บทที่ 694 ข้าไม่รู้ว่าเจ้าจะแข็งแกร่งขนาดนี้!
พวกเขามีความอาฆาตแค้นต่อกัน!
เยี่ยฉวนหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น ชายหนุ่มคิดว่าครั้งนี้เขาจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของภยันตรายไปได้ ทว่าอีกฝ่ายนั้นมีความอาฆาตแค้นต่อสตรีลึกลับนี่น่ะสิ!
เขาพบกับความฉิบหายแล้วจริงๆ
ทันใดนั้นเงารางๆ ก็ลอยมาหาเยี่ยฉวน ถึงแม้ว่าพวกเขาจะอยู่ใกล้กันมาก แต่เยี่ยฉวนก็ยังคงไม่สามารถมองเห็นร่างที่แท้จริงของมันได้อย่างชัดเจน
นี่มันเป็นตัวอะไรกันแน่?
เยี่ยฉวนฉงนใจไม่น้อย
เวลานั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในหัว “นางอยู่ที่ไหน!”
เสียงนั้นดูสงบลงกว่าก่อนหน้า
เยี่ยฉวนกดเสียงต่ำ “ข้าไม่รู้!”
“ทำไมเจ้าถึงได้มีกระบี่ของนาง?”
เสียงนั้นดังก้องขึ้นอีกครั้ง
“ข้าบังเอิญได้มันมา” เยี่ยฉวนว่า
ชายลึกลับกล่าวอย่างเย็นชา “จงบอกนางให้มาที่นี่เสีย!”
เยี่ยฉวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงกล่าว “ในตอนนี้นางไม่ได้อยู่ในดินแดนจักรวาลดวงดาวนี้ บางทีท่านควรจะปล่อยข้าไปเสียก่อน ยามที่นางมาหาข้า ข้าจะบอกนางให้มาหาท่าน ท่านว่าอย่างไร?”
ทันใดนั้นกิ่งก้านพลันรัดเขาแน่นขึ้น เยี่ยฉวนรู้สึกเหมือนทั้งร่างกำลังจะระเบิดออก!
เจ้านี่กำลังจะฆ่าเขา!
เยี่ยฉวนเร่งรีบเอ่ยต่อ “เจ้าไม่สามารถรังแกผู้ที่อาวุโสกว่าได้ก็เลยมารังแกคนที่เด็กกว่าหรือ? ช่างน่าสมเพชจริงๆ!”
ในฉับพลันกิ่งไม้นั่นก็หยุดการเคลื่อนไหว
ในเวลาต่อมาพวกไม้เลื้อยที่พันกายเยี่ยฉวนอยู่ จู่ๆ ก็หายไป เยี่ยฉวนได้รับอิสระอีกครั้ง
เขาสับสน
ชายลึกลับกล่าว “ข้าจะไม่รังแกผู้น้อยของนาง หากนางมาหาเจ้า จงนำสารนี้ไปให้นางและจงบอกนางให้มาพบข้า!”
เยี่ยฉวนเอ่ยเสียงทุ้ม “ข้าจะบอกนางเกี่ยวกับเรื่องนี้”
พร้อมกันนั้นเขาก็หันหลังแล้วเดินออกมา
บัดนั้นชายลึกลับพลันกล่าว “เหตุใดเจ้าจึงอ่อนแอยิ่งนัก แม้ว่าเจ้าจะเป็นผู้สืบทอดของนาง?”
ได้ยินเช่นนั้นเยี่ยฉวนก็อับจนคำพูด “ตอนนี้ข้าอยู่ในช่วงวัยยี่สิบปีเท่านั้น ในช่วงอายุนี้ข้าจะสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างยิ่งใหญ่หรือ?”
ชายลึกลับเงียบงันไปครู่หนึ่ง ไม่ช้าเขาก็ปรากฏกายเบื้องหน้าเยี่ยฉวนอีกครั้ง ในตอนนั้นเยี่ยฉวนถึงได้เห็นรูปร่างของอีกฝ่ายอย่างถนัดตา
คนผู้นี้ดูคล้ายคลึงมนุษย์ทั่วไป ทว่าก็มีบางส่วนที่แตกต่างออกไป หูของเขาทั้งสองข้างแหลมคม ร่างของเขาดูสูงเพรียว และทั่วทั้งร่างนั้นเต็มไปด้วยพลังมืด
“อสูรทมิฬ!”
เสียงของผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองดังขึ้นมาในหัวของเยี่ยฉวนทันควัน ซึ่งมีเค้าของความจริงจังอยู่
“อสูรทมิฬหรือ?”
เยี่ยฉวนเอ่ยถามนางในใจ “มันคืออะไรกัน?”
ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองกดเสียงต่ำ “เป็นเผ่าเก่าแก่ที่เคยมีชื่อเสียงเลื่องลือและแข็งแกร่งยิ่งนัก ทว่าวันหนึ่งอยู่ๆ พวกเขาก็หายไปแบบไร้สาเหตุ ข้าไม่คาดคิดว่าจะพบที่นี่”
เมื่อกล่าวถึงสิ่งนี้นางก็หยุดไปจากนั้นจึงพูด “โลกนี้ไม่ธรรมดา ชายคนตัวสูงๆ ที่เจ้าพบในภูเขาด้านนั้นคงเป็นคนมาจากเผ่ายักษ์ มันเป็นเผ่าที่มีชื่อเสียงเช่นกัน ทว่าต่อมาคนพวกนั้นก็หายไป”
เยี่ยฉวนกำลังจะเอ่ยบางสิ่งนั้น ทว่าอสูรทมิฬที่อยู่เบื้องหน้าเขาพลันกล่าวขึ้นเสียก่อน “เจ้ามนุษย์จงบอกข้ามา นางหรือข้าที่แข็งแกร่งกว่ากัน?”
เยี่ยฉวนชะงักงันไป
เขาถามเรื่องนี้กับเขาหรือ!
ในความคิดของเขา อสูรทมิฬนั้นแข็งแกร่ง แข็งแกร่งอย่างมาก ทว่าสตรีลึกลับนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่า!
สตรีลึกลับมีอำนาจกล้าแกร่งมากจนเกินไป!
มากไปกว่านั้นเขาเพิ่งได้เห็นเพียงร่างอวตารของสตรีคนที่ว่าเท่านั้น ชายหนุ่มไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่าร่างจริงของนางนั้นจะแข็งแกร่งเพียงไร!
เยี่ยฉวนเรียกสติตัวเขาเอง ครุ่นคิดแล้วจึงกล่าวไป “ข้ารู้ถึงระดับพลังของนาง ทว่าข้าไม่รู้เกี่ยวกับพลังของท่านมากนัก ฉะนั้นข้าจึงไม่รู้ว่าผู้ใดแข็งแกร่งกว่ากัน!”
หลังจากที่เงียบงันไปพักหนึ่ง อสูรทมิฬจึงกล่าว “เจ้าไปได้แล้ว!”
เยี่ยฉวนลังเลใจก่อนจะกล่าว “เกิดสิ่งใดขึ้นกับโลกใบนี้? ทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้ได้?”
อสูรทมิฬทำเพียงโบกมือขวา ต่อมาม่านแสงก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเยี่ยฉวน ซึ่งบนนั้นกำลังฉายภาพโลกใบนี้อยู่
ในฉับพลันนั้นเองบางสิ่งก็เกิดขึ้น ท้องฟ้ามืดมนไปในทันใด จากนั้นยานเมฆาสีดำที่ใหญ่ประหนึ่งจะปกคลุมท้องฟ้าได้ก็ปรากฏอยู่เหนือโลกใบนี้
ไม่ช้าเงาดำก็บินลงมาจากฟากฟ้า
สัตว์อสูรหายาก!
เงาดำนั่นคือสัตว์อสูรหายากที่เขาเคยเห็นมาก่อน!
ไม่ช้าเยี่ยฉวนก็เห็นผู้คนในโลกใบนี้เริ่มการโจมตีกลับ ในหมู่คนพวกนั้นมีผู้ฝึกวิชากระบี่ ยักษ์ และอสูรทมิฬ
มันช่างดูดุเดือดอย่างไม่อาจหาใดเปรียบ
ยอดฝีมือในโลกแห่งนี้ถูกกำราบในทันที สัตว์อสูรหายากพวกนั้นช่างเหี้ยมโหดยิ่งนัก อีกทั้งยังมีพลังอันกล้าแกร่งขนาดที่สามารถทำให้ยอดฝีมือแห่งโลกนี้รู้สึกสิ้นหวัง
ในเวลาที่โลกใบนี้กำลังจะถูกทำลายสิ้น สตรีลึกลับพลันปรากฏขึ้นบนยานเมฆาสีดำ
นางมองลงไปยังเบื้องล่าง พลังจิตตรวจตราของนางเคลื่อนไปรอบๆ ไม่หยุด ราวกับกำลังมองหาบางสิ่ง
กระนั้นนางกลับไม่ได้จับตาดูการต่อสู้อันดุเดือดข้างใต้นี้แต่อย่างใด
เวลาต่อมาสตรีลึกลับก็มองไปทางอื่นและหลับตาลงช้าๆ นางเอ่ยอย่างแผ่วเบา “เจ้าอยู่ที่ไหน……”
นางเดินทางข้ามผ่านดินแดนจักรวาลดวงดาวและโลกต่างๆ มามากมายนับไม่ถ้วน เพื่อที่จะตามหาบุคคลผู้หนึ่งเท่านั้น มันยากเพียงไรกันที่จะตามหาบุคคลผู้หนึ่งในดินแดนจักรวาลดวงดาวอันกว้างใหญ่
สามหมื่นปี!
มันผ่านมาแล้วสามหมื่นปี!
สตรีลึกลับเบิกตาและจ้องมองไปที่สุดขอบฟ้าด้วยสายตาอันว่างเปล่า
ยามนั้นนางช่างดูโดดเดี่ยวอ้างว้างยิ่งนัก……
ไม่นานนางก็เตรียมตัวจะจากไป
เวลานั้นเองสัตว์อสูรหายากตัวใหญ่ยักษ์อยู่ๆ ก็ปรากฏอยู่เหนือศีรษะของนาง มันตัวใหญ่มโหฬารยิ่งนัก อย่างน้อยตัวใหญ่กว่าตัวที่เยี่ยฉวนพบถึง 100 เท่า มันแทบจะปกคลุมท้องฟ้าและกลืนกินพระอาทิตย์
สัตว์อสูรหายากนั้นจ้องมองลงไปที่สตรีลึกลับด้วยแววตาที่มีร่องรอยของความตื่นกลัว “แม่นางเจ้าช่างน่ายำเกรงยิ่งนัก”
สตรีลึกลับจ้องมองไปที่สัตว์อสูรหายาก ทว่าหาได้เอ่ยสิ่งใด และจากนั้นก็เริ่มลอยตัวไปด้านหน้าต่อเพื่อไปยังจักรวาลดวงดาว
มันถูกเมินเฉย!
สัตว์อสูรหายากเดือดดาล มันคำรามใส่สตรีอีกฝ่ายอย่างเกรี้ยวกราด ทันใดนั้นสตรีลึกลับพลันหันกลับมา แววตาของนางช่างดูสงบนิ่งยิ่งนัก กล่าวให้ถูกแววตาของนางนั้นดูเฉยเมย นางจ้องมองมันราวกับมนุษย์ที่มองดูมดปลวก!
สีหน้านั้นทำให้สัตว์อสูรหายากรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว มันคำรามใส่อีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นลมปราณอันแปลกประหลาดก็พุ่งเข้าหานาง พื้นที่ที่ลมปราณนั้นพาดผ่านพลันแตกละเอียดไปในบัดดล
คนสตรีจ้องมองไปที่อสูรหายากด้วยความเฉยเมย ในเวลาต่อมานางก็กางมือขวาออก และภาพรางๆ ของกระบี่ก็ปรากฏอยู่เหนือศีรษะของสัตว์อสูรหายาก ฉับพลันก็หันมือขวับกดมันลง
กระบี่ตกลงมา!
ฟึบ!
ทั่วทั้งยานเมฆาสีดำถูกฟาดฟันลงไปจนป่นปี้ไม่มีชิ้นดี และสัตว์อสูรหายากจำนวนมากนั้นสิ้นชีพไปอย่างเจ็บปวด
กลางอากาศนั้นร่างของสัตว์อสูรหายากตัวใหญ่ยักษ์กลายเป็นภาพเลือนราง มันจ้องไปที่สตรีลึกลับด้วยความตกตะลึง “ข้าไม่รู้ว่าเจ้าจะแข็งแกร่งขนาดนี้……”
หลังจากนั้นมันก็สลายหายไปในทันที
บนฟ้านั้นสตรีลึกลับกำลังจะไปจากที่นี่ อยู่ๆ นางก็จ้องมองลงไปที่บางแห่งและขมวดคิ้วแน่น “เจ้านั่น……”
หลังจากนั้นนางก็หายตัวไปอย่างรวดเร็ว ไม่ช้านานก็มาถึงป่าทึบที่เยี่ยฉวนอยู่ ดูท่าแล้วนางเพียงแค่ต้องการจะเดินผ่านไป ซึ่งยามนั้นลมปราณอันแข็งแกร่งพลันทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจากป่าทึบ……
แล้วจากนั้นภาพนี้ก็ขาดตอนไป
เยี่ยฉวนมองไปที่อสูรทมิฬเบื้องหน้าตน โดยที่ไม่ต้องพูดให้มากความก็รู้ได้ว่าบางสิ่งได้เกิดขึ้นยามที่สตรีลึกลับผ่านป่าทึบนี้ไป
เบื้องหน้าเยี่ยฉวน อสูรทมิฬกล่าว “นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับโลกใบนี้”
เยี่ยฉวนพยักหน้าน้อยๆ “เข้าใจแล้ว หากนางมาหาข้า ข้าจะให้นางมายังที่แห่งนี้ ทว่ามันเป็นธุระของนาง หากนางไม่ต้องการมาที่นี่ ข้าจะนำสารของท่านไปให้นาง!”
อสูรทมิฬตอบ “ย่อมได้!”
เยี่ยฉวนพยักหน้าและจากไป
ชายหนุ่มไม่อาจรู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นระหว่างสตรีลึกลับและเผ่าอสูรทมิฬหลังจากที่นางเดินผ่านไป ทว่าเขารู้ได้ว่าสตรีลึกลับนั้นไม่สร้างปัญหาเป็นอย่างแน่นอน เหตุเพราะนางให้ความสนใจในเรื่องทั่วไปได้น้อยนัก
ไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นมันก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเขา
เยี่ยฉวนพร้อมแล้วที่จะออกจากโลกใบนี้ เหตุเพราะที่นี่เต็มไปด้วยอันตราย เขาไม่ต้องการที่จะเตร็ดเตร่อยู่ที่นี่ต่อ
ไม่ช้าเยี่ยฉวนก็มาถึงจักรวาลดวงดาว จากนั้นชายวัยกลางคนก็ปรากฏเบื้องหน้าเขา
เขาผู้นี้คือผู้ปกครองแห่งสำนักชางเสี่ยว โม่หยานเสี่ยว!
โมหยานเสี่ยวมองมาที่เยี่ยฉวน “เจ้าสังหารศิษย์ของสำนักชางเสี่ยวของพวกข้าหรือ?”
เยี่ยฉวนส่ายหัวดิก “ไม่!”
โมหยานเสี่ยวกล่าวด้วยเสียงเย็นชา “ศิษย์จากสถานศึกษาเต๋าอี้ของพวกเจ้าอยู่กับศิษย์สำนักชางเสี่ยวของพวกข้า พวกเจ้าทั้งหมดออกมาโดยที่ยังมีชีวิตอยู่ ทว่าไม่มีศิษย์ผู้ใดของสำนักชางเสี่ยวที่กลับออกมา”
เยี่ยฉวนกดเสียงต่ำ “ดูแล้วก็ไม่มีเรื่องอะไรที่เกี่ยวข้องกับข้านี่!”
โมหยานเสี่ยวหนี่ตาลงนิดๆ สีหน้าของเขาดูไม่เป็นมิตรนัก ในขณะเดียวกัน ฝั่งเยี่ยฉวนพลันยิ้มแล้วกล่าวต่อว่า “ท่านเจ้าสำนักโม่ ศิษย์ของท่านหายไปเบื้องล่างนี้ ท่านคิดว่าข้าจะสังหารพวกเขาทั้งหมดได้ด้วยตัวคนเดียวหรือ?”
โมหยานเสี่ยวเงียบงันไป
เหตุเพราะในความคิดของเขาเชื่อว่าเยี่ยฉวนคงสังหารศิษย์แห่งสำนักชางเสี่ยวทั้งหมดคนเดียวไม่ได้แน่!
เยี่ยฉวนยังคงกล่าวต่อ “หากท่านข้องใจนัก ท่านก็ลองเดินลงไปแล้วตรวจตราดู เมื่อนั้นท่านก็จะรู้คำตอบเอง ตอนนี้ข้ายังมีสิ่งที่ต้องทำอีกมากนัก ฉะนั้นข้าขอลา!”
พร้อมกันนั้นคนพูดก็ท่องกระบี่และหายไปในระยะที่ไกลออกไป
โมหยานเสี่ยวที่ยังอยู่ตรงที่เดิมเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเร่งรุดลงไปทันที ผ่านไปพักหนึ่งก็มีเสียงการต่อสู้เบื้องล่าง
เยี่ยฉวนกลับไปที่เมืองเต๋าอี้ เขามาที่ที่เคยเป็นที่ตั้งของโรงหล่อ ทว่าบัดนี้เรื่องโรงหล่อที่เขาเคยสร้างใหม่นั้นกลายเป็นเพียงกองซากปรักหักพัง!
มีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น!
สีหน้าของเยี่ยฉวนดูเคร่งเครียดขึ้นมา เขารีบติดต่ออวิ๋นเซิง กระนั้นก็ไม่มีการตอบกลับใดๆ
บัดนั้นหัวหน้าผู้อาวุโสอยู่ๆ ก็ปรากฏกายเบื้องหน้าเขา เยี่ยฉวนกำลังจะเอ่ยบางสิ่งยามที่หัวหน้าผู้อาวุโสกล่าวเสียงทุ้ม “จงตามข้ามา!”
หลังจากนั้นเขาก็พาเยี่ยฉวนกลับไปที่สถานศึกษาเต๋าอี้
ที่หอเต๋าอี้ ผู้อาวุโสและผู้ฝึกสอนของสถานศึกษาเต๋าอี้ทั้งหมดอยู่ที่นั่น
เยี่ยฉวนกดเสียงต่ำลง “ท่านผู้อาวุโสเกิดสิ่งใดขึ้นหรือขอรับ?”
หัวหน้าผู้อาวุโสพยักหน้าเล็กน้อย “อวิ๋นเซิงถูกคนจากตระกูลอวิ๋นพาตัวไป และพวกเขาขอให้สถานศึกษาเต๋าอี้ส่งตัวเจ้าไป ยิ่งไปกว่านั้นตระกูลตู๋กูที่อยู่ในดินแดนสวรรค์ก็ส่งคนมาขอให้สถานศึกษาเต๋าอี้ส่งเจ้าไปภายในสามวัน มิเช่นนั้น พวกเขาจะหันไปใช้กำลัง!”
“ตระกูลตู๋กูหรือ?”
เยี่ยฉวนขมวดคิ้วแน่น “เป็นตระกูลไหนกัน? ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน”
หัวหน้าผู้อาวุโสจ้องมองไปที่เยี่ยฉวน “เจ้ามั่นใจหรือไม่ว่าเจ้าไม่เคยได้ยินมาก่อน?”
เยี่ยฉวนพยักหน้า “ขอรับ!”
หัวหน้าผู้อาวุโสกดเสียงต่ำ “เจ้ามาจากตระกูลเยี่ยแห่งแผ่นดินชิง แล้วมารดาของเจ้าเล่า?”
ท่านแม่หรือ?
ได้ยินเช่นนั้นเรียกเยี่ยฉวนก็ชะงักงันไปในทันที
นางมาจากตระกูลตู๋กูหรือ?
ในหอนั้นเยี่ยฉวนยังคงเงียบงันต่อไป



