Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 266

ตอนที่ 266 มหาอำมาตย์กลับเมืองหลวง

“ท่านจางเหน็ดเหนื่อยมาตลอดเส้นทาง ก็ควรต้องกลับไปพักผ่อนที่บ้าน พรุ่งนี้ฝ่าบาทจัดเลี้ยงในวังต้อนรับท่าน”

“กระหม่อมขอบพระทัยพระเมตตาฝ่าบาทที่พระราชทานงานเลี้ยง”

ในเมืองและนอกเมืองหลวง บรรดาขุนนางต่างมาชุมนุมกัน มหาขันทีจางหงจากสำนักส่วนพระองค์เป็นตัวแทนฮ่องเต้มารับมหาอำมาตย์จางจวีเจิ้ง เกียรติยศระดับนี้ ตั้งแต่ตั้งราชวงศ์หมิงมาก็พบเห็นได้น้อยมาก

พิธีการต่างๆ จบลง จางหงก็สนทนาอยู่สักครู่หนึ่ง จางจวีเจิ้งแม้ว่าทรงอำนาจที่สุดในราชสำนักฝ่ายนอก แต่ก็ยังคงมีท่าทีให้ความเกรงใจกับบรรดามหาขันทีฝ่ายในอยู่เสมอ

“นี่เป็นของฝากจากเมืองเจียงหลิง เล็กน้อยเพียงนี้กงกงอย่าได้รังเกียจ”

ขุนนางและและขันทีระดับสูงต่างล้อมวงกันเข้ามา จางจวีเจิ้งให้คนยกถาดเข้ามาอย่างไม่เกรงคำครหา ขุนนางฝ่ายนอกและขันทีฝ่ายในสัมพันธ์กันนั้นถือเป็นเรื่องต้องห้ามอันดับหนึ่ง

แต่คำว่าต้องห้ามนี้ไม่มีนานแล้ว ทุกคนต่างกระทำเช่นนี้ จางจวีเจิ้งกระทำเช่นนี้แสดงให้เห็นว่ากระทำอย่างเปิดเผย กลับทำให้ไม่มีผู้ใดกล่าวลับหลัง

“ท่านจางเกรงใจไปแล้ว ข้าก็ขอรับไว้อย่างไม่เกรงใจแล้ว!”

หากหมอนหยกขาวยังเรียกว่าเล็กน้อย เกรงว่าใต้หล้านี้คงไม่มีของมีค่าอันใดอีกแล้ว จางหงหน้าตาเบิกบานรับไว้ กล่าวกับจางจวีเจิ้งว่า

“ท่านจาง ข้าขอกลับวังไปถวายรายงานก่อน ท่านกลับจวนไปพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้ค่อยเข้าวังเถิด!”

จางจวีเจิ้งประสานมือคำรับ จางหงเดินทางไป บรรดาราชบัณฑิตในคณะเสนาบดีใหญ่ต่างก็ล้อมวงกันเข้ามา เสนาบดีที่ยังไม่ได้เข้าสู่คณะเสนาบดีใหญ่และบรรดาขุนนางอื่นๆ ต่างก็เบียดเสียดกันอยู่วงนอก

เห็นบรรดาบุคคลระดับสูงสุดในใต้หล้าเข้ามาทักทาย ใช้รูปแบบที่แตกต่างกันแสดงความเอาอกเอาใจ จางจวีเจิ้งก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ควรเป็น นี่เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล

“งานบ้านงานเมืองเร่งด่วน พรุ่งนี้ประชุมขุนนางมีเรื่องต้องหารือกันมากมาย พวกท่านกลับไปกันก่อน ข้ารู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย”

นี่เป็นการส่งแขก ทุกคนสีหน้ายิ้มแย้มไม่คลาย กล่าววาจาห่วงใยอีกสองสามประโยคก็กล่าวอำลา อิ๋วชีบ่าวคนสนิทของจางจวีเจิ้งประคองเขาขึ้นรถม้าไป

รถม้าเข้าเมืองหลวงมาได้ ก็มีคนข้างนอกรายงานดังเข้ามาว่า

“ผู้บัญชาการสำนักองครักษ์เสื้อแพรหลิวโสวโหย่วมาแล้วขอรับ”

จางจวีเจิ้งนั่งอยู่บนรถม้าไม่กล่าวอันใด ได้แต่เขยิบเข้าใกล้ขอบหน้าต่างรถม้า หลิวโสวโหย่วนำม้าเข้ามาใกล้หน้าต่าง หันไปทางท่านรายงานว่า

“ใต้เท้า ข่าวสองวันก่อนไม่มีม้าเร็วไปถึงท่าน แต่ก็ใช่ว่าไม่เกิดเรื่องใหญ่ บัณฑิตที่ใต้เท้าเซินเลี้ยงดูถูกขับไล่ออกไป ข่าวจากในจวนว่ากันว่า คนผู้นั้นแอบลักลอบกับหญิงบรรเลงพิณในจวน”

จางจวีเจิ้งขมวดคิ้ว กล่าวอย่างไม่พอใจว่า

“เรื่องเช่นนี้มีอันใดกัน เอาเรื่องสำคัญ…”

“ใต้เท้า ใต้เท้าเซินกับภรรยารักกันมาก หญิงบรรเลงพิณหลายคนต่างคำนับใต้เท้าเซินเป็นบิดาบุญธรรมแล้ว บัณฑิตผู้นั้นชื่อเสียงก็ดีมาก หากลักลอบกันจริง แต่งไปก็ไม่ใช่ว่าดีกว่าหรือ”

ผู้บัญชาการสำนักองครักษ์เสื้อแพรหลิวโสวโหย่วขยับม้าตามเข้ามาอธิบาย จางจวีเจิ้งยกมือตบข้างรถม้า ก่อนจะกล่าวน้ำเสียงเย็นเยียบว่า

“เรื่องเล็กน้อยไร้ประโยชน์ เอาเรื่องอื่น!”

“เป็นข้าน้อยที่มากความไปเองแล้ว เมื่อวานฝ่าบาทได้ตรัสถึงเรื่องเงินก้อนจินฮวาในระหว่างประชุมขุนนาง ข้าน้อยลองไปสอบถามฟังน้ำเสียงเฝิงกงกงมา เรื่องเนี้เหมือนว่าเป็นพระประสงค์ฝ่าบาท”

จางจวีเจิ้งในรถม้าส่งเสียงเพียงแค่รับคำเบาๆ หลิวโสวโหย่วไม่รู้ว่าข่าวนี้ถูกหรือผิด ใจเต้นโครมคราม กล่าวต่ออีกว่า

“นายกองตรวจการฟานต๋าและขุนพลหลี่ต้าเหมิ่งที่สามกองกำลังพิทักษ์เทียนจินทางนั้น ยังมีบรรดาขุนนางท้องถิ่นต่างร่วมเข้าชื่อยื่นฎีกาฟ้องนายกองพันองครักษ์เสื้อแพรหวังทงว่ากำเริบเสิบสาน ขูดรีดประชา ไร้ขื่อไร้แป สังหารผู้บริสุทธิ์ ว่ากันว่าคนของกรมอากรที่ส่งไปประจำที่นั่นและกงกงที่ในวังส่งไปดูแลเรื่องเสบียงที่เทียนจินต่างส่งหนังสือขึ้นรายงานผู้บังคับบัญชาตนเอง

กล่าวจบ จางจวีเจิ้งก็นิ่งไป หลิวโสวโหย่วบนหลังม้าก็ขยับมาให้ตามไปสักครู่หนึ่ง ในที่สุดก็อดไม่ได้กระซิบถามขึ้นว่า

“ใต้เท้า ทางกรมสอบสอบก็ขยับแล้ว ตอนนี้ใต้เท้าสำนักตรวจสอบหลายท่านยังรั้งเรื่องไว้ คาดว่าคงได้แค่วันสองวันนี้…เรื่องนี้ …หวังทงอย่างไรก็เป็นคนใต้บังคับบัญชาข้าน้อย คงไม่อาจหลีกพ้นความเกี่ยวข้องไปได้ ถึงตอนนั้นขอใต้เท้าโปรดช่วย”

“รู้แล้ว”

จางจวีเจิ้งในรถม้ารับคำน้ำเสียงนิ่งเรียบ รถม้ามาถึงหน้าประตู ผู้บัญชาการสำนักองครักษ์เสื้อแพรหลิวโสวโหย่วก็ไม่ได้รายงานอะไรต่อ กล่าวขึ้นเบาๆ นอกรถม้าว่า

“ใต้เท้าเหน็ดเหนื่อยบนเรือมาตลอดทางแล้ว พักผ่อนให้มากๆ พรุ่งนี้ข้าน้อยจะมาใหม่”

“โสวโหย่ว สำนักศึกษาแต่ละมณฑลไม่น้อย ส่งคนของเจ้าไปตรวจสอบ รวบรวมจำนวนมา ก่อนกลางฤดูใบไม้ร่วงต้องดำเนินการแล้วเสร็จ”

หลิวโสวโหย่วกำลังจะออกไป จางจวีเจิ้งกลับกล่าวตามหลังมาอีกหนึ่งประโยค แม้หลิวโสวโหย่วจะไม่รู้ว่าจางจวีเจิ้งต้องการตรวจสอบไปทำไม แต่คำสั่งที่สั่งลงมาย่อมต้องน้อมรับ

จางจวีเจิ้งเดินลงจากรถม้า บ่าวรับใช้ที่ทิ้งให้ดูแลจวนทุกระดับย่อมต้องออกมาต้อนรับ เกิดความคึกคักขึ้นอีกรอบ

ตลอดทางมาหากมิใช่เรือก็เป็นเกี้ยว จางจวีเจิ้งเองไม่ต้องกล่าวว่าเหน็ดเหนื่อยเพียงใด หลังจากกลับมาถึงจวนก็ตรงไปยังห้องหนังสือทันที ผู้ติดตามคนสนิทข้างกายก็ย่อมนำเอกสารมาส่งให้ทันที

ไม่นานก็มีคนส่งเสียงรายงานดังเข้ามาว่า “เฝิงโหย่วหนิงขอเข้าพบ” ในเมื่อเป็นมหาขันทีจางหงแห่งสำนักส่วนพระองค์มีหน้าที่มารับ เช่นนี้หัวหน้าสำนักส่วนพระองค์อย่างเฝิงเป่าก็ไม่อาจออกมา นี่เป็นเรื่องมารยาท

หากยังมีสายสัมพันธ์คบหาส่วนตัว เฝิงเป่าจึงส่งหลานชายตนเองอย่างเฝิงโหย่วหนิงมา ก็ไม่นับว่าเสียมารยาท พอเข้ามาก็โขกศีรษะคำนับ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า

“เรื่องการเพิ่มเงินก้อนจินฮวา ท่านอาข้าและจางเฉิงกงกงคิดเห็นตรงกัน เดิมคิดให้ท่านจางกลับมาก่อนค่อยทูลฝ่าบาท ก่อนจะทำการก็กระพือลมให้ไหวเสียก่อน เพิ่ม สามแสนตำลึงนั้นไม่เปลี่ยนแปลง ผู้ใดจะไปคาดว่าฝ่าบาทจะทรงมีความคิดเห็นด้วยพระองค์เอง ทรงต้องการเพิ่มอีก หนึ่งล้านตำลึง”

ส่งคนมาชี้แจงให้กระจ่างเช่นนี้นับเป็นการแสดงท่าทีชัดเจนต่อจางจวีเจิ้ง เรื่องนี้ไม่อาจเร่งรัดโดยขันทีส่วนใน อย่างไรการเพิ่มจำนวนเงินก้อนจินฮวา ในวังก็ย่อมได้ประโยชน์

*********

“ราชสำนักรู้ว่าหลี่ต้าเหมิ่งผู้นั้นไม่ใช่คนของแม่ทัพชี ดังนั้นจึงได้ส่งไปประจำอยู่ที่เทียนจิน ไม่งั้นไม่อาจวางใจได้”

อวี๋ต้าโหยวไม่รู้เหตุใดอยู่ๆ ก็เอ่ยเรื่องนี้กับหวังทง เมืองจี้โจวทหารเกือบสองแสน ชีจี้กวงเป็นขุนพลมีชื่อที่ชำนาญการรบและฝึกทหาร หากเป็นที่ตั้งสำคัญของกองเสบียงก็ย่อมไม่ยอมให้เขาควบคุม ต้องจัดคนไปเฝ้าไว้ คนผู้นี้จึงไม่อาจให้ชีจี้กวงเป็นคนส่งมา

ถ้าเมืองจี้โจวสามารถควบคุมเทียนจินไว้ได้ทั้งหมดก็เท่ากับตนเองมีเสบียงเลี้ยงตัวเอง หากมีความคิดไม่ซื่อแม้เพียงเล็กน้อย เกรงว่าคงไม่อาจควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ นี่เป็นกลยุทธ์ในการคุมอำนาจให้ถ่วงดุลกัน

แต่ทว่า ในเมื่อเป็นบุคคลระดับนี้ หากหวังทงคิดจะไปต่อกร ราชสำนักก็ไม่แน่ว่าจะยอมจัดการเขาง่ายๆ

วันนั้นที่มีมือธนูลอบสังหารหวังทง หลังเกิดเรื่องก็พอเดาได้ว่าเป็นฝีมือผู้ใด แต่กลับไม่กล้าทำอะไรเขา ย่อมต้องมีสาเหตุ หวังทงรู้ดีแก่ใจ แต่อวี๋ต้าโหยวเกรงว่าเขาจะคิดความซับซ้อนในเรื่องนี้ไม่กระจ่าง จึงได้แนะนำเช่นนี้

“ข้าน้อยเข้าใจดี หากทุกอย่างยังไม่พร้อม เรื่องนี้ไม่อาจแพร่ออกไป ข้าน้อยจึงได้แต่ทำเหมือนไม่เคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้น”

หวังทงนั่งอยู่หน้าอวี๋ต้าโหยว ลุกขึ้นคำนับขอบคุณ จากนั้นก็กล่าวถึงแผนของตนเอง อวี๋ต้าโหยวยกกาน้ำชาใบใหญ่ขึ้นดื่มไปอึกหนึ่งก็ยิ้มกล่าวว่า

“หากต้องการทำอะไรขึ้นมาจริงๆ เจ้าใช้ความสัมพันธ์เบื้องหลังของเจ้าในเมืองหลวงนั้นก็พอ ไยต้องปิดประตูต่อรถ หวังทง ข้าเองกรำศึกมาหลายปี เหนือใต้และพวกนอกด่านโจรสลัดก็รบมาหมด ปืนใหญ่นี้เป็นของใช้ตีเมืองอย่างดี ไม่มีประโยชน์อื่นอีกสักเท่าไร”

“ใต้เท้า โรงตีเหล็กทางนั้นพร้อมแล้ว เชิญท่านไปตรวจดู”

ได้ยินเสียงข้างนอกแจ้งมา หวังทงก็ลุกขึ้นประสานมือคำนับกล่าวว่า

“ใต้เท้าอวี๋ ข้าน้อยขอตัวไปตรวจปืนใหญ่ก่อน เรื่องในค่ายนี้ไม่ว่าพลทหารหรือแรงงานก็ขอใต้เท้าโปรดช่วยจัดการ ฝากรบกวนท่านแล้ว”

อวี๋ต้าโหยวโบกมืออย่ารำคาญกล่าวว่า

“มีข้าคอยช่วยเจ้าจัดการ ทุกวันสามค่ายก็ออกลาดตระเวนรอบๆ ไม่มีลูกสุนัขตัวใดกล้าออกมากัดคนอีกหรอก เป็นโอกาสอันดีในการฝึกทหารเหมือนกัน”

หวังทงประสานมือคำรับ หันหน้าก้าวเดินออกมาจากห้อง

นอกห้องมีพวกถานเจียงรออยู่ หลังผ่านเหตุลอบสังหารมา ทุกครั้งที่หวังทงมาที่คูเมือง ก็ต้องมีทหารติดตาม 50 นายคอยอารักขา

ขุนพลตระกูลถานเสียชีวิตไปสาม สีหน้าถานเจียงกลับดูไม่ออกว่ามีแววเศร้าใจอะไร แต่กลับนิ่งกว่าปกติที่เคยเป็นขึ้นมาก เห็นหวังทงออกมา ทุกคนก็ก้มตัวลงเล็กน้อยเป็นการแสดงการคำนับแล้ว

หวังทงเดินมาด้านหน้า ถานเจียงเดินตามหลัง หวังทงเดินช้าลงเล็กน้อย เอ่ยขึ้นเบาๆ ว่า

“รอให้เรื่องพวกนี้คลี่คลายลง พี่น้องเจ้าสามคนต้องได้รับการฝังอย่างสมศักดิ์ศรี ตอนนี้ต้องปิดข่าวไว้ พี่น้องเจ้าก็อดกลั้นไว้ก่อน ข้าติดค้างพวกเจ้าแล้ว”

ได้ยินหวังทงกล่าวเช่นนี้ ถานเจียงก็สะท้านไปทั้งตัว น้อมกายลงตอบเสียงเบาว่า

“พวกข้าน้อยจับดาบฟาดฟันมานานหลายปี ไม่กล้าวาดหวังว่าจะมีจุดจบที่ดี คำพูดใต้เท้าเมื่อครู่ นับว่าพวกเขาไม่ได้ตายเปล่าแล้ว พวกเขาสู่ปรภพได้พบกับใต้เท้าถาน ก็ย่อมกล่าวได้ว่าตนเองไม่ได้ทำให้ใต้เท้าถานต้องผิดหวังแล้ว”

แม้ว่ากล่าววาจาได้เหมาะสม แต่วาจาสุดท้าย ลำคอของถานเจียงก็เหมือนมีอะไรมาจุกเอาไว้ หวังทงก้าวขึ้นหน้าไปต่อ กล่าวต่อว่า

“แต่ละครอบครัวมอบเงินให้พันตำลึง จากนี้สามครอบครัวนี้ข้าจะดูแลเอง คนชราก็ดูแล เด็กเล็กต้องเรียนหนังสือไม่ก็ฝึกยุทธ์ วันหน้าจะได้สร้างชื่อ ข้ารับดูแลทั้งหมด”

คนตายไม่กลัว เป็นห่วงแค่บุตรภรรยาและบิดามารดาที่อยู่ข้างหลัง หวังทงกล่าวเช่นนี้ขจัดความรู้สึกในใจของถานเจียงไปได้ไม่น้อย แต่ทุกคนก็ยังคงเงียบซึมไม่คลาย

ทางเหนือของค่ายฝึกใหม่มีที่ตั้งโรงตีเหล็ก ที่นี่เป็นที่ๆ แห้งแล้วต้นหญ้าไม่เติบโต ห่างจากคลองส่งน้ำและคูเมืองไกลยิ่งกว่า หวังทงล้อมพื้นที่ขึ้นเป็นของตนก็ไม่มีผู้ใดกล่าวอันใด

แม้ว่าเป็นโรงตีเหล็ก แต่ก็กินพื้นที่มาก เตาหลอมเหล็กใช้พื้นที่ไม่มาก หลักๆ ก็แค่ต้องการพื้นที่ทดลองยิ่งกว้างหน่อยเท่านั้น

ปืนใหญ่สามกระบอกวางอยู่ตรงนั้น ด้านล่างสร้างด้วยแท่นไม้ง่ายๆ เป็นฐาน พลทหารหลายสิบนายกำลังยุ่งวุ่นวายกันอยู่ ขุนพลตระกูลถานผู้หนึ่งกำลังสอนสาธิตอยู่ตรงนั้น เป็นเพราะอยู่ในเงามืด หวังทงคิดจะไปขอครูฝึกปืนไฟมาจากชีจี้กวง คิดไม่ถึงว่าทางขุนพลตระกูลถานก็มีคนเป็นเรื่องนี้

เรื่องทดลองปืนใหญ่ทั้งหมดมีขุนพลท่านนี้ดูแลใกล้ชิด แต่ก็แปลก ชื่อของเขาไม่มีคำว่า ปืน สักคำ กลับชื่อว่า ถานสุ่ย ที่แปลว่า น้ำ

หวังทงขมวดคิ้วเดินไปข้างหน้า ทุกคนต่างคำนับหลีกทางให้ หวังทงเดินวนไปมาสองสามรอบ ก็หันกลับมาถามช่างตีเหล็กว่า

“นี่มันปืนใหญ่หรือ?”

“เรียนใต้เท้า ใช่ขอรับ”

“ปืนใหญ่มิใช่ว่าด้านล่างมีล้อเหล็กหรือ? ใช้ม้าลากไปได้…”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!