่นเดียวกับพลังปราณ นั่นคือไม่อาจพัฒนาต่อไปได้อีก! โดยเฉพาะขั้นพลังถ้าเร่งรัดเกินไปย่อมไม่ก่อให้เกิดผลดี!
สิ่งเดียวที่เขาจะทำได้คือพัฒนาสถานะของเต๋าแห่งกระบี่!
เซียนกระบี่!
ถ้าเขาบรรลุเป็นเซียนกระบี่เมื่อใด แม้จะเจอคู่ต่อสู้ที่เป็นยอดฝีมืออย่างผู้ทรงเกียรติลู่เขาก็สามารถรับมือได้!
ทำสมาธิ!
บริเวณด้านหลังหุบเขาอวิ่นเจี้ยน เยี่ยฉวนนั่งขัดสมาธิอยู่บนยอดเนิน ทีท่าสงบนิ่งและมุ่งมั่น
เขานั่งอยู่ที่เดิมร่วมสิบกว่าวันเข้าไปแล้ว
ระหว่างนั้นจะมีอาจารย์เยว่ฉีและกู่เสี่ยวเซียนขึ้นมาคอยดูทุกวัน โดยที่ทั้งคู่จะยืนมองราวครั้งละหนึ่งหรือสองชั่วยามก่อนกลับไปอย่างเงียบเชียบ
นอกจากอาจารย์ทั้งสอง เจ้าสำนักเฉินเป่ยฮั่นก็ขึ้นมาด้วยและไม่ได้รบกวนเยี่ยฉวนแต่อย่างใด แม้แต่เจี้ยนซ่วนยังเคยขึ้นมาครั้งหนึ่ง
คนหลังขึ้นมาอยู่เป็นเนิ่นนานเกือบครึ่งวัน เมื่อแรกที่มาถึง ในแววตาของเขามีความกังวลให้เห็นอยู่บ้าง ทว่าขากลับไปความกังวลในแววตาแปรเปลี่ยนกลายเป็นความพึงพอใจ
หลินฉงอวิ่นเป็นคนหนึ่งที่ขึ้นมาเยี่ยมเยี่ยฉวนเช่นกัน ทว่าในแววตาของเขาแฝงไว้ด้วยความกังวลใจฉายชัด
ตอนนี้หากทีมช่วยเหลือแห่งปราการสุญญดารามาไม่ทันเวลา คงจะต้องเกิดเรื่องใหญ่แน่
ครู่ต่อมาหลินฉงอวิ่นได้แต่ส่ายหน้าพร้อมถอนใจแผ่วเบาก่อนจะหันหลังกลับออกไป
…
ณ สำนักผู้ตรวจการเขตแดน
หลังจากการต่อสู้ที่สำนักผู้ตรวจการเขตแดนเมื่อครั้งก่อน สำนักผู้ตรวจการเขตแดนเองก็มิได้มีความเคลื่อนไหว อีกทั้งที่หุบเขาผู้ตรวจการเขตแดนเองก็ตกอยู่ในความเงียบสงบอย่างยิ่ง
ภายในหอโถง ผู้ทรงเกียรติลู่นั่งประจำที่ขณะกำลังหลับตาอย่างใช้ความคิด ฝ่ามือวางราบอยู่บนหัวเข่าทั้งสองข้างและรอบข้างปรากฏกระแสลมเอื่อยเฉื่อยไหลเวียนอยู่รอบกาย
พลันต่อมาผู้ทรงเกียรติลู่ลืมตาขึ้นและมองไปยังเบื้องล่าง ซึ่งขณะนั้นทุกคนกำลังจ้องมายังเขาด้วยความสนใจ หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเขาจึงเอ่ยกับทุกคนว่า “ภายในห้าวัน องค์เหนือหัวจะกลับมายังโลกของเรา”
ห้าวัน!
เมื่อได้ยินคำบอกเล่าเช่นนั้นคนที่ยืนอยู่ที่พื้นระดับต่ำกว่าพากันแสดงความตื่นเต้นยินดี
ด้วยในอีกห้าวันข้างหน้าจะเป็นวันสุดท้ายของสำนักชางเจี้ยน!
…
ในดินแดนมหาจักรวาลดวงดาว เรือเหาะจักรวาลดารากำลังเหินไปอย่างรวดเร็วด้วยการเร่งความเร็วเต็มพิกัด
ภายหลังจากที่เหินอยู่เป็นเวลานาน ในที่สุดเรือเหาะจักรวาลดาราได้มาหยุดลงเบื้องหน้าปราการสุญญดารา
ชายชราผู้หนึ่งทะยานลงจากเรือเหาะทันที เขาก็คือชินเจิ้นซึ่งรีบรุดกลับมาจากแผ่นดินชิง
เมื่อลงจากเรือเหาะจักรวาลดาราแล้ว ชินเจิ้นมุ่งหน้าไปยังปราการสุญญดาราทันที เพียงเท้าก้าวผ่านธรณีประตูหอโถง พลันได้เห็นว่ามีชายชราคนหนึ่งอยู่เบื้องหน้า
คนผู้นี้คือหลินสวี่ ประมุขแห่งปราการสุญญดารา
ชินเจิ้นค้อมกายลงแสดงคารวะ “คารวะท่านประมุข ได้พบกันอีกแล้ว!”
หลินสวี่ชะงักจากนั้นจึงถามโพล่งออกไป “เขาอยู่ที่ไหน? ทำไมจึงไม่พามาด้วย?”
ผู้มาเยือนเหยียดมุมปาก “ข้าไม่สามารถพาเขากลับมาได้ เขากำลังถูกกองกำลังแห่งดินแดนจักรวาลดวงดาวตามล่าเอาชีวิตจนเวลานี้ตกอยู่ในอันตรายขอรับ!”
สีหน้าของหลินสวี่แปรเปลี่ยนฉับพลันเมื่อได้รับฟัง “กองกำลังอะไร?”
ชินเจิ้นกล่าวพลางส่ายหน้าด้วยความขัดเคืองใจ “มันเป็นแค่กองกำลังชั้นสาม ทว่าผู้นำเป็นคนที่ค่อนข้างมีพลังอำนาจมากชนิดที่ทั้งข้าและฉงอวิ่นไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา”
อีกฝ่ายถามเสียงขรึมว่า “เจ้าบอกเขาหรือเปล่าว่าพวกเจ้าเป็นคนของปราการสุญญดารา?”
คนถูกถามยิ้มเฝื่อน “ขอรับ! แต่พวกนั้นบอกว่าไม่เคยรู้จักปราการสุญญดารา……ดินแดนจักรวาลดวงดาวแห่งนั้นก็อยู่ห่างไกลมากนัก……”
ฝ่ายประมุขหลินสวี่ได้ยินแล้วถึงกับนิ่งเงียบไป พลันต่อมาขณะกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่างทำให้คนผู้นั้นหันไปมองอีกด้าน จึงเห็นว่าไม่ห่างไกลนักมีสตรีลึกลับผู้หนึ่งปรากฏตัว
สตรีคนสวมชุดเรียบ!
สายตาของสตรีแข็งกร้าวเย็นเยือก ทำให้คนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับนางต่างรู้สึกราวกับมีน้ำหนักกดทับลงมา!
หลินสวี่รีบลนลานคารวะ “คารวะผู้อาวุโส……”
สตรีสวมชุดเรียบมองไปทางชินเจิ้นด้วยสายตาแน่วนิ่ง “เขาอยู่ที่ไหน?”
ชินเจิ้นรีบละล่ำละลักตอบ “สุดเขตดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยางขอรับ ใช้เวลาเดินทางจากที่นี่ไปราวเดือนครึ่งก็ถึงที่นั่น……”
หนึ่งเดือนครึ่ง!
หัวคิ้วของฝ่ายที่ได้ยินคำตอบขมวดแน่นเข้า และทันใดนั้นร่างของนางหายวับจากที่ไปอย่างฉับพลัน
เมื่อเห็นว่าเป็นดังนั้น หลินสวี่พลันถอนใจเฮือก!
นางไปแล้ว!
ในที่สุดนางก็ไป!
ช่วงเวลาที่ผ่านมาคนในปราการสุญญดาราต่างตกอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว ด้วยสตรีลึกลับเป็นคนที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก!



