Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 111

ตอนที่ 111 วันนี้จึงได้รู้ซึ้งสถานะสูงส่งแห่งองค์ฮ่องเต้

“เราเห็นรายงานแล้ว มีเรื่องน่าสนใจอยู่บ้าง จึงส่งคนไปสืบที่ศาลซุ่นเทียนมา”

ฮ่องเต้น้อยไม่ค่อยได้ตรัสอะไรในการประชุม แม้จะตรัสอะไรก็เป็นเรื่องที่ไทเฮาหรือไม่ก็จางจวีเจิ้งให้ตรัส แต่ตอนนี้เรื่องที่ตรัสมานั้นเห็นชัดว่าไม่มีใครแอบชี้นำและสอนมา

แม้แต่จางจวีเจิ้งที่เอาแต่กังวลอาการป่วยของบิดากับการตรวจสอบที่นาก็อดเงยหน้ามองว่านลี่ไม่ได้ พระพักตร์กลมของว่านลี่เผยรอยแย้มสรวลบางๆ ยังคงตรัสต่ออย่างนุ่มนวลเช่นเดิมว่า

“สำนักบูรพารายงานว่าหวังไท่ไหล ลูกชายท่าน ฉุดคร่าหญิงสาวชาวบ้าน และยังคิดลงมือสังหารผู้คน เพื่อที่จะปกป้องผู้หญิง สำนักบูรพาจึงได้ลงมือจัดการ”

เฝิงเป่าก้มหน้าลงต่ำ จางจวีเจิ้งกำลังรู้สึกประหลาดใจ หวังกั๋วกวงตัวสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง วาจาที่เตรียมไว้โจมตีไม่รู้หายไปไหนหมด แต่ปฏิกิริยาเขาก็ยังฉับไว นิ่งค้างไปพักหนึ่งจึงได้คุกเข่าลงโขกศีรษะ กล่าวอย่างร้อนรนว่า

“ฝ่าบาท อย่าทรงฟังคำของสำนักบูรพาฝ่ายเดียว คนในจวนข้าน้อยหลายสิบชีวิตถูกสังหาร สำนักบูรพาสังหารคน ทำร้ายคน มีคนบาดเจ็บและเสียชีวิตเช่นนี้ แต่สำนักบูรพากลับให้ร้ายข้า ฝ่าบาททรงพระปรีชา ทรงให้ความเป็นธรรมด้วย!”

“ฝ่าบาท สำนักบูรพาส่วนใหญ่มีแต่พวกนักเลงปลิ้นปล้อน คนชั้นต่ำพวกนี้ชอบกลับดำเป็นขาวกลับขาวเป็นดำที่สุด ใต้เท้าเป็นถึงหัวหน้าคณะบัณฑิต ปรมาจารย์แห่งเมืองหลวง จะทำเรื่องน่าขันเช่นนี้ได้อย่างไร ฝ่าบาทโปรดทรงให้ความเป็นธรรมด้วย!”

หวังกั๋วกวงโขกศีรษะตะโกนจบ ว่านซื่อเหอจากกรมพิธีการที่อยู่ข้างๆ ก็ออกมาช่วยอีกแรง ในสายตาของเขา การกระทำที่แปลกประหลาดของฮ่องเต้ว่านลี่บางทีอาจเพราะได้รับการสนับสนุนจากเฝิงเป่าหรือจางจวีเจิ้ง หากเป็นเฝิงเป่าหรือจางจวีเจิ้งลงมือทำก็แล้วไป ฮ่องเต้น้อยแต่ไรมาไม่เคยจะเอาเรื่องอะไร ยังพอรับมือได้

เสนาบดีทั้งสองยืนยันในจุดยืนเดียวกัน ฮ่องเต้ว่านลี่ก็หวั่นไหวอยู่บ้าง และตอนนี้ทั้งจางจวีเจิ้งและเฝิงเป่าก็ไม่กล่าวอะไร คนหนึ่งนิ่งเงียบ คนหนึ่งแปลกใจ ดูแล้วคำพูดของฮ่องเต้อาจจะมีใครจัดมาให้ ในเมื่อเบื้องหลังไม่ใช่ขุนนางผู้ใหญ่ ก็คงไม่มีอะไรน่ากลัวนัก

แต่ไม่เหมือนทุกวัน ขุนนางสองคนออกหน้าพร้อมเพรียง ฮ่องเต้ว่านลี่ลังเลนิ่งไป มองซ้ายขวาก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า

“ใต้เท้าว่านโปรดนิ่งก่อน ใต้เท้าหวังนั่งลงก่อน เราย่อมไม่เชื่อคำที่ได้ฟังมา พวกบ่าวสำนักบูรพาบางทีก็เหิมเกริมเกินไป ดังนั้นจึงได้ส่งคนไปขอคดีมาจากศาลซุ่นเทียนในช่วงปีกว่ามานี้ คดีหวังไท่ไหลฉุดคร่าหญิงสาวชาวบ้านมีมากกว่าสี่คดี เพียงแต่ถูกเจ้ากรมหวงเซินศาลซุ่นเทียนเก็บเรื่องไว้ หวังไท่ไหลยังบอกว่า เรื่องการฉุดคร่าหญิงสาวชาวบ้านแม้เป็นเรื่องชั่วช้า แต่ความสนุกนี้ไม่ลองไม่รู้ มีเรื่องอย่างนี้จริงหรือไม่?”

ในห้องเสียงเงียบกริบ หนึ่งเพราะเป็นขุนนางคนสำคัญระดับแนวหน้าของราชวงศ์หมิง ได้รับการอบรมมาดีพอ ไม่อาจเสียกริยา สองเพราะฮ่องเต้ว่านลี่วันนี้ต่างจากทุกวันมาก

ความตกใจและเก็บท่าทีของทุกคน ฮ่องเต้ว่านลี่ล้วนอยู่ในสายพระเนตร ก่อนหน้านี้ได้แต่มองทุกคนปกปิดสายตาดูถูกภายในความเคารพหวาดกลัว การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ยิ่งทำให้ทรงรู้สึกมั่นใจ ตรัสต่อว่า

“ขุนนางหวัง เก้าเดือนมานี้ จวนท่านมีหญิงสาวสี่คนถูกบีบคั้นจนตาย จากคำของเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน หญิงสาวทุกคนล้วนถูกแส้โบย เข็มแทงและยังมีการทรมานหนักอื่นๆ อีก แต่ก็ถูกหวงเซินเก็บเรื่องไว้ เรื่องนี้ท่านรู้หรือไม่?”

ตั้งแต่มีสำนักองครักษ์เสื้อแพรและสำนักบูรพามา ขุนนางระดับสูงทุกคนล้วนถูกจับตาดู มีรายงานประจำวัน รายงานรายปักษ์และรายงานรายฤดู แน่นอน มีหญิงสาวตายที่จวนเสนา เรื่องนี้ปิดตาข้างหนึ่งก็ผ่านไป ใครจะไปสนใจ แต่หากเอาเรื่องขึ้นมา ก็จะเป็นความผิดมีโทษทันที

“หวังไท่ไหลฝึกตบะพลังมาร ย่ำยีหญิงสาว ทำให้คนตายไปหลายคน เรื่องพวกนี้ เสนาหวังรู้หรือไม่?”

คำพูดของฮ่องเต้ว่านลี่ยิ่งอ่อนโยน เสนาหวังที่เพิ่งนั่งลงก็ยิ่งนั่งไม่ติด คุกเข่าลงกับพื้นทันที ร้องให้คร่ำครวญขึ้นว่า

“ฝ่าบาท ล้วนเป็นวาจาใส่ร้าย เป็นอุบายคนชั่ว กระหม่อมไม่รู้…”

“องครักษ์เสื้อแพรและสำนักบูรพาระดับสามขึ้นไปต่างรู้เรื่อง และยังสืบเรื่องนี้กัน เรื่องนี้ขุนนางทุกคนคงทราบกันดี เจ้ากรมหวงเซินศาลซุ่นเทียนไม่ได้กล่าวว่าตนเองเป็นศิษย์ท่านหรือ ในมือศาลซุ่นเทียนจะมีคดีเช่นนี้ได้อย่างไร!”

ศาลซุ่นเทียนทำคดีที่เกี่ยวพันถึงคนใหญ่คนโต ก็มักจะเก็บเรื่องไว้ ไม่จัดการ แต่จะต้องแอบเก็บเอกสารของคดีไว้เป็นความลับ หากเมื่อใดมีขุนนางใหญ่ขอตรวจสอบ ก็จะนำออกมารับมือ จะได้ไม่ใช่พอถึงเวลาบอกว่าตนเองปิดบังไม่รายงาน ไม่ทำตามกฎหมาย

หากฮ่องเต้ว่านลี่ต้องการสืบจริง ขุนนางเบื้องล่างก็ย่อมต้องรู้ว่าควรหาอย่างไร ขุนนางใหญ่ในเมืองหลวงล้วนไม่มีผู้ใดใจซื่อมือสะอาด มีปัญหากันอยู่บ้างไม่มากก็น้อย นับประสาอะไรกับระดับเสนาหวัง ปกติก็มักจะถูกยื่นฟ้องบ่อย อย่างเช่น แต่งตั้งคนกันเอง รับเงินสินบน ตรวจสอบได้เรื่องมามากมาย

“หวังกั๋วกวง! เจ้าเป็นถึงเสนาบดีกรมปกครอง เป็นถึงผู้นำคณะบัณฑิต ลูกชายเจ้ากลับมีพฤติกรรมเยี่ยงเดรัจฉานเช่นนี้ คัมภีร์ปรัชญาเมธีที่เจ้าร่ำเรียนมาลงท้องสุนัขไปหมดแล้วหรือ?”

ฮ่องเต้ว่านลี่อยู่ๆ ก็ดุดันขึ้น หวังกั๋วกวงตัวอ่อนยวบ ได้แต่โขกศีรษะติดต่อกัน ทุกคนในห้องล้วนมองมาที่ฮ่องเต้ว่านลี่ด้วยความประหลาดใจ

“ในบ้านไร้ธรรม ลูกหลานราวสัตว์ร้าย เจ้ายังมีหน้าดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมปกครองอีกหรือ เจ้ามีหน้าเป็นผู้นำคณะบัณฑิตอีกหรือ!?”

เริ่มแรกเป็นคำพูดเรียบๆ แต่ตามมาด้วยความดุดันมากขึ้นเรื่อยๆ ความคิดเดิมของหวังกั๋วกวงไม่รู้หายไปไหนหมด การต่อต้านเล็กๆ ในใจก็ถูกกระหน่ำตีแตกไปหมด ตอนนี้แม้ว่าคุกเข่าอยู่ที่พื้น แต่ตัวนั้นอ่อนยวบกองลงไปหมดแล้ว

ฮ่องเต้ว่านลี่อายุแค่สิบสี่ปี แม้ว่าจะยังเด็ก แต่ก็เป็นฮ่องเต้ เมื่อกล่าวเช่นนี้ ทุกเรื่องก็ไม่อาจแก้ไขคืนมาได้อีก ลำดับต่อมาก็ต้องพิจารณาว่าเป็นหรือตายเท่านั้น

มหาอำมาตย์จางจวีเจิ้งกระแอมไอขึ้นเบาๆ กำลังคิดจะออกหน้า ฮ่องเต้ว่านลี่ยามนี้น้ำเสียงกลับอ่อนโยนลงมา ยิ้มตรัสว่า

“เสนาหวังผ่านมาสามรัชสมัย ลำบากตรากตรำมานาน แม้ไร้ผลงานแต่ก็ตรากตรำมา เรื่องหวังไท่ไหลก็เป็นเรื่องของเขาเอง ส่งให้ศาลไปจัดการลงโทษก็พอ เสนาหวังอายุมากแล้ว กลับบ้านเก็บตัวอ่านตำราเถิด!”

เสนาบดีหวังกั๋วกวงรู้สึกเย็นวาบขึ้นในใจ ตนเองมีลูกชายคนเดียว ตามใจมาโดยตลอด แต่เรื่องที่หวังไท่ไหลทำนั้นก็ใช่ว่าจะนอกลู่นอกทางอะไรนัก บรรดาชนชั้นสูงและคหบดีในเมืองหลวงก็มีมากมายที่มีความแปลกประหลาดลับๆ แต่เมื่อฮ่องเต้มีพระบัญชาแล้ว เกรงว่าลูกชายของตนคนเดียวนี้คงรักษาไว้ไม่ได้แล้ว

คิดถึงตรงนี้ ก็รู้สึกเศร้าเสียใจอย่างมาก เทียบกับลูกชายคนนี้แล้ว ตำแหน่งเสนาบดีกรมปกครองที่ดำรงมาอย่างลำบากตรากตรำ จัดการขุนนางทั้งมวล ให้รางวัลลงโทษดังใจคิด คิดไม่ถึงว่าเช้าวันหนึ่งที่ไม่ทันได้ตั้งตัว ทุกอย่างก็พังทลายลง

แต่ตนเองนั้นเป็นถึงเสนาบดีกรมปกครอง เป็นตัวเลือกที่จางจวีเจิ้งและเฝิงเป่าเห็นชอบด้วย ฮ่องเต้ไม่อาจจะปลดตนเองเช่นนี้ได้ หวังกั๋วกวงหมอบอยู่กับพื้นตัวสั่นเทา ดูเหมือนคนที่แตกสลายลง แต่แท้จริงแล้วเขากลับรอคอยโอกาส ต้องมีคนออกหน้าช่วยพูดให้

เสนาบดีกรมพิธีการว่านซื่อเหอพอได้ยินฮ่องเต้เล่าถึงเรื่องที่หวังไท่ไหลได้ทำมาแล้ว ก็ลังเลครู่หนึ่ง และก็ตัดสินใจนั่งนิ่งต่อ เป็นผู้นำคณะบัณฑิตเหมือนกันอย่างเขาแล้ว ไม่มีเหตุผลที่จะต้องไปช่วยแก้ต่างแทนในความผิดเช่นนี้ แต่ยังควรต้องออกมาตำหนิด้วยซ้ำ เขาจึงยังคงนิ่ง จางจวีเจิ้งนั่งนิ่งครู่หนึ่ง ก็ลุกขึ้นกราบทูลว่า

“ฝ่าบาท ขุนนางทั้งเก้าหน่วยงานล้วนเป็นขุนนางสำคัญ ใต้เท้าหวังดูแลกรมปกครองก็นับว่าดูแลได้ดี จะปลดอย่างเร่งด่วนเช่นนี้ เกรงว่าจะทำให้เกิดความวุ่นวาย หรือให้ดำรงตำแหน่งไว้ชั่วคราว แล้วค่อยหาคนมาแทน สำหรับหวังไท่ไหล บางทีอาจถูกคนชั่วชักนำให้ทำผิดใหญ่หลวง ให้ใต้เท้าหวังดูแลสั่งสอนให้ดีก็พอ”

ในที่สุดหวังกั๋วกวงก็หยุดสั่น หลายครั้งที่คำพูดของจางจวีเจิ้งมีน้ำหนักกว่าคำพูดของฮ่องเต้ว่านลี่ ฮ่องเต้ว่านลี่เคารพอาจารย์ของตนมาก ตนเองคงต้องรอดแน่แล้ว

“ท่านจาง เสด็จปู่เราสั่งประหารเหยียนซื่อฟาน ลูกชายเหยียนซง ปลดเหยียนซง หนึ่งเพราะทำตามกฎหมายเคร่งครัด สองเพราะเห็นแก่การตรากตรำเพื่อแผ่นดินของขุนนางภักดี เราสั่งการเช่นนี้ กำลังดำเนินรอยตามแบบอย่างบรรพชน หรือว่ามีอะไรไม่ถูกต้อง?”

เสด็จปู่ของฮ่องเต้ว่านลี่ก็คือฮ่องเต้เจียจิ้ง เหยียนซงก็คือขุนนางชั่วที่ประชาราษฎร์ถ่มน้ำลายด่า พอกล่าวถึงขั้นนี้ ก็ไม่มีทางโต้แย้งได้อีก จางจวีเจิ้งอึ้งไป ก่อนจะรีบถวายคำนับแล้วกล่าวอย่างเคารพนอบน้อมว่า

“ด้วยพระเมตตาดังฝนจากฟ้า ฝ่าบาทตัดสินได้ยุติธรรมแล้ว!”

ครั้งนี้หวังกั๋วกวงตัวอ่อนยวบลงกับพื้นจริงๆ แล้ว บรรดาขุนนางให้ห้องต่างแอบส่งสายตาให้กัน ลุกขึ้นยืนพร้อมเพรียงกัน ถวายคำนับสรรเสริญว่า

“ฝ่าบาททรงพระปรีชายิ่งแล้ว!”

ฮ่องเต้ว่านลี่หายใจแรงด้วยเห็นบรรดาขุนนางเกรงกลัวตนเองจากใจเป็นครั้งแรก รู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจ ความรู้สึกหอมหวานหาใดเทียมหลั่งรดไปทั่วสรรพางค์กาย เดิมสถานะฮ่องเต้ที่เคยรู้สึกเบื่อหน่าย รู้สึกว่าทุกคนมองตนเป็นเด็กน้อย

แต่วันนี้ เวลานี้ เขารู้สึกถึงอำนาจแล้ว อำนาจสูงสุดให้รสชาติหวานล้ำเช่นนี้ นี่คือสิ่งที่เรียกว่าความสุขของการเป็นฮ่องเต้กระมัง!

ฮ่องเต้ว่านลี่แอบสูดลมหายใจเข้าลึกๆ มองสีหน้าย่ำแย่ของจางจวีเจิ้งแล้วกล่าวว่า

“ท่านจาง จางฮั่น รองเสนาบดีกรมปกครองเป็นคนซื่อสัตย์รอบคอบ และมีความสามารถ ปลดใต้เท้าหวังไปแล้ว ก็ให้จางฮั่นผู้นี้เข้าแทนตำแหน่งละกัน!”

ในเมืองมีใครไม่รู้บ้างว่ารองเสนากรมปกครองผู้นี้ทำเคยกระทำผิดอาญาใหญ่หลวง ต้องอยู่บ้านว่างๆ มาหลายปี แต่เพราะการเสนอของจางจวีเจิ้งจึงได้ดำรงตำแหน่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

จางจวีเจิ้งได้ยินแล้วก็น้อมรับพระบัญชา อดนิ่งอึ้งไปไม่ได้ สีหน้าย่ำแย่หายไปอย่างรวดเร็ว ทูลตอบอย่างเป็นการเป็นงานว่า

“ฝ่าบาทตรัสได้ถูกต้องแล้ว ขอพระองค์ทรงมีพระราชโองการ!!”

เดิมเขาเป็นผู้เสนอให้หวังกั๋วกวงขึ้นดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมปกครอง แต่กลับมีเรื่องขัดแย้งกันมาก วันนี้เปลี่ยนคน จางฮั่นที่นับว่าเป็นสายตระกูลตน มีแต่ดีต่อตน ไม่มีเสีย ฮ่องเต้ว่านลี่ไม่ได้ปรึกษาหารือกับตนก่อนก็เปลี่ยนตัวเสนาบดีกรมปกครอง เดิมจางจวีเจิ้งโมโหมาก แต่พอมีพระบัญชาเช่นนี้ ก็ไม่มีอะไรจะต้องพูดอีก

*****

นอกห้องประชุมคณะเสนาบดีใหญ่ ขันทีน้อยที่ยืนคอยรับคำสั่ง ตำแหน่งที่ยืนเพียงแค่เขยิบเข้าใกล้หน่อยก็จะแอบฟังได้ ข้างในคุยอะไรกันก็ได้ยินหมด

ตอนข้างในบอกว่าให้แต่งตั้งจางฮั่นมาแทน ขันทีน้อยผู้หนึ่งก็พูดกับคู่ขันทีอีกผู้หนึ่งว่า

“ปวดฉี่ หาคนมาแทนข้าก่อน เดี๋ยวเลี้ยงสุราเจ้า…”

คู่ขันทีอีกคนพยักหน้า ขันทีน้อยผู้นี้ก้มคำนับแล้วก็วิ่งออกไป วิ่งผ่านไปหลายโค้ง ก็ยกชายเสื้อเหน็บเอว เร่งรีบวิ่งไปยังทิศทางหนึ่งในวัง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!