Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 405

ตอนที่ 405 ยืนข้างนี้ตลอดไป นานแล้วไม่เจอกัน

ทุกคนคิดว่าหวังทงจะมีปัญหากับในวัง คิดไม่ถึงว่าจะไร้การเคลื่อนไหวเพียงนี้

ที่ให้ฮ่องเต้ตักเตือน ให้มีรับสั่งสอนสั่งไป เช่นนั้นจะตรัสหรือไม่ ตรัสอันใด ก็ล้วนแล้วแต่ฮ่องเต้

ฮ่องเต้ในตอนนี้ทรงรับรู้เพียงว่าในวังนอกวัง มีเพียงหวังทงผู้เดียวที่ใกล้ชิดและรู้พระทัย ไหนเลยจะตักเตือน ฉู่เจ้าเหรินเป็นคนของไทเฮาที่ทรงเลือกมาดำรงตำแหน่งในสำนักอาชาหลวง เหตุใดพระองค์จะต้องออกหน้าแทนฉู่เจ้าเหริน ก็แค่ตักเตือนเล็กน้อยก็แล้วกัน ไม่กี่คำก็ผ่านไปแล้ว

ที่เรียกว่า ‘ไร้การเคลื่อนไหว’ นั้นก็ยิ่งทำให้ผู้คนกระจ่างในใจ หวังทงอาศัยบารมีรังแกผู้อื่น บารมีที่นำมาใช้นั้นก็เป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้า

เหตุการณ์นี้พิสูจน์ให้เห็นว่าการตัดสินใจของหวังทงไม่ผิด หน้าไหน ฝ่ายไหนก็แล้วแต่ หากเงินล้านกว่าตำลึงที่ตนนำส่งเข้าวังจึงจะเป็นของจริงจับต้องได้

ฎีกาหวังทงครั้งถูกส่งตรงไปยังฮ่องเต้ แม้ว่าเขาจะมีทางอื่นในการอธิบายให้ไทเฮารับฟัง เช่นฝากคนมีอำนาจในวังนอกวังไป แต่หวังทงไม่ได้ทำเช่นนั้น

หากในสายตาคนอื่น การกระทำของหวังทงเหมือนเลือกข้าง แสดงให้เห็นว่าตนเป็นคนของฮ่องเต้ การกระทำนี้แม้ไม่ผิด แต่ก็เกรงว่าไม่จำเป็นต้องทำถึงเพียงนี้

ใต้หล้ายามนี้ ไทเฮาฉือเซิ่งกุมอำนาจใหญ่ คุมการเมืองการปกครอง ท่านจางเป็นพระอาจารย์ ก็ย่อมมีวาจาหนักแน่นเป็นที่รับฟัง ไม่มีผู้ใดกล้าละเมิด แต่ฮ่องเต้ก็ยังคงเป็นฮ่องเต้ ใต้หล้าอย่างไรก็ต้องเป็นของฮ่องเต้ ช้าเร็วเท่านั้น หวังทงทำเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ไม่จำเป็น หากยังจะสร้างความยุ่งยากตามมา

ทว่าหวังทงรู้ว่าที่เขาทำไปนั้นถูกต้อง ฮ่องเต้ปกป้องตนนั้นสามารถพิสูจน์ถึงสิ่งที่เขาเลือกได้แล้ว เมื่อก่อนนั้นตอนทำงานในโลกก่อน เขาก็เข้าใจความสำคัญของการเลือกข้าง แม้ว่าเจ้านายจะสามัคคีกันเพียงใด จะสนิทกันเพียงใด แต่งานที่ต่างกัน ระดับที่ต่างกัน ก็ย่อมแตกต่างกัน

ติดตามคนหนึ่งให้ถึงที่สุด ร่วมทุกข์ร่วมสุขนั้นดีที่สุด หากเปลี่ยนข้าง แม้ว่าจะดีในระยะต้น แต่ระยะยาวย่อมถูกกล่าวหาว่าหักหลัง แม้ฝ่ายที่เลือกมาอยู่ด้วยใหม่ก็ต้องระวังป้องกันตน อย่างไรก็ไม่ดี ไม่ต้องกล่าวถึงการแก่งแย่งอำนาจการเมือง ผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็จะต้องแหลกสลายเป็นผุยผง

ในเมื่อตั้งแต่เริ่มต้นก็เลือกฝ่ายฮ่องเต้แล้ว แม้ว่ารู้แล้วว่าไทเฮาทรงอำนาจกว่า ได้รับประโยชน์มากกว่า แต่ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

แน่นอน ไทเฮากับฮ่องเต้เป็นแม่ลูกกัน เลือดข้นกว่าน้ำ มีสายเลือดสัมพันธ์เช่นนี้ หลายสิ่งย่อมแตกต่าง ภักดีต่อไทเฮากับภักดีต่อฮ่องเต้ ดูเหมือนว่าไม่มีความแตกต่าง เหล่าขุนนางต่างคิดเช่นนี้ ไทเฮากับฮ่องเต้ก็เหมือนคิดเช่นนี้ แต่หวังทงกลับไม่คิดเช่นนี้ หลายการกระทำของเขานั้นแสดงให้เห็นชัดเจนว่า เขาเป็นขุนนางในฮ่องเต้ ไม่ใช่ไทเฮา

บางคนคิดว่ามันน่าขัน บางคนรู้สึกสับสน บางคนคิดอย่างรอบคอบ สำหรับไทเฮานั้น ที่สุดแล้ว ฮ่องเต้ก็เป็นโอรสของพระองค์เอง ขณะครองบัลลังก์ มีขุนนางมากความสามารถคอยช่วยงานอย่างจงรักภักดี ก็ย่อมไม่ใช่เรื่องเลวร้าย

*************

“พี่หวัง กองกำลังรักษาความปลอดภัยกำลังฝึกอยู่ เดิมไม่ควรทิ้งไป แต่เมืองเซวียนฝู่ทางนั้น แม่ทัพหม่ากลับบ้านเกิดมา ที่บ้านมีจดหมายเร่งมา ให้พวกเราผู้น้อยกลับไปคารวะให้ได้ ขอพี่หวังโปรดอภัย”

เทียนจินต่างจากที่อื่น กฎระเบียบที่นี่ชัดเจน และพวกหวังทงยังควบคุมเคร่งครัด ดังนั้นทุกคนจึงปฏิบัติหน้าที่แข็งขัน

ลี่เทา ซุนซิงและหลี่หู่โถวกับเด็กหนุ่มอีกหลายคนที่ตั้งแต่หวังทงมอบหมายงานให้ทำ ก็ยุ่งกันไม่หยุด กำลัง 1,500 นายครบ ตอนนี้ก็เป็นช่วงฝึกอยู่ในพื้นที่การค้าและริมทะเล ก็นับว่าเป็นกองกำลังเสริมกองหนึ่งในการดูแลพื้นที่รกร้าง

แต่ทว่าวันที่ 2 เดือนแปด ลี่เทากับเด็กหนุ่มอีกสองคนจากเมืองเซวียนฝู่ก็มาขอลาอย่างรู้สึกว่าเสียมารยาทอยู่บ้าง

ทุกครั้งที่หวังทงได้ยินชื่อแม่ทัพหม่าก็รู้สึกขำ แต่ไม่ว่าพวกคนตระกูลถานหรือเด็กหนุ่มจากเมืองเซวียนฝู่ พอเอ่ยชื่อนี้ก็จะมีท่าทีเคร่งขรึมจริงจัง

หม่าฟางเป็นแม่ทัพใหญ่เมืองเซวียนฝู่ เป็นแม่ทัพมีชื่อเสียงโด่งดังในใต้หล้า เคยอยู่ที่เมืองต้าถง ต่อมาเคยเป็นรองแม่ทัพที่เมืองจี้โจว ก่อนจะมาประจำเมืองเซวียนฝู่ มีชื่อเสียงเทียบได้กับอวี๋ต้าโหยว ชีจี้กวง หลี่เฉิงเหลียง หากมีชื่อเสียงมาก่อนสิบปีได้

“หม่าฟางกลับบ้านเกิดเพื่อใช้ชีวิตวัยเกษียณ!?” “

คนที่กล่าวขึ้นก่อนไม่ใช่หวังทง แต่เป็นอวี๋ต้าโหยวที่อยู่ข้างๆ วันเวลาแสนทำร้ายผู้คน ปีก่อนอวี๋ต้าโหยวยังจับกระบองฝึกกองกำลังได้อยู่ แต่ปีนี้ได้แต่ถือไม้เท้าประคองเดิน เวลาอยู่ในบ้านนับวันยิ่งมากขึ้น แต่ชายชราก็ทนกับความเหงาไม่ไหว เมื่อก่อนยังไปสนามฝึกดูการฝึกทุกวัน

ตอนนี้กำลังวังชาแย่ลงกว่าเดิมมาก ก็ได้แต่ดูหวังทงปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่กองบัญชาการ ตนเองคอยให้คำชี้แนะสักคำสอง

ความเอาใจใส่ของชายชรา หวังทงย่อมไม่กล้าขัด และอวี๋ต้าโหยวยังมีประสบการณ์ในกองทัพมานาน ให้คำแนะนำเล็กน้อย ก็เท่ากับได้ช่วยเหลืออย่างมาก หวังทงได้รับประโยชน์ไม่น้อย

พอได้ยินคำพูดของลี่เทา อวี๋ต้าโหยวก็ยิ้มถามขึ้นตามมาด้วยวาจาทอดถอนใจ

“หม่าฟางอายุมากกว่าข้าหลายปี ที่ผ่านมาก็ถูกยื่นฎีกาไม่น้อย แต่ไม่เคยโดนปลด เป็นคนเหมือนกัน หากโชคชะตาช่างต่างกันเสียจริง”

ได้ยินวาจาทอดถอนใจเช่นนี้ ทุกคนได้แต่ยิ้ม หวังทงก็พอได้ยินมาบ้าง ตั้งแต่ได้ยินชื่อแม่ทัพหม่า ก็สืบข่าวมาได้ว่า แม่ทัพหม่ามักออกรบแนวหน้า หักเบี้ยหวัดทหารก็เรียกว่าแนวหน้าไม่น้อย มักจะถูกขุนนางยื่นฎีการ้องเรียน แต่ก็รอดมาได้ทุกครา อวี๋ต้าโหยวได้แต่บ่นไม่หยุดว่า

“หลายปีมานี้ เขาได้เงินทองไปไม่น้อย ข้าทำมานานหลายปี ครอบครัวข้ามีที่นาแค่พันหมู่เท่านั้น หม่าฟางถูกขุนนางบุ๋นร้องเรียน ก็เอาเงินออกไปโปรยให้ทุกคนได้ยินดีปรีดา ข้าสิแย่ จะเอาเงินจากไหน หากไม่ใช่ใต้เท้าถานคอยออกหน้าแทนข้าทุกครา……”

วาจาไม่ประติดประต่อเริ่มยาว ก็เป็นเพราะความชรา อวี๋ต้าโหยวกล่าวเช่นนี้ ลี่เท่าและคนอื่นๆ ก็ได้แต่เก้กัง พอเห็นสีหน้าเป็นคำถามของหวังทง ลี่เทาก็กระซิบเล่าว่า

“ตระกูลแม่ทัพหม่าร่ำรวย เรื่องนี้……คือว่า……”

หวังทงยิ้มและโบกมือว่าไม่จำเป็นต้องกล่าวต่อ หันไปทางซุนต้าไห่กล่าวว่า

“ทั้งสามคน ทุกคนให้หักจากบัญชีข้าคนละ 300 ตำลึง”

300 ตำลึงเป็นจำนวนเงินที่หลายคนตอนนี้สิบปีก็ไม่อาจหาได้ พวกลี่เทารีบคำนับขอบคุณ หวังทงยิ้มกล่าวว่า

“ไปเอาม้าที่ซานเปียว แล้วค่อยไปหาซื้อของที่เทียนจิน กลับไปให้คนที่บ้านได้ดีใจกัน”

กล่าวจบก็หยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อว่า

“เดือนนี้ก็เทศกาลไหว้พระจันทร์แล้ว อยู่บ้านกันนานหน่อยก็ดี เดือนสิบค่อยกลับมาก็ได้”

ให้เงินทองมากมาย ยังให้วันหยุดสองเดือน ทุกอย่างอำนวยความสะดวกให้หมด พวกลี่เทาต่างก็ดีใจอย่างมาก แต่ก็ลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะคำนับกล่าวว่า

“พี่หวังเมตตามีน้ำใจ พวกข้ารับไว้ด้วยใจ กองกำลังรักษาความปลอดภัยเพิ่งจะเริ่มฝึก ยังทิ้งไปไม่ได้ พวกข้ากลับไปร่วมฉลองไหว้พระจันทร์แล้วก็จะรีบกลับมา”

มีใจตั้งใจฝึกกำลังอย่างแข็งขันเช่นนี้ หวังทงย่อมดีใจ กล่าวตามมารยาทอีกสองสามคำ เด็กหนุ่มก็ขอตัวออกไป ซุนต้าไห่ก็ตามออกไปจัดการตามคำสั่งอีกด้วย ในห้องเหลือเพียงหวังทงและอวี๋ต้าโหยวสองคน

ตอนนี้เป็นตอนเที่ยงพอดี อากาศแจ่มใส แม้ว่ายังร้อนอยู่บ้าง แต่ก็พอทนได้ ในห้องเปิดหน้าต่างกว้าง อวี๋ต้าโหยวนั่งอยู่บนเก้าอี้เหม่อมองท้องฟ้าด้านนอก อยู่ ๆ ก็กล่าวขึ้นว่า

“ถึงแม้อายุจะยังน้อย แต่รู้จักฝึกกองกำลัง ว่าเพิ่งฝึกไม่อาจทิ้งไปนานได้ นับว่ามีใจปฏิบัติหน้าที่จริงจัง”

หวังทงยิ้มหากไม่กล่าวอันใด อวี๋ต้าโหยวกล่าวได้เปิดเผยมาก เขาเชื่อว่าเด็กหนุ่มเหล่านี้มีความกระตือรือร้นจริงจัง อวี๋ต้าโหยววางไม้เท้าไว้ด้านข้าง ใช้แรงยันตัวขึ้นกล่าวว่า

“ปกติระเบียบเข้มงวด หากเรื่องเล็กน้อยรู้จักหลักการปรองดองและใช้พระเดชพระคุณ หวังทง เจ้าทำได้ดีมาก”

ขณะที่กล่าวก็ค่อยๆ เดินออกจากห้องไป ด้านนอกมีทหารรีบวิ่งเข้ามาประคอง หากกลับถูกอวี๋ต้าโหยวผลักออกอย่างรู้สึกรำคาญ

มองดูแผ่นหลังชราภาพของอวี๋ต้าโหยว ก็คิดถึงแม่ทัพหม่าฟางที่ลาราชการกลับบ้านเกิดที่เมืองเซวียนฝู่ แม่ทัพชีจี้กวงแห่งเมืองจี้โจว แม่ทัพหลี่เฉิงเหลียงแห่งเมืองเหลียวโจวที่ล้วนอายุใกล้ 50 แม่ทัพมีชื่อยุคนี้และวีรบุรุษหลายคนกำลังโรยรา……

*************

“ใต้เท้า ขุนพลซุนโส่วเหลียนแห่งกองกำลังเหลียวหนิง หน่วยตรวจการประจำเขตเหลียวเป่ย เมืองเหลียวโจวส่งเทียบเชิญมา เชิญใต้เท้าไปท่าเรือแม่น้ำทะเล”

เช้าวันที่ 3 เดือนแปด แต่เช้าก็มีคนนำเทียบเชิญมามอบให้ เป็นซุนโส่วเหลียนที่เมื่อเดือนสิบสองนำทหารผ่านมาที่โรงเตี๊ยมจตุรทิศ ทหารในสังกัดสังหารคนตายอย่างไร้เหตุผล ทางการเมืองเทียนจินไม่กล้าทำอะไร ปรากฎต้องให้หวังทงไปหาถึงที่ใช้ปืนไฟยิงทหารคนนั้นตาย

พอเกิดเรื่อง ซุนโส่วเหลียนรู้ผู้ให้การสนับสนุนเบื้องหลังของหวังทง ก็มาขอขมาด้วยตนเอง และยังแสดงเจตจำนงเป็นพวกเดียวกัน และยังกล่าวถึงความรุ่งเรืองของเทียนจิน หากได้นำของจากเมืองเหลียวโจวมาขายที่นี่จะต้องทำกำไรงามเป็นแน่

ในเวลานั้นหวังทงก็วางแผนที่จะผูกขาดสินค้าจากเมืองเหลียวโจวพอดี ทว่าตั้งแต่จากไปก็ไม่ได้ข่าวคราวอีกเลย และพอสืบข่าวไปก็พบว่า สินค้าจากนอกด่านกำไรไม่เท่าไร พ่อค้าจากซานซีและเมืองจี้โจวขายกันมาก แม้ว่าขนมาทางทะเล ราคาขนส่งต่ำสุด แต่จากเมืองเหลียวหยาง เสิ่นหยางไปถึงเมืองจินโจว ก็ระยะทางไกลไม่น้อย บวกลบคูณหารแล้ว กำไรก็สูงกว่าปกติเล็กน้อยเท่านั้น

สำหรับตอนนี้ ระบบการทำงานของหวังทง ผลกำไรเพียงแค่นี้ ไม่สู้ให้คนอื่นไปทำ ตนเองนั่งเก็บภาษีดีกว่า ดังนั้นซุนโส่วเหลียนไม่มา หวังทงก็เฉยๆ

คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะมาเยือน และยังเชิญตนเองไปที่ริมแม่น้ำทะเลอีก ไม่รู้ว่ามีเรื่องลับลมคมในอันใด

แต่อย่างไรก็ไม่ยาก ตอนนี้อยู่ที่ริมแม่น้ำทะเล คิดจะไปก็รวมกำลังคนไปก็ง่าย หวังทงวางเทียบเชิญลงแล้วก็ออกคำสั่ง จากนั้นก็ออกไปพร้อมกัน

เมื่อก่อนถนนตามเส้นทางแม่น้ำทะเลเงียบเหงากว่าถนนร้านค้าในเมืองมาก แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว พอไปถึงที่ซุนโส่วเหลียนนัดพบ ก็เห็นสองข้างแม่น้ำเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย

พอไล่ฝูงชนให้พ้นทางเข้าไปใกล้ ก็กลับพบว่าไม่เหมือนเดิม เมื่อก่อนก็แค่เรือพ่อค้าจากทะเลมา วันนี้เรือทะเลแต่ละลำเหมือนเดิม ที่ต่างออกไปก็คือเรือลากแพไม้ใหญ่มาด้านหลัง เป็นไม้ท่อนใหญ่มัดรวมเป็นแพ

ขณะกำลังมองอยู่ ก็ได้ยินเสียงดังทักมาจากด้านนอกว่า

“ใต้เท้าหวัง ไม่เจอกันนาน”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!