ตอนที่ 267 ปิดบังความจริงและตรวจสอบคุณภาพ
ที่ว่ากันว่าไม่เคยกินเนื้อสุกรก็ควรเคยเห็นสุกรวิ่ง หวังทงเคยเห็นหมูวิ่งมากมาย แต่เมื่อกล่าวออกไป เฉียวต้าและพวกก็พากันอธิบายด้วยความฉงน
“ใต้เท้า ตอนเคลื่อนย้ายปืนก็ย่อมวางใส่ในกล่องไม้ ก่อนจะยิงก็เอาฝังหีบไม้ใบนี้ก่อน และยังต้องรัดเชือกรัดท่อนไว้ให้แน่น”
หวังทงได้ยินแล้วก็งง โบกมือให้เขาหุบปาก ถือท่อนไม้ปลายแหลมเดินไปที่พื้นวาดทันที ในห้วงความคิดเขานั้น ปืนใหญ่ในสมัยยุคกลางก็ควรจะมีล้อเหล็กใหญ่ๆ ล้อเหล็กด้านบนก็ต้องมีแท่นไว้รองรับปืนใหญ่ ปลายแท่นวางไว้ที่พื้น ตอนเคลื่อนบ้านก็จะยกขึ้น ใช้ม้าลากไป
เขาวาดไปอธิบายไป พวกเฉียวต้าและคนโรงตีเหล็กต่างก็นิ่งฟังอย่างตกใจ เป้ยอัน ข่าลั่วซือ อาไซ่หลัวสามคนก็สีหน้าซีดเผือด
ยังกล่าวไม่ทันจบ ทั้งสามคนก็คุกเข่าลงโขกศีรษะไม่หยุด การกระทำกะทันหันเช่นนี้ทำเอาหวังทงอึ้งไป เขากลัยไม่ถามถึงสาเหตุ หากหันไปกล่าวกับคนโรงตีเหล็กว่า
“ปืนใหญ่ต้องตรวจสอบ ทดลองยิง เรื่องพวกนี้ทำแล้วหรือยัง?”
ถานหั่วเป็นชายรูปร่างใหญ่ เป็นเขาที่เอ่ยก่อนว่า
“เรียนนายท่าน ทดลองแล้ว ก่อนยิงก็ลองใช้โอ่งไม้กลมที่เล็กกว่าปากกระบอกปืนเล็กน้อยหย่อนลงไป ไปถึงก้นกระบอก ไม่มีอะไรติดขัด สามกระบอกนี้ยิงได้สิบลูกขึ้นไป ราบรื่นดีมาก”
ใช้โอ่งไม้กลมที่มีขนาดใกล้เคียงกับปากประบอกหย่อนลงไปถึงก้นกระบอกเป็นการทดสอบว่าตัวกระบอกปืนนั้นตรงหรือไม่ ข้างในหากไม่ไหลลื่น ย่อมเกี่ยวพันกับปัญหาการระเบิดยิงออกไปได้หรือไม่ ยิงไปได้สิบกว่าลูก เช่นนี้ก็เห็นชัดว่าไม่มีปัญหา
ได้ยินการรับรองเช่นนี้ หวังทงก็หันไปถามฝรั่งสามคนว่า
“พวกเจ้าโขกศีรษะทำไมกัน!?”
หวังทงต่างจากคนในยุคนี้ที่ดูแคลนฝรั่งผิวขาว หวังทงยังคงไม่คลายความระแวงคนพวกนี้ พวกผิวขาวในช่วงที่ยังไม่ทรงอิทธิพลก็ย่อมนอบน้อม หากในยุคที่ผงาดขึ้นมาได้ก็จะกลายเป็นหมาป่าดุร้ายในทันที
ดังนั้นเขาจำเป็นต้องถามคนของตนก่อนว่าปัญหาคืออะไร ลำดับถัดว่าจึงค่อยถามพวกฝรั่ง อาไซ่หลัวโขกศีรษะติดต่อกันไม่หยุด กล่าวด้วยน้ำเสียงสะอื้นไห้ว่า
“นายท่าน ปืนใหญ่นั้นพวกข้าน้อยตอนอยู่ที่ฟะรังคีนั้นเคยเห็นอาจารย์หลอมกัน ไม่เคยร่วมหลอม มาถึงเทียนจินโรงปืนไฟก็จึงได้เรียนจนเป็น ปืนใหญ่พวกนั้นมีแต่อาจารย์พวกข้าน้อยที่ชำนาญงานจึงจะสามารถหลอมได้ พวกข้าน้อยไม่เป็น หากดึงดันทำหลอมออกมา เกรงว่าจะเสียการเสียงานของใต้เท้า…”
หวังทงได้ยินก็อึ้งไป หันไปมองเฉียวต้า เฉียวต้าสั่นไปทั้งตัว รีบหันไปถามช่างผู้หนึ่งว่า
“ฉีจู้จื่อ เจ้าบอกว่าปืนใหญ่ทำได้ไม่เลวไม่ใช่หรือ ดีกว่าโรงปืนใหญ่ของพวกเจ้าอีกไม่ใช่หรือ? หรือเจ้าผีฝรั่งสามตัวนี้มาลวงเข้าแล้ว? ความคิดนี้เจ้ารับผิดชอบ!!”
สีหน้าช่างผู้นั้นเริ่มดำคล้ำ วาจายิ่งกล่าวยิ่งเขียวคล้ำ มองไปทางฝรั่งสามคนแวบหนึ่ง ก่อนจะมองไปทางหวังทงและบรรดานายทหารในชุดเต็มยศด้านหลัง รีบร้องขึ้นว่าถูกใส่ร้าย กล่าวทันทีอย่างร้อนใจว่า
“หัวหน้าเฉียว ใต้เท้าหวัง ปืนใหญ่นี้ไม่เลวเลยจริงๆ ปืนใหญ่เช่นนี้ที่โรงปืนไฟทางการหลอมออกมา กองทัพหากต้องการก็ต้องเพิ่มเงิน หลูกงกงจับตาใกล้ชิด ปืนชั้นดีเช่นนี้ พอหลอมออกมาได้ หลูกงกงก็จะตรวจนับ วางแยกไว้ต่างหาก แต่ละเมืองมาถึงก็ต้องให้ราคากันมาอย่างชัดเจน”
ถานหั่วพยักหน้ารับว่า
“ปืนไม่เลว ข้าได้ยินเฉียวต้าบอกว่า ตอนนี้หลอมออกมาได้สามกระบอก เดิมคิดว่าใช้ได้กระบอกเดียว คิดไม่ถึงว่าทั้งสามกระบอกยิงดีเพียงนี้”
หวังทงได้ยินแล้วก็งงอยู่บ้าง ฝรั่งสามคนเห็นชัดว่ามาถึงเทียนจินจึงได้เรียนรู้การหลอม เห็นสามคนนี้ก็มิใช่พวกมีพรสวรรค์อะไร เหตุใดจึงหลอมปืนดีออกมาได้
เหมือนว่าได้ยินคำถามในใจหวังทง ข่าหลัวซือโขกศีรษะกล่าวตะกุกตะกักว่า
“หลูกงกงทางนั้นพอหลอมเสร็จไม่มีผู้ใดตรวจสอบ ตอนหลอมก็มั่วๆ ไป พวกข้าน้อยสามคนจับตาดูอยู่ ตั้งแต่เลือกเหล็กมาจนเข้าเตาหลอมจนถึงขั้นตอนสุดท้ายก็ไม่กล้าละสายตา หลอมออกมาก็ย่อมดี คนอื่นๆ มัวแต่งงกัน ได้แต่ทำปืนให้เหมือนแบบก็ถือว่าเสร็จงาน วางกองไว้ที่โกดังส่งออกไปก็ไม่มีผู้ใดจะสนใจ ดังนั้นจึงรับมือผ่านไปอย่างงั้นๆ ได้…”
ผีฝรั่งจมูกโด่งนัยน์ตาลึกสามคนกล่าวกันว่าฟังทางการไม่กระจ่างก็รีบรับงานมา ความรู้สึกนี้จะว่าแปลกเพียงไรก็แปลกเพียงนั้น หวังทงหันไปมองช่างตีเหล็กสองสามคนที่มาจากโรงปืนไฟทางการ สองสามคนนี้กระแอมไอขึ้นอย่างอึดอัดหรือไม่ก็ก้มหน้าลงหรือไม่ก็หลบตา
หวังทงรู้สึกอึดอัดใจ กล่าวน้ำเสียงราบเรียบขึ้นว่า
“เฉียวจู้จื่อ เมื่อครู่ที่ทั้งสามคนว่าเป็นเรื่องจริงหรือ”
“เรียนใต้เท้า…เรื่องก็เป็นเช่นนี้ แต่ เงินให้น้อยไป ใช่ว่าไม่ให้เงิน ยังเร่งรัดมา อย่างไรก็แค่ทำออกมาให้ได้ก็พอ ทุกคนไม่สนใจว่าใช้ได้หรือไม่…”
ยิ่งพูดเสียงยิ่งเบา เรื่องพวกนี้เดิมทีก็มิใช่เรื่องน่าเอามากล่าวเปิดเผย สีหน้าหวังทงค่อยๆ เข้มขึ้น ถอนหายใจก่อนจะหันไปทางฝรั่งสามคนกล่าวว่า
“ลุกขึ้นเถอะ วันหน้าต้องจับตาดูให้ดีตั้งแต่ต้นจนจบ หลอมแต่ละสิ่งต้องจดให้ดี เป็นผู้ใดหลอมออกมาก็ต้องจดเอาไว้ หากเป็นเพราะอาวุธปืนพวกนี้มีปัญหา ทำให้แขนขาดในสนามรบ คนทำอาวุธชิ้นนี้ก็ต้องแขนขาดตามไปด้วย ในสนามรบมีคนตาย คนทำอาวุธพวกนี้ก็ต้องตายตามไปด้วย!”
น้ำเสียงค่อยๆ สูงขึ้น หวังทงมองไปรอบๆ ช่างตีเหล็กทุกคนถูกเขากวาดตามองไปก็พากันก้มหน้าลง หวังทงน้ำเสียงดังขึ้นอีกเล็กน้อยว่า
“เฉียวต้า เจ้าเป็นหัวหน้า เจ้าจับตาดูเรื่องนี้ หากผู้ใต้บังคับเจ้ามือหักขาหักไร้ศีรษะ เจ้าคิดว่าเจ้าจะอยู่รอดปลอดภัยงั้นหรือ?”
เฉียวต้าเล่นสงครามเย็น รีบลนลานคุกเข่าลงโขกศีรษะติดต่อกันเสียงดังกล่าวว่า
“ขอใต้เท้าวางใจ ข้าน้อยต้องคอยจับตาดูให้ใต้เท้า ไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดแม้แต่น้อย”
คนงานโรงตีเหล็กไม่มีผู้ใดกล้ายืนขึ้นต่อ ล้วนคุกเข่าอยู่เช่นนั้น การผลิตที่ไร้การตรวจคุณภาพ ของที่ผลิตออกมาก็ย่อมเป็นของชั้นเลว ทางนี้ยังผลิตปืนไฟที่เกี่ยวพันถึงชีวิต ยิ่งไม่อาจปล่อยปละละเลยได้ หวังทงเสียงดังขึ้นว่า
“มาที่นี่ที่ควรได้รับเจ้าเคยได้น้อยลงสักส่วนหรือ อาหารเคยไม่อิ่มหรือ ในเมื่อข้าดูแลพวกเจ้าอย่างดี เช่นนี้พวกเจ้าก็ต้องอย่าได้ทำให้ข้าผิดหวัง ลุกขึ้นไปเตรียมตัวได้แล้ว!”
ทุกคนลุกขึ้นยืนอย่างหวาดระแวง หวังทงหันหน้าไปกระซิบกับไช่หนานว่า
“เขียนสิ่งที่ข้ากล่าวเมื่อสักครู่เป็นกฎระเบียบ อ่านให้ทุกคนที่โรงตีเหล็กฟัง ให้พวกเขารู้จักกฎระเบียบ และให้เขารู้ความร้ายกาจของกฎระเบียบนี้!”
ไช่หนานพยักหน้านอบน้อม หวังทงกล่าวกับฝรั่งสามคนที่เริ่มนิ่งลงเป็นปกติว่า
“พวกเจ้าหลอมไม่เป็น แล้วพวกหลอมเป็นอยู่ที่ไหน หรือว่าอยู่ฟะรังคีกันหมด?”
ฝรั่งสามคนได้ยินหวังทงไม่ได้มุ่งร้าย ก็รู้สึกผ่อนคลายลงมาก ได้ยินหวังทงถาม คนที่ตอบครานี้คือเป้ยอัน ท่าทีเขานอบน้อมอย่างที่สุด ตอบว่า
“เรียนใต้เท้า ช่างที่หลอมปืนเช่นที่ใต้เท้าว่ามาได้ในราชวงศ์หมิงก็มีอยู่ มาเก๊าทางนั้นก็มีที่ตั้งกองทัพของพวกฟะรังคี ก็มีพวกช่างตีเหล็กและลูกศิษย์ตามมาด้วย คนพวกนั้นเชี่ยวชาญการตีเหล็กไม่น้อย”
มาเก๊า…หวังทงเคยใช้ชีวิตที่นั่น และเคยเรียนรู้ศิลปะการตีเหล็กที่นั่นด้วย พอเอ่ยถึงชื่อสถานที่ เขาก็นิ่งเงียบไป
จากที่นั่นมา เขาเป็นแค่บุตรชายนายกองธงเล็ก ความคาดหวังในอนาคตก็เพียงแค่หาเลี้ยงชีพ สถานะตอนนี้ต่างออกไปแล้ว ถานหั่วทางนั้นเริ่มสั่งการให้พลทหารบรรจุดินปืนลงไปในกระบอก หวังทงเดินไปสองก้าว เงียบไปครู่หนึ่ง ก็หยุดถามว่า
“จากเทียนจินไปกวางตุ้งมาเก๊าต้องใช้เวลานานเท่าไร หรือว่าต้องไปที่เขตปกครองใต้ก่อนจึงจะออกทะเลได้”
จางซื่อเฉียงที่นิ่งเงียบมาตลอดก้าวขึ้นมากล่าวว่า
“หลายวันนี้ ข้าน้อยไปสอบถามเรื่องทางทะเลมา ทางนั้นมีเรือไม่น้อยที่มาจากทางใต้ ไปมารอบหนึ่ง หากว่าเส้นทางทะเลราบรื่นดี ก็สี่เดือน”
หวังทงตอนนั้นตามบิดากลับเมืองหลวง เปลี่ยนเรือที่เขตปกครองใต้เข้าสู่คลองส่งน้ำ เวลานับไปนับมาหักไปหักมาก็พอกัน หยักหน้าเอ่ยขึ้นว่า
“คืนนี้ไปเชิญเถ้าแก่กู้ที่ร้านค้ามาหน่อย เขาน่าจะเคยคบหากับพวกเดินทะเล ถึงเวลามีเรื่องไหว้วานให้เขาจัดการ”
จางซื่อเฉียงก้มกายรับคำ หวังทงเดินไปเบื้องหน้าปืนใหญ่ เทียบกับปืนใหญ่ที่เคยได้เห็นตามสื่อในโลกก่อนแล้ว ปืนใหญ่ยุคนี้ทำได้หยาบมาก แต่ก็ยังเป็นอาวุธทรงอานุภาพที่สุดในยุคนี้ หวังทงยกมือลูบคลำปืนใหญ่ครู่หนึ่ง
เฉียวต้าด้านหลังกล่าวว่า
“ใต้เท้า ปืนสามนี้เป็นปืนหนัก 4 ชั่งทั้งหมด ข้าน้อยหลอมเป็นครั้งแรก แต่ยิงออกทุกกระบอก ผิวด้านในขัดเรียบมันวาว”
ชั่งละ 16 เหลี่ยง 4 ชั่งก็ราว 7 ปอนด์ ตัวปืนน่ายาวสองเมตรได้ หวังทงใช้มาตราวัดในยุคปัจจุบันอย่างไม่รู้ตัวมาคำนวณ
“ยิงได้ไกลเท่าไร?”
“ขึ้นกับดินปืนที่ใส่ลงไป 800 ก้าว 900 ก้าว ก็ได้”
เฉียวต้าคุ้นเคยกับตัวเลขพวกนี้ดี จึงตอบทุกคำถามของหวังทงได้อย่างรวดเร็ว หวังทงขยับปากบ่นพึมพำราวกับว่ากำลังเปรียบเทียบกับบางสิ่ง
ปืนสามกระบอกนั่น พลทหารกำลังใช้แท่งไม้บรรจุกระสุนปืนลงไปในกระบอก ถานหั่วใช้ค้อนยาวอัดลงไปทางปลายกระบอก จากนั้นก็ค่อยโยงเชือกจุดออกมาอย่างระมัดระวัง
การเตรียมการทุกอย่างเสร็จสิ้นลง ถานหั่วหันไปบอกหวังทงเสียงดังกังวานว่า
“เชิญใต้เท้าจุดชนวน!”
ด้านข้างมีคนส่งท่อนเหล็กบางท่อนหนึ่งให้หวังทง เหล็กหลอมไฟจนแดงฉาน หวังทงใช้ท่อนเหล็กจ่อไปที่เชือก กล่าวขึ้นเบาๆ ว่า
“ใกล้แล้ว…”
เชือกนำไฟเริ่มเผาไหม้อย่างรวดเร็ว
*********
เช้าวันที่ 16 เดือนหก ณ หอประชุมเหวินเหยียนเก๋อในวังหลวง
“เหตุใดไม่เห็นใต้เท้าเซิน ปกติมาถึงแต่เช้านี่”
“เจ้าไม่ได้ยินมาหรือว่า หยางซือเฉินนั้นลักลอบกับหญิงงามบรรเลงพิณในจวน เกิดเรื่องขึ้น บางทีอาจละอายไม่กล้ามา…”
กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสนุกอยู่นั้นเองก็ได้ยินเสียงคนกระแอมไอเข้ามา สองคนหันไปตามเสียง เป็นเสนาบดีกรมทหารจางซื่อเหวย เขากำลังพยักหน้าแอบยิ้ม
สองคนไม่กล้ากล่าวต่อ ในใจคิดว่าใต้เท้าจางผู้นี้ปกป้องพรรคพวก เสียงขันทีด้านนอกรายงานดังเข้ามา มหาอำมาตย์จางจวีเจิ้งมาถึงแล้ว
