Skip to content

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ 786

Yi Jian Du Zun
BC

บทที่ 786 ท่านต้องทำบางสิ่ง!

C

เยี่ยฉวนประหม่าไปเล็กน้อยในยามนี้

ที่ชั้นห้า!

เมื่อตอนที่เจียนจื่อไจ้จากไป ได้บอกกล่าวกับตนไว้ว่า ระวังชั้นห้านี้ให้ดี เห็นได้ชัดเลยว่าเจียนจื่อไจ้กลัวชั้นห้าเช่นกัน!

ชั้นห้านั่นไม่ธรรมดาจริงๆ แม้แต่กระบี่ที่อยู่บนยอดหอคอยยังทำได้แค่สะกดไว้ได้ชั่วคราวเท่านั้น ประจักษ์แล้วว่ามันน่าหวาดเกรงเพียงใด!

หากหลุดออกมาในยามนี้ ชายหนุ่มย่อมกลายเป็นผู้เคราะห์ร้ายแน่!

หลังจากที่เยี่ยฉวนรออยู่ครู่หนึ่ง กลับไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ตรงทางออกของชั้นห้าเลยแม้แต่น้อย

นี่มันอะไรกัน?

เยี่ยฉวนสับสน ‘นี่จะออกหรือไม่ออกกันแน่?’

เวลาล่วงเลยผ่านไปยังไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ดังเดิม

ในอ้อมแขนของเยี่ยฉวน อาหลิงกะพริบตามองไปยังชายหนุ่ม เขาจึงถามว่า “เจ้ากลัวหรือไม่?”

อาหลิงพยักหน้าแรงๆ

เยี่ยฉวนกล่าวอย่างจริงจังว่า “ข้าอยู่ที่นี่แล้ว ไม่ต้องกลัว!”

อาหลิงเอ่ยเสียงเบา “ทว่าท่านไม่สามารถเอาชนะชายผู้นั้นได้น่ะสิ!”

เยี่ยฉวนอับจนคำพูด…

อาหลิงเอามือแตะคางแล้วถอนหายใจ “เราควรทำเช่นไรดี!”

เยี่ยฉวนส่ายศีรษะ ใบหน้าเผยรอยยิ้มก่อนจะลูบศีรษะอาหลิงเบาๆ “แม้ฟ้าจะถล่ม……ข้าโดนก่อนอยู่ดี เจ้าก็รู้ไม่ใช่หรือ?”

อาหลิงมองไปที่เยี่ยฉวน หลังจากนั้นครู่หนึ่ง กล่าวเสียงเบาว่า “จริงๆ แล้วข้ามีบางสิ่งที่ทรงพลังอยู่!”

นางจึงหยิบกล่องเล็กๆ ออกมา

เยี่ยฉวนตกตะลึง “คือสิ่งใดกัน?”

อาหลิงกอดกล่องเล็กๆ ในอ้อมแขนแน่นแล้วยิ้ม “กล่องนี้ทรงพลังมาก ถ้าเจ้าที่อยู่ชั้นห้าออกมารังแกพวกเราล่ะก็……ข้าจะใช้เจ้านี่สังหารมันเสีย!”

เยี่ยฉวนยิ้ม “ตกลง!”

อาหลิงพยักหน้าแล้วกลับไปยังหอคอยแห่งเรือนจำ เหลือบตามองขึ้นไปชั้นบน……สองมือเล็กๆ จับกล่องไว้แน่น

ด้านนอก……

หลังจากที่อาหลิงเข้าไปในหอคอยแห่งเรือนจำ รอยยิ้มของเยี่ยฉวนค่อยๆ หายไป สีหน้าจริงจังขึ้นเล็กน้อย

ชายหนุ่มพบว่าศัตรูตัวฉกาจที่สุด ไม่ใช่ศัตรูที่อยู่ด้านนอก ทว่าเป็นที่ชั้นห้าหรือหอคอยแห่งเรือนจำ!

หากไม่สามารถเอาชนะศัตรูภายนอกเหล่านั้น……เขายังหนีไปได้ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับหอคอยแห่งเรือนจำ……ไม่มีโอกาสใดให้หนีทั้งนั้น!

เฮ้อ!

เยี่ยฉวนถอนหายใจ เดินกลับไปยังบ้านหินหลังเดิม ก่อนจะนั่งลงบนพื้นเริ่มฟื้นฟูพลังทันที

สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการรักษาอาการบาดเจ็บให้หายขาดแล้วเสริมพลังความแข็งแกร่ง!

หลังจากนั้นประมาณสองชั่วยาม ร่างกายจึงกลับมาเป็นปกติ

ชายหนุ่มนั่งลงบนพื้น ในไม่ช้า……กระบี่ชี่จำนวนหนึ่งปรากฏขึ้นรอบตัว กระบี่ชี่เหล่านี้เริ่มกลั่นตัวอย่างรวดเร็วจนหลอมรวมกลายเป็นหนึ่ง ในเวลาต่อมา กระบี่เล่มนี้ค่อยๆ หายไปอย่างเงียบๆ…

เร็ว! เร็วมาก รับรู้ได้เพียงทิศทางอันคลุมเครือเท่านั้น!

เยี่ยฉวนส่ายศีรษะ

แต่ยังช้าไป……

ความเร็วนี้เร็วมากสำหรับยอดฝีมือแห่งขั้นศักด์สิทธิ์ ทว่ายังไม่เพียงพอสำหรับยอดฝีมือชั้นเนรมิต

ต้องเร็วกว่านี้!

จะปรับปรุงอย่างไรดี?

เยี่ยฉวนนั่งบนพื้นดินเป็นเวลานาน ในที่สุดชายหนุ่มจึงใช้กฎเต๋าสุญญากาศ! ที่ฝึกฝนมาด้วยความยากลำบาก แต่ไม่ค่อยได้ใช้กฎเต๋าปฐพีกับกฎเต๋าสุญญากาศเสียเท่าไร ตนจำสิ่งที่เยี่ยนเจี๋ยเคยพูดได้ว่า พลังของกฎเต๋ามีศักยภาพไม่มีที่สิ้นสุด

หากมีศักยภาพ เขาต้องบรรลุมันให้ได้!

แก่นแท้ของกฎเต๋าสุญญากาศคือสุญญากาศ แต่ชายหนุ่มไม่เข้าใจการควบคุมสุญญากาศอย่างถ่องแท้นี่สิ

กฎเต๋าแห่งสุญญากาศไม่ธรรมดาจริงๆ!

‘สำรวจสุญญากาศ’

เยี่ยฉวนคิดเรื่องนี้ในใจ ตอนนี้ต้องทำให้กระบี่เร็วขึ้น วิธีเดียวที่จะปรับปรุงคือการใช้สุญญากาศ!

เหตุเพราะใช้ ‘พลังชี่’ จนถึงขีดสุด หากต้องการพัฒนามากกว่านี้ มีแต่ต้องใช้สุญญากาศเท่านั้น

‘สุญญากาศ’

เยี่ยฉวนลุกขึ้นยืน เดินออกไปด้านนอกบ้านหิน มองออกไปด้านนอกด้วยความงงงวยเล็กน้อย

ก่อนที่ไปถึงขั้นทะยานสวรรค์และควบคุมสุญญากาศได้ ในตอนนี้พบว่าเป็นไปได้น้อยมาก…

‘สุญญากาศ’

ชายหนุ่มมองไม่เห็นทว่าสัมผัสได้

ดวงตาของเยี่ยฉวนปิดลง พลังชี่อันสงบสมาธิที่แน่วแน่ ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม……ใจสงบลงโดยไม่มีความคิดฟุ้งซ่านอื่นใด

รู้สึกถึงสุญญากาศแล้ว!

สุญญากาศที่มองไม่เห็นทว่าสามารถสัมผัสได้ด้วยกฎเต๋าสุญญากาศ อีกทั้งยังสัมผัสได้ชัดเจนมากขึ้น นอกจากนี้สามารถใช้สุญญากาศรอบๆ มันได้อีกด้วย!

แน่นอนว่า หากบรรลุขั้นใดขั้นหนึ่งแล้ว จะใช้สุญญากาศได้โดยปราศจากกฎเต๋าสุญญากาศ เยี่ยฉวนพบว่าผลของการไม่ใช้กฎเต๋าสุญญากาศนั้นย่ำแย่กว่าการใช้มันอย่างน้อยสิบเท่า!

ในยามนี้พลันรู้สึกถึงความน่าหวั่นเกรงของกฎเต๋าสุญญากาศนี้อีกเท่าตัว!

ทั้งหมดที่ชายหนุ่มต้องทำคือการผสานรวมกระบี่เข้ากับกฎเต๋าสุญญากาศ!

หนึ่งชั่วยามต่อมา กระบี่พลังชี่ปรากฏขึ้นอย่างเงียบๆ แล้วบินพุ่งไป ทันทีที่บินออกไปมันหายลับในทันที เมื่อปรากฏขึ้นอีกครั้งก็อยู่บนกำแพงห่างออกไปหลายจั้งเสียแล้ว

‘ทะยานผ่านสุญญากาศ’

เยี่ยฉวนตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะหลังจากใช้สุญญากาศ ความเร็วในการส่งตัวของกระบี่พลังชี่เร็วขึ้น! ทว่าการเผาผลาญพลังนั้นค่อนข้างมาก เหตุเพราะต้องควบคุมพลังแห่งสุญญากาศไปด้วย!

ความเร็วมากขึ้น การเผาผลาญเพิ่มขึ้นเช่นกัน

เยี่ยฉวนเงียบไปครู่หนึ่งแล้วฝึกฝนต่อ

‘การฝึกฝนช่างน่าเบื่อหน่าย’

ด้วยเหตุนี้ เยี่ยฉวนจึงลองวิธีการต่างๆ เวลาผ่านไปทั้งวันจนถึงรุ่งสาง แม้ความเร็วของกระบี่บินจะพัฒนาขึ้นมาก แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องการเผาผลาญพลังได้ นอกจากนี้ยังไม่พอใจกับความเร็วนี้สักเท่าไร

ชายหนุ่มต่อสู้กับยอดฝีมือขั้นก่อเกิดชั้นเนรมิตมาก่อน จึงรู้ว่าเจ้าพวกนั้นแข็งแกร่งเพียงใด หากความเร็วไม่เร็วพอ นั่นไม่อาจโจมตีพวกเขาได้เลย!

ทักษะกระบี่ในปัจจุบันของชายหนุ่ม ยากมากที่จะสังหารเหล่าคนในขั้นก่อเกิดชั้นเนรมิตได้

แน่นอนหากเป็นการสู้แบบตัวต่อตัวแล้ว ชายหนุ่มไม่ได้อ่อนแอถึงเพียงนั้นยามที่ต้องเผชิญหน้า ทว่าคนเหล่านั้นก็เช่นกัน!

เยี่ยฉวนฝึกฝนต่อไปราวกับคนบ้า!

เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ……

ล่วงเลยไปจ้านจุนและคนอื่นๆ ยังไม่กลับมา กระทำบางสิ่งที่คนอื่นๆ ไม่สามารถรู้ได้

เยี่ยฉวนไม่ได้ออกไปไหน เลือกซ่อนตัวอยู่ในบ้านหินพร้อมศึกษากฎเต๋าสุญญากาศอย่างบ้าคลั่ง พยายามอย่างไม่ลดละจนบังเกิดผลลัพธ์ออกมา

นั่นคือการใช้กฏเต๋าแห่งสุญญากาศแล้วผสานกระบี่ของตนเข้ากับสุญญากาศนั่นเอง!

ก่อนหน้านี้ชายหนุ่มใช้กระบี่ทะยานผ่านสุญญากาศเพื่อบรรลุผลที่ไม่อาจคาดถึง ทว่าปัจจุบันเลือกใช้กระบี่และสุญญากาศผสานเข้าด้วยกันแทน

ความต่างคือในการทะยานผ่านสุญญากาศ กระบี่พลังชี่กับสุญญากาศถูกแยกจากกัน ชายหนุ่มต้องควบคุมพลังชี่และสุญญากาศพร้อมกันซึ่งมันลำบากมากในการผสานเข้ากับสุญญากาศ ชายหนุ่มต้องควบคุมสุญญากาศให้ได้เพราะกระบี่ถูกผสานเข้ากับสุญญากาศโดยตรง กระบี่คือสุญญากาศ สุญญากาศคือกระบี่นั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีข้อดีอีกประการคือ กระบี่พลังชี่เปลี่ยนรูปร่างจากจับต้องได้เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นแทน!

กระบี่พลังชี่ที่มองไม่เห็นนั้นทำให้คาดเดาได้ยากมากยิ่งขึ้น

แน่นอนว่าไม่ง่ายเลยที่จะผสานกระบี่พลังชี่เข้ากับสุญญากาศ ทว่าโชคดีได้รับความช่วยเหลือจากกฎเต๋าสุญญากาศจึงไม่ยากเกินไป ทั้งหมดที่เขาต้องทำคือฝึกฝน!

ฝึกอย่างบ้าคลั่ง!

สองวันต่อมาจ้านจุนกลับเข้าไปในบ้านหินพร้อมกับบาดแผล เลือดอาบหลายจุดบนตัว

เยี่ยฉวนตกตะลึง “เกิดเหตุอันใดขึ้น?”

จ้านจุนยิ้ม “ข้าสู้กับคนของสำนักแมวดำมา……ไม่ได้พ่ายแพ้นะ แต่ฉีกแขนของศัตรูออกมาได้ข้างหนึ่งเลย!”

เยี่ยฉวนพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น “เหล่าคนของสำนักแมวดำมาที่นี่หรือ?”

จ้านจุนส่ายศีรษะ “ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ คนของสำนักแมวดำไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ คราวนี้เราเลยบุกไปหาพวกมันเอง!”

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เขาเหลือบมองที่เยี่ยฉวน “ท่านหายแล้วหรือไม่?”

เยี่ยฉวนพยักหน้า “ใกล้หายสนิทแล้วล่ะ”

จ้านจุนพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น “พี่เยี่ย มีสิ่งหนึ่งที่ข้าไม่รู้ว่าควรจะเอ่ยปากดีหรือไม่!”

เยี่ยฉวนพูดด้วยรอยยิ้ม “กล่าวมาเถิด”

จ้านจุนพยักหน้า “ท่านอยู่ที่นี่มาระยะหนึ่งแล้ว ท่านต้องทำอันใดสักอย่าง ผู้ที่ไม่แข็งแกร่งจะไม่เป็นที่เคารพนับถือที่นี่”

เยี่ยฉวนยิ้มอย่างขมขื่น “ทำอันใดอย่างนั้นหรือ?”

จ้านจุนยิ้มแล้วพูดว่า “เช่นนั้น……ไปกับข้าแล้วก็เจ้าหัวโล้นดีหรือไม่?”

เยี่ยฉวนถาม “คือที่ใด?”

จ้านจุนกล่าวว่า “เดี๋ยวท่านก็รู้เอง ไปกันเถิด!”

หลังจากนั้นจึงหันหลังกลับเดินจากไป

เยี่ยฉวนรีบพูดว่า “เจ้าไม่ฟื้นฟูตัวเองหรือ?”

จ้านจุนหัวเราะ “ไม่ใช่เรื่องสำคัญนักหรอก”

เยี่ยฉวนส่ายศีรษะอมยิ้มแล้วเดินตามไป

ในไม่ช้าเยี่ยฉวนและจ้านจุนเห็นชายหัวล้านเข้า ชายผู้นั้นเหลือบมองเยี่ยฉวนแวบหนึ่งแล้วเอ่ย “ไปกันเถิด!”

หลังจากนั้นหันหลังกลับแล้วกระโจนตรงไปยังด้านล่างของเมือง เยี่ยฉวนกับจ้านจุนเห็นดังนั้นจึงรีบทำตาม

พวกเขาวิ่งไปด้วยความรวดเร็วตลอดทาง ในไม่ช้าจึงหายไป ณ สุดเขตที่ราบที่อยู่ไกลออกไป

บนกำแพงเมือง ชายวัยกลางคนในชุดขาวมองดูคนสามคนที่อยู่ห่างไกลอย่างเงียบๆ

เป็นท่านไป่นั่นเอง……

หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ท่านไป่กระซิบว่า “สมบัติล้ำค่านั่น… ท่านผู้นำ เหตุใดท่านจึงส่งภัยพิบัตินี้มาที่นี่? คิดว่าข้ามีเวลาว่างหรือไร?”

ในเวลานี้ชายชุดดำถือเคียวอยู่ปรากฏขึ้นด้านหลังท่านไป่

ชายชุดดำกล่าวว่า “นายท่าน ในช่วงเวลานี้ มีเหล่าคนไม่ทราบชื่อเสียงเรียงนามแอบดูอยู่รอบๆ กำแพงเมือง”

ท่านไป่พยักหน้า “เข้าใจแล้ว”

ชายชุดดำพูดว่า “เราต้องสังหารพวกเขาหรือไม่ขอรับ”

ท่านไป่ส่ายศีรษะ “เมื่อเด็กหนุ่มผู้นั้นอยู่ ณ ที่แห่งนี้ แมลงวันเหล่านี้มีมากมายเหลือคณานับ”

ด้วยเหตุนี้จึงเงยหน้าขึ้นมองไปยังจุดสิ้นสุดที่อยู่ไม่ไกล “หากเขาไม่สร้างผลประโยชน์อันใด อีกทั้งยังเป็นแค่คนสามัญทั่วไป ข้าจะส่งเจ้านั่นออกไปด้วยตัวเอง ที่นี่ไม่ใช่ที่หลบภัย”

ชายชุดดำพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกว่า “หากเขาไม่ธรรมดาล่ะขอรับ?”

ท่านไป่กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ถ้าเป็นผู้มีพรสวรรค์แห่งเว่ยหยาง เขาควรได้รับการปกป้องอย่างดีแล้วเติบโตขึ้น คอยดูศักยภาพของเขากันไปก่อน!”

หลังจากนั้นจึงหันหลังกลับเดินจากไป

ชายชุดดำได้หายตัวไปอย่างเงียบๆ

ห่างออกไป ชายหัวล้านพาสหายทั้งสองไปยังหนองน้ำแล้วออกวิ่งอย่างรวดเร็วไปตลอดทาง

ไม่นานชายหัวโล้นหยุดชะงักลง ปรากฏต้นไม้สีฟ้าอยู่บนกำแพงด้านหน้าไม่ไกลนัก เผยผลไม้สีน้ำเงินเข้มสี่ผลบนต้นนั้น

เยี่ยฉวนประหลาดใจเล็กน้อย “สิ่งนี้คือ?”

จ้านจุนยิ้ม “นี่คือผลหยางเถ่า สามารถฟื้นฟูร่างกายได้หลังจากกินเข้าไป เทียบเท่ากับการชุบเลือดมังกรในครั้งเดียว สมบัติชั้นดีเยี่ยม!”

เยี่ยฉวนกล่าวว่า “อันตรายใช่หรือไม่?”

จ้านจุนมองไปที่เยี่ยฉวน “แน่นอน หากสมบัติพวกนี้ปรากฏขึ้นที่นี่ ต้องมีใครนำมาไว้ในที่แห่งนี้เป็นแน่ แล้วมีสัตว์อสูรทรงพลังคอยปกป้องอยู่!”

เยี่ยฉวนเหลือบมองไปรอบๆ แต่ไม่พบสิ่งใด

ชายหนุ่มดูจริงจังขึ้นมา

ที่นี่ไม่ธรรมดาแน่นอน!

ชายหัวโล้นพูดขึ้นมาทันทีว่า “เดี๋ยวข้าจัดการเอง ช่วยดูต้นทางที!”

จ้านจุนพูดขึ้นทันทีว่า “ข้าไปเอง!”

ชายหัวล้านพูดเบาๆ “เจ้าเร็วกว่าข้าหรือ?”

จ้านจุนกำลังจะเอ่ยบางสิ่ง ทว่าชายหัวล้านส่ายศีรษะ “ข้าเร็วกว่า ข้าไปน่ะดีแล้ว!”

ขณะที่กำลังมุ่งตรงไปที่นั่น ตอนนั้นเองที่อาหลิงปรากฏตัวต่อหน้าเยี่ฉวน

ทั้งจ้านจุนและชายหัวล้านต่างตกตะลึง เยี่ยฉวนก็เช่นกัน

ภายใต้สายตาของทุกคน อาหลิงปรากฏกายขึ้นตรงด้านหน้าต้นไม้ในพริบตา แล้วเผยกายเบื้องหน้าพวกเขาอีกครั้งพร้อมกับต้นไม้ต้นนั้น

อาหลิงยิ้ม “ของข้า!”

หลังจากนั้นอุ้มเจ้าต้นไม้แล้วหายตัวไปทันที!

ทั้งสามอับจนคำพูด……

ยามนี้ภูเขาขนาดใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้าระเบิดออกในทันที… ไม่ช้า ร่างหนึ่งพุ่งตรงไปยังพวกเขาทั้งสามอย่างรวดเร็ว

ชายหัวล้านกับจ้านจุนดูเคร่งขรึม จนจ้านจุนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นว่า “เป็นนักรบภูติ นักรบแห่งสำนักแมวดำ!”

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!