ตอนที่ 408 เอาเทียนจินเป็นต้นแบบ
ต้นเดือนเก้า หวังทงได้รับจดหมายเขียนด้วยลายมือและประทับตราของเสิ่นวั่ง แม้จะอ้อมค้อม แต่ก็ปฏิเสธเรื่องการต่อเรืออย่างหนักแน่น
การตอบเช่นนี้ก็เป็นดังที่หวังทงคาดการณ์ไว้ แต่ก็ยังรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย จากสายข่าวในร้านหลูไห่ หลังจากคุยกับเสิ่นเสี่ยงครั้งนั้น คนในร้านหลูไห่ต่างก็ย้ายออกไปพักบนเรือกันไม่น้อย
บางคนถึงขั้นไม่ก้าวลงจากเรือเลย บางคนไปมาเพียงแค่ร้านกับเรือเท่านั้น แม้ว่ายุ่งยากมาก แต่หวังทงก็คิดไม่ถึงว่าคนร้านหลูไห่จะอ่อนไหวเพียงนี้ ก็แค่ลองขอเล่นๆ เท่านั้น
ดูเหมือนว่าราชาไตรธารายังเหินห่างกับเทียนจินอยู่บ้าง แต่เงินลงทุนร้านประกันภัยก็ส่งมาครบแล้ว และก็ยังไม่ได้ขอถอนทุนแต่อย่างใด
มีเงินสองล้านตำลึงลงทุนร้านประกันภัย เรื่องแรกก็คือจัดการพื้นที่รกร้างริมแม่น้ำทะเล ระดมกำลังแรงงานมาเก็บกวาดให้สะอาด เทพื้นให้เรียบ จากนั้นใช้หินหยาบและเถ้าดินปูเป็นถนนใหญ่
พอปรับพื้นที่เรียบแล้วก็วาดแผนผัง จากนั้นจึงจะเริ่มสร้างอาคารบ้านเรือน ทุกคนต่างกระตือรือร้นกันมาก ในเมื่อร้านประกันภัยเป็นกิจการร่วมของทุกคน ดังนั้นผู้ถือหุ้นทั้งรายใหญ่รายเล็กต่างก็ได้รับแจ้ง ข่าวแพร่กระจายออกจากปากผู้ถือหุ้นทุกคน
แรงงานปรับพื้นที่ยังไม่ทันมาถึง คนจ่ายเงินจับจองกลับมาถึงสำนักประกันภัยก่อน ทุกคนไม่ทันได้ไปดูพื้นที่ แต่ขอเพียงมีคุณสมบัติจะเข้าแถวก็จะเข้าแถวไว้ก่อน ขอเพียงสามารถได้เลือกทำเลพื้นที่ตั้งร้านในวันหน้าดีๆ คนแรกๆ ก่อน
ถนนที่ปูลาดจากหินหยาบและเถ้าดินคืนทุนแล้ว บรรดาพ่อค้าไม้ในเทียนจินได้เห็นไม้ใหญ่จากเหลียวโจว ทุกคนล้วนยินดีอย่างมาก
ไม้บางท่อนขายไปทั้งท่อน ขนทางน้ำก็พอได้ แต่บางท่อนต้องการตัดแปรรูปในที่นั้นเพื่อแปรเป็นแผ่นไม้นำไปใช้งานในที่ต่างๆ ในเทียนจิน สินค้าเล็กขนไปมา ยังมีพวกช่างไม้แรงงานมาแปรรูป ขนทางเรือใช่ว่าจะสะดวก ต้องใช้ถนนใหญ่เช่นนี้
พื้นที่กองไม้ตอนนั้นก็เพื่อให้ขนลงน้ำได้สะดวก ตำแหน่งที่เลือกจึงอยู่ไกลจากย่านการค้า เมื่อพ่อค้าไม้และซุนโส่วเหลียนเจรจาส่งมอบเงินซื้อขายเสร็จ ก็พบว่าไม้ไม่อาจขนกลับไปได้ คิดถึงว่าก่อนเดือนสิบเอ็ดที่จะปิดทะเลยังจะมีไม้ส่งมาอีกมาก วันหน้าจะขนส่งอย่างไร
พ่อค้าไม้จึงรวมตัวไปที่ร้านประกันภัย ทำถนนก็ต้องใช้เงินและใช้แรงงาน เรื่องนี้ทุกคนรู้ดี ร้านประกันภัยมีเงิน ทุกคนก็รู้ดี แต่ครั้งนี้คงไม่ต้องยุ่งยากร้านประกันภัย พวกเรายินดีออกค่าใช้จ่ายส่วนนี้กันไปก่อน
ผู้ดูแลร้านประกันภัยได้ยินความต้องการนี้ก็คิดว่าเป็นเรื่องดี รีบไปแจ้งหวังทง กลับถูกหวังทงตำหนิยกใหญ่ จุดประสงค์การก่อตั้งร้านประกันภัยก็เพื่อเป็นรากฐานให้ทั้งเทียนจิน หากถนนใหญ่สร้างเสร็จ ในเวลาสั้นๆ นี้ก็คงเป็นเส้นทางสำหรับพ่อค้าไม้ใช้กันโดยเฉพาะ ตอนนั้นเก็บเงินก็ได้ หากให้พ่อค้าไม้พวกนั้นสร้าง สองข้างทางเกิดรุ่งเรืองขึ้น ถนนนี้จะคิดอย่างไร ใช่ว่าจะเป็นปัญหายุ่งยากของทุกคนหรอกหรือ
เจ้าพนักงานร้านประกันภัยที่ถูกกสั่งสอนก็พยักหน้าเห็นด้วย แต่ในใจก็ยังไม่เข้าใจ คิดในใจว่าใต้เท้าหวังท่านก็พูดอะไรในเทียนจินมีผู้ใดกล้าขัด พ่อค้าไม้พวกนั้นถึงตอนนั้นไหนเลยจะกล้าครอบครองถนน ย่อมต้องยอมมอบให้แต่โดยดี……
การก่อสร้างถนน การปรับระดับพื้นดินและแผนการต่าง ๆ เช่นว่าทำอย่างไร ใช้แรงงานเท่าไร ใช้เงินเท่าไร ยังต้องคิด รายได้ที่คาดการณ์เท่าไร ทุกอย่างก็ต้องจดให้ละเอียด จากนั้นก็แกะแบบพิมพ์ออกมา ให้หุ้นส่วนที่มีหุ้นเกินหนึ่งหมื่นตำลึงได้รับสำเนาไปคนละชุด
โถงใหญ่ของร้านประกันภัยก็ต้องมีสำเนาไว้สองสามชุด หุ้นส่วนก็สามารถมาพลิกดูได้ตอลดเวลา หากมีคำถามสงสัย ก็สามารถไปดูที่ก่อสร้าง ไปตรวจที่บัญชีได้
ทุกอย่างล้วนเปิดเผยโปร่งใส แม้ว่าลูกน้องหวังทงจะไม่เข้าใจนัก คิดว่าเจ้านายทำงาน ไยต้องให้คนมากมายรู้ด้วย แต่หวังทงก็ยังคงยืนยัน ทุกคนได้แต่ทำตาม บรรดำผู้ถือหุ้นที่เดิมยังมีคำถามสงสัยนี่นั่นอยู่ในใจพอได้อ่านแล้วก็วางใจ
ร้านหลูไห่นอกจากเป็นหุ้นอันดับสองรองจากร้านสามธาราแล้ว พวกเขาก็ได้รับเอกสารแจกแจงก่อนรายแรก พอได้รับรายละเอียด คนของร้านหลูไห่ที่เดิมพากันอพยพไปอยู่บนเรือก็เริ่มขนของกลับมาอยู่ร้าน ราวกับว่าจิตใจค่อยๆ สงบลงแล้ว
ตามสายรายงาน ร้านหลูไห่ตอนปลายเดือนแปดถึงเดือนเก้ามีการติดต่อกับพ่อค้าเมืองหลวงที่ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใด สินค้าทางใต้ลอตใหญ่จ้างเรือส่งไปเมืองหลวง
**************
“ทูลฝ่าบาท การเก็บภาษีที่ดินเป็นรากฐานแผ่นดิน ภาษีอื่นๆ ก็ไม่อาจละเลย เก็บน้อยไปแม้เพียงแดงเดียวก็ส่งผลร้ายต่อประเทศชาติ แต่ละมณฑลล้วนมีภาษีกำหนดชัด ทว่าแต่ละพื้นที่กลับไม่เก็บหรือเก็บน้อยลงเพื่อให้มีชื่อเสียงว่าทรงคุณธรรม เช่นนี้ประเทศเสียหาย กระหม่อมคิดว่าควรมีข้อกำหนด ทุกปีภาษีหากไม่ถึงแปดส่วนต้องถูกรายงาน หากเกินแปดส่วนไม่ถึงเก้าส่วนก็ไม่มีประสิทธิภาพ หากสามปีเป็นเช่นนี้ ก็จะไม่มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายหมุนเวียน ฝ่าบาททรงเห็นเช่นไรพะยะค่ะ?”
ทุกวันเว้นสองวัน จางจวีเจิ้งจะต้องมาถวายการสอนแก่ฮ่องเต้ว่านลี่ หนึ่งเป็นโอรสสวรรค์ หนึ่งเป็นมหาอำมาตย์ ยามศึกษาย่อมต้องกล่าวถึงการเมืองการปกครอง
มหาอำมาตย์มีอำนาจ ความเห็นต่อการบริหารแผ่นดิน หากโอรสสวรรค์ยอม ก็ย่อมสามารถเป็นราชโองการต่อไป ได้ฟังจางจวีเจิ้งกล่าวเช่นนี้ ฮ่องเต้ว่านลี่ก็ทรงตกตะลึงอยู่บ้าง
เมื่อก่อนมหาอำมาตย์จางจวีเจิ้งมักจะกล่าวว่า ภาษีใต้หล้ามีข้อกำหนด ตรวจให้ละเอียดห้ามบกพร่อง อย่าถูกคนชั่วบังตา แต่ไรมาก็จัดการแต่ภาษีที่ดิน เหตุใดวันนี้จึงมายุ่งกับภาษีอื่น
ทว่าฮ่องเต้ว่านลี่ก็ตั้งพระสติได้เร็ว สำนักรักษาความสงบระยะนี้มีรายงานมาว่า คนใกล้ชิดท่านจางล้วนรู้ว่า ตอนนี้ท่านจางใส่ใจเทียนจินในทุกเรื่องอย่างมาก กรมอากรที่เทียนจินและศาลชิงจวินที่เทียนจินก็จะมีรายงานมาเป็นระยะ
รายงานไม่ใช่เรื่องโจมตีขุนนาง แต่บรรยายสภาพการค้าที่เทียนจิน ตอนนี้เทียนจินส่งเงินเข้าวังหลวงมาทุกเดือน เดือนละหนึ่งแสนหรือหนึ่งแสนสองหมื่นตำลึง หนึ่งปีหนึ่งล้านสองแสนตำลึงหรือมากกว่านั้น เทียนจินยังต้องควบคุมเลี้ยงดูคนจำนวนเกือบหมื่นคน ยังต้องทำงานก่อสร้างรากฐาน นอกจากพวกขุนนางที่พูดมั่วไปเรื่อยแล้ว ประชาไม่มีคำบ่นอันใด เทียนจินยังเจริญรุ่งเรืองอย่างน่าตกใจ และความเจริญนี้ยังจะไม่หยุดแค่นี้
ด้วยความรับรู้ที่ฉับไวของจางจวีเจิ้ง ย่อมรู้ว่าบรรดาขุนนางและชนชั้นสูงในเมืองหลวงต่างหอบเงินไปเงินทุนทำการค้าที่เทียนจินกันไม่น้อย ในนี้ก็ย่อมมีพวกคนเลวที่ยังคงว่าร้ายเทียนจิน ประชาไร้ความสงบสุขอะไรพวกนี้อยู่ด้วย
ความเจริญรุ่งเรืองของเทียนจินนี้ จากฐานะที่ตนเองเคยลำบากเรื่องท้องพระคลังว่างเปล่ามาตั้งแต่ปลายสมัยฮ่องเต้เจียจิ้ง ทั้งวันต้องหาทางเติมเงินท้องพระคลัง จางจวีเจิ้งจะไม่สนใจได้อย่างไร จะไม่เรียนรู้ได้อย่างไร
การตรวจสอบการเก็บภาษีท้องที่ของขุนนางท้องที่อย่างเข้มงวด บางทีอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ฮ่องเต้ว่านลี่ได้ยินจางจวีเจิ้งกล่าวเช่นนี้ก็เงียบไปนาน ก่อนจะเอียงพระพักตร์ไปทอดพระเนตรจางเฉิง ตรัสว่า
“ท่านจาง แผนนี้ดีมาก ก็ให้ผ่านสำนักส่วนพระองค์มาลงชาดประกาศใต้หล้าได้เลย!”
“ทรงพระปรีชายิ่งแล้ว!”
จางจวีเจิ้งรีบถวายบังคม แม้ว่าเป็นเพียงรูปแบบ แต่ขุนนางอย่างไรก็ต้องมีธรรมเนียม ไม่เช่นนั้นก็จะมีผู้เอาไปเป็นเรื่องโจมตีได้
ฮ่องเต้ว่านลี่แย้มสรวลพยักพระพักตร์เห็นชอบ คิดถึงตอนซุนไห่อยู่ ไม่ทรงสนใจเทียนจิน ในวังนอกวังจึงหาโอกาสรวมตัวไปจัดการ จากรายงานของสำนักรักษาความสงบ ในวังนอกวังร่วมมือกัน ท่านจางกล่าวเพียงว่า ‘ดำเนินการสอบอย่างยุติธรรม’
คำว่า ‘ยุติธรรม’ นี้ไม่ธรรมดา คณะตรวจสอบมักจะพยายามหาเปลือกไข่ที่ตกหล่นในชามไข่ให้ได้ ไม่มีก็จะหาให้มี แต่คำว่า ‘ยุติธรรม’ เท่ากับว่าให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมเนียมปกติ
คณะตรวจสอบทยอยกลับมา ท่านจางก็ไม่ได้เอาเรื่องอันใดต่อ หลายเดือนมานี้ ข่าวจากเทียนจินมาน้อยมาก
หากเทียนจินมีจดหมายลับรายงานมาเป็นระยะ ฮ่องเต้ว่านลี่จึงค่อยๆ รับรู้ว่าเทียนจินไม่มีเรื่อง วางพระทัยได้
คิดทะลุไปประเด็นหนึ่ง ฮ่องเต้ว่านลี่ก็อารมณ์ดี จางจวีเจิ้งนำบันทึกอดีตฮ่องเต้เจียจิ้งเตรียมจะสอน ว่านลี่อยู่ๆ ก็พบว่า เมื่อก่อนท่านจางที่ถวายการสอนพระองค์มาตั้งแต่ยังอยู่ในจวนอ๋องอวี้ตอนนี้ชราลงมาก จอนสองข้างเริ่มขาว หน้าผากและหางตามีริ้วรอย
“ฝ่าบาท วันนี้เราจะมาเรียนเรื่องราวในสมัยฮ่องเต้เจียจิ้งจัดการกาวก่ง จั๋วเซิงกับสวีเจีย……”
“ท่านจาง ท่านทุ่มเทถวายงานหนักเพื่อแผ่นดินทุกวัน สูญเสียกำลังวังชาไปไม่น้อย เทียนจินส่งโสมเก่าแก่มาให้เรา ว่ากันว่าบำรุงสุขภาพได้หลายอย่าง จางปั้นปั้น อีกสักครู่ห่อสักสิบต้นให้ท่านจางนำกลับไป”
จางเฉิงอึ้งไปครู่หนี่ง ก่อนจะรีบคำนับรับบัญชา จางจวีเจิ้งรีบถวายคำนับขอบพระทัย ก่อนจะลุกขึ้นยิ้มกล่าวว่า
“คงเป็นเมืองเหลียวโจวกับพ่อค้าเทียนจินมอบให้หวังทงกระมัง!”
ข่าวนี้พวกนี้จางจวีเจิ้งเองก็รู้ไม่น้อย ฮ่องเต้ว่านลี่แย้มสรวลพยักหน้า จางจวีเจิ้งส่ายหน้า ก่อนจะทูลว่า
“ชีจี้กวงเก่งป้องกัน หลี่เฉิงเหลียงเก่งโจมตี พื้นที่เมืองจี้โจวที่คอยป้องเมืองหลวง ต้องการคนรอบคอบคอยระวังป้องกัน รอบเมืองเหลียวโจวมีพวกนอกด่านคิดไม่ซื่ออยู่มาก หากยามไม่มีภัย ก็แค่เตรียมการอยู่เสมอไม่ให้ขาด ดังนั้นหลี่เฉิงเหลียงจึงไม่ได้สร้างความดีความชอบบ่อยนัก นานวันเข้าก็คงเบื่อ ความคิดในเรื่องเงินทองก็เริ่มมากกว่าความคิดจะฝึกกองกำลัง”
เขาถอนหายใจกล่าวต่อว่า
“แต่ว่าในมือมีทหารส่วนตัวในครอบครัวเกือบหมื่น ในนั้นมีเก่งกาจราวสามพัน ทหารเก่งกาจเช่นนี้รักษาความสงบให้เมืองเหลียวโจวมาได้สี่สิบปี ตามใจเขาแล้วกัน”
ได้ยินคำว่า ทหารส่วนตัว ฮ่องเต้ว่านลี่ก็รู้สึกไม่สบายพระทัย แต่เรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำกันมานานแล้ว ก็เป็นเรื่องที่ทำอันใดไม่ได้ ไม่อาจกล่าวอันใดได้ จางจวีเจิ้งจึงได้เปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“เฉินหลินที่กวางตุ้งโดนถวายฎีกามา ทรงทอดพระเนตรแล้วหรือยังพะยะค่ะ เฉินหลินเข้าจัดการมาเก๊ากวาดช่างและเครื่องมือของพวกต่างชาติออกจนหมด แม้แต่เรือของพวกนั้นก็ยึดไว้สองลำ นี่เหมือนบอกว่าราชวงศ์หมิงเราไม่มีเรือไม่มีช่างงั้นหรือ เหมือนว่าขายหน้าพวกต่างชาติ……”
