ตอนที่ 162 เดือนเก้า ปีที่ 5 ในรัชสมัยว่านลี่
“เพราะข้าเป็นบุตรบุญธรรมของจางกงกง ทุกคนเห็นว่าจางกงกงเป็นคนเก่าคนแก่ในจวนอ๋องอวี้ สนิทสนมกันกับเฝิงกงกง ในวังมีเฝิงกงกงควบคุมสำนักส่วนพระองค์และสองสำนัก นอกวังมีมหาอำมาตย์จางควบคุมสำนักคณะเสนาบดีใหญ่และสำนักองครักษ์เสื้อแพร หากมีคนมาคุมสำนักอาชาหลวงอีก ก็ย่อมควบคุมได้ยาก ข้านี่ช่างโชคร้ายเสียจริง!”
สำนักส่วนพระองค์เป็นหน่วยงานอันดับหนึ่งในราชสำนักฝ่ายใน เป็นหน่วยงานที่ควบคุมสำนักบูรพา สองสำนักนี้ก็คือ สำนักเอกสารและสำนักมารยาท สำนักเอกสารทำหน้าที่ทูลเกล้าและถ่ายทอดฎีกาในวังและนอกวัง สำนักมารยาทควบคุมการสอบเลื่อนตำแหน่งของบรรดาขันทีในหน่วยงานสำนักขันทีต่างๆ ในวังหลวง เดิมหากมหาขันทีสำนักส่วนพระองค์มารับหน้าที่ดูแลสองสำนักนี้ ก็จะต้องส่งมอบงานเดิมไปก่อน แต่เฝิงเป่ากลับควบคุมดูแลงานทั้งหมดไว้อย่างไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งเท่ากับกุมอำนาจฝ่ายในไว้ได้หมด มหาขันทีสำนักอื่นๆ และขันทีใหญ่อื่นๆ ก็ล้วนเป็นแค่ตำแหน่งลอยๆ ไร้อำนาจ
จางจวีเจิ้งควบคุมสำนักคณะเสนาบดีใหญ่ ยังมองผู้บัญชาการสำนักองครักษ์เสื้อแพรเหมือนเป็นบ่าวในบ้าน ขุนนางในราชสำนักก็เป็นเหมือนขุนนางในความควบคุม หน่วยงานข่าวกรองนอกวังใหญ่ที่สุดอย่างสำนักองครักษ์เสื้อแพรก็รายงานจางจวีเจิ้งเป็นอันดับแรก รายงานเรื่องส่วนตัวบรรดาขุนนางต่างๆ ก็ล้วนอยู่ในกำมือจางจวีเจิ้ง อำนาจในราชสำนักนั้นก็ไม่ด้อยไปกว่าอำนาจเฝิงเป่าในราชสำนักฝ่ายใน
สี่กองกำลังประจำพระองค์และกองรบเป็นกองกำลังที่เข้มแข็งที่สุดในเมืองหลวง เฝิงเป่าก็ควบคุมอำนาจสั่งการ ตัดสินและข่าวกรองไว้ได้ทั้งหมด และยังเป็นพันธมิตรกับมหาอำมาตย์ในราชสำนัก หากยังได้คุมกองกำลังสำนักอาชาหลวงอีก นั่นมิใช่ว่าสามารถสั่งปลดฮ่องเต้ได้หรอกหรือ
เพื่อจัดการสมดุลอำนาจ เพื่อความปลอดภัยของบังลังภ์ ย่อมไม่อาจมอบสำนักอาชาหลวงใส่มือ ‘พวกเฝิงเป่า’ อีก
จางเฉิงรู้สึกอิจฉาเคียดแค้นอำนาจและสถานะของเฝิงเป่ามาโดยตลอด หวังทงก็พอรู้มาบ้าง หากมิใช้คนใกล้ชิดอันดับหนึ่ง เกรงว่าก็คงมิอาจรู้ได้ และหากว่ารู้ ก็คงต้องทำเป็นไม่รู้
การบ่นระบายหลังฤทธิ์สุราของโจวอี้นั้น หวังทงได้แต่ปลอบใจไปสองสามคำ จากนั้นก็ออกไปดูว่ามีคนแอบฟังหรือไม่ พอกลับมาก็ฝืนยิ้มเตือนให้อีกฝ่ายอย่าได้ดื่มหนักไป
ก็เหมือนกับฮ่องเต้ว่านลี่ที่มาระบายกับตนทุกวัน โจวอี้ไว้วางใจหวังทงอย่างมาก ดังนั้นสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในในก็ล้วนมาเล่ากันที่นี่หมด
“พี่โจว ข้าได้ยินธรรมเนียมในวัง เริ่มจากระดับล่างทำงานไต่เต้าไปไร้ข้อตำหนิ ก็ต้องทำอยู่ 20 – 30 ปีจึงจะมีโอกาสได้เป็นขันทีในห้องทรงงานของสำนักส่วนพระองค์ พี่โจวยังไม่ 40 เลย บางเรื่องก็ไม่ต้องใจร้อนไป”
“เฝิงกงกงก็แค่ 50 ต้นๆ ใต้เท้าพ่อบุญธรรมข้า จางกงกงก็เพิ่งจะ 50 ตอนนี้มหาขันทีและขันทีใหญ่อื่นๆ ในแต่ละหน่วยงานก็ล้วนอยู่ในวัยแข็งแรง…”
สุราของหอรุ่งเรืองล้วนเป็นสุราชั้นยอด ฤทธิ์แรงพอตัว ในวังต้องคอยระวังตัวตลอดเวลา โอกาสดื่มสุรามีไม่มากนัก โจวอี้จึงเมามายอย่างรวดเร็ว สลึมสลือหลับไป
เห็นว่าฟ้าเริ่มฉายแสงรำไรแล้ว ทางวังหลวงตีระฆังตีกลองบอกเวลาครั้งที่หนึ่งดังขึ้น หวังทงจึงได้ปลุกโจวอี้ที่นอนอยู่ที่ห้องนอน ขันทีน้อยไช่หนานที่ดื่มน้ำชารออยู่ด้านนอกทั้งคืนก็รีบเข้ามา คอยรับใช้ให้บ้วนปากเปลี่ยนเสื้อผ้า
หวังทงส่งเสื้อตัวนอกเข้ามาให้ โจวอี้รับไปก็ถามขึ้นว่า
“น้องหวัง เมื่อกลาวันดื่มสุราไปข้าพูดอะไรออกไปบ้างหรือไม่?”
“พี่โจวดื่มไปหลายจอกก็หลับไป ยังจะพูดอะไรอีกเล่า?”
หวังทงถามกลับสีหน้าเรียบเฉย โจวอี้ยกมือขึ้นลูบใบหน้าไปมา หันไปประสานมือคำนับหวังทงกล่าวคำอำลาก่อนจะขอตัวจากไป
*****
คืนวันเทศกาลไหว้พระจันทร์กลางเดือนแปด หวังทงต้องไปหน้าสุสานบิดาเพื่อเซ่นไหว้ขนมไหว้พระจันทร์ จากนั้นก็หยิบธูปเทียนไปที่จวนนายกองร้อยเถียน นายกองร้อยเถียนนำบิดาไปฝังที่บ้านเกิด ที่จวนยังมีคนงานสองสามคนเฝ้าจวนอยู่ หวังทงปัดกวาดสุสานอยู่รอบหนึ่ง ตอนออกมาพระจันทร์กลมโตอยู่บนท้องฟ้าแล้ว
หลังจากเทศกาลไหว้พระจันทร์ผ่านไป ชีวิตหวังทงก็สงบเงียบปกติ หลี่เหวินหย่วนเสนอให้ทุกวันตอนเช้า หากทุกคนมีเวลา ก็ขอให้อวี๋ต้าโหยวมาสอนเพลงทวนโจมตีให้กับหวังทงและหลี่หู่โถว
เรียนเช่นนี้มาครึ่งเดือน อวี๋ต้าโหยวก็วิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่เกรงใจว่า
“หวังทงตอนนี้เจ้าสามารถเอาชนะหู่โถวได้ ก็เพราะตัวใหญ่แรงเยอะบวกับตั้งใจเรียน เพลงทวนโจมตีเจ้าห่างไกลจากหลี่หู่โถวมากนัก”
วาจาไม่เสนาะหู แต่หวังทงก็รู้ว่าเป็นความจริง แต่เล็กเรียนรู้จากบิดา ขยันฝึกฝน และยังเคยสังหารคนอย่างหลี่หู่โถวนี้ พรสวรรค์ด้านนี้ก็ย่อมชนะตนเองไปมาก ห่างกันไกลก็ยังต้องเรียนต่อ อย่างไรก็เป็นวิชาเอาไว้ป้องกันตัวรักษาชีวิต
หลังวันที่ 2 เดือนเก้า อวี๋ต้าโหยวก็สอนจนรู้สึกทนไม่ไหวแล้ว จึงได้คัดเลือกเล็กที่มีพรสวรรค์สูงออกมากลุ่มหนึ่ง เพื่อสอนเพลงทวนโจมตีแบบตัวต่อตัวตั้งแต่เช้าจรดเย็น และยังกะเอาไว้ว่าหลังเดือนสิบจะหาที่ว่างนอกเมืองสักแห่งสอนการรบบนหลังม้าให้กับทุกคน
บทเรียนของหวงหยาง อดีตมหาขันทีจากหน่วยตรวจสอบประจำสำนักอาชาหลวงก็ค่อยๆ ซับซ้อนขึ้น ขุนศึกจากสี่กองกำลังประจำพระองค์และกองรบต่างถูกเชิญมาสอน ทั้งหลักการกรีฑาทัพตั้งค่ายกล หลักการปรับเปลี่ยนรับมือศัตรู ยังมีการควบุคมกองกำลังในค่ายทหารอย่างไร หรือการนำกองกำลังอย่างไร เป็นต้น
ค่ายทหารรอบเมืองหลวง พวกขุนศึกก็ล้วนเป็นตระกูลชนชั้นสูง ชาติกำเนิดไม่เลว แต่กลับมีอุปนิสัยหยาบกระด้าง กล่าววาจาไม่เป็นหลักเป็นการ ล้วนเต็มไปด้วยเรื่องหยาบๆ คร่าวๆ พอสอนเสร็จ ยังต้องให้หวงหยางและขันทีอาวุโสที่เคยประจำการกองทัพคอยอธิบาย
แต่เด็กๆ ปวดหัวที่สุดก็คือเรื่องนี้ พอเรียนเช่นนี้ไปสองสามครั้ง หวงหยางก็ถามคำถาม เลือกสถานที่มาแห่งหนึ่ง สมมติสองฝ่ายตรงข้ามขึ้นมา จากนั้นก็ให้เด็กจัดวางกองกำลัง คำตอบของเด็กๆ ไม่ว่าจะถูกวิจารณ์ว่าถูกต้องตามหลักการหรือไม่ สุดท้ายก็ต้องมีสิบคนโดนโทษยืน
หลี่หู่โถวจะเข้าร่วมกิจกรรมอย่างตื่นเต้น แต่ฮ่องเต้ว่านลี่และหวังทงกลับไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้มากนัก หวังทงอาศัยเพียงแต่ความระลึกว่ากำลังเรียนสิ่งที่มีประโยชน์ใหม่ๆ แต่ฮ่องเต้ว่านลี่กลับเอาแต่แอบวิพากษ์วิจารณ์ขุนพลที่มาสอนวิชาเพื่อเป็นการสำรวจสำหรับการเลื่อนตำแหน่งต่อไป
ทุกคนคุ้นเคยกันมาก ทุกครั้งที่เป็นช่วงพักก็จะมารวมตัวกัน เสียงดังโหวกเหวกอย่างมาก แต่ความแตกต่างก็ค่อยๆ แยกชัดขึ้น
ช่วงเวลาที่หวังทงกับฮ่องเต้ว่านลี่คุยกันสองกันก็มากขึ้นเรื่อยๆ คนอื่นๆ เอาแต่คุยเรื่องการต่อสู้กันทุกวัน
ชีวิตเช่นนี้ เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เดือนเก้า ปีที่ 5 ในรัชสมัยว่านลี่ก็กำลังจะผ่านพ้นไป
*****
วันที่ 26 เดือนเก้า ปีที่ 5 รัชสมัยว่านลี่ ณ อำเภอเจียงหลิง เมืองจิงโจว มณฑลหูกว่าง
อำเภอเจียงหลิงเป็นอำเภอเอกของเมืองจิงโจว การคมนาคมทางน้ำทางบกหนาแน่น เป็นเมืองเจริญ ในเมืองมีพ่อค้าคหบดีร่ำรวยมากมาย แต่ไม่ว่าจะรวยขนาดไหน ตระกูลที่ใหญ่ที่สุดก็ไม่ใช่พวกเขา และก็ไม่ใช่จวนของผู้ว่าเมืองจิงโจวเช่นกัน
ตระกูลที่ใหญ่ที่สุดก็คือตระกูลของมหาอำมาตย์ในรัชกาลปัจจุบัน จางจวีเจิ้ง พ่อแม่ญาติพี่น้องจางจวีเจิ้งล้วนอยู่กันที่เมืองนี้ จางจวีเจิ้งเป็นมหาบุรุษในใต้หล้า อย่าว่าแต่นายอำเภอเจียงหลิงเลย แม้แต่ผู้ว่าเมืองจิงโจว ผู้ตรวจการมณฑลหูกว่างก็ล้วนต้องเงยหน้ามองอย่างชื่นชม หากแม้แต่คุณสมบัติที่จะเงยหน้าชื่นชมยังไม่มีเลย
ตระกูลจางในตอนนี้เป็นตระกูลอันดับหนึ่งในมณฑลหูกว่าง แม้แต่อ๋องฉู่ที่อู่ชางก็ยังไม่แน่ว่าจะมากบารมีเช่นตระกูลจางนี้
ตั้งแต่ปลายรัชสมัยว่านลี่ที่ 4 เป็นต้นมา หมอที่มีชื่อเสียงในแผ่นดินราชวงศ์หมิงก็ล้วนถูกขุนนางท้องถิ่นต่างๆ ส่งมาที่นี่ ยาสมุนไพรมีค่าหลากหลายก็ถูกส่งมาด้วยม้าเร็วราวกับสายน้ำไหล สาเหตุมีเพียงหนึ่งเดียว บิดาของมหาอำมาตย์จางจวีเจิ้งล้มป่วยลง และอาการหนักมาก
แต่ไม่ว่าหมอมีชื่อเสียงมามากเท่าไร ไม่ว่าใช้ยาสมุนไพรมีค่ามากเท่าไร เล่ากันว่าอ๋องฉู่ยังต่อหมอเทวดาอันดับหนึ่งนามว่าหลี่สือเจินมาด้วย แต่อาการท่านอาวุโสจางก็ยังคงทรุดลงทุกวัน
เหมือนจะสามวันครั้ง จะมีม้าเร็วนำสารส่งข่าวอาการป่วยของท่านอาวุโสจางไปยังเมืองหลวง ไปถึงมืออำมาตย์จาง หลังเดือนสาม ปีที่ 5 รัชสมัยว่านลี่ คนรอบจวนตระกูลจางก็เริ่มมากขึ้น หลายคนเห็นชัดว่าไม่ใช่คนอำเภอเจียงหลิง และก็ไม่เหมือนกับคนยากคนจนจากมณฑลหูหนานและเจียงซี และมณฑลเสฉวนที่มาหาทางทำกินยังชีพ
ทุกสองสามวัน นอกจากม้าเร็วนำจดหมายไปให้มหาอำมาตย์จางจวีเจิ้งแล้ว ยังมีม้าเร็วนำสารด่วนไปเมืองหลวงเช่นกัน แต่กลับไม่รู้ว่าส่งถึงมือผู้ใดและยังมิได้มีจุดหมายเดียวกัน
คืนวันที่ 26 เดือนเก้า มณฑลหูกว่างเกิดเหตุน่าตระหนกอยู่บ้าง หมอมีชื่อเสียงที่มาจากทั่วฟ้าทั่วแผ่นดินเริ่มทยอยกันจากไป หากเป็นพ่อค้าโลงจากเมืองอู่ชางที่เข้าออกบ่อยขึ้น ว่ากันว่าไม้หนานมู่ชั้นดีที่สั่งซื้อจากทะเลใต้กำลังจะมาถึงเมืองหวงโจวแล้ว
จวนตระกูลจางจุดโคมไฟสว่างไสว บรรดาญาติทั้งสายตรงและญาติห่างๆ ทยอยนั่งรถนั่งเกี้ยวมาถึงหน้าประตูกันอย่างไม่ขาดสาย จากนั้นก็พากันรีบเดินเข้าประตูไป คนที่เดินกันไปมาขวักไขว่ล้วนเป็นบรรดาบ่าวรับใช้ในจวน ทุกคนมีสีหน้าเคร่งเครียด
บรรยากาศประตูหน้าและประตูหลังเงียบเหงาอย่างมาก ณ ที่แห่งหนึ่งนอกกำแพงจวนตระกูลจางกลับมีเงาคนสองสามคนขยับไหวไปมา คนเหล่านี้ต่างมองกันเห็น แต่กลับเงียบไม่กล่าววาจาใด เหมือนว่าอีกฝ่ายไม่มีตัวตน
ดึกมากแล้ว รอบจวนตระกูลจางก็ยิ่งเงียบสงัด คนข้างนอกก็ยืนกันจนเมื่อยไปหมด บ้างก็ยองลง บ้างก็นั่งลง อยู่ๆ ก็ดูเหมือนมีเสียงดังออกมา
คนที่นั่งยองอยู่ที่พื้นก็รีบผุดลุกขึ้นทันที มีคนกระซิบเบาๆ ว่า
“ใช่เสียงร่ำไห้หรือไม่…”
ไม่มีผู้ใดตอบ ไม่นานนัก ในกำแพงก็มีเสียงเคลื่อนไหว มีกระดาษห่อก้อนหินขว้างลอยออกมา คนที่อยู่ด้านนอกก็เก็บมาคลี่ออก
พวกที่อยู่ข้างๆ ของผู้ที่เก็บก้อนกระดาษนั้นก็จุดเทียนไขเขยิบเข้ามาใกล้ ก้อนกระดาษนั้นใช้แท่งถ่านขีดกากบาทไว้
พอเห็นข้อความแล้ว ก็โยนทิ้งลงพื้น ก่อนจะยิ้มกระซิบกระซาบกันว่า
“ดูท่าแล้วน่าจะไปแล้ว มิเสียเงิน 300 ตำลึงของข้าไปเปล่าๆ แล้ว รีบไปๆ”
คนรอบข้างล้วนใช้วิธีการสืบข่าวกันต่างๆ นานา คนด้านนอกพากันจากไป คืนนี้ กำแพงเมืองอำเภอเจียงหลิงมีคนหลายคนพากันโรยตัวลงไป ขี่ม้าที่เตรียมไว้นอกเมืองก่อนหน้านี้ วิ่งห้อออกไปทางทิศเหนือ
เช้าวันรุ่งขึ้น จวนตระกูลจาง อำเภอเจียงหลิงก็เริ่มจัดพิธีศพ คนในบ้านไปแจ้งการจากไปที่ที่ว่าการอำเภอ ขณะเดียวกันก็ส่งคนนำจดหมายไปแจ้งข่าวแก่มหาอำมาตย์จางจวีเจิ้ง…นายผู้เฒ่าจางได้สู่สรวงสวรรค์แล้ว
*****
ราชวงศ์หมิงมีบทบัญญัติ บิดามารดาขุนนางหากจากไป ไม่ว่าขุนนางอยู่ตำแหน่งหน้าที่ใด ตั้งแต่วันที่มีงานศพ ก็ต้องกลับไปแสดงความกตัญญูที่บ้านเกิด 27 เดือน ในระหว่างนี้ห้ามทำเรื่องต่างๆ เช่น รับตำแหน่งราชการ แต่งภรรยา และเข้าสอบ เป็นต้น หากตรวจสอบได้ว่าฝ่าฝืน ก็จะลงโทษทันที ความกตัญญูเป็นคุณธรรมใหญ่ หากผู้ใดไม่ปฏิบัติตาม ขุนนางในราชสำนักและบัณฑิตใต้หล้าย่อมถ่มน้ำลายใส่ผู้นั้น
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ‘การไว้ทุกข์’
หากราชสำนักต้องการคนผู้นี้ให้รับใช้ประเทศชาติต่อไป ก็จะมีราชโองการรั้งไว้ ให้รักษาตำแหน่งไว้ กลับมารับราชการต่อ เรียกว่า ‘รั้งตำแหน่ง’
ชายหนุ่มทุกแห่งหน ขุนนางระดับล่างถึงระดับกลาง หากประสบเรื่องเช่นนี้ก็ย่อมต้องกลับบ้านเกิดไปใช้ชีวิตไปวันๆ หลายปี จากนี้ค่อยกลับมาสอบรับราชการใหม่ หากบุคคลที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้เป็นถึงมหาอำมาตย์จางจวีเจิ้งในรัชกาลปัจจุบัน ทุกสิ่งย่อมแตกต่าง
