ตอนที่ 234 เรื่องเล็กในครอบครัว ตั้งค่ายฝึก
คำสั่งของนายท่านแม้ว่าแปลกประหลาด แต่ชื่อเฮยก็รับปากอย่างไม่ลังเล หันหน้ากลับไปกำลังจะไปเตรียมตัว ยังไม่ทันได้เดินเข้าไป ก็ได้ยินหวังทงเรียกไว้ว่า
“ไม่ต้องละ ที่ได้ยินก็ครู่ก็ถือว่าไม่ได้พูดละกัน”
กลับไปกลับมา ทำเอาชื่อเฮยงงไปหมด แต่ก็ยังคงรับคำ หวังทงค่อยๆ เดินวนไปมาในลานบ้าน ทุกคนเห็นสีหน้าหนักใจของนายท่านก็ย่อมอยากเข้ามาถามไถ่
เดินมาได้สองสามก้าว ก็ได้ยินเสียงนางหม่าดังขึ้น ตอนนี้นางหม่าเหมือนพ่อบ้านใหญ่ดูแลจัดการจวนหวังทง ทุกคนล้วนต้องให้ความเคารพสามส่วน แต่นางหม่าเองก็รู้จักวางตัว แต่ไรไม่เคยวางท่ากดขี่ผู้น้อย ทุกคนร่วมร้อยในบ้านก็ย่อมให้ความเคารพอย่างมาก
ได้ยินเสียงตำหนิเข้มงวดดัง หวังทงก็รู้สึกสนใจขึ้นมา เดินเข้าไปตั้งใจฟัง
“ซานเปียวตอนนี้เจ้าสถานะอะไรแล้ว ทำไมยังไม่รู้เรื่องรู้ราว หาคู่ให้เจ้าที่เมืองหลวงหลายคนเจ้าก็ไม่เอา มาเทียนจินนี่กลับหมายปองเอาหญิงหม้าย อายุมากกว่าเจ้าหลายปีไม่ว่า ยังมีภาระติดมาอีกด้วย เจ้าจะทำให้ข้าโมโหตายใช่ไหม…”
ได้ยินเช่นนี้ หวังทงก็อดยิ้มไม่ได้ คู่ครองสมฐานะ ในเมื่อความเป็นอยู่ดีขึ้นแล้ว ก็ไม่อาจตำหนินางหม่าที่เริ่มคิดมากขึ้น หม่าซานเปียวเบื้องหน้านางหม่าแต่ไรมาไม่เคยกล้าไม่เชื่อฟัง ได้แต่แอบพึมพัมสองสามคำ
นี่เป็นเรื่องส่วนตัวโดยแท้ หวังทงไม่อยากฟังต่อ กำลังจะเดินออกไปก็ได้ยินเสียงประตูดังขึ้น นางหม่าเดินออกมา บ่นไม่หยุดว่า
“เจ้าอายุมากแล้ว เจ้ายอมก็ดี ข้าจะหาคนไปถามมาให้เจ้า”
เรื่องราวอยู่ ๆ ก็พลิกผัน ผู้ใดชอบพอผู้ใดก็เป็นอิสระของผู้นั้น หวังทงก็ไม่อยากยุ่งเกี่ยว อย่างไรภายใต้ความคุ้มครองดูแลของตน นางหม่ากับหม่าซานเปียวไม่เสียเปรียบผู้ใดก็ใช้ได้
ตกดึกจางซื่อเฉียงก็กลับเข้าเมืองมา ดีที่หลังวันที่ 15 เดือนหนึ่ง ร้านค้าในเมืองเทียนจินเริ่มเปิดกิจการกันเป็นส่วนใหญ่ กองตรวจการทางนั้นจึงอำนวยความสะดวกให้ มิเช่นนี้ที่พักคนพวกนี้ก็คงเป็นปัญหาใหญ่
อวี๋ต้าโหยวไม่ได้มีความคิดเห็นอันใดเกี่ยวกับการจัดการสถานที่ฝึก มีเพียงสิ่งเดียวที่ต้องการ นั่นก็คือไม่อยู่บ้าน ต้องอยู่ค่ายเท่านั้น
ทหารอยู่ค่ายจึงจะสามารถรวมกำลังฝึกฝนเป็นปกติ เคยชินกับชีวิตเช่นนี้ หากอยู่บ้านก็เกรงว่าจะสิ้นเปลืองเงินทองและการเรียกรวมพลก็ไม่สะดวกอย่างมาก
ดังนั้นตั้งแต่วันนี้ไป พื้นที่นอกเมืองจึงได้สร้างเพิงพักขึ้น ส่งเครื่องนอนไปให้ ให้พวกเขาอยู่ที่นั่น แน่นอนอาหารย่อมบริบูรณ์ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง
ลูกน้องที่ติดตามหวังทงมาจากนี้ก็จะไม่ได้อยู่ในจวนแล้ว หากต้องไปอยู่ในค่ายเหมือนกับคนอื่น พวกที่รับมาใหม่อย่างไรก็เพิ่งมารวมตัวกัน ยังไม่ค่อยเข้าใจการปฏิบัติตามกฏระเบียบ ในเมื่อคิดไม่เข้าใจ ทางหวังทงก็ย่อมใช้ไม้กระบองเข้าช่วยกำราบ
จางซื่อเฉียงยุ่งมาทั้งวันเต็มๆ กลับมาถึงยังไม่ทันได้พักก็ถูกหวังทงเรียกตัวไป ยังคิดว่าเกิดเรื่องใหญ่อันใด พอเขาก้าวเข้ามาหวังทงยังเดินไปปิดประตู แลดูลึกลับยิ่งนัก
“ที่ทงโจวเจ้ายังมีคนรู้จักอีกไหม?”
“หลังตระกูลข้าน้อยล้มลง ก็ไม่ได้ไปมาหาสู่กับญาติมิตรที่นั่นเท่าไร แต่ก็มีพวกที่เคยได้รับบุญคุณจากข้าน้อยอยู่บ้าง ยังจดจำได้ถึงวันนี้ สุสานบิดามารดาข้าน้อยก็ได้พวกเขาคอยดูแล”
พอจางซื่อเฉียงตอบไป หวังทงก็ตบโต๊ะเบาๆ ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก็ถามว่า
“เช่นนั้นก็สามารถหาคนที่ไว้ใจได้…”
“ใต้เท้า จะบอกว่าไว้ใจได้หรือไม่พูดยาก แต่คนบ้านนอกทำนาก็ล้วนเป็นคนซื่อ ความคิดไม่ซับซ้อนอะไร”
ได้ยินหวังทงถามจริงจัง จางซื่อเฉียงก็ตอบไปอย่างระมัดระวัง หวังทงพยักหน้า นิ่งไปครู่หนึ่ง ก็เอ่ยขึ้นว่า
“หาคนที่เจ้าไว้ใจได้ให้เขาไปหาคนที่เชื่อใจได้มาอีกสองสามคน บอกว่าที่ทำการที่เทียนจินกำลังหาคนงาน ข้าจะหาคนพาพวกเขาไปแนะนำให้ทำงานรับใช้”
จางซื่อเฉียงพอจะเข้าใจความหมายของหวังทง พยักหน้าเงียบๆ หวังทงกล่าวเสริมต่ออีกว่า
“บอกไปว่าหางานให้พวกเขาทำ ไม่ว่าคนที่เจ้าหามา หรือที่คนผู้นั้นไปหามา ก็อย่าได้บอกกล่าวอันใดแก่พวกเขา บอกแค่ว่าทางนี้มีงานทำ คนที่คนผู้นั้นหามาก็อย่าได้รู้ว่าเป็นเจ้า เรื่องนี้ต้องกำชับให้เข้าใจ”
หวังทงลุกจากเก้าอี้ เดินไปพูดไปว่า
“คนที่หามาที่บ้านต้องมีพ่อมีแม่อยู่ครบ ต้องมีประวัติชัด เรื่องนี้สำคัญมาก พรุ่งนี้เจ้าออกจากเมืองไปดำเนินการได้ ยิ่งเร็วยิ่งดี”
จางซื่อเฉียงรีบยืนขึ้นน้อมรับคำสั่ง กำลังจะเดินออกไป หวังทงก็ตามมากำชับอีกว่า
“เงินทองอย่าได้ประหยัด ที่ควรใช้จ่ายก็ใช้ไป แต่ต้องควบคุมให้ดี อย่าให้พวกเขารู้สึกว่าเรื่องนี้มีเลศนัย”
********
ยามนี้ใช้ปฏิทินจันทรคติในโลกนี้ของหวังทง พอเดือนหนึ่งผ่านไปเริ่มเข้าเดือนสอง ความอบอุ่นก็เริ่มพัดมา น้ำในแม่น้ำก็เริ่มละลาย
นาเกลือนอกเมืองที่เคยใช้เป็นที่ตัดศีรษะยามนี้ใช้รั้วไม้ล้อมไว้ พื้นที่ลุ่มๆ ดอนๆ แต่เดิมตอนนี้ก็ใช้ทรายถมให้เรียบ
เพิงพักนอกเมืองเรียงได้เป็นระเบียบ รอบๆ ยังขุดทางน้ำและที่ถ่ายทุกข์ไว้ พวกที่ไม่ผ่านการคัดดเลือกร่วมแรงกันสร้างทางเชื่อมต่อระหว่างค่ายกับโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง แผ้วถางเป็นทางไว้ให้สัญจรง่ายขึ้นมาเส้นทางหนึ่ง เพื่อให้สะดวกในการขนของและสัญจรไปมา
งานลำบากเช่นนี้ทำไปแล้วก็ได้ผลที่คาดไม่ถึง พวกที่ไม่ผ่านการคัดเลือกลงแรงทำงานกันมา กินกันอิ่มหนำ แรงก็ย่อมมีมากขึ้นไม่น้อย หากมีการสอบคัดเลือกอีกครึ่ง คาดว่าคงผ่านการคัดเลือก
ในบรรดาคนเกือบ 600 ที่ผ่านการคัดเลือกมา พวกที่มีทักษะยิงธนูขี่ม้าเรียกว่า ค่ายหนึ่ง พวกที่แค่พ้นระดับมาตรฐานมาก็แบ่งเป็นค่ายสองและค่ายสาม สรุปแล้วพวกลูกน้องใหม่ค่ายสามด้อยกว่าพวกค่ายสองเล็กน้อย
ค่ายหนึ่งสองร้อย ทุกสิบคนนับเป็นกองธงเล็ก ทุกร้อยคนนับเป็นหนึ่งกองร้อย หัวหน้าค่ายก็คือนายกองร้อย เรียกว่า นายกองร้อยค่าย ผู้ช่วยเรียกว่า นายกองธงใหญ่
นายกองธงเล็ก นายกองธงใหญ่และนายกองร้อยค่าย ล้วนเป็นลูกน้องที่ติดตามหวังทงมาจากเมืองหลวง บรรดาพวกถานเจียงล้วนได้ชื่อว่าครูฝึก คอยควบคุมการฝึกและนำฝึก เรื่องในค่ายพวกเขารับหน้าที่เพียงแค่เสนอแนะและสอนสั่ง แต่ไม่ยื่นมือเข้าจัดการ ซุนซิงกับลี่เทาและเด็กคนอื่นๆ ถูกจัดให้ประจำตำแหน่งนายกองธงเล็กประจำค่ายสาม
หนึ่งเดียวที่แตกต่างก็คือ ‘หม่าอวิ๋นขุย’ ได้ตำแหน่งนายกองธงเล็ก
หม่าอวิ๋นขุนที่โดดเด่นในค่ายวันนั้น หวังทงสืบประวัติแล้ว หม่าอวิ๋นขุยเป็นบุตรชายของนายกองพันกองกำลังฝ่ายขวาประจำเทียนจิน เขาเป็นลูกที่บิดาจากไปตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลก จากครอบครัวธรรมดาก็เริ่มลำบาก เดิมมารดาคิดจะให้เขาเรียนหนังสือไปสอบรับราชการ แต่หม่าอวิ๋นขุยกลับชอบฝึกยุทธ์ เรียนหนังสือไปพร้อมกับติดตามบรรดาลุงๆ อาๆ ฝึกฝนไป สุดท้ายหนังสือเรียนไม่สำเร็จ แต่ฝึกยุทธ์ได้ไม่เลว
หากเรียนสองอย่างทำให้เสียเวลา ที่บ้านไม่มีเงินกินให้อิ่ม ร่างกายจึงได้ผอมแห้ง ทหารธรรมดาก็ไม่อยากเป็น จะสอบเป็นจอหงวนบู๊ก็เสียเวลาไปอีก มาถึงตอนหวังทงรับกำลังพลจึงนับได้ว่ามีโอกาสแล้ว
จากที่ถานเจียงบอกมา ทักษะยุทธ์พอใช้ได้ ติดตามฝึกกับลูกน้องถานปิงไม่นาน ก็ขี่ม้าได้ ยิงธนูได้ นับว่าหาได้ยาก ในใจหวังทงยังคิดไปถึงว่าคนผู้นี้รู้หนังสือ มีการศึกษาบ้าง ในยุคสมัยนี้คนฝึกยุทธ์รู้หนังสือหาได้น้อยมากจริงๆ
ในเมื่อหาได้ยากและโดดเด่น ก็ย่อมให้ความสำคัญมากหน่อย
จากการรายงานระบุว่า หม่าอวิ๋นขุยมีชื่อเสียงในหมู่ลูกน้องใหม่ไม่น้อย ว่ากันว่าคนผู้นี้เมื่อก่อนเป็นบุคคลที่โดดเด่นในบรรดาลูกหลานกองทัพที่นี่
การฝึกที่แห้งแล้งน่าเบื่อ พวกที่ใช้แรงงานบางคนถึงกับดีใจที่ไม่ผ่านการคัดเลือก ดีใจที่ทุกวันตนเองพอทำงานเสร็จก็ได้กินอิ่มนอนหลับสบาย ไม่ต้องการฝึกอะไรที่แห้งแล้งน่าเบื่อพวกนั้นบนสนามฝึก มิเช่นนั้นก็ต้องเข้าแถวเป็นขบวนออกไปวิ่งอย่างไม่มีวันจบวันสิ้น
ทุกคนมาจากครอบครัวทหาร ล้วนเคยเห็นการฝึกทหาร มีอย่างนี้ที่ไหน ยืนแถวต้องยืนให้เป็นระเบียบ ทุกอย่างทำตามคำสั่ง แม้แต่เดินขบวนหรือวิ่งขบวนก็ห้ามเดินวิ่งกันมั่วๆ
มีอะไรไม่ผิดพลาดเล็กน้อย พวกหัวหน้าหน่วยอายุน้อย บางทีอาจจะอายุน้อยกว่าพวกลูกน้องใหม่อีกด้วย ก็จะตะโกนด่าเสียงดัง
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงกฎระเบียบ ไม่ได้รับอนุญาตห้ามออกไปข้างนอก ถึงกับไม่ให้คุยกันเสียงดัง คนฝึกมาเหนื่อยๆ แทบพ่นควันออกจากปาก เดินไปดื่มน้ำในแม่น้ำก็ถูกแส้ฟาด ต้องดื่มน้ำต้มสะอาด นี่มันมากเรื่องไปไหม?
ก็เหมือนกับที่หวังทงจะจับตาดูคนอื่น พวกมีอิทธิพลฝ่ายต่างๆ ในเมืองหลวงและเทียนจินต่างก็จับตาดูหวังทงเช่นกัน หลายคนในเมืองหลวงรู้เรื่องลานฝึกหู่เวย และยังรู้ว่ามีแม่ทัพใหญ่อย่างอวี๋ต้าโหยวมาช่วย สามารถจัดตั้งค่ายและสนามฝึกเช่นนี้ขึ้นมาได้ ก็ไม่เห็นแปลกตรงไหน
วิธีการฝึกพวกนั้นกลับทำให้ทุกคนแค่นเสียงฮึใส่ คิดว่าเป็นเรื่องเล่นสนุกของเด็กๆ เสียเงินเสียทองไปมากมาย ไม่เห็นได้ผลอะไรสักเท่าไร ค่าใช้จ่ายทหารเป็นร้อย ปีหนึ่งก็ต้องใช้หลายพันหลายหมื่นตำลึง เงินพวกนี้หากอยู่ในมือแม่ทัพที่ดำรงตำแหน่งมานาน ก็ย่อมจัดตั้งกองกำลังหลายพันขึ้นมาได้
ที่ทำให้คนตกตะลึงก็คือระบบการจัดการค่าย นายกองธงเล็ก นายกองธงใหญ่ นายกองร้อยค่าย ยังมีครูฝึก พวกนี้ แม้ว่ามองแล้วเหมือนกับระเบียบปฏิบัติองครักษ์เสื้อแพร แต่ความจริงนั้นแตกต่าง ระเบียบปฏิบัตินี้ดูมีหลักการกว่ามาก ระบบการจัดการนี้เกรงว่าแม้แต่อวี๋ต้าโหยวก็คงไม่อาจคิดขึ้นมาได้
ทหารที่เคยออกรบมาก่อนล้วนมองเรื่องนี้ออก ระเบียบปฏิบัตินี้ต่างจากราชวงศ์หมิงที่เคยมีมา ปรับแก้ไขและพัฒนาไปมาก คนรอบกายหวังทงไม่มีผู้ใดมีความสามารถเช่นนี้ หากเป็นหวังทงอายุน้อยคิดออกมาได้เอง ก็ย่อมได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างสูงส่ง
*********
วันที่ 18 เดือนสอง ฝึกฝนมาได้ร่วมครึ่งเดือนกว่า จางซื่อเฉียงก็พาคนกลับมาจากทงโจว เรื่องนี้ดำเนินการได้เงียบเชียบมาก ไม่ผู้ใดทันสังเกตเห็น
ล้วนเข้าใจว่าชายวัยกลางคนจากทงโจวพาคนที่บ้านเกิดมาหางานทำที่เทียนจิน ไม่มีใครรู้ว่าจางซื่อเฉียงกับหวังทงว่ามีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร
จางซื่อเฉียงเพิ่งรายงานทุกอย่างจบ ลี่เทาที่ฝึกอยู่นอกเมืองก็มาขอพบอย่างเร่งด่วน คำสั่งที่ห้ามออกข้างนอกตามอำเภอใจ ไม่เพียงแต่คนใหม่เท่านั้น แม้แต่หัวหน้าหน่วยก็เช่นกัน มายามนี้เกรงว่าคงมีเรื่องด่วน
“ใต้เท้า พวกลูกน้องใหม่ไม่ชอบการฝึกที่เข้มงวด คืนนี้คิดจะทะลายค่ายสลายตัวกัน!!!”
ได้ยินเช่นนี้ จางซื่อเฉียงก็กระโดดลุกขึ้นทันที หวังทงอึ้งไปครู่หนึ่ง ก็ยิ้มออก เดิมว่าพรุ่งนี้จะส่งสารลับไป เช่นนี้ก็ยืดไปอีกวันหนึ่ง เรื่องน่าสนุกเช่นนี้ย่อมต้องเขียนไปเล่าให้ฮ่องเต้ว่านลี่ฟัง พระองค์ต้องสนุกไปด้วยเป็นแน่
