ตอนที่ 160 ความคิดเด็กน้อย ข้างกายจักรพรรดิเฉกเช่นข้างกายพยัคฆ์
หลังจากมีราชโองการมา เด็กๆ ก็ไม่มีทางได้หยุดพักอีก แน่นอนว่าราชโองการนี้มีไว้สำหรับฮ่องเต้ว่านลี่พระองค์เดียว
วันที่ 7 เดือนเจ็ด ฮ่องเต้ว่านลี่เพิ่งจะได้กลับมาที่ลานฝึก สีพระพักตร์ไม่ดีนัก แต่ตอนนี้ทุกคนก็กำลังตั้งใจฟังการสอนอย่างจริงจัง เรื่องที่อวี๋ต้าโหยวกำลังเล่านั้นกำลังถึงตอนสำคัญ ดึงดูดความสนใจของเด็กๆ ส่วนใหญ่ไว้ได้ เด็กๆ ล้วนเป็นลูกหลานทหาร บรรพชนหลายรุ่นล้วนเป็นขุนศึก
พวกเด็กๆ จึงล้วนพอจะรู้คร่าวๆ เกี่ยวกับการทหารและการรบ อวี๋ต้าโหยวมิได้สอนเรื่องกลพิชัยสงคราม แต่เล่าเรื่องการรบที่ได้ยินได้เห็นมาท่ามกลางวันเวลาที่ตรากตรำการศึกบนหลังม้ามาหลายปีพวกนั้น ขณะที่เล่าก็วิเคราะห์ผลดีผลเสียและวิธีการรับมือไปด้วย
ที่เล่ามาล้วนเป็นเรื่องการรบสนามจริง เด็กๆ ย่อมรู้ว่าสิ่งนี้หมายถึงสิ่งใด การตั้งใจฟังและตั้งคำถามก็ย่อมเป็นเรื่องปกติที่ควรเป็น ทุกช่วงเวลาพัก ทุกคนก็จะวิจารณ์กันอย่างออกรสออกชาติ พวกที่จริงจังกันมากยังไปที่กะบะทรายเพื่อสาธิตให้ดู
พวกเฉินซือเป่านั้นมีแค่ถังซื่อไห่ที่เป็นลูกหลานพ่อค้า ก็ย่อมไม่ค่อยสนใจนัก ส่วนเฉินซือเป่ากับพวกอีกสามคนที่ล้วนเป็นชนชั้นสูงสายบู๊กลับสนใจเรื่องพวกนี้ไม่น้อย
สำหรับฮ่องเต้ว่านลี่แล้วก็ยิ่งน่าเบื่อ การรบส่วนใหญ่ไม่มีอะไรน่าสนใจควรค่าแก่การเล่าเป็นตำนานอะไร และก็ไม่มีลักษณะของการเป็นเรื่องเล่าอะไรเลย ก็แค่ส่งทหารไปบนสนามรบที่เหมาะสม ไม่เกิดเหตุไม่คาดฝันอะไรก็ย่อมได้รับชัยชนะ เรื่องที่อวี๋ต้าโหยวเล่านั้นก็มิได้เหนือความคาดหมายอะไรเลย
เช่นว่าจะป้องกันไม่ให้ศัตรูหนีอย่างไร จะป้องกันการลอบโจมตีอย่างไร จะรักษาเส้นทางส่งเสบียงอย่างไร และเรื่องจำพวกว่าจะรบกับทางตะวันออกเฉียงใต้อย่างไร จะรบกับทางเหนืออย่างไร เรื่องอะไรพวกนี้เป็นต้น
การสอนพวกนี้แม้แต่หวังทงที่มีความสามารถในการเรียนและจริงจังยังรู้สึกว่าเป็นประเด็นประปราย ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงฮ่องเต้ว่านลี่ที่เดิมก็มิได้คิดจะเรียนรู้อยู่แล้ว
พอได้เรียนแล้ว หวังทงพบว่าพรสวรรค์ด้านการรบของตนเองก็ไม่ได้สูงมาก รู้สึกได้จากการถกประเด็นปัญหาและการสาธิตกันทั่วไป เด็กๆ ที่แม้กระทั้งหลี่หู่โถวต่างก็เข้าใจได้ในระดับลึกซึ้งกว่า อย่างไรก็มีพื้นฐานจากครอบครัว แต่เล็กก็ได้รับการปลูกฝังสั่งสอนมาเช่นนี้
ส่วนใหญ่ก็กระตือรือร้นกันดี มีเพียงฮ่องเต้ว่านลี่ที่ไม่สนใจ ผลก็คือตอนนี้ในช่วงพัก ก็กลับสู่สภาพเดิมเหมือนตอนที่เพิ่งมาลานฝึก ทุกช่วงพัก ทุกคนจะไปรวมตัวกัน ยกเว้นหวังทงกับฮ่องเต้ว่านลี่ที่จะอยู่อีกทาง เทียบกับเมื่อก่อน ตอนนี้ยังขาด หลี่หู่โถวไปคนหนึ่ง
ฮ่องเต้น้อยมีนิสัยอยู่เฉยๆ ไม่ได้ จะต้องหาอะไรมาสนทนาเสมอ ไม่ว่าเรื่องวิวาทในหลายครั้ง เรื่องที่ได้ยินได้ฟังมาจากนอกวัง สองคนก็อดไม่ได้ที่จะถกเรื่องการเมืองในวังและนอกวังกัน ว่าไปแล้วก็น่าเศร้า สำหรับฮ่องเต้ที่อายุเพียง 14 ชันษา เรื่องที่พระองค์รู้ก็มีเพียงเท่านี้
แต่เรื่องและบุคคลที่ฮ่องเต้ว่านลี่เล่านั้น หวังทงไม่กล้าแสดงความคิดเห็นอะไรทั้งนั้น เพราะหากไม่ใช่พวกเสนาบดี ก็เป็นราชบัณฑิตหรือไม่ก็มหาขันทีในสำนักส่วนพระองค์ ตนเองตอนนี้เป็นแค่นายกองธงใหญ่ หากกล่าวอะไรหลุดไป เกิดถ่ายทอดออกไป ก็ย่อมเป็นการหาเรื่องใส่ตัว
หรือว่าเป็นเพราะผ่านประสบการณ์ด้วยกันมานาน ฮ่องเต้ว่านลี่ทรงรู้ว่าที่พระองค์ตรัสนั้น หวังทงจะไม่พูดไป คนผู้นี้ไว้ใจได้ ฮ่องเต้น้อยจึงตรัสไปเรื่อยๆ
และในวังนั้น ฮ่องเต้ว่านลี่ก็มีแต่พวกขันทีและนางกำนัลเท่านั้นที่อยู่ในวัยเดียวกัน คนใกล้ชิดพระองค์ก็เป็นพวกมหาขันทีหรือไม่ก็ขุนนางใหญ่ วาจาบางอย่างรู้ก็ไม่อาจเล่าให้ไทเฮาและอ๋องลู่ที่เป็นพระอนุชาฟังได้ ได้แต่เก็บอั้นไว้ในใจ
พอมาที่ลานฝึก มีคนวัยเดียวกันไม่น้อย แต่คนที่รู้สถานะพระองค์มีเพียงหวังทงคนเดียว หวังทงก็ปิดปากสนิท ก็ย่อมเป็นที่รับฟังไปโดยปริยาย
*****
“หวังทง เจ้าว่าท่านจางภักดีต่อเราหรือไม่?”
วันที่ 11 เดือนเจ็ด ฮ่องเต้ว่านลี่ถามคำนี้ พอถามขึ้น หวังทงก็หลั่งเหงื่อเย็นซึมเต็มแผ่นหลัง วาจานี้จะตอบอย่างไร ฮ่องเต้ถามมา ก็ย่อมเห็นชัดว่าเป็นคำถาม หากยืนยันไป ฮ่องเต้ไม่แน่ว่าจะยินดี หากคัดค้านไป หากไปเข้าหู จางจวีเจิ้ง ก็ย่อมเป็นภัยใหญ่หลวง หากวาจานี้ไม่ใช่คำถาม แต่เป็นเหยื่อล่อ
ฮ่องเต้ว่านลี่ก้มหน้าใช้นิ้ววาดทรายที่พื้นไปมา พูดกับตัวเองว่า
“เมื่อก่อนหากข้าทำไรผิดเล็กน้อย ท่านจางก็จะไม่ยอมปล่อยผ่านไป เขียนเทียบผิดไปหนึ่งอักษร ก็จะต้องถูกตำหนิหนัก แต่ครั้งนี้ก่อเรื่องใหญ่ที่ตรอกม้าหินเช่นนี้ เสด็จแม่จะให้เราไปคุกเข่าหน้าป้ายบูชาเสด็จพ่อ หากเป็นท่านจางเมื่อก่อนก็ย่อมให้เราไปอ่านคัมภีร์ปรารชญ์เมธี คัดลอกคำสอนอะไรพวกนั้น แต่ครั้งนี้กลับออกหน้าช่วยเรา…”
กล่าวถึงตรงนี้ก็เงียบไป หวังทงมองฮ่องเต้ว่านลี่ไปมา ยังไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี หลังจากก่อเรื่องที่ตรอกม้าหินวันนั้น พอกลางคืนกลับมาฮ่องเต้ก็เริ่มเป็นกังวล อารมณ์บีบคั้นอย่างหนัก กลัวว่ากลับไปจะถูกไทเฮาตำหนิ จางจวีเจิ้งก็จะไม่ปล่อยผ่าน ย่อมต้องลงโทษให้คุกเข่า คัดลอกคัมภีร์ อาจถึงขั้นกระทบกับพวกหวังทง
แต่ตอนนี้ผลปรากฏเช่นนี้ก็เท่ากับว่าไม่ถูกตำหนิ เรื่องนี้นับว่าดีแล้ว ฮ่องเต้ว่านลี่ไยจึงมีคำถามเช่นนี้อีก คิดไปมา หวังทงก็พอจะเดาได้
ครูที่เข้มงวดมาโดยตลอดอยู่ๆ กลับผ่อนคลายความเข้มงวดลง นักเรียนที่ซุกซนเริ่มแรกก็รู้สึกยินดี แต่เด็กที่พอมีความคิดก็จะคิดได้ภายหลังว่าทำไมครูจึงไม่สนใจกวดขันตน หรือว่าคิดอะไรอยู่ หรือว่าตัดตนทิ้งไปแล้ว
ฮ่องเต้ว่านลี่อายุยังน้อย แต่ก็เป็นถึงเจ้าผู้ครองแผ่นดิน จางจวีเจิ้งไม่เพียงแต่เป็นพระอาจารย์ของพระองค์ แต่ยังดูแลแผ่นดินนี้อยู่ จางจวีเจิ้งมิได้ตำหนิ มิได้สั่งสอนพฤติกรรมที่แม้แต่ฮ่องเต้ว่านลี่เองก็ทรงรู้ว่าเหลวไหล ท่าทีและการกระทำเช่นนี้เป็นเรื่องคิดไม่ตกเสียจริง
เงียบไปครู่หนึ่ง หวังทงรู้สึกช่วงพักครั้งนี้นานกว่าปกติ แต่อย่างไรก็ต้องกล่าวอะไรออกไปบ้าง ไม่อาจจะเงียบงันเช่นนี้ต่อไป หวังทงกล่าวหนักแน่นว่า
“ฝ่าบาท พลทหารทุกคนในลานฝึก ไม่ช้าก็ย่อมรู้สถานะฝ่าบาท พวกเขาย่อมเป็นขุนนางและทาสรับใช้ที่ไว้ใจได้ ที่ตรอกม้าหินทรงออกหน้าแทนเฉินซือเป่า ทุกคนล้วนจารไว้ในใจ รู้ว่าพระองค์ปกป้องทุกคน ให้การสนับสนุนทุกคน เช่นนี้ทุกคนก็ย่อมรับใช้ด้วยความภักดี ยอมสละชีพเพื่อพระองค์ด้วยความจงรักภักดี”
ได้ยินวาจาหวังทงเช่นนี้ ฮ่องเต้ว่านลี่ก็ค่อยๆ อารมณ์ดีขึ้น หวังทงรู้ว่าตนกล่าวโดนใจฮ่องเต้น้อย ก็กล่าวต่อไปอีกว่า
“การกระทำเช่นนี้ของฝ่าบาท บางทีทั้งไทเฮา เฝิงกงกงและท่านจางต่างก็เห็นอยู่ พวกเขาเป็นผู้คิดการกระจ่างแจ้ง สติปัญญาล้ำเลิศ มองแล้วก็ย่อมเข้าใจได้”
ฮ่องเต้ว่านลี่ตั้งใจฟัง สีหน้าค่อยๆ ผ่อนคลายลง แต่ยังคงไม่เห็นรอยยิ้ม หวังทงพยายามคิดหาทางเตรียมจะพูดให้คลายความกังวล ตอนนั้นเอง ก็ได้ยินเสียงเคาะสัญญาณของครูฝึกเรียกให้รวมตัว สองคนก็รีบหยุดเรื่องที่คุยค้างไว้ ลุกขึ้นเดินไปรวมตัว หวังทงถอนหายใจยาว
****
ร้านน้ำชามงคลบนถนนทักษิณถูกหวังทงซื้อไว้แล้ว พอตกค่ำก็ปิดประตูร้าน แต่ข้างในแสงตะเกียงยังคงสว่างไสว หวังทงได้เลือกที่นี่เป็นที่หารือการทำงานของตนไปแล้ว
หลี่ว์วั่นไฉทุกคืนต้องมาที่นี่ เรื่องวิวาทหมู่ที่ตรอกม้าหิน คนในศาลซุ่นเทียนทุกคนรู้เรื่อง ฟางต้า พ่อบ้านจวนอันผิงโหวผู้นั้นด่าหลี่ว์วั่นไฉยกใหญ่หน้าหอวาสนา แต่วันรุ่งขึ้นกลับไม่มีการเคลื่อนไหวใด ทุกคนก็ล้วนรู้ดี ทุกคนก็ยิ่งรู้สึกได้ว่าหลี่ว์วั่นไฉยิ่งใหญ่ยากจะประมาณได้ ไม่รู้ว่าได้ที่พึ่งพิงเป็นต้นไม้ใหญ่เพียงใดกัน
ในใจหลี่ว์วั่นไฉย่อมรู้ดีว่าเป็นเพราะหวังทง ก็ยิ่งมั่นใจในความคิดที่จะเกาะแข้งเกาะขาท่อนใหญ่นี้ไว้ให้แน่น
และกลุ่มเล็กๆ ของหวังทงในเมืองหลวงนี้ก็สนิทกับเขาที่สุด จะติดต่อปฏิบัติงานอะไรในเมืองหลวงกับพวกไหนๆ ก็ตาม บุคคลไหนๆ ก็ตาม ก็ล้วนต้องผ่านเขา จึงจะสะดวกที่สุด
หวังทงสติปัญญาเกินล้ำ หลายเรื่องอ่านได้ทะลุปรุโปร่ง ยังมีความคิดที่ดี แต่ดูเหมือนขาดความรู้รอบตัวทั่วไปอยู่บ้าง พวกซุนต้าไห่ จางซื่อเฉียงและหลี่เหวินหย่วนก็เป็นเจ้าหน้าที่ระดับล่างกันมานาน มองโลกไม่กว้างนัก พวกถานเจียงที่มาใหม่ ว่ากันว่าเป็นคนในจวนเสนาบดีกรมทหารมาก่อน เรื่องท้องถิ่นตามซอกซอยในเมืองหลวงก็ไม่ค่อยเข้าใจ หลี่ว์วั่นไฉมาเติมเต็มที่ว่างของแต่ละคน ตอนนี้เขาจึงเป็นเหมือนเป็นมันสมองหลักไป
คืนวันที่ 11 เดือนเจ็ด หลี่ว์วั่นไฉเดินเขามาในร้านน้ำชากำลังจะทักทาย ก็เห็นหวังทงนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ตรงกลางห้อง แต่ระยะนี้ทุกอย่างก็ราบรื่นดี แต่ละร้านค้าก็ล้วนส่งมอบเงินมากันไม่ขาด พวกโรงบ้านนอกเมืองหลวงก็กำลังรับคนมา พวกคนที่รับมาก็เริ่มฝึกกันแล้ว มีเรื่องอะไรกันแน่
หลี่วั่นไฉกำลังจะถาม หวังทงกลับตบหน้าเรียกสติตนเองก่อนจะเอ่ยถามว่า
“สายที่ส่งไปแทรกซึมตามที่ต่างๆ ทำงานเป็นอย่างไรบ้าง หลายวันนี้ได้ยินต้าไห่บอกว่า นอกจากเขตทักษิณแล้ว ที่อื่นไม่มีข่าวอะไรมาเลย คนของเราไม่พอก็ช่วยไม่ได้ ชั่วเวลาไม่นานจะหาคนซื่อสัตย์ภักดีก็คงหาได้ไม่มากนัก พี่หลี่ว์ ทางพี่ต้องคิดหาทางให้มากหน่อย!”
ที่หวังทงกลุ้มคงไม่ใช่เรื่องนี้ หลี่ว์วั่นไฉเข้าใจดี เพียงแต่ยังคงตอบออกไปว่า
“กล่าวกับน้องหวังตามตรง นอกจากในเขตทักษิณแล้ว ที่อื่นไม่พอใจที่จะจ่ายเงินกันเท่าไร คนที่เราส่งไปเก็บเงินก็ย่อมไม่ได้ข่าวอะไรมา ข้าคิดว่า จะส่งสายสืบไปแทรกซึมแต่ละร้านนั้นไม่จำเป็น การค้าใหญ่คนเดียวย่อมสืบไม่ได้ความ การค้าเล็กก็ย่อมไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใด มิสู้ให้คนของหวังซื่อกับหลี่กุ้ยจับตาดูให้มากขึ้น เจ้าหน้าที่ศาลซุ่นเทียนมักออกลาดตระเวน สนิทกับพวกทำการค้าพวกนั้น ทำอะไรก็ง่าย”
หวังทงพยักหน้า เคาะโต๊ะอยู่หลายที คนที่คุ้นเคยกับเขาล้วนรู้ดี ใต้เท้าน้อยผู้นี้เคาะโต๊ะเบาๆ แปดเก้าส่วนจากสิบส่วนก็ย่อมกำลังครุ่นคิดเรื่องกังวลอะไรสักอย่าง
หลายคนสบตากันด้วยความงุนงง ระยะนี้ไม่ได้ยินเรื่องใหญ่โตอะไร หวังทงกำลังคิดอะไรกันแน่ ในห้องเงียบอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังมาจากด้านนอก ทุกคนต่างมองไปที่หวังทงพร้อมกัน หรือว่านี่ก็คือเรื่องที่ใต้เท้ากำลังกังวลในคืนนี้
แต่สีหน้าหวังทงก็งุนงงเช่นกัน เสียงฝีเท้าม้าหยุดลงหน้าร้านน้ำชา มีคนลงจากหลังม้า คนเฝ้าประตูรีบรายงานเสียงดังว่า
“นายกองร้องเถียนหรงหาวขอพบ!”
ตอนนี้มิได้เกี่ยวข้องกัน เถียนหรงหาวมาทำไม หวังทงอนุญาต นายกองร้อยเถียนก็เดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ ไม่ได้คำนับอะไร กล่าวเสียงพร่าว่า
“ใต้เท้าหวัง บิดาข้าป่วยหนัก อยากพบท่านสักครั้ง”
จะว่าไป หลายวันมาแล้วที่ไม่ได้ไปช่วยลุงเถียนกวาดล้างพื้น…
