ตอนที่ 110 การประชุมคณะเสนาบดีใหญ่
ฮ่องเต้ออกท้องพระโรง ขุนนางทุกคนมาประชุม การประชุมมีสามประเภท วันปีใหม่ วันเทศกาลบัวลอยและวันประสูติฮ่องเต้ การมาประชุมในสามวันนี้จะมีขุนนางและชนชั้นสูงที่มีระดับสูงพอจะเข้าร่วมก็ต้องมาร่วม มาเข้าเฝ้าฮ่องเต้ที่ท้องพระโรง เรียกว่า การประชุมท้องพระโรงใหญ่ ทุกวันที่ 1 และ 15 ของเดือน สองวันนี้ ขุนนางทุกคนสวมชุดขุนนางรอเข้าเฝ้าที่ท้องพระโรง นี่เรียกว่า การประชุมท้องพระโรงทั่วไป
การประชุมสองประเภทข้างต้นเป็นเพียงพิธีการ ไม่ยื่นถวายฎีกาหารือเรื่องบ้านเมือง ยังมีอีกการประชุมหนึ่งที่เรียกว่า การประชุมประจำวัน ก็คือการประชุมที่ฮ่องเต้ต้องหารืองานแผ่นดินในทุกวัน
ผู้เข้าร่วมการประชุมนี้ ปกติก็เป็นพวกราชบัณฑิตในคณะเสนาบดีใหญ่ พวกขุนนางหกกรมและเก้ากองงาน ยังมีบรรดาขันทีจากสำนักส่วนพระองค์ ขุนนางระดับอื่นนั้นก็ให้เข้าเฝ้าได้ตามการเรียกพบ
ตั้งแต่ปฐมฮ่องเต้จูหยวนจางมา การประชุมประจำวันมีทั้งเช้าและเย็น ต่อมาค่อยๆ ลดเหลือแค่เช้า
ด้วยความคุ้นเคยในการทำงานของสำนักส่วนพระองค์และคณะเสนาบดีใหญ่ ระบบการเมืองในราชวงศ์หมิงทั้งหมดส่วนใหญ่ก็จะไม่จำเป็นต้องให้ฮ่องเต้ทรงงานอันใดก็สามารถดำเนินงานไปได้อย่างอัตโนมัติ
ดังนี้จึงได้มีฮ่องเต้เจิ้งเต๋อที่ชอบฝึกยุทธ์และเดินทางท่องเที่ยว มีฮ่องเต้เจียจิ้งที่พระชมม์มายุ 22 พรรษากว่าก็ไม่ออก ว่าราชการ ในความเป็นจริงก็มิได้มีผลกระทบสร้างความเสียหายอะไรให้กับประเทศชาติ
แต่ฮ่องเต้ก็เป็นโอรสสวรรค์ ตามมาตรฐานแนวคิดลัทธิขงจื่อ โอรสสวรรค์เข้าร่วมในการว่าราชการแผ่นดินหรือไม่ มักเป็นเครื่องบ่งว่าเป็นฮ่องเต้ที่ทรงปัญญา หรือ ฮ่องเต้ที่เหลวแหลก
ฮ่องเต้ดีหรือไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ของประชาราษฎร์ที่มีต่อบรรดาคณะเสนาบดีใหญ่และขุนนางหกกรมเก้ากอง ตัดสินว่าพวกเขาจะนั่งอยู่ในตำแหน่งได้มั่นคงหรือไม่ มิเช่นนั้นพวกขุนนางฝ่ายตรวจสอบขุนนางที่ชอบหาเรื่องยุแยงก็จะยื่นฎีกา หรือหากถูกคนหลอกใช้ ก็จะสร้างความยุ่งยากวุ่นวายมาก
ราชวงศ์หมิงในรัชสมัยว่านลี่ที่ 5 ผู้ที่ตัดสินเรื่องบ้านเมืองและวางนโยบายแผ่นดินมีเพียงผู้เดียว นั่นก็คือมหาอำมาตย์จางจวีเจิ้ง หัวหน้าคณะเสนาบดีใหญ่ เรื่องใหญ่ในแผ่นดิน มีฮ่องเต้ว่านลี่ลงความเห็นด้วยหรือไม่นั้นไม่สำคัญ จางจวีเจิ้งที่ผนึกกำลังกับมหาขันทีเฝิงเป่า หัวหน้าสำนักส่วนพระองค์นั้นมีกำลังเพียงพอที่จะตัดสินและดำเนินการ
แต่แม้ว่าเป็นเช่นนี้ จางจวีเจิ้งก็ยังคงต้องการให้ฮ่องเต้ว่านลี่ออกว่าราชการทุกวัน เรื่องใดๆ ที่ตัดสินกันในการประชุมก็ต้องให้ฮ่องเต้ว่านลี่ทอดพระเนตรก่อนจะตัดสิน
ฮ่องเต้ว่านลี่จะไม่คัดค้านความคิดเห็นเขา ฮ่องเต้หลงชิ่งผู้เป็นพระบิดาของฮ่องเต้ว่านลี่ตอนที่ยังดำรงตำแหน่งอ๋องอวี้อยู่นั้น จางจวีเจิ้งก็เป็นพระอาจารย์ของฮ่องเต้ว่านลี่แล้ว ไทเฮาฉือเซิ่งและไทเฮาเหรินเซิ่งในวังก็มักจะคอยกำชับให้ฮ่องเต้ว่านลี่ฟังคำแนะนำของจางจวีเจิ้ง
จางจวีเจิ้งรู้ดีว่าตนเองมีอำนาจมากไป ตำแหน่งสูงไป ไม่รู้ว่ามีคนมากมายเท่าไรที่อิจฉาตาร้อน หากก้าวผิดเพียงก้าว เกรงว่าก็คงถูกใส่ความว่าเป็น ‘ขุนนางชั่ว’ หรือ ‘ไม่เห็นโอรสสวรรค์อยู่ในสายตา’ จากนั้นสิ่งที่สร้างมาอย่างยากลำบากก็จะพังลงในพริบตา ดังนั้นทำอะไรก็ต้องรอบคอบ จะไม่ให้คนฉกฉวยโอกาสใส่ร้ายได้
ที่เขาสอนฮ่องเต้ว่านลี่ทุกวันและที่ต้องการให้ฮ่องเต้ว่านลี่ทำ ล้วนกำลังต้องการให้ฮ่องเต้ว่านลี่บริิหารงานแผ่นดินด้วยพระองค์เอง หรือมิเช่นนั้นก็เป็นการเตรียมการเพื่อให้ฮ่องเต้ว่านลี่ได้บริหารงานแผ่นดินด้วยพระองค์เอง
อย่างน้อยมองภายนอกแล้วก็เป็นเช่นนี้ คนใต้หล้าต่างรู้ว่า คนที่ตัดสินใจหลักยังคงเป็นจางจวีเจิ้ง หัวหน้าคณะเสนาบดีใหญ่ผู้นี้
สำนักเสนาบดีใหญ่ตั้งอยู่ทิศตะวันตกของวังหลวง นอกวังมาที่นี่จะมีถนนแคบเส้นหนึ่งไว้ให้บรรดาขุนนางได้เดินทางมาปฏิบัติงานที่สำนักคณะเสนาบดีใหญ่โดยเฉพาะ หากจางจวีเจิ้งนั้นสามารถนั่งเกี้ยวเข้ามาได้เป็นกรณีพิเศษ นี่เป็นเหมือนสัญลักษณ์แสดงถึงสถานะตำแหน่งอันสูงส่งของเขา
ใกล้เดือนห้า คนที่นั่งอยู่ในเกี้ยวรู้สึกร้อนอบอ้าว แต่จางจวีเจิ้งกลับไม่ได้สนใจเรื่องนี้ เมื่อวานพ่อบ้านจากบ้านเกิดที่มณฑลหูกว่าง[ 1 ]ได้ส่งม้าเร็วมาแจ้งข่าว บอกว่าบิดาเขานั้นล้มป่วยอาการน่าเป็นห่วง บิดามารดาป่วยไข้ ลูกย่อมเป็นห่วง
แต่ตอนนี้มีงานการมากมาย จางจวีเจิ้งไม่กล้าทิ้งไป ได้แต่ส่งจดหมายไปที่บ้าน ให้คนที่บ้านดูแลรักษาให้ดีที่สุด มีความต้องการสิ่งใดก็ให้ผู้ตรวจการมณฑลหูกว่างจัดการได้
อาการป่วยของบิดาก็เรื่องหนึ่ง ตอนนี้กำลังดำเนินการจัดการตรวจสอบที่ดินทำนา ตั้งแต่ตั้งราชวงศ์หมิงมาได้สองร้อยปีมานี้ บรรดาขุนนางคหบดีร่ำรวยต่างก็แอบเก็บงำจำนวนที่ดินทำนาในครอบครอง เก็บภาษีได้น้อย การตรวจสอบขนานใหญ่ครั้งนี้ก็เพื่อให้กรมอากรได้รวบรวมตัวเลขที่ดินทำนาออกมา
เมื่อมีที่ดินทำนามากขึ้น ก็จะมีภาษีที่นามากขึ้น มีเงินมากขึ้น สถานะการเงินในคลังที่ถูกบีบรัดก็จะผ่อนคลายลง และการควบคุมจำนวนที่ดินทำนาได้ชัดเจน ก็ส่งผลดีต่อการจัดการนโยบายของตนในก้าวต่อไป
ไม่นานเกี้ยวก็วางลงที่พื้น ถึงสำนักคณะเสนาบดีใหญ่แล้ว
ตอนเดินเข้าไป บรรดาราชบัณฑิตและขุนนางใหญ่อย่างเช่นเสนาบดีหกกรมก็มายืนรอรับพร้อมหน้ากันนานแล้ว สองมือประสานก้มตัวลง เป็นการแสดงการคารวะ ก่อนเข้านั่งประจำที่
เสนาบดีกรมปกครองหวังกั๋วกวงไม่ใช่ตำแหน่งอันดับหนึ่งในคณะเสนาบดีใหญ่ แต่ไรมาก็มักจะรู้ตัวเองดี ปกติเขามักจะมาเร็วกว่าจางจวีเจิ้งเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เช่นนี้เห็นได้ชัดว่าตำแหน่งตนเองก็สำคัญ และต่างจากผู้อื่น
ตอนนั้นที่หวังทงไปรายงานตัวที่จวนนายกองร้อยทุกวันตอนเช้า นายกองธงใหญ่หลิวซินหย่งก็มักมาใกล้เวลานาย กองร้อยเถียนหรงหาวออกมา วิธีการแยบยลเช่นเดียวกับเสนาบดีกรมปกครองผู้นี้
แต่วันนี้เสนาบดีกรมปกครองหวังกั๋วกวงกลับมาเป็นคนแรกสุด ขุนนางทุกคนที่มาทีหลัง แม้ว่าสถานะสูงส่ง แต่ก็ต้องสังเกตสีหน้าผู้อื่นรอบๆ
ราชบัณฑิตและเสนาบดีที่ตามมาทีหลังเห็นหวังกั๋วกวงมาเช้าเช่นนี้ ทุกคนต่างมีสีหน้าประหลาดใจ จากนั้นก็เหมือนเช่นปกติ เช้าไปทักทายคารวะด้วยมารยาทสุภาพ หวังกั๋วกวงแม้ว่าเป็นผู้นำคณะบัณฑิต แต่ก็เชี่ยวชาญในแวดวงราชการอยู่มาก
เห็นสีหน้าทุกคนยังคงปกติ แม้ว่าปกติทุกคนจะมีเรื่องไม่ยอมลงให้กัน แต่หวังกั๋วกวงดูออกว่าพวกเขาน่าจะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเมื่อวาน
หรือว่าลูกชายตนไปมีเรื่องแย่งชิงผู้หญิงกับใครสักคนของสำนักบูรพาจริง ผลก็คือมือสังหารของสำนักบูรพาจึงได้ลงมือสังหารทิ้ง จากนั้นพอเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นก็บีบให้คนของตนเขียนคำให้การ เพื่อกุมอำนาจต่อรอง?
หลังจากเฝิงเป่าควบตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักบูรพา บรรดาคนของสำนักบูรพาทำงานในเมืองหลวงก็จะระมัดระวังรอบคอบ มีเรื่องเช่นนี้น้อยมาก หวังกั๋วกวงรู้สึกลังเลผลสรุปของตนอยู่บ้าง ไม่กล้ารีบตัดสินใจ
พอเห็นมหาอำมาตย์จางจวีเจิ้งเข้ามา หวังกั๋วกงก็รีบคำนับเช่นเดียวกันคนอื่นๆ จางจวีเจิ้งก็เหมือนเช่นปกติ คำนับตอบ จากนั้นให้ทุกคนนั่งลง ไม่มองมาทงหวังกั๋วกวงเลยแม้แต่น้อย พอนั่งลงแล้ว จางจวีเจิ้งก็หันไปกล่าวกับเสนาบดีกรมอากรว่า
“เรื่องการจัดการตรวจสอบที่ดินทำนาดำเนินการไปถึงไหนแล้ว? รอบเมืองหลวงกับเขตตอนเหนือแต่ละเมืองนั้นควรจะส่งรายงานมาแล้วใช่ไหม”
เสนาบดีกรมอากรรีบพยักหน้ารับตอบว่า
“เขตตอนเหนือตอนนี้ยังมีสองอำเภอริมแม่น้ำยังรวบรวบตัวเลขอยู่ กรมอากรเราได้ส่งคนไปเร่งแล้ว จากนี้เจ็ดวันก็คงรายงานมายังคณะเสนาบดีใหญ่นี้ได้”
“ทุกมณฑลจะต้องส่งหนังสือเร่งไป ส่งคนไปจับตา เรื่องตรวจสอบที่ดินทำนาส่งผลกับแผนใหญ่ของชาติ ไม่อาจละเลยได้!!”
เสนาบดีกรมอากรรีบพยักหน้ารับคำ เสนาบดีกรมปกครองหวังกั๋วกวงที่มักสังเกตทุกอย่างอย่างละเอียดและยังอยู่ในท้องพระโรงร่วมกับจางจวีเจิ้งมานาน ค่อนข้างเข้าใจนิสัยของจางเครายาวผู้นี้ดี ตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่า จางจวีเจิ้งไม่รู้เรื่องที่เกิดเมื่อวานนี้ หรือว่าไม่ไดมีเจตนาหาเรื่องตนจริงๆ
เสนาบดีกรมปกครองหวังกั๋วกวงอยู่ๆ ก็คิดออกไปในทางที่ว่า หากยื่นฎีกาโจมตีสำนักบูรพาว่าไม่เกรงกลัวกฎหมาย ทำการตามอำเภอใจ เช่นนี้ในฐานะหัวหน้าคณะเสนาบดีอย่างจางจวีเจิ้งที่สนับสนุนเฝิงเป่าอย่างมากก็ต้องเอาเรื่องแน่ เรื่องเล็กนี้อาจไม่สามารถล้มจางจวีเจิ้งได้ แต่สามารถทำให้สถานะของจางจวีเจิ้งสั่นคลอน
ตั้งแต่รัชสมัยเซวียนเต๋อมา เสนาบดีกรมปกครองสถานะสูงส่งมาก ขุนนางผู้ใหญ่ที่เข้าร่วมคณะเสนาบดีใหญ่ก็ย่อมไม่ต้องพูดถึง หลังรัชสมัยเจียจิ้ง ผู้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมปกครองก็ได้เข้าร่วมคณะเสนาบดีใหญ่อยู่เสมอ
แต่จางจวีเจิ้งต้องการกุมอำนาจใหญ่ ราชบัณฑิตในคณะเสนาบดีย่อมมีสิทธิ์ออกเสียงมาก ย่อมเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจตน เขาไม่อาจให้คนเช่นนี้เข้าร่วมคณะเสนาบดีได้ ดังนั้นกรมปกครองและกรมทหารสองกรมนี้ได้รับสิทธิ์ร่วม แต่เสนาบดีกรมพิธีการนั้นไม่มีสิทธิ์ได้เข้าร่วมคณะ กลับเป็นเสนาบดีกรมอาญาที่ต่ำชั้นกว่าได้เข้าร่วมคณะก่อน
ว่านซื่อเหอกับหวังกั๋วกองเป็นถึงผู้นำคณะบัณฑิต ภายนอกแล้วล้วนสมถะ ไม่สนใจชื่อเสียงเงินทอง ไม่สนใจตำแหน่งอำนาจ แต่ส่วนตัวไม่รู้ว่าอยากจะเข้าร่วมคณะเสนาบดีกันขนาดไหน
อำนาจมักทำให้คนขาดสติได้ง่าย หวังกั๋วกวงนับวันก็ยิ่งรู้สึกว่าการคาดเดาของตนคือผลสรุปของเรื่อง ตนเองต้องฉกฉวยโอกาสนี้ไว้
“ฮ่องเต้เสด็จ!!”
กลุ่มคนที่หารือกันอยู่ในคณะเสนาบดีใหญ่รีบลุกขึ้นทันที ตอนประตูเปิดออกก็คุกเข่าลงอย่างพร้อมเพรียง กล่าวถวายคำนับ ฮ่องเต้ว่านลี่เดินเข้ามา
ด้านหลังฮ่องเต้ว่านลี่มีเฝิงเป่าและจางเฉิงพร้อมขันทีใหญ่จากสำนักส่วนพระองค์เดินตามมา คณะเสนาบดีพิจารณา สำนักส่วนพระองค์ลงชาดอนุมัติ นโยบายชาติหลายเรื่องก็ตัดสินกันโดยคณะเสนาบดีนี้
ราชบัณฑิตในคณะเสนาบดีและขุนนางหกกรมเก้ากองงานล้วนเป็นขุนนางคนสำคัญของแผ่นดิน ไม่อาจให้พวกเขาคุกเข่านาน ฮ่องเต้ว่านลี่รับสั่งให้ลุกขึ้นด้วยรอยแย้มสรวล จากนั้นก็นั่งลงบนแท่นประทับมังกร
หวังกั๋วกวงมองไปยังเฝิงเป่าและจางเฉิงด้านหลังฮ่องเต้ มหาขันทีทั้งสองสีหน้านิ่งเฉย ไม่มีทีท่าจะสนใจอะไรตนมากนัก ทำให้เขายิ่งมั่นใจในความคิดของตนเอง เห็นท่าทางของทุกคนแล้ว หวังกั๋วกวงก็ลุกขึ้นยืนอย่างนอบน้อมทูลขึ้นว่า
“ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องกราบทูล”
ในท้องพระโรง ทุกเรื่องล้วนให้อำมาตย์จางเป็นคนจัดการ ทุกวันฮ่องเต้ว่านลี่มาก็ต้องฟังเรื่องแผ่นดินที่น่าเบื่อหน่าย เรื่องแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน ลานฝึกหู่เวยที่มีแต่เด็กวัยเดียวกันที่เดียวเท่านั้นที่ทำให้ฮ่องเต้ว่านลี่รู้สึกสบายใจ ทำให้ฮ่องเต้ว่านลี่ไม่รู้สึกสนพระทัยเรื่องคณะเสนาบดีใหญ่นี่เข้าไปใหญ่
แต่วันนี้ฮ่องเต้ว่านลี่กลับมาที่นี่ด้วยความคาดหวังและตื่นเต้น เห็นหวังกั๋วกวงออกมากราบทูลด้วยตนเองเช่นนี้ รอยยิ้มสมใจเกือบจะหลุดออกมา รีบหุบยิ้มทันที ตอบอย่างจริงจังว่า
“ขุนนางหวังมีเรื่องอันใด เล่ามาให้เราฟัง”
“คนที่จวนกระหม่อมเมื่อวานไปทำธุระในตลาด พบกับคนสำนักบูรพา มีปากเสียงกัน เป็นเพราะกระหม่อมอบรมคนไม่ดี ขอทรงลงอาญา แต่คนสำนักบูรพามากกว่ากลับโกรธจนหน้ามือลงมือสังหาร เรื่องนี้…”
ฮ่องเต้ว่านลี่อยู่ ๆ ก็ขัดหวังกั๋วกวง ตรัสถามนิ่งเรียบว่า
“บังเอิญจริง เมื่อวานเราก็ได้รับรายงานจากสำนักบูรพา ก็เรื่องนี้”
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
[ 1 ] มณฑลหูกว่าง ในสมัยนั้นหมายถึงมณฑลหูหนานและหูเป่ยในปัจจุบัน
