ตอนที่ 235 ยืมมีดสังหารโคมาสังหารลูกเจี๊ยบ
บรรดาคนใหม่ที่วิ่งได้ มีแรงและยังมีทักษะอื่นๆ ครอบครัวเดิมก็พอใช้ได้ มีประโยคหนึ่งกล่าวว่าบัณฑิตยากแค้น ร่ำรวยจึงฝึกยุทธ์ ไม่มีเงินกินไม่อิ่ม ก็ไม่ต้องพูดถึงร่างกายจะดีได้อย่างไร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะไปเรียนศิลปะขี่ม้าหรือยิงธนู
ครอบครัวพอใช้ได้ และยังไม่ใช่บุตรชายที่จะสืบทอดกิจการวงศ์ตระกูล แม้ว่าอาจไม่ใช่ว่าถูกเอาใจจนเคย แต่ที่บ้านก็ย่อมไม่ขัดใจ มาเป็นพลทหารที่กองกำลังหวังทง เดิมคิดว่าจะเป็นงานดี และอาจได้พกดาบไปเดินกร่างในเมืองกัน คิดไม่ถึงว่ามาถึงแล้วกลับได้แต่ฝึกอยู่แต่ในค่าย
เริ่มแรกยังพอไหว แต่ทุกวันฝึกหนักเช่นนี้ หัวหน้าก็ด่าทอรุนแรง บางครั้งพวกใช้แรงงานที่ไม่ผ่านการคัดเลือกเข้ามากำลังทำงานอยู่ข้างๆ ยังแอบหัวเราะเยาะ ทนต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ
“พวกองครักษ์เสื้อแพรที่เทียนจินนี่ไม่รู้ว่ายากจนกันมานานเท่าไรแล้ว จะมีเบี้ยหวัดมากขนาดนั้นมาแจกจ่ายได้อย่างไร รับประกันได้ว่าหลอกพวกเจ้าแน่แล้ว ฝึกฝนลำบากกันขนาดนี้ ถึงตอนนั้นเหนื่อยตายไปสองสามคน พวกเจ้าก็คงไม่รู้จะไปร้องไห้เอากับผู้ใดแล้ว!”
“หวังทงผู้นั้นว่ากันว่ากินหัวคิวหนักมาก ได้ยินว่าพรุ่งนี้จะเรียกรวมพลองครักษ์เสื้อแพร ความจริงก็คือจะส่งพวกเจ้าไปสู้กับพวกนอกด่านทางเหนือ เช่นนี้ก็ได้แต่ตายไร้ที่ฝังเป็นแน่!”
“พื้นที่เทียนจินแถบนี้มีใครบ้างไม่รู้จักสำนักนาวาสุคนธ์ พวกพี่น้องที่มีความสามารถเช่นนี้ ได้เข้าร่วมก็จะกินดีอยู่ดี หัวหน้านาวาสุคนธ์จะนอนตอนไหนก็ได้ ไม่ต้องกังวล เงินทอง”
ในค่ายนั้น ทั้งสามค่ายและพวกแรงงานที่ไม่ผ่านการคัดเลือกนั้นไม่แยกกัน พอถึงเวลาพักอิสระ ก็มักจะต้องมีออกมาหาเรื่องก่อกวนความคิดทุกคน
เริ่มแรกยังพอทำเนา สิบกว่าวันผ่านไป คนที่ไม่ทำตามกฎก็มากขึ้น คนที่โดนลงแส้และดุด่าก็ยิ่งมากขึ้น พวกลูกหลานกองทัพพวกนี้ไม่เคยปฏิบัติงานราชการ ไม่รู้จักธรรมเนียมปฏิบัติ ในใจก็โกรธแค้นมากขึ้นเรื่อยๆ
คนไม่รู้จักพอ พอรับเข้ามา ได้กินดีอยู่ดี กลับรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่สมควรได้รับเช่นนั้น ฝึกไม่ดีถูกติเตียนด่าทอ กลับรู้สึกว่าถูกกระทำอย่างไร้เหตุผล
กอปรกับมีคนตั้งใจยุยง เดี๋ยวก็บอกว่าจะให้ไปสู้กับพวกนอกด่าน เดี๋ยวก็บรรยายภาพการได้เป็นคนของนาวาสุคนธ์ ความคิดเช่นนี้ก็เริ่มปรากฏขึ้นในใจทุกคน
พวกคนหนุ่มเก็บอารมณ์ความคิดไม่ได้ ฝึกได้ครึ่งเดือน ก็มีคนเกือบ 300 เริ่มเคลื่อนไหว ต้องอาศัยจังหวะชุลมุนหลบหนีออกไปให้ได้ แน่นอนหลายคนไม่คิดอยากจะไปเข้ากับพวกนาวาสุคนธ์อะไรนั่น ได้แต่คิดจะหนีออกไป ที่นี่ฝึกหนัก และยังเข้มงวด รู้สึกขาดอิสระจริงๆ
คืนวันที่ 18 เดือนสอง ทุกคนอาศัยกลางดึกตะโกนรวมกำลัง จัดการบรรดาครูฝึกระบายอารมณ์ก่อน จากนั้นค่อยสลายตัวพร้อมกัน
******
“ข่าวนี้พวกเจ้ารู้มาได้อย่างไร?”
“ตั้งค่ายฝึกมาวันที่ 7 ในค่ายมีพลทหารผู้หนึ่งที่บ้านต้องการใช้เงินเร่งด่วน ข้าน้อยจึงได้ให้ยืมไป วันนี้ตอนบ่ายเขาอาศัยจังหวะว่างแอบมาบอกเรื่องนี้”
วันที่ 18 เดือนสอง จันทร์กระจ่างบนท้องฟ้า ค่ำคืนที่เทียนจินจึงสว่างไสวมาก สี่ทิศของค่ายฝึกพลทหารใหม่แขวนโคมไฟสว่าง ประตูและทางเดินก็มีกระถางไฟสว่าง ด้านหน้าและด้านหลังมีหอสังเกตการณ์ มีกองกำลังราว 20 คนเดินตรวจตราในค่ายตลอดเวลา
ทุกที่ล้วนเงียบสงบ แต่ที่แห่งหนึ่งห่างจากค่ายไปราว 100 ก้าว หวังทงและคนอื่นๆ อยู่บนหลังม้ากำลังคุยกันเบาๆ
ที่ๆ พวกเขาอยู่นั้นเป็นที่เก็บฟืนของค่าย ไม่มีไฟสว่าง ไม่เข้ามาใกล้ก็ย่อมไม่เห็นว่ามีคนอยู่ พวกคนงานและเด็กๆ ที่รับหน้าที่เป็นครูฝึกในค่ายวิ่งออกมาเป็นระยะ มารายงานเบาๆ ที่นี่แล้วก็เข้าแถวจัดขบวน
พวกถานเจียง พวกโรงบ้านได้มารวมตัวกันที่นี่แล้ว นับแล้วก็มีลูกน้องหลายสิบคน เด็กอีกสิบกว่าคน ในมือหวังทงมีคนเพียงแค่ไม่ถึงร้อยคนเท่านั้น แต่พวกที่จะก่อเรื่องนั้นที่รู้มาก็ไม่ต่ำกว่า 300 แล้ว
แต่จากแววตาหวังทง ไม่เห็นความกดดันอะไรแม้แต่น้อย กลับคุยเล่นกันเป็นปกติ คนตระกูลถานรอบกายเขายังมีพวกหม่าซานเปียว แม้ว่าแต่งกายเต็มยศ แต่ก็ไม่มีท่าทางตึงเครียดอะไร แม้แต่พวกลูกน้องและเด็กๆ ที่ทยอยมารวมตัวกันก็นิ่งมาก
“ในค่ายไม่มีอาวุธใช่ไหม!”
“เรียนใต้เท้า อาวุธพวกนั้นทุกวันก็เก็บนับคืนตามคำสั่งใต้เท้าขอรับ วันที่สองค่อยส่งเข้าไป คนในนั้นเอาไปไม่ได้”
ขณะที่กล่าวนั้น ค่ายที่เงียบสงบเมื่อครู่ก็ค่อยๆ เสียงดังโหวกเหวกขึ้น หวังทงยิ้มกล่าวว่า
“ส่งคนไปเฝ้าทุกที่ๆ มีไฟ รับมือไม่ไหวพวกเจ้าก็ต้องดับไฟแล้วค่อยถอย อย่าให้พวกนั้นมีโอกาสใช้ไฟเผา!!”
ถานเจียงพยักหน้ายิ้มรับ หันกลับไปเรียกชื่อคนมาสองสามคน คนพวกนั้นก็รีบขี่ม้าออกไปประจำการอย่างรวดเร็ว หวังทงสะบัดแส้ กล่าวน้ำเสียงเย็นเยียบว่า
“มีเรื่องขึ้นมาก็ดี ที่เทียนจินนี่ ข้าทำอะไรแล้วไม่มีผู้ใดขัดก็น่าแปลก เสี้ยนหนามนี้อย่างไรก็ต้องบ่งทิ้ง นับเป็นเรื่องดี”
กล่าวจบก็เร่งม้าไปด้านหน้า มาถึงหน้าประตูค่าย ทุกคนก็ทยอยมาถึง
*******
บรรดาคนใหม่นัดเวลากันก่อเรื่องหนี ที่พวกเขาทำกันนั้นเรียกไม่ได้ว่าเป็นความลับ ส่วนใหญ่รู้ ก็แค่เข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมเท่านั้น
พอชุลมุนกันขึ้น บางคนก็คิดอาศัยช่วงชุลมุนหลบหนี บางคนหลบไปอยู่ด้านข้าง บรรดาคนเหล่านี้พอพังรั้วออกไปรวมตัวกันได้ก็พากันตะโกนด่ากันไม่หยุด กระตุ้นให้บรรดาคนที่ไม่ผ่านการคัดเลือกหนีไปกับพวกเขาด้วย
บรรดาคนที่ไม่ผ่านการคัดเลือกทำงานกันเหน็ดเหนื่อยทุกวัน จะว่าไปก็ไม่เคยมีผู้ใดมาดุด่าว่ากล่าวพวกเขา มีแต่มาคอยควบคุมให้ทำงานเท่านั้น ยามนี้พวกเขาหลับลึกกันอยู่ ก็ไม่ได้ยินเสียงตะโกนด่าของคนมากมายด้านนอก
พวกก่อเรื่องจิตใจก็มักจะรู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่กล้าอยู่ที่นี่นานนัก พอเห็นว่ากระตุ้นไม่ขึ้นก็ไม่สนใจ ได้แต่รีบหนีกันออกไป
พวกเขาล้วนเคยได้ยินตัวอย่างการก่อจลาจลในค่าย อะไรที่ว่ากลางคืนตะโกนดัง คนที่เหลือก็พลอยตกใจ จากนั้นทุกคนก็สังหารกันมั่วไปหมด ทั้งค่ายก็จะเกิดจลาจลใหญ่
แต่ครั้งนี้เหมือนมีอะไรไม่ถูกต้องนัก ทั้งค่ายเหมือนว่ามีแค่พวกเขาที่ดิ้นรนกันอยู่ตรงนี้ พวกที่อาศัยจังหวะชุลมุนหนีไปได้ไม่กี่ก้าวก็รู้สึกกลัว อาศัยจังหวะชุลมุนวิ่งกลับเข้าเพิงพักไปแอบดูแทน
และการก่อจลาจลนี้ก็ไม่เห็นจลาจลอะไร ในมือทุกคนก็เป็นแค่ไม้ที่ถอดมาจากเตียงนอน อาวุธสักชิ้นก็หาไม่ได้ ทั้งค่ายเก็บกวาดสะอาด จะหาก้อนหินสักก้อนก็ไม่รู้จะไปหามาจากที่ไหน
เสียงดังโหวกเหวกกันวิ่งออกไป อยู่ๆ เสียงกลองตีรัวดังขึ้นกลบเสียงทุกอย่างลง กลางคืนเดิมนั้นเงียบสงัด เสียงกลองรัวดังขึ้นก็ย่อมเสียดแทงโสตประสาทเป็นอย่างมาก
เสียงกลองหยุดลง พวกที่วิ่งไปเกือบถึงประตูค่ายก็หยุดวิ่ง ประตูใหญ่ที่ห่างจากพวกเขาไม่ไกลนักถูกคนปิดจากด้านนอก เป็นพวกนายกองธงเล็กและนายกองธงใหญ่รวมตัวกันเป็นขบวนทัพสี่เหลี่ยมเล็กๆ เดินมาถึงประตูด้านใน จากนั้นก็เห็นพวกหวังทงขี่ม้ามาทางด้านขวาของขบวนสี่เหลี่ยม
ทั้งค่ายมีเพียงแค่หน้าประตูที่มีกระถางไฟสองจุด อาศัยแสงไฟเห็นพวกหวังทงเลือนลาง แต่ด้านหลังพวกเขากลับเลือนลางยิ่งกว่า อะไรก็มองไม่เห็น
“พวกเจ้ากลับไปตอนนี้ยังทัน ตอนนี้จะตีกลอง หากเสียงกลองหยุดลง ผู้ใดยังอยู่ตรงนี้ ข้าก็จะไม่เกรงใจแล้ว!”
หวังทงตะโกนดังอยู่บนหลังม้า เสียงตะโกนเงียบลง เสียงกลองข้างกายก็รัวดังขึ้น เสียงกลองกลางดึกเช่นนี้ทำให้ทุกคนรู้สึกวุ่นวายใจ
พอเห็นรูปการหน้าประตูแล้ว หลายคนก็คิดจะถอย ไม่กล้าอยู่ตรงนี้ต่อ ด้านหลัง ด้านข้าง มีพวกขี้ขลาดหันหน้าวิ่งกลับเข้าค่ายไปทันที
มีบางคนเห็นท่าไม่ถูกต้อง ก็ตะโกนดังขึ้น
“พี่น้องทุกคน พวกเขาคนน้อย พวกเราคนเยอะ หากกลับไปตอนนี้ วันหน้าแม้แต่โอกาสหนีก็ไม่มีอีกแล้ว จะว่าไปหวังทงผู้นี้ก็โหดเหี้ยม ยังไม่รู้ว่าจะมีวิธีการโหดเหี้ยมใดมาจัดการพวกเรา ในมือพวกเขาก็แค่ไม้พลอง พวกเราบุกออกไป!!”
เสียงตะโกนทรงพลัง ถึงกับมีคนราวอีก 200 ต้นๆ ยังอยู่ เสียงกลองหยุดลง หวังทงหรี่ตามองไปยังจำนวนคนเบื้องหน้า ยิ้มกล่าวเสียงดังว่า
“ถ้าพวกเจ้าสู้ชนะเราได้ก็หนีไป ข้าจะไม่ตามเอาเรื่องเด็ดขาด เช่นกัน สู้ชนะออกไปข้าอนุญาต หากอาศัยความมืดหลบหนี เจ้าคิดว่าสัญญาที่พวกเจ้าลงนามไว้นั้นเป็นของเล่นหรือ?”
กล่าวจบ หวังทงก็ยกมือขึ้นโบก เสียงตะโกนดังพร้อมกันจากขบวนสี่เหลี่ยมด้านหน้า วางไม้พลองลงแนวระนาบเดินก้าวขึ้นหน้าไปอย่างพร้อมเพรียง
หวังทงกล่าวจบ บรรดาคนพวกนั้นก็มองตาค้าง นอกจากก้าวขึ้นหน้าไปต่อสู้แล้ว เหมือนว่าไม่มีทางเลือกอื่น ยังมีคนให้กำลังใจว่าให้บุก พอทางนั้นขยับ ทางนี้ก็ตะโกนให้บุก
ไม่มีผู้ใดเป็นหัวหน้า ไม่มีคนตะโกนคำสั่ง บรรดาชายหนุ่มที่เข้ามาอยู่ในค่ายได้ไม่นานก็ล้วนชุลมุนกันไปหมด
เสียงโหวกเหวกให้บุก ในจังหวะนั้นก็มีคนวิ่งกลับค่ายไป พวกที่ร่วมก่อการน่าจะสมองพิการกันไปแล้ว
พอเดินก้าวเข้าไปอีกสองสามก้าว ตาประสานกัน ขบวนสี่เหลี่ยมมีเสียงตะโกนดังขึ้น ไม้ในมือก็แทงไปข้างหน้า แถวที่สอง แถวที่สามก็ทำตาม
พวกคนใหม่ที่วิ่งอยู่ด้านหน้าสุดในมือมีกันก็แค่แผ่นไม้ จะไปรับมือไหวได้อย่างไร ไม้พลองแถวหน้าสามแถวแทงเข้ามา ก็เหมือนกับกำแพงอย่างไรอย่างนั้น
ไม้พลองบ้างก็หัวกลมบ้างก็หัวเหลี่ยม แทงออกมาก็ย่อมไม่ทำให้ถึงตาย แต่สิ่งของแข็งเช่นนั้นกระทบถูกร่างกาย ความเจ็บปวดก็ย่อมไม่น้อย
แค่รอบเดียว ก็มีเสียงร้องโหยหวนโดนแทงล้มลงไปสิบกว่าคน เดิมคนที่ไม่มีความกล้าต่อสู้กันอยู่แล้วก็รีบลนลานถอยหลังทันที การถอยหลังของคนแถวหน้า คนด้านหลังก็ไม่รู้จะทำเช่นไร ขบวนสี่เหลี่ยมก็ลงมือรวดเร็ว ตะโกนดังขึ้นอีกก้าวเข้าหน้าไปอีก แทงไปต่อเนื่อง
คนเหล่านั้นก็พากันส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวดและล้มลง คนที่อาศัยความมืดวิ่งหนีกลับเพิงพักก็ยิ่งมากขึ้น บางคนอยากจะวิ่งหนีก็ไร้ทางหนี กระถางไฟที่ถูกจุดขึ้นนั้นก็เริ่มมากขึ้น สถานที่รอบๆ ก็เริ่มมีแสงสว่างมากขึ้น
หวังทงบนหลังม้าและคนอื่นๆ กระจายกำลังโอบอยู่สองข้างของขบวน ราวกับปิดกั้นพื้นที่ว่างที่เหลือทั้งหมดไว้ ค่อยๆ ก้าวเข้าบีบคนที่คิดหนีเหล่านั้นให้ถอยร่น
ตั้งแต่เริ่มต้น จิตใจคนยุแหย่อยู่เบื้องหลังกลุ่มคนก็เริ่มไม่สงบ หากยังชุลมุนเช่นนี้ต่อไปตนเองย่อมถูกผลักออกไปแน่ เห็นว่าเบื้องหน้าแม้จะกำลังรุนแรง แต่ใช้เพียงไม้พลองและแส้ มีสองสามคนอาศัยจังหวะชุลมุนนี้ชักอาวุธแหลมคมวิ่งเข้าใส่
ขบวนใหญ่ถอยร่น พวกเขาบุกขึ้นหน้า จึงมาอยู่แถวหน้าอย่างรวดเร็ว ขอเพียงประชิดตัวให้ได้ พวกที่หยิบอาวุธแหลมคม มีดสั้นในมือคนพวกนี้กำลังคิดจะลงมือ
ก็มีเสียงสายธนูดังขึ้น แหวกอากาศมาอย่างเร็ว ลูกธนูสองสามดอกปักทะลุกลางอกและหน้าผาก หวังทงมองบรรดาลูกน้องใหม่ที่ล้มลง ยิ้มอย่างเย็นชาสบถว่า
“โง่เง่า!”
