Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 442

ตอนที่ 442 ชัยชนะนำมาซึ่งความยากลำบาก พ่ายแพ้นำมาซึ่งความสุขสงบ

ยามนี้เริ่มอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย แต่ในห้องก็ยังต้องก่อไฟให้ความอบอุ่นอยู่ พวกตระกูลเล็กๆ ก็มักจะจุดกระถางไฟในห้อง หากพวกตระกูลมีเงินก็มักจะมีกระถางไฟหรือไม่ก็ก่อไฟให้ความอุ่นใต้ที่นั่ง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ส่งผลให้มีควันกำจายในห้องเช่นกัน ทำให้คนที่อยู่ในห้องรู้สึกไม่ค่อยสบายนัก

หวังทงแต่เล็กก็ไม่ชินกับการกระทำเช่นนี้ หลายปีนี้ค่อยๆ ปรับตัวได้ เขาลุกขึ้นเดินไปยังเรือนจัดเลี้ยงข้างๆ พร้อมกับหม่าฟาง ตลอดทางเดินพบกว่าในห้องไม่มีควันไฟแม้แต่น้อย

“ไม่มีควันไฟ แต่กลับอบอุ่นราวกับฤดูใบไม้ผลิ ไม่ทราบว่าใต้เท้าหม่าจัดการอย่างไรให้ในจวนอบอุ่นได้เช่นนี้!”

พอหวังทงถาม หม่าฟางและหม่าหลินต่างก็หันมามอง แม้แต่คนรับใช้สาวใช้ก็มองมาอย่างแปลกใจเช่นกัน แม้แต่คนรับใช้ยังมีสายตาเช่นนี้ได้ ก็น่าจะแค่เพราะว่าแสดงถึงความยากจนไม่เคยผ่านสังคมชั้นสูงมามากเท่านั้น

หากสถานะทุกคนก็เห็นกันอยู่ หม่าฟางย่อมไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองเช่นนี้ หากยิ้มกล่าวว่า

“ที่จวนนี้มีมังกรพิภพ ข้าอายุมากแล้ว กลัวความหนาว ดังนั้นจึงได้สร้างไว้”

ที่เรียกว่ามังกรพิภพ หวังทงก็พอรู้ว่าคืออะไร ตระกูลร่ำรวยในเมืองหลวงต่างก็ขุดท่อใต้ดินไว้ใต้จวนเพื่อไว้ก่อไฟในฤดูหนาว ความร้อนจะมาตามท่อ การก่อไฟใต้พื้น มวลความร้อนเบากว่ามวลความหนาว ก็จะลอยตัวขึ้น ทำให้ทั้งจวนร้อนขึ้นได้

เพียงแต่มังกรพิภพนี้เปลืองฟืนมากอย่างที่สุด ในเมืองหลวงพวกคหบดีทั่วไปจ่ายไม่ไหว บางคนก็ใช่ว่าจะใช้ได้ทุกวัน หวังทงยังจำได้ว่าเฉินซือเป่าเคยเล่าให้ตนฟังว่า หากหากำไรที่เทียนจินได้กองโต กลับเมืองหลวงก็จะเผามังกรพิภพทุกวัน ตระกูลเซียงเฉิงป๋อยังเช่นนี้ นับประสาอันใดกับตระกูลอื่น แม้แต่ในวัง ก็ต้องพวกห้องอุ่นบางแห่งที่จะมีมังกรพิภพ ออกจากห้องก็ต้องคลุมด้วยขนสัตว์ป้องกันความหนาว จวนตระกูลหม่านี้ถึงกับแม้แต่ระเบียงทางเดินก็ยังมีมังกรพิภพ แต่ละลานกว้างเชื่อมถึงกัน ไม่รู้สึกถึงไอหนาวแม้แต่น้อย

หวังทงแอบกดเท้าลงกับพื้น เขามาภาคเหนือแล้วก็ใส่แต่รองเท้าหนังหุ้มพื้นหนา มิน่าไม่รู้สึกว่าพื้นอุ่น ตั้งแต่ห้องรับรองไปห้องอาหารก็เดินราว 30 ก้าว คนอื่นๆ ก็แล้วไป หม่าฟางกลับมีสาวใช้สองนางซ้ายขวาคอยประคอง หวังทงสังเกตว่าหม่าฟางก็เดินได้มั่นคงดีอยู่ ร่างกายก็สมดุลดี ไม่จำเป็นต้องให้คนคอยประคองแต่อย่างใด การวางตัวเช่นนี้ ก็ย่อมต้องการแสดงถึงความสูงส่งของเขาเอง ให้แค่รู้สึกสถานะสูงส่งเท่านั้น

สาวใช้หน้าประตูสองคนเห็นแขกและนายมาถึง ก็รีบคำนับเปิดม่านออก ต้องบอกเลยว่า พอมาที่จวนแม่ทัพใหญ่ ได้เห็นสาวใช้รูปร่างอรชร จะบอกว่างดงามก็ไม่เกินไป แต่แต่งหน้าหนาไปหน่อย แบบเสื้อผ้าก็หรูหราไปหน่อย สาวใช้ระดับล่างในจวนเหมือนจะแต่งตัวกันเช่นนี้ หวังทงไม่เคยเข้าไปในจวนตระกูลใหญ่ แต่ก็พอรู้ว่าการแต่งกายเช่นนี้เรียกได้ว่าฉูดฉาดเกินไป หอฉินก่วนเป็นสถานบันเทิง หญิงสาวในนั้นยังดูเรียบกว่านี้

ยังไม่ทันถึงเข้าไปในห้อง ก็มีกลิ่นหอมกรุ่นกระทบสัมผัส กลิ่นนี้เป็นกลิ่นหอมของดอกเหมย แต่ก็มีกลิ่นสุราผสมหลายส่วน ทำให้รู้สึกผ่อนคลายยิ่ง

พอเข้าไปในห้อง ก็เห็นกิ่งเหมยหลายก้านปักอยู่ในถังไม้ใหญ่วางอยู่สี่มุมของห้อง คิดแล้วก็น่าจะย้ายมาจากข้างนอกเพื่อจัดงานเลี้ยง

เครื่องใช้สำหรับทำนอาหารบนโต๊ะกลมล้วนทำจากเงินแท้ แผ่นหนาสี่เหลี่ยมราวสองนิ้วรองอยู่ด้านล่าง ด้านบนเป็นจานกลม บนจานกลมมีฝาปิด พวกหวังทงเข้าไปในห้อง คนรับใช้ก็รีบเข้ามาเปิดฝาครอบออก

อาหารรสเลิศและอุปกรณ์เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารงดงามไม่ต้องพูดถึง หวังทงหวังจะได้กินอะไรที่เป็นของพื้นเมืองในพื้นที่ตอนเหนือ แต่งานเลี้ยงตระกูลลี่ก็จัดเลี้ยงแบบหอสุราในเมืองหลวง ที่ตระกูลหม่านี้ยังคงเหมือนกัน เพียงแค่มีของล้ำค่าหายากเพิ่มมาสองสามอย่างและอุปกรณ์การกินที่หรูหราราคาแพงกว่าเท่านั้น เหมือนกับที่เคยได้กินที่หอฝูโซ่วตรอกหนิวหม่า

“อ้อ ใต้ถาดเงินนี้น่าจะเป็นที่จุดไฟเผาสุรากระมัง มิน่าตอนนี้จึงยังร้อนอยู่”

“ไช่กงกงช่างมีความรู้ ข้าได้ยินว่าจวนเว่ยกั๋วกงที่หนานจิงก็มีเช่นนี้ เมืองเซวียนฝู่หนาวเหน็บ ให้แขกมารอช่างเสียมารยาทยิ่ง แต่อาหารวางเรียบร้อยก็จะเย็นชืดง่าย จึงได้คิดวิธีนี้ออกมา”

หม่าฟางได้ยินที่ไช่หนานกล่าว ก็ตาเป็นประกาย ยิ้มกล่าวขึ้น สีหน้ายังคงสุภาพ หวังทงยิ้มตาม มิน่านอกจากกลิ่นดอกไม้แล้ว ยังมีกลิ่นสุราด้วย

อุปกรณ์ทำจากเงินนี้แบ่งเป็นสองชั้น ข้างใต้จุดไฟเผาสุราเพื่อรักษาความอุ่นของอาหาร ในยุคนี้เรียกได้ว่าฟุ่มเฟือยจริง เขาอยู่เมืองหลวงและเทียนจินมา ยังไม่เคยได้ยินว่ามีวิธีเช่นนี้ เว่ยกั๋วกงผู้นั้นเป็นตระกูลชนชั้นสูงอันดับหนึ่งของแผ่นดิน หม่าฟางถึงกับเทียบตนกับเขา ช่างกล้าจริง

บรรยากาศในงานเลี้ยงไม่เลว หวังทงคิดจะเล่าให้หม่าหลินฟังเรื่องที่จัดการล่าสังหารพวกมองโกลบนทุ่งหญ้าอย่างไร ทำให้ความคิดเป็นศัตรูของหม่าหลินลดลงไม่น้อย

ความตกใจและชื่นชมในความหรูหราฟุ่มเฟือยของหวังทงและไช่หนานทำให้หม่าฟางรู้สึกยินดีมาก ท่าทีในการรับรองทั้งสองก็เริ่มสนิทสนมมากขึ้น

พอนั่งลงเสร็จ ก็เสิร์ฟออเดิร์ฟเย็น จานกระเบื้องสีแดงชาด ทำเอาไช่หนานจับจ้องจานกระเบื้องเบื้องหน้าไม่กระพริบ สงสัยถามขึ้นว่า

“ใต้เท้าหม่า หากข้าดูไม่ผิด นี่เป็นเครื่องเคลือบเลียนแบบจากเจียงซีที่เพิ่งทำได้เมื่อปีก่อนกระมัง โอ้โห ที่เทียนจินปลายปีกว่าจะมีมา คิดไม่ถึงว่าใต้เท้าหม่ามีใช้แล้ว……”

กล่าวจบ หม่าฟางก็อึ้งไป หากกลับหัวเราะดังลั่นขึ้น หม่าหลินข้างๆ ก็ยิ้มบางๆ ส่ายหน้าเล็กน้อย หม่าฟางหยุดหัวเราะกล่าวว่า

“ไช่กงกง นี่ไม่ใช่ของเลียนแบบ นี่เป็นกระเบื้องเคลือบชั้นดีจากสมัยซ่งเหนือ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า นี่เป็นชิ้นที่ฮ่องเต้ซ่งฮุยจง[1]กับหลี่ซือซือ ใช้มาก่อนด้วย……”

สีหน้าหวังทงยังมีรอยยิ้ม แต่อยู่ๆ ก็รู้สึกอึดอัดอย่างมาก นี่เรียกว่าชายแดนแผ่นดินหมิงหรือ ฟุ่มเฟือยหรูหรา จวนแม่ทัพหม่าแห่งเมืองเซวียนฝู่ จวนรองแม่ทัพลี่ ล้วนแต่หรูหราฟุ่มเฟือยอย่างที่สุด ขุนนางบู๊แต่งตัวแบบบัณฑิต และยังกินใช้กันอย่างดีเช่นนี้ คิดถึงบรรดาพลทหารที่เสื้อผ้าบางขาดวิ่นอยู่บนท้องถนน คิดถึงพลทหารที่ป้อมจางเจียโข่วที่ต้องหวาดหวั่นกับศัตรู และคิดถึงภารกิจในครั้งนี้

หม่าฟางนั่นกลับเล่าเรื่องสำราญของฮ่องเต้ซ่งฮุยจงกับหลี่ซือซือ หวังทงไม่อยากฟังต่อจึงยกจอกสุราขึ้นตัดบทกล่าวว่า

“ก่อนมาเมืองเซวียนฝู่ ตลอดทางได้ยินคนกล่าวกันว่าใต้เท้าหม่าองอาจกล้าหาญ รัชสมัยฮ่องเต้ซื่อจงปีที่ 29 พวกมองโกลรุกรานมา ใต้เท้าหม่ายกทัพรับศึกอย่างกล้าหาญ คนเดียวสังหารพลม้าศัตรูไปร่วมร้อย ความยิ่งใหญ่นี้ ช่างน่าเลื่อมใสยิ่ง”

เรื่องที่หวังทงเล่ามาเป็นเรื่องเล่าของหม่าฟางที่ดังทั่วแผ่นดิน เป็นความดีความชอบใหญ่ จึงได้มีตำแหน่งสูงส่งเช่นในวันนี้ หวังทงยกมากล่าวยามนี้ หม่าฟางก็ย่อมยินดีพองฟูอย่างมาก

แต่ตั้งแต่รัชสมัยหลงชิ่งมาถึงตอนนี้ ผลการรบของหม่าฟางก็แค่มีทหารมองโกลมารุกราน หม่าฟางยกทัพไปรับศึก พวกมองโกลแตกพ่ายกลับไป ไม่มีการสังหารล่าหัวมาอีก และก็ไม่เคยมีอะไรเป็นเรื่องเป็นราวสักอย่าง

พวกมองโกลรุกรานปล้นชิง ได้ของไปหรือไม่ อย่างไรก็ต้องกลับทุ่งหญ้า การรุกและถอยเช่นนี้ สู้จนข้าศึกถอยจริงหรือไม่ ราชสำนักก็ย่อมไม่ส่งคนมาตรวจสอบ ย่อมกล่าวว่าเป็นชัยชนะใหญ่ ประเด็นนี้ หวังทงก็ย่อมไม่กล่าวออกมา

“ตอนนี้ข้ายังหนุ่ม ยังกำลังหนีจากมองโกล กำลังฮึกเหิม ดังนั้นจึงได้บ้าบิ่นเช่นนั้น หลายปีนี้พระบำรมีปกเกล้า โปรดให้ข้าได้ประจำที่นี่ ข้าจึงได้รู้ว่าทุกอย่างให้มั่นคงไว้ก่อน ทุกอย่างสำคัญที่มั่นคง”

หวังทงกับไช่หนานไม่อาจกล่าวอันใดต่อได้ ได้แต่ยิ้มพยักหน้าเท่านั้น เห็นความหรูหราในจวนแล้ว ย่อมไม่อยากล่วงเกิน หม่าหลินเอ่ยขึ้นแทนว่า

“ขอให้ใต้เท้าหวังเล่าเรื่องสังหารศัตรูบนทุ่งหญ้าให้ฟังหน่อย ข้ารู้สึกอยากรู้เรื่องที่ท่านใต้ได้ชัยชนะใหญ่เหนือความคาดหมายครั้งนี้อย่างมาก”

พื้นที่ชายแดน อยากรู้ว่าทำศึกเช่นไร หวังทงย่อมให้ค่าหม่าหลินไม่น้อย จึงได้ยิ้มพยักหน้าเล่าขึ้น

แต่ชัยชนะบนทุ่งหญ้าครานี้ไม่เกี่ยวข้องกับยุทธวิธีรบเท่าไร ก็แค่ตั้งรับการบุก และการปรับแต่งเครื่องมือรบให้ก้าวหน้าเท่านั้น รถใหญ่เป็นกำแพง ปืนใหญ่ยิงไกล จัดการกำลังและความได้เปรียบของพวกมองโกล และทำให้พวกมือธนูมองโกลมลายหายไปไม่น้อย จึงเป็นเหตุให้ได้มาซึ่งชัยชนะใหญ่

อธิบายไปครึ่งชั่วยาม หม่าหลินฟังจนติดใจ แต่ไช่หนานกลับสะกิดหวังทงและส่งสายตาไปยังเจ้าของจวน หม่าฟางกำลังสัปหงกอยู่

หม่าฟางกำลังวังชาดี จากเมืองต้าทงมาเมืองเซวียนฝู่ หลายสิบปีก็รบกับพวกมองโกล ที่หวังทงเล่ามาก็น่าจะสนใจถึงจะถูก ฟังแล้วก็จะน่าสนใจมากกว่าหม่าหลิน หวังทงเองก็เล่าได้สนุก คิดไม่ถึงว่าหม่าฟางจะฟังจนหลับไป……

***************

“ใต้เท้าเรียกพวกเรามาที่จวน เพื่อช่วยแบ่งเบาความกังวลข้าน้อย ข้าน้อยขอขอบคุณ!”

ทุกอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย แต่หวังทงกลับอึดอัด จึงได้เปิดประเด็นขึ้นก่อน หม่าฟางที่สัปหงกอยู่ ยามนี้จึงรู้สึกตัวขึ้น ยิ้มเอ่ยว่า

“อวิ๋นเซิ่งทางนั้นเอาไป 800 ไม่รู้ว่ากองกำลังหู่เวยจะเหลือไว้เองเท่าไร?”

หวังทงได้ยินก็อึ้งไป ความหมายของอีกฝ่ายก็คือเหลือเท่าไรก็เหมาหมด ช่างเป็นพวกละโมบเสียจริง เขานิ่งอยู่พักหนึ่ง หม่าหลินตรงข้ามก็ฝืนยิ้มลุกขึ้นยืน ประสานมือคำนับกล่าวว่า

“ใต้เท้าหวัง ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบาย ขอตัวก่อน ขอใต้เท้าโปรดอภัย”

กล่าวจบก็ผลุนผลันออกไป พอหม่าหลินออกไป หม่าฟางก็ยิ้มอย่างเสียไม่ได้ เอ่ยว่า

“ลูกชายคนนี้ของข้า ฝีมือรบก็พอมี เพียงแต่สมองไม่ค่อยฉลาด ชอบคุยแต่เรื่องคุณธรรมใหญ่อะไรพวกนั้น บอกว่าหัวศัตรูต้องล่ามาเอง หากได้มาง่ายเช่นนี้ ราชสำนักก็ยังต้องการกำลังชายแดนทำอันใด……”

“กองกำลังหู่เวยเหลือไว้ 200”

หวังทงได้แต่ทำเป็นไม่ได้ยินวาจาของหม่าฟางที่เก้กัง เอ่ยตัวเลขออกมา หม่าฟางพยักหน้าเอ่ยว่า

“ที่เหลือก็เป็นของข้าแล้วกระมัง!”

“หัวละ 300 ตำลึง!”

ในเมื่อจวนหม่าฟางร่ำรวยหรูหราเช่นนี้ หวังทงก็ย่อมเรียกตามใจ 1,200 หัว 360,000 ตำลึง นี่เป็นเงินก้อนใหญ่ไม่น้อย หม่าฟางยังคงยิ้มอยู่ กล่าวอย่างนุ่มนวลว่า

“เรื่องนี้ไม่มีปัญหา หากในมือข้ามีก้อนเงินไม่พอจ่ายมากขนาดนี้ในคราเดียว……”

———————-

[1] ฮ่องเต้องค์ที่ 8 ในราชวงศ์ซ่งกับหลี่ซือซือนางคณิกามีชื่อ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!