ตอนที่ 161 องครักษ์เสื้อแพรคุมสองกองร้อย
ระหว่างเถียนหรงหาวและหวังทงไม่มีเรื่องอะไรที่จะคุยกันจริงๆ ถนนทักษิณก็ไม่ได้ไกลจากจวนนายกองร้อยเถียนนัก ขี่ม้าไปไม่นานก็ถึง
ประตูจวนนายกองร้อยเถียนเปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง สองคนลงจากม้าก็รีบวิ่งเข้าไปด้านใน ยังไม่ทันถึงโถงกลาง หวังทงก็ถามอย่างงงๆ ว่า
“ทำไมไม่มีกลิ่นยาล่ะ!”
เถียนหรงหาวก้าวขึ้นขั้นบันไดมา เปิดประตูห้องออก กล่าวอย่างเงียบขรึมว่า
“ท่านหมอบอกว่าอยู่ได้อีกไม่นาน ไม่ต้องกินยาแล้ว คนป่วยชอบกินอะไรก็ให้กินไปเลย!”
หวังทงมองซ้ายมองขวา ไม่มีอะไรน่าแปลกแต่อย่างใด จึงเดินตามเข้าไปในห้องโถวกลาง เถียนหรงหาวพอเข้าไปก็ตะโกนดังว่า
“พาท่านแม่ไปที่อื่นก่อน มีแขกมา”
เหมือนได้ยินเสียงร้องไห้และเสียงปลอบโยนของบรรดาผู้หญิงในห้อง หวังทงกระตุกวูบในใจ ดูท่าเป็นเรื่องจริงเสียแล้ว
เดินเข้าไปในห้องนอนลุงเถียน แวบแรกที่เห็นชายชรานอนอยู่บนเตียง ต่างจากชายชราที่แข็งแรงเมื่อสองเดือนก่อนอย่างเห็นได้ชัด สองแก้มของลุงเถียนตอบลึก สีหน้าไม่มีสีเลือด สภาพอ่อนกำลังอย่างที่สุด สภาพเช่นนี้น่าเศร้าใจแก่ผู้พบเห็นอย่างมาก หวังทงรีบก้าวเข้าไปยืนหน้าเตียง เอ่ยขึ้นว่า
“ลุงเถียน…ท่าน…”
รู้สึกได้ว่าลำคอตีบตันจนไม่อาจเอ่ยวาจา ลุงเถียนหันมาส่งสายตาให้หวังทง หัวเราะกล่าวว่า
“หวังทง เจ้ามาแล้วหรือ อาหาว จุดเทียนให้สว่างอีกหน่อย ในห้องนี้ทำไมจึงมืดเช่นนี้”
นายกองร้อยเถียนรู้สึกทนไม่ไหว คำพูดเริ่มมีเสียงสะอื้น รีบเอ่ยว่าจะออกไปหาเทียนมาเพิ่ม ลุงเถียนได้ยินเสียงฝีเท้าจากไป ก็ยิ้มกล่าวว่า
“เจ้านี่ อายุน้อยแต่คิดมากนะ หรือคิดว่าเจ้าก็นายกองร้อย ตำแหน่งเท่ากับลูกชายไม่เอาไหนของข้า และยังแบ่งพื้นที่ดูแลออกไปอีกด้วย มาเจอหน้าข้าไม่รู้ทำตัวยังไง เลยไม่มาซะงั้น”
หวังทงหัวเราะแหะๆ ลุงเถียนพูดโดนใจพอดี แต่หวังทงก็ยังกล่าวอย่างเอาใจใส่ว่า
“ลุงเถียนท่านรักษาตัวให้ดีๆ ข้ามีงานมากเลยไม่ได้มา”
“เจ้ารู้จักพูดจามากกว่าเมื่อก่อนมากเลยนะ ข้าป่วยข้ารู้ดี ท่านหมอได้บอกหมดแล้ว ชาตินี้ข้าไม่เสียชาติเกิดแล้ว เป็นคนงานตระกูลใหญ่สุขสบายกว่าตระกูลเล็กมาก ก่อนตายยังได้สร้างอนาคตให้ลูกไว้ได้อีก ยังจะร้องขอสิ่งใดอีก พอแล้วๆ”
เถียนหรงหาวยกเชิงเทียนเข้ามา ในห้องก็สว่างขึ้นไม่น้อย แต่ลุงเถียนยังเหมือนรับรู้ไม่ได้ เสียงดังขึ้นว่า
“อาหาว มานี่ๆ!”
ลุงเถียนเอียงหน้ามองหวังทงกล่าวว่า
“ข้าหลับไปสามวัน วันนี้เพิ่งตื่นขึ้นมา เกรงว่าหากหลับไปอีกคงไม่ได้ตื่นแล้ว เรียกเจ้ามา ก็คิดจะฝากฝังเจ้าเรื่องหนึ่ง”
กล่าวจบก็ยกมือขึ้นอย่างยากลำบาก ชี้ไปที่เถียนหรงหาวกล่าวว่า
“ลูกชายข้าคนนี้ เห็นๆ อยู่ว่าถือกำเนิดจากครอบครัวธรรมดา กลับมักคิดไปเองว่ามาจากตระกูลใหญ่อะไรพวกนั้น ปกติก็เอาแต่วางท่า เหมือนผู้บัญชาการอย่างไรอย่างนั้น”
วาจากล่าวได้ไม่น่าฟังนัก แต่ก็เป็นความจริง จากประสบการณ์ที่ได้คบค้าสมาคมกันมา นายกองร้อยเถียน พยายามอย่างยิ่งที่จะวางท่าน่าเกรงขาม เถียนหรงหาวตอนนี้ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ได้แต่ก้มหน้าก้มตาด้วยความเศร้าเสียใจ
“มีข้าอยู่ คนรอบข้างก็ไว้หน้าท่านจาง ย่อมไม่ทำอะไรเขา ข้าไม่อยู่แล้ว สัมพันธ์กับท่านจางก็ย่อมจืดจางลง ตอนนั้นใครจะยังสนใจเขา ปกติก็วางท่าวางทางไม่รู้ไปล่วงเกินผู้ใดบ้าง ตระกูลเล็กๆ เช่นนี้ล้มไปก็ไม่ว่า แต่หลานชายหลานสาวของข้าต้องมาพลอยโดนโทษไปด้วยนี่สิ”
ลุงเถียนมองการณ์ได้ชัดเจน แต่เสียงก็ค่อยๆ แผ่วลง กำลังวังชาใกล้จะหมดลง หากก็พูดไม่หยุด ถามหวังทงเสียงแผ่วเบาว่า
“หวังทง เจ้ายอมช่วยข้าไหม?”
“เชิญลุงเถียนว่ามา”
ตอนที่มีเรื่องกับเจ้ากั๋วต้งหากไม่ได้ลุงเถียนช่วยพูด หวังทงไหนเลยจะมีวันนี้ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ติดค้างลุงเถียน ไม่รู้จะตอบแทนอย่างไร หลังจากที่ตนได้เลื่อนตำแหน่ง ไม่เพียงแต่เอาพื้นที่ดูแลของนายกองร้อยเถียนไป ยังเอาคนไปด้วย ไม่เพียงไม่ตอบแทนแต่ยังแย่งผลประโยชน์จากนายกองร้อยเถียนอีก เช่นนี้ทำเอาหวังทงไม่รู้จะเผชิญหน้ากับลุงเถียนเช่นไร
“ที่ข้าวางไม่ลงก็คือบุตรชายคนนี้ ได้พบกับเจ้า นับเป็นบุญที่บรรพบุรุษเราได้สั่งสมมา ข้าขอเจ้าว่าวันหน้าช่วยดูแลอาหาว ให้เขาแคล้วคลาดปลอดภัย อาหาว มาโขกศีรษะคำนับหวังทงนี่!”
ได้ยินเช่นนี้ หวังทงและเถียนหรงหาวพากันอึ้งไป อายุนายกองร้อยเถียนมากกว่าหวังทงเกินรอบ ประสบการณ์ก็มากกว่า ตอนนี้กลับให้มาคุกเข่าโขกศีรษะคำนับ สีหน้าจึงแลดูอึดอัดลำบากใจ
ลุงเถียนมองเห็นไม่ชัด แต่ก็รู้ปฏิกิริยาของลูกชายดี จึงตบมือลงบนข้างเตียง กล่าวเสียงดังอย่างสุดกำลังว่า
“อาหาว แม้แต่คำพูดพ่อเจ้าก็ไม่ฟังหรือ! รีบคุกเข่าลง! โขกศีรษะ!”
เถียนหรงหาวเดินตัวแข็งทื่อมาคุกเข่าลงตรงหน้าหวังทง โขกศีรษะให้หวังทงสามครั้งด้วยวาจาเร่งเร้าของลุงเถียนที่อ่อนแรงอย่างมาก พอลุกขึ้นก็หน้าแดงก่ำ อยากจะหาที่มุดหน้าหนี สีหน้าลุงเถียนระบายรอยยิ้มอ่อน กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงว่า
“ตอนนี้พวกเจ้าเป็นนายกองร้อย ก็ไม่สะดวกฝากตัวเป็นลูกศิษย์เจ้า รอให้เจ้าเลื่อนตำแหน่งก่อน ก็ค่อยให้เจ้ารับเป็นลูกบุญธรรม หวังทง เจ้ารับปากข้าดูแลได้ไหม?”
หวังทงสูดลมหายใจลึก แม้ว่ารู้สึกกดดัน แต่ก็ตอบเสียงสงบนิ่งว่า
“ลุงเถียนท่านวางใจได้ วันหน้าพี่เถียนจะมีข้าคอยปกป้อง ขอเพียงยังมีหวังทง พี่เถียนย่อมไม่มีภัย”
เสียงไม่ดังนัก แต่กลับเต็มไปด้วยความมั่นใจ เถียนหรงหาวที่ยืนอยู่ข้างๆ มองหวังทงด้วยความแปลกใจ
*****
วันที่ 17 เดือนเจ็ด เถียนหรงหาวมาแจ้งหวังทงถึงการจากไปของลุงเถียนด้วยตัวเอง หวังทงไปไหว้ดวงวิญญาณถึงที่จวน ตอนจุดธูปนั้นก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
นายกองร้อยเถียนก็ทำให้บรรดาองครักษ์เสื้อแพรด้วยกันมองอย่างตกใจ ด้วยท่าทีที่ผู้น้อยแสดงต่อผู้ใหญ่ ตอนไปส่งหวังทงที่ประตูด้วยท่าทางเคารพนอบน้อม และยังกล่าวกับหวังทงว่า ตนต้องไปส่งศพบิดากลับบ้านเกิดที่หูกว่างและอยู่ไว้ทุกข์ เขาได้แจ้งขอลางานกับนายกองร้อยโจวหลินปิ่งแล้ว กลับบ้านช่วงนี้ก็ขอฝากกองร้อยตนไว้กับหวังทงแล้ว
อย่างไรสองฝ่ายก็เคยอยู่กองร้อยเดียวกัน ลูกน้องคนอื่นๆ ก็คุ้นเคยกันดี หวังทงดูแลก็สะดวกมาก แต่เรื่องไม่ถูกต้องตามธรรมเนียมปฏิบัติเช่นนี้ นายกองพันโจวกลับอนุญาต
ข่าวนี้ไปถึงบรรดาองครักษ์เสื้อแพรในเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว ทุกคนยังรออยู่ว่าผู้บัญชาการหลิวโสวโหย่วจะมีหนังสือมาตำหนิ หรือไม่ก็ปลดนายกองร้อยทั้งสองคนที่ละเมิดธรรมเนียมปฏิบัติ คิดไม่ถึงว่าเรื่องนี้กลับยอมรับกันอย่างเงียบเชียบที่สุด
ทุกคนนึกถึงข่าวเรื่องในช่วงก่อนหน้านี้ เห็นชัดว่าหวังทงไปพังโรงบ้าน แต่สุดท้ายผู้บัญชาการหลิวไม่เพียงแต่กู้ศักดิ์ศรีคืนมาไม่ได้ ยังต้องชดใช้ด้วยโรงบ้านไป คิดถึงเรื่องนี้ ทุกคนก็พอเข้าใจแล้วว่าทำไมทุกคนจึงเงียบงันเช่นนี้
ระดับชั้นองครักษ์เสื้อแพรมีตั้งแต่นายกองธงเล็ก นายกองธงใหญ่ นายกองร้อย นายกองพัน ผู้ช่วยผู้บัญชาการ รองผู้บัญชาการและผู้บัญชาการ แต่หากดูแลสองกองร้อยนี้ไม่เคยมีมาก่อน
มีคนตั้งตำแหน่งให้หวังทงในตอนนี้ใหม่ว่า ‘องครักษ์เสื้อแพรถนนทักษิณทวิกองร้อย’ คนที่ได้ยินไม่มีใครไม่หัวเราะฮาครืน แม้แต่ในองครักษ์เสื้อแพรเองยังเล่ากันเป็นเรื่องสนุกสนาน
*****
“คนต้องดื่มน้ำ สัตว์ต้องดื่มน้ำ ลำเลียงเสบียงทัพก็ต้องไปตามทางน้ำ สามารถประหยัดแรงขนส่งของสัตว์ได้ ดังนั้นการเดินทัพใหญ่ก็จะพยายามไปตามเส้นทางน้ำ ไม่เพียงแต่ทหารราชวงศ์หมิงเท่านั้น พวกนอกด่านทุกครั้งที่เข้าปล้นชิงก็ทำเช่นนี้ ก็ล้วนมาตามเส้นทางน้ำ…”
“…การตั้งค่ายทหาร นอกแผงกั้นเขตต้องมีแหล่งน้ำ ด้านในก็ต้องมีบ่อน้ำ ต้องเหลือที่ทางไว้ให้กองกำลังได้รวมตัวออกทัพพร้อมกัน ต้องมีหลุมขุดฝังดินปืน ห้องน้ำต้องห่างไกลแหล่งน้ำ…”
“…การเดินทัพนั้นต้องราบรื่น เดินครึ่งวัน อีกครึ่งวันไว้สำหรับปักค่ายตั้งกระโจม…”
“…กลางคืนต้องมีทหารที่ไว้ใจลาดตระเวนเฝ้ายามรักษากฎ หากส่งเสียงเอะอะยามค่ำคืนให้ประหาร ไม่เช่นนั้นจะอลหม่าน…”
“…ที่ตั้งทัพต้องเลือกที่ราบ ต้องเลือกแหล่งน้ำและจัดกำลังเฝ้าระวังต้นน้ำ หากละแวกนั้นมีที่สูงต้องส่งคนไปเฝ้าระวังไว้ สัตว์สี่เท้าในกองทัพดื่มน้ำให้ไปดื่มปลายน้ำ คนดื่มน้ำล้างหน้าต้องต้นน้ำ ก่อนดื่มน้ำก็ต้องลากม้าลากวัวมาดื่มก่อน ไม่มีอะไรจึงค่อยให้คนได้ดื่มได้ใช้ หากต้มเดือดได้ก็พยายามดื่มน้ำต้ม…”
วันที่ 10 เดือนแปด มหาขันทีหวงหยางแห่งสำนักอาชาหลวงก็ส่งมอบงานในหน้าที่เสร็จ ออกมารับการปรนนิบัติจากหลานทั้งสองคนข้างนอก ทุกวันตอนเช้าก็จะมาสอนที่ลานฝึกหู่เวย
เรื่องที่สอนนั้นเป็นความรู้ทั่วไป เด็กๆ ก็เข้าใจมาบ้างแล้ว มีแต่หวังทงที่หลายเรื่องเพิ่งเคยได้ยินครั้งแรก เช่นพวกทหารนอกด่านเดินทัพก็อาศัยทางน้ำเหมือนกัน เดิมคิดว่าพวกชนเผ่าบนหลังม้าที่ใช้ชีวิตบนทุ่งหญ้านั้นมากันอย่างฉับพลัน ไปกันอย่างฉับพลัน คิดไม่ถึงว่ามีกลวิธีเช่นนี้ด้วย
การออกรบไม่ใช่แค่บัญชาการทหารออกไปสังหารกันเท่านั้น ก่อนหน้านั้นต้องเตรียมการณ์กันอย่างมากมายยิ่งนัก
การฝึกพื้นฐานแต่เริ่มต้น มาจนถึงการสอนของอวี๋ต้าโหยวและหวงหยางนี้ หวังทงก็พอวิเคราะห์ออกว่า เด็กๆ ในลานฝึกนี้หากตั้งใจเล่าเรียนและไปเติบโตในสนามรบ จะเป็นขุนพลมีชื่อนั้นอาจต้องอาศัยวาสนา แต่หากเป็นขุนพลที่ได้มาตรฐานนั้นก็คงไม่มีปัญหา
ตอนบ่ายเป็นการสอนของอวี๋ต้าโหยว ตอนเช้าหวังทงต้องออกไปปฏิบัติงาน ไม่มีเวลามาฟัง จึงได้ขอให้โจวอี้ส่งขันทีน้อยในวังมาจดให้ที่ห้องข้างๆ เมื่อไม่อาจไปฟังได้ ก็หยิบที่จดออกมาอ่าน
ได้ฟังสดได้ถามสดและยังได้เห็นการชี้กะบะทรายให้เห็นจากหวงหยางนั้น เทียบแล้วได้ผลดีกว่าการอ่านจากบันทึกมากนัก หวังทงรู้ดี แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเช่นกัน
ฮ่องเต้ว่านลี่ยังคงมาฟังได้ตอนบ่าย เขาสนใจเรื่องเล่าการรบของอวี๋ต้าโหยวมาก แต่ไม่ใส่ใจการนำทัพพวกนี้ วันๆเอาแต่คุยเรื่องเล็กเรื่องน้อยในวังและนอกวังกับหวังทง
*****
พอถึงเทศกาลกลางเดือนแปด ฮ่องเต้ว่านลี่มีภารกิจต้องไปเซ่นไหว้บวงสรวง เด็กๆ ได้พักสองวัน แม้ว่าไม่ได้ออกไปข้างนอก แต่ก็ได้จัดอาหารอย่างดีไว้ให้ และยังแจกชุดใหม่ให้อีกด้วย
วันที่ 14 เดือนแปด โจวอี้ที่ว่างงานดื่มสุรามึนเมามาจากหอรุ่งเรือง นอนหลับอยู่ในห้องโถงบ้านหวังทงอยู่ตลอดบ่าย
สาเหตุนั้นหวังทงรู้ดี หลังจากหวงหยางได้ออกจากตำแหน่งในสำนักอาชาหลวง จางเฉิงเสนอให้โจวอี้ไปรับตำแหน่ง แต่ไทเฮาไม่ทรงรับปาก กลับเลือกหลินกงกงขันทีคนสนิทของอ๋องลู่แทน
