บทที่ 674 แข็งแกร่งมากเกินไป! (ปลาย)
จากนั้นจึงนำจิตวิญญาณของเยว่ฉีออกมา
สตรีเยี่ยนเจี๋ยพิจารณาจิตวิญญาณของเยว่ฉีก่อนจะนิ่งงันไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงบอกกับชายหนุ่มตรงหน้าว่า “ข้าต้องการของใช้ เจ้าจะต้องไปนำมาให้ข้า”
เยี่ยฉวนถามกลับรวดเร็ว “อะไรหรือขอรับ?”
อีกฝ่ายจึงว่า “ของสำคัญที่ว่ามีด้วยกันสามอย่างคือ พฤกษาวิเศษ บัวสมานจิต ช่อดวงวิญญาประติมา……”
เยี่ยฉวนพยักหน้าโดยไม่ต้องคิดซ้ำ “ออกไปจากที่นี่แล้วข้าจะนำมาให้ทันที”
เยี่ยนเจี๋ยบอกเสียงเรียบ “วิญญาณของนางทิ้งไว้กับข้าที่นี่ ระหว่างนั้นข้าจะฟื้นสภาวะจิตของนางก่อน”
ชายหนุ่มรับคำ “ตกลงขอรับ ขอบคุณผู้อาวุโสที่ช่วยเหลือ”
หลังจากที่มอบวิญญาณของเยว่ฉีให้แก่เยี่ยนเจี๋ยเรียบร้อยแล้ว เยี่ยฉวนก็ผละออกจากหอโถงแห่งนั้น
สตรีร่างอัคคีมองตามหลังคนที่กลับออกไปเงียบๆ ไม่อาจรู้ได้จากสายตาว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ในขณะนั้น
…
เยี่ยฉวนกลับไปยังเส้นทางวิถีเพลิงอินทนิลขณะนั้นเขาถามขึ้นในใจว่า “ยอดยุทธ์ชั้นสอง เหตุใดนางจึงไม่ออกจากที่นั่นขอรับ?”
ฝ่ายนั้นเงียบไปครู่ใหญ่ ยอดยุทธ์ชั้นสองจึงค่อยตอบมาว่า “นางกำลังใช้ไฟพิษเพื่อเยียวยาตัวเอง”
“เยียวยา?”
เยี่ยฉวนตะลึงไปชั่วขณะ “นางได้รับบาดเจ็บงั้นหรือขอรับ?”
“ถามอะไรไม่เข้าท่า!”
ยอดยุทธ์ที่ชั้นสองบอกเสียงหงุดหงิดไม่น้อย “หลายปีก่อนหอคอยเสียหายอย่างหนัก ใครล่ะที่ได้รับผลในครั้งนั้น? แค่บางคนเท่านั้นที่ไม่เป็นอะไร ในขณะที่บางคนต้องเจ็บปางตาย”
ชายหนุ่มรำพึงเสียงอ่อย “ถ้ากฎแห่งเต๋านี้กลับคืนสู่หอคอย ทว่าพลังของข้ายังไม่ไปถึงไหน…”
“เหอะฟังดูพูดเข้า น้ำหน้าอย่างเจ้านอกจากความตายแล้วยังจะมีหนทางอื่นงั้นหรือ?” เสียงอีกฝ่ายย้อนถามทำนองกระแนะกระแหน
คนฟังได้แต่ยิ้มเจื่อน
ในปัจจุบันเยี่ยฉวนค่อยๆ ค้นพบความสลับซับซ้อนของหอคอยแห่งเรือนจำมากขึ้นทุกที และด้วยสิ่งนั้นครองความเป็นสมบัติล้ำค่าชั้นยอด ถ้าเขาไม่พัฒนาความแกร่งกล้าให้พอจะเทียบเคียงได้แล้วละก็ อย่างที่ยอดยุทธ์ชั้นที่สองบอกนั่นแหละ ทางเดียวที่เหลืออยู่ของตนคือรอความตายเท่านั้น
พลังแกร่งกล้า!
เขาต้องมีความแข็งแกร่ง!
“พี่เยี่ย?”
ทันใดนั้นเสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของเยี่ยฉวน
ชายหนุ่มหันขวับไปทางที่มาของเสียง จึงได้พบว่าไม่ไกลนักมีชายคนหนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้า ที่แท้คือหมิงคุนซึ่งเคยพบกันมาก่อนแล้วนั่นเอง
สายตาของหมิงคุนมองเลยไปยังด้านหลังเยี่ยฉวน ก่อนจะหันกลับมาพูดกับคนตรงหน้า “ท่านไปจนถึงสุดทางเลยหรือเปล่า?”
คนถูกถามทำท่าคิดชั่วขณะหนึ่ง จากนั้นจึงตอบว่า “เปล่า วันนี้ข้าเหนื่อยแล้วก็เลยไม่อยากไปต่อ สักวันข้าต้องไปให้ถึงปลายทางให้ได้!
สายตาของหมิงคุนที่มองอีกฝ่ายฉายแววชื่นชมฉายชัด “ข้าชื่นชมความกล้าแกร่งของท่านจริงๆ! ขอชื่นชม!”
เยี่ยฉวนอมยิ้ม “ขอบใจนะ ชมเกินไปแล้ว”
คนตรงข้ามสั่นศีรษะ “ท่านถ่อมตัวต่างหาก”
พลันชายหนุ่มรีบเปลี่ยนเรื่องก่อนจะเลยเถิดไปใหญ่ “เออพี่หมิงคุน ท่านคิดจะไปต่อหรือทำอะไร?”
หมิงคุนชะงักสีหน้าลังเลจากนั้นจึงค่อยฝืนยิ้มออกมา “ข้าว่าจะพอแค่นี้ คงจะออกไปพร้อมกับท่านเลยดีกว่า”
เยี่ยฉวนหัวเราะ “ถ้างั้นก็ไปทางเดียวกัน!”
จากนั้นทั้งคู่จึงกลับออกจากสถานที่ไปด้วยกัน
ระหว่างทางขากลับนั้นหมิงคุนมีอันต้องล่าช้า ด้วยเหตุที่เขาต้องหยุดขจัดไฟพิษไปตลอดทาง ส่วนเยี่ยฉวนถึงอย่างไรเขายังเดินสบายกว่าด้วยไฟพิษไม่กล้าเข้ามากล้ำกรายเขาอีกเลย เมื่อใดก็ตามที่ชายชื่อหมิงคุนสังเกตเห็นว่าไฟพิษหลบหลีกจากบริเวณที่เยี่ยฉวนเดินผ่านโดยอัตโนมัติ เขาก็ยิ่งเพิ่มความรู้สึกนับถือในตัวชายหนุ่มคนที่เดินข้างมากขึ้น
พลันมีเสียงของเยี่ยฉวนถามขึ้นว่า “พี่หมิงคุน ท่านเข้าร่วมกับกองกำลังที่ไหนบ้างหรือยัง?”
คนถูกถามส่ายหน้า “ข้าเป็นจอมยุทธ์ไร้สังกัด”
ชายหนุ่มสีหน้าแช่มชื่นขึ้นและรีบพูดว่า “ข้าทำการก่อตั้งกลุ่มขั้นเทพขึ้นมา พี่หมิงคุนสนใจจะเข้าร่วมกับเราหรือไม่? ตามปกติแล้วเรามักจะถกกันและหารือเกี่ยวกับทักษะยุทธ์แห่งเต๋าบ่อยครั้ง”
คนตรงข้ามลังเลเล็กน้อย เมื่อนั้นเยี่ยฉวนจึงบอกต่อมาอีกว่า “ถึงแม้การอยู่ลำพังจะมีข้อดีคือความสงบ เหมือนการเก็บตัวอยู่ในห้องเงียบๆ ฝึกฝนวิชา แต่ถ้าทุกคนได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น บางทีหลายหัวอาจดีกว่าหัวเดียวก็ได้”
หมิงคุนหันมาจ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็ง “พี่เยี่ย ท่านหารือเกี่ยวกับประสบการณ์ทักษะยุทธ์แห่งเต๋ากับคนอื่นๆ ด้วยงั้นหรือ?”
เยี่ยฉวนยิ้มกว้าง “แน่นอนอยู่แล้ว แต่กับคนที่สนิทสนมคุ้นเคยอย่างสหายหรือว่าพี่น้องเท่านั้น”
อีกฝ่ายนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงดัง “ตกลง ข้าร่วมด้วยคน!”
เมื่อได้ยินคำตอบนั้นชายหนุ่มรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างยิ่ง จะว่าไปชายหนุ่มหมิงคุนเป็นคนที่มีพลังแข็งแกร่งไม่ด้อยไปกว่าหนานซาน เห็นได้จากการที่เขาไปต่อยังเส้นทางวิถีเพลิงอินทนิลได้ไกลพอสมควรโดยใช้ความสามารถของตนเอง ซึ่งนั่นก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ทุกอย่างได้แล้ว
การมีหมิงคุนเข้าร่วม ย่อมทำให้กลุ่มขั้นเทพเกิดความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นมากทีเดียว
ต่อมาไม่นานสองคนจึงพ้นออกจากเส้นทางวิถีเพลิงอินทนิล และที่ทางออกนั้นเองจึงได้พบกับเสี่ยวเก้อรวมทั้งคนอื่นซึ่งกำลังตั้งหน้าตั้งตารอ
เมื่อเห็นเยี่ยฉวน พลันทั้งเสี่ยวเก้อและคนอื่นต่างสีหน้าคลายกังวลอย่างเห็นได้ชัด ทว่าพอเหลือบเห็นหมิงคุนที่ตามมาข้างหลัง พวกนั้นจึงชะงักนิ่งงัน
ชายหนุ่มหันไปทางคนที่ตามมาพร้อมดันตัวออกไปต่อหน้าเสี่ยวเก้อและทุกคน พลางเอ่ยยิ้มๆ “คนผู้นี้ชื่อพี่หมิงคุน ข้ากับเขาเพิ่งได้รู้จักกันนับแต่นี้ไปเขาจะมาเป็นสมาชิกของกลุ่มขั้นเทพอีกคน”
คำบอกกล่าวนั้นทำให้ทุกคนมองด้วยความประหลาดใจ เขาเป็นสมาชิกของกลุ่มขั้นเทพแล้วงั้นหรือ?
เสี่ยวเก้อหันไปถามเบาๆ “แน่ใจนะ?”
เยี่ยฉวนพยักหน้าด้วยความมั่นใจ “แน่สิ ข้ามั่นใจ มีอะไรหรือ?”
อีกฝ่ายทำท่าลังเลก่อนจะพูดว่า “พี่เยี่ย ท่านไม่รู้หรือว่าเขาเป็นใคร?”
คนถูกถามสั่นศีรษะ
จากคำตอบที่ได้รับ ทำให้เสี่ยวเก้อหัวเราะออกมา “เขาคือหมิงคุน หนึ่งในสี่อัจฉริยะยอดฝีมือแห่งสาขาใน”
สี่อัจฉริยะยอดฝีมือ!
เยี่ยฉวนเหยียดมุมปากยกยิ้มมากขึ้น ความจริงเขานึกเดาไว้แล้วเหมือนกัน
เสียงหมิงคุนรีบบอกมาทันทีว่า “สี่อัจฉริยะยอดฝีมืออะไรกัน ตอนที่อยู่สาขาในเราอาจได้ชื่อว่าอัจฉริยะยอดฝีมือ ทว่าที่โลกภายนอกพวกเราไม่ได้มีความหมายอะไร”
คนพูดหยุดคิดนิดหนึ่ง และหันไปมองเยี่ยฉวนตรงๆ พร้อมกล่าวว่า “แน่ล่ะ อย่างท่านอยู่ที่ไหนก็อาจได้ชื่อว่าอัจฉริยะยอดฝีมือเหมือนกัน”
เยี่ยฉวนโต้กลับว่า “พี่หมิงคุน ท่านพูดราวกับว่าดินแดนในโลกภายนอกมีเสน่ห์มากกว่าที่สาขาในของเรานี่ งั้นหรือ?”
หมิงคุนบิดมุมปากยกยิ้ม “มีมากมาย… ดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยางแบ่งเป็น ดินแดนทักษิณ ดินแดนอุดร และดินแดนสวรรค์ ส่วนสถานศึกษาเต๋าอี้ตั้งอยู่ในดินแดนอุดร… และคนที่เป็นอัจฉริยะยอดฝีมือที่แท้จริงของดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยางจะไปรวมอยู่ที่ดินแดนสวรรค์ อย่าว่ากระไรเลย แม้แต่ดินแดนทักษิณก็มีความแข็งแกร่งกว่าเรามาก”
ว่าแล้วเขาเหลือบสายตาไปทางหอคอยเพลิงอินทนิลก่อนเอ่ยเสียงอ่อนเบาราวรำพึงกับตนเองว่า “ผู้ที่ไม่อาจมีชื่อจารึกอยู่บนต้นเสาแห่งเต๋าที่ดินแดนสวรรค์ ผู้นั้นจะหาญกล้าเรียกตนว่าอัจฉริยะยอดฝีมือได้อย่างไร?”



