Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 404

ตอนที่ 404 เชือดไก่ให้ลิงดู ตักเตือนเล็กน้อย

พอเข้าช่วงฤดูใบไม้ร่วง เหตุการณ์ที่ขันทีฉู่เดินทางผ่านเทียนจินไม่ยอมจ่ายภาษีถูกนายกองพันองครักษ์เสื้อแพรจมเรือด้วยปืนใหญ่ สุดท้ายก็ต้องยอมจ่ายภาษีและค่าปรับแต่โดยดี

เหตุการณ์นี้ไม่มีอะไรมากกว่าสองคำวิจารณ์ ‘เหลวไหลสิ้นดี’ ‘กล้ามาก’ หนึ่งนายกองพันองครักษ์เสื้อแพรเทียนจิน กับอีกหนึ่งขันที

สำนักอาชาหลวง สถานะของทั้งสองถือเป็นอันดับต้นในใต้หล้า หวังทงถึงกลับกล้าขวางทาง ถึงกับกล้าถล่มด้วยปืนใหญ่ นี่ไม่เรียกว่า ‘กล้ามาก’ แล้วจะเรียกว่าอะไร

การได้เลื่อนตำแหน่ง ผู้ใดบ้างจะไม่คว้าเอาก้อนโต นอกจากเงินทองแล้ว ของดีมีราคาในท้องที่และของขวัญที่คนอื่น ‘มอบให้’ ก่อนเดินทางก็ย่อมมีไม่น้อย นี่เป็นธรรมเนียมปกติในใต้หล้านี้ เดินทางผ่านด่านภาษี ทุกคนก็ย่อมต้องอำนวยความสะดวกให้ แต่ไรก็ไม่เคยเก็บ

แต่หวังทงกลับกล้าออกมาขวางเก็บภาษี ยังก่อเรื่องปะทะกันใหญ่โตเช่นนี้ นี่มันธรรมเนียมอันใดกัน แต่ลองคิดดูให้ดีแล้ว เจ้านายตัวน้อยผู้นี้ทำเรื่องอันใดไว้ไม่น้อยเลย คำวิพากษ์วิจารณ์ล้วนแต่เป็นคำว่า เหลวไหลสิ้นดี

แน่นอน ของพื้นบ้านต่างๆ ก็เอามาเพื่อขายต่อในเมืองหลวง หรือไม่ก็เป็นของขวัญ เรื่องพวกนี้ไม่มีผู้ใดอยากกล่าวถึง

อย่างไรก็ตามหลังจากเกิดเรื่องหวังทงโจมตีร้านจิ้นเหอที่เทียนจินด้วยปืนใหญ่ เรื่องการเก็บค่าป้ายสงบสุขในเทียนก็ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะไม่จ่ายอีกต่อไป คราวนี้ถล่มขันทีฉู่ ผลที่ได้ก็ดีเยี่ยมเหมือนเดิม

ด่านภาษีของคลองส่งน้ำที่เทียนจิน แม้ถึงบัดนี้ในวังยังไม่มีเอกสารมาก กรมอากรยังไม่มีหนังสือรับรอง ก็เหมือนกับยังไม่เป็นทางการ หากนายกองพันหวังทำให้ที่นี่เจริญรุ่งเรือง ดึงดูดคนมาทำการค้า เงินและผลประโยชน์ที่ได้รับ เทียบกันแล้ว ก็คงต้องยอม

พวกที่เป็นแค่ขุนนางทั่วไปเดินทางผ่านเทียนจิน พ่อค้าเหนือใต้ ความเห็นมีไม่น้อย ทุกคนเคยชินกับการฝากสินค้ามาแบบไม่เสียภาษี อยู่ ๆ มาเก็บภาษี ผู้ใดก็คงไม่ยินยอม แต่เทียนจินนี้ก็ยุติธรรม เก็บตามธรรมเนียมกำหนด หน้ำตายิ้มแย้มต้อนรับ หากไม่ยอมจ่าย ก็จะส่งหน่วยติดอาวุธขึ้นมาสอบถาม การเก็บภาษีพวกนี้เก็บได้ก็จริง แต่ก็ทำให้เกิดความไม่พอใจปะทุขึ้นไม่น้อย

แต่พอเกิดเรื่องขันทีฉู่ พวกที่ต้องเดินทางผ่านด่านก็ยินยอมแต่โดยดี วันนั้นพวกที่เห็นด้วยตนเองไม่ต้องพูดถึง ต่างก็รายงานสินค้าตนอย่างไม่กล้าบิดพลิ้ว จ่ายภาษีแล้วก็จากไป พ่อค้าที่มาหลังจากนั้น พวกที่แข็งข้อไม่ยอมจ่าย พวกที่บ่นด่าทอ ลูกน้องหวังทงก็จะถามเพียงคำเดียวว่า

“รู้เรื่องของขันทีฉู่แห่งสำนักอาชาหลวงไหม ระดับไหนแล้ว ผ่านด่านไม่จ่าย ใต้เท้าเราลากปืนมายิงทิ้ง เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร ทำไมไม่ต้องจ่าย?”

หากไม่เชื่อ แถวด่านนั้นยังมีซากเรืออยู่ลำหนึ่งที่กู้ขึ้นจากน้ำ เป็นเรือขันทีฉู่ วางทิ้งไว้อย่างนั้น พอได้ยินเรื่องราว และได้เห็นเรือพังๆ ในใจก็ล้วนแต่หนาวเหน็บขึ้นมาหลายส่วน ยอมจ่ายภาษีแต่โดยดี

ในวันนั้น ถล่มเรือไปเสร็จ ฉู่เจ้าเหรินก็ยอมจ่ายภาษีและค่าปรับจากนั้นก็จากไป ไช่หนานยังเป็นกังวลจนต้องเตือนหวังทงว่า

“ใต้เท้าทำเช่นนี้ สร้างศัตรูในเมืองหลวงขึ้นอีกหนึ่งคน อย่างไรก็ควรเขียนไปรายงานฮ่องเต้กับจางกงกงก่อน อย่าได้เปิดโอกาสให้ผู้อื่นบิดเบือน ครั้งหน้าอย่าได้เสี่ยงเช่นนี้”

หวังทงตอบกลับไปตรงๆ ว่า

“หากขันทีฉู่ไม่จ่ายภาษี ก็จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี เขาไม่จ่าย คนต่อมาก็ย่อมมีเหตุผลไม่จ่ายต่างๆ นานา เขาลงมือกับเจ้าพนักงานภาษีเราได้ คนต่อมาก็ย่อมลงมือได้เช่นกัน ถึงตอนนั้นย่อมไม่จบไม่สิ้น ยุ่งยากใหญ่หลวง อีกเรื่องหนึ่ง เทียนจินเราทำได้เพราะอะไร ก็เพราะเราส่งเงินเข้าวังไม่ได้ขาด เงินทองผู้ใดไม่ชอบ ในวังมีเงินเพิ่มมาอีกหนึ่งล้านตำลึง การใช้จ่ายก็ย่อมคล่องตัวขึ้นมาก พวกเขาเห็นเงินแล้ว ย่อมคิดถึงเทียนจิน คิดถึงข้า หวังทง แม้ไม่อาจอยู่เมืองหลวงใกล้ชิดฮ่องเต้ แต่วิธีนี้ก็จะสามารถทำให้สถานะข้ามั่นคงต่อไปได้ ผู้อื่นโกรธแค้น หากในวังมีคนนึกถึง ก็เพียงพอแล้ว!”

หากมีคำหนึ่งที่หวังทงไม่ได้กล่าวชัดเจน พ่อค้าขุนนางผ่านทางไปมาต่างโกรธแค้นเพียงเขาผู้เดียว ทุกปีผู้ที่เสวยสุขกับเงินพวกนี้ก็คือในวัง กลับไม่มีผู้ใดกล่าวถึง การออกหน้ามารับเสียงสาปแช่งแทน นี่จึงเป็นความชอบที่ยิ่งใหญ่ ในวังย่อมต้องนึกถึงอยู่เสมออย่างแน่นอน

************

เป็นดังที่ทุกคนคาดไว้ พอขันทีฉู่กลับถึงวังหลวงก็ไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้และไทเฮา ไทเฮากับฮ่องเต้ย่อมต้องสอบถามสารทุกข์สุกดิบพอสมควร

เช่นกัน ทุกคนล้วนเดาได้ว่า ขันทีฉู่ย่อมต้องนำเรื่องการถูกรังแกให้ต้องทนกล้ำกลืนที่เทียนจินมาฟ้อง

“……กระหม่อมก็แค่นำของกำนัลมามอบให้ไทเฮาและฝ่าบาทเท่านั้น แต่หวังทงกลับคิดเก็บภาษี กระหม่อมโต้แย้งไปไม่กี่คำ เขาก็นำกองกำลังออกมาปะทะกับคนของกระหม่อม ยัง……ยังลากปืนใหญ่ออกมาถล่มเรือของกระหม่อม……กระหม่อมเสียหน้าไม่เท่าไร แต่หวังทงทำเช่นนี้ นับเป็นการทำลายชื่อเสียงราชสำนัก ทำลายพระเกียรติฝ่าบาทและไทเฮา……”

พอได้ยินว่าหวังทงลากปืนใหญ่ออกมาถล่ม ทหารสองฝ่ายปะทะกันที่คลองส่งน้ำ แม้ในวังจะได้ยินข่าวนี้มาก่อนแล้ว แต่มาได้ยินยามนี้ ไทเฮาฉือเซิ่งก็สีพระพักตร์ดำคล้ำ ขมวดพระขนงมุ่น

ฮ่องเต้ที่ประทับอยู่ข้างๆ สีพระพักตร์อึดอัด หันไปหรี่พระเนตรมองข้างๆ พอเห็นสีพระพักตร์ไทเฮา เห็นจางเฉิงก้มหน้า เฝิงเป่าสีหน้าไม่สู้ดี

อย่างไรฉู่เจ้าเหรินก็เป็นคนที่ไทเฮาและเฝิงเป่าเลือกมา หวังทงทำเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าตีสุนัขไม่ไว้หน้าเจ้านาย

ฉู่เจ้าเหรินร่ำไห้เล่าเรื่องอย่างละเอียดมาเช่นนี้ และยังเอ่ยอ้างพระเกียรติไทเฮาขึ้นมา หวังทงก็ช่างเหิมเกริมยิ่ง เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ไม่เห็นไทเฮาอยู่ในสายตา

“ฉู่เจ้าเหริน ได้ยินว่าเจ้ากลับมาจากหนานจิงครั้งนี้ นำกองเรือมาเกือบห้าสิบลำ วันนี้เราถามไปทางสำนักอาชาหลวงแล้ว ของกำนัลที่เจ้านำมามอบให้นั้นมีไม่เท่าไรนี่นา!”

พอถูกฮ่องเต้ถามเช่นนี้ ฉู่เจ้าเหรินที่คุกเข่าก็มีสีหน้าซีดเผือด โขกศีรษะติดต่อกัน ไทเฮาขมวดพระขนงตรัสถามว่า

“ฮ่องเต้ กับผู้น้อยต้องเมตตาไว้ก่อน……”

ฮ่องเต้ว่านลี่รีบถวายบังคมรับคำ ก่อนจะกลับไปประทับที่เดิม สีพระพักตร์สงบนิ่ง แต่ฉู่เจ้าเหรินที่ถูกถามเช่นนี้ ก็ไม่กล้ากล่าวอันใดต่อ ยามนี้ฉู่เจ้าเหรินเข้าใจแล้วว่า มิน่าเจ้าหวังทงนั่นจึงได้กล้าเหิมเกริมเพียงนี้ ที่แท้ก็มีฝ่าบาทคอยให้ท้าย มิน่าจึงได้กล้า

“ฉู่เจ้าเหริน เจ้าแต่ไรมาก็จงรักภักดี ข้าจึงได้หารือกับฝ่าบาท ย้ายเจ้ากลับมาปฏิบัติงานสำนักอาชาหลวง ในเมื่อกลับมาแล้ว ก็ทำงานไปให้ดี ตั้งใจทำงาน วันหน้าก็จะได้ส่งเสริมต่อไป”

“กระหม่อมขอบพระทัยไทเฮา ขอบพระทัยฝ่าบาท ขอปฏิบัติหน้าที่ด้วยความจงรักภักดี……”

หลังจากทูลจบก็ถวายคำนับ ฉู่เจ้าเหรินไม่กล้ากล่าวอันใดต่อ ได้แต่ถอยออกไป

พอเขาถอยออกไปแล้ว ไทเฮาก็ตรัสด้วยสีพระพักตร์ไม่พอพระทัยว่า

“พระเมตตาของฝ่าบาทก็เพื่อให้หวังทงปฏิบัติงานภายนอกได้อย่างดี ไม่ใช่ให้แสดงอำนาจเช่นนี้ เฝิงเป่า ถ่ายทอดรับสั่งลงไป ให้หวังทงรู้จักสงบเสงี่ยมบ้าง”

ฮ่องเต้ว่านลี่ได้ยินก็ขมวดพระขนง กำลังคิดจะตรัส หากเห็นสายตาจางเฉิงที่ส่งมา พร้อมกับส่ายหน้า ก็รีบหยุดทันที

ทุกครั้งที่เอ่ยถึงหวังทง ฮ่องเต้ว่านลี่ก็จะออกมาปกป้อง ไทเฮาย่อมรู้ดี ในวังขันทีใหญ่หลายคนก็รู้ดี ยามนี้บรรยากาศอึดอัดยิ่ง ผู้ใดก็คิดไม่ถึงว่าฮ่องเต้ว่านลี่จะไม่ตรัสอันใด จากนั้นก็เงียบไปนาน จนฮ่องเต้หาเรื่องถวายบังคมลาออกไป

พอฮ่องเต้เสด็จออกไป จางเฉิงยังไม่ได้ออกไปด้วย ไทเฮาทอดพระเนตรฮ่องเต้ออกไปแล้วก็ตรัสว่า

“หวังทงปฏิบัติงานตั้งใจเต็มที่ อันนี้ข้ารู้ดี แต่หากคิดว่ามีฮ่องเต้โปรดปรานก็จะไม่คำนึงถึงธรรมเนียม กระทำการเหิมเกริม นับเป็นหนทางไปสู่ความตาย ตอนนี้เป็นเพียงนายกองพันเล็กๆ ก็เป็นเช่นนี้แล้ว วันหน้าหากรับภาระใหญ่ เขาจะเป็นเช่นไร เฝิงเป่าเรื่องนี้เจ้าจับตาดูให้ดี ต้องกำราบสั่งสอนไปบ้าง”

เฝิงเป่าได้ยินก็รีบถวายคำนับ จางเฉิงลังเลครู่หนี่ง ก็ควักเอาฎีกาออกมาฉบับหนึ่ง ทูลขึ้นเบาๆ ว่า

“ทูลไทเฮา ฎีกาจากหวังทงมาถึงเมื่อวานนี้ วันนี้ฝ่าบาทอยากจะทูลเกล้าไทเฮาทอดพระเนตร แต่พอดีฉู่เจ้าเหรินเอ่ยขึ้นก่อน จึงได้นำออกมาถวาย ดังนั้นจึงได้รับสั่งให้กระหม่อมหากโอกาสนำทูลเกล้าไทเฮา”

ไทเฮาส่ายพระพักตร์ ตรัสว่า

“มีอันใดต้องอ่านอีก ก็คงเป็นแค่เหตุผลของตนเอง หวังทงก็ช่างลื่นไหล คิดว่าครั้งนี้จะได้ผลงั้นหรือ?”

จางเฉิงก้มหน้าลงยิ้มก่อนจะถวายคำนับกราบทูลว่า

“ฏีกานี้หลังจากฝ่าบาททรงทอดพระเนตรคิดว่ามีเหตุผล รับสั่งให้กระหม่อมนำทูลเกล้าไทเฮาให้ได้ ในเมื่อทรงรับสั่งเช่นนี้แล้ว……”

“เอามาดู!”

ไทเฮาฉือเซิ่งรับสั่งสุรเสียงนิ่งเรียบ รับฎีกาไป จากนั้นก็เปิดออกกวาดสายพระเนตรอ่าน ฎีกาของขุนนางทั้งหลาย ปกติก็เขียนเอง หรือมีที่ปรึกษาเขียนให้ วาจาลดเลี้ยวอ้อมค้อมไปมา แต่ของหวังทงกลับเรียบง่าย เริ่มต้นก็กราบทูลความผิด จบด้วยหลักการ

“กระหม่อมเก็บภาษีแทนพระองค์ ใต้หล้าทุกคน นอกจากรับสั่งจากฝ่าบาทแล้ว ไม่มีผู้ใดไม่อาจละเว้น เงินทองทั้งหมดนำส่งวังหลวง ด่าทอกระหม่อมเพียงผู้เดียวไม่เป็นไร กระหม่อมแม้สละชีพก็ไร้วาจา!!”

หลังจากอ่านจบ พระขนงไทเฮาก็ขมวดมุ่น โยนฎีกาลงพื้น ตรัสสุรเสียงเยียบเย็นว่า

“เหลวไหลสิ้นดี เหมือนว่าในวังต้องการเงินพวกนี้ กล่าววาจาใหญ่โต เฝิงเป่า รีบถ่ายทอดรับสั่งข้าลงไป เป็นทางการไป!”

ที่เรียกว่า ‘ถ่ายทอดเป็นทางการ’ ก็หมายถึงผ่านไปทางสำนักส่วนพระองค์ ผ่านขั้นตอนที่คณะเสนาบดีใหญ่ ประกาศใต้หล้า ทุกคนล้วนรับทราบกันถ้วนหน้า เช่นนี้ความพอใจหรือไม่พอใจของราชสำนักต่อผู้ใดก็ย่อมเป็นที่รู้กัน ถ้าดีก็ดีไป หากไม่ดี แม้ว่าไม่ได้เอาผิด แต่ท่าทีชัดเจน ย่อมทำให้คนผู้นั้นราวกับกำแพงล้มมีแต่คนอยากช่วยซ้ำ

พอได้ยินรับสั่ง เฝิงเป่าก็เก็บฎีกาหวังทงขึ้นมา ถวายคำนับ เนื้อหาในฎีกานั้นเฝิงเป่ารู้หมดแล้ว ยามนี้จึงได้แต่ยืนลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะกราบทูลว่า

“ทูลไทเฮา ตั้งแต่เพิ่มเงินก้อนจินฮวาเข้าวังมา เทียนจินนำส่งเข้ามาถึงหนึ่งล้านแปดแสนตำลึง กระหม่อมได้ยินว่า จวนหวังทงที่เทียนจินแม้แต่หญิงรับใช้หรือคนรับใช้ใดก็ไม่มี ทุกวันออกตระเวนตรวจงานแต่ละแห่ง ทว่าหวังทงก็ช่างเหิมเกริม หากไม่สั่งสอนบ้าง เกรงว่าจะสร้างหายนะใหญ่”

ทูลจบก็ลุกขึ้นยืน ถอยกลับไปด้านข้าง ไทเฮานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ตอนเฝิงเป่ากับจางเฉิงกำลังจะทูลลา ไทเฮาก็กลับตรัสสุรเสียงเนิบนาบว่า

“เจ้าเด็กนี่อย่างไรก็ปฏิบัติงานเพื่อวังหลวง หากมีราชโองการเป็นทางการ เกรงว่าจะทำร้ายจิตใจไป เช่นนั้นก็ให้ฝ่าบาทตักเตือนไปก็แล้วกัน สั่งสอนสักหน่อยก็พอ……”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!