Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 443

ตอนที่ 443 การค้าชายแดน กลับเมืองซุ่นเทียน

“ทุกท่าน ม้า 500 ตัวนี้กองกำลังเราต้องเก็บไว้ใช้งาน ทุกท่านมาสายแล้ว แต่ทุกท่านหากต้องการ เดือนห้าก็มาที่เมืองเซวียนฝู่หรือป้อมจางเจียโข่ว ถึงตอนนั้นคงเปิดการค้ากับเทียนจินแล้ว จะมีส่วนลดให้ทุกท่าน”

กองกำลังหู่เวยออกจากเมืองเซวียนฝู่ได้สองวันแล้ว สัตว์จำนวนมากที่นำมาด้วยก็ขายที่เมืองเซวียนฝู่ไปไม่น้อย ม้าที่เหลือก็เพื่อใช้เองในกองกำลัง

คัดเลือกม้าที่ยอดเยี่ยมเก็บไว้ ย่อมเป็นม้าดี หม่าซานเปียวจับตาดูแน่นหนาด้วยกลัวว่าจะถูกขายไปอีก แต่คนที่ได้ข่าวช้ากว่าก็ยังตามตื้อไม่ยอมเลิกรา

ในเมื่อเริ่มขายให้ป้อมจางเจียโข่วไปแล้ว ทำไมตอนนี้จึงไม่ขายแล้ว ตอนนี้สัตว์พวกนี้ถือเป็นสินค้าคุณภาพสูง ทุกคนก็ยอมจายให้เพิ่มอีกสองส่วน

กองกำลังหู่เวยระเบียบเข้มงวด แต่กับพวกที่มาทำการค้าอย่างจริงใจนี้ก็จะสุภาพด้วยอย่างมาก ส่งไช่หนานไปออกหน้าเจรจา ให้ทิ้งชื่อไว้ วันหน้าจะได้คบหาสมาคมกัน

ตระกูลหม่าและตระกูลลี่ให้หวังทงมาทั้งหมด 3 แสนตำลึงเงิน ตระกูลลี่ยังมีส่วนหนึ่งจ่ายไม่ไหว จึงเสนอเงื่อนไขให้หวังทง ก็คือให้หวังทงเปิดร้านขายของที่เมืองเซวียนฝู่และให้ร่วมการค้าชายแดน

ราชวงศ์หมิงไม่ต้องการสินค้าจากทุ่งหญ้า แต่ทุ่งหญ้าต้องการสินค้าจากราชวงศ์หมิง การค้าระหว่างกันนับเป็นเรื่องปกติยิ่ง แต่สองฝ่ายเป็นประเทศศัตรูกัน การค้าก็มักจะหยุดชะงักอยู่เสมอด้วยเหตุต่างๆ นานา

ตั้งแต่ปลายสมัยฮ่องเต้เจียจิ้งที่ทำสัญญาสงบศึกกับข่านอานต๋ามา ชายแดนก็มีการค้าต่อเนื่อง แต่การค้าเกลือ เหล็กและสัตว์นั้นล้วนมีข้อบังคับเข้มงวด ไม่อาจค้าขายกันเกินปริมาณที่กำหนด

ข้างบนมีราชโองการ ข้างล่างก็มีแผนรับมือ แม้ว่าตอนรบกับอีกฝ่ายกันอย่างไม่มีใครยอมใคร หากการค้าชายแดนกับพวกบนทุ่งหญ้าก็ไม่เคยขาดตอน

เหตุผลง่ายมาก แม่ทัพชายแดนต้องการรวย ต้องให้ทหารคนสนิทตนรวยกันถ้วนหน้า นอกจากหักเบี้ยหวัดแล้ว แหล่งเงินที่ใหญ่ที่สุดคือการค้าขายกับชนเผ่าบนทุ่งหญ้า สินค้าหมิงส่งไปขายบนทุ่งหญ้าก็จะทำกำไรได้มากกว่าสินค้าจากใต้มาเหนือเสียอีก ถึงกับไม่ด้อยไปกว่าการค้าเกลือและสินค้าทางทะเลอีกด้วย พ่อค้าใหญ่น้อยต่างก็แย่งกันมา แม่ทัพชายแดนก็จะตั้งด่านเก็บเงิน เก็บภาษีนั่นนี่ ถึงกับร่วมวงค้าขายด้วยก็มี

การค้าชายแดนนับเป็นบ่อเงินร่ำรวย และยังเป็นสิทธิพิเศษที่รู้กัน นับประสาอันใดกับยังเป็นชายแดน แม่ทัพชายแดนนับเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในพื้นที่ หากเขาไม่อนุญาต ย่อมไม่อาจเข้ามาทำการค้าได้

หลังจากเทียนจินเปิดทะเล สินค้ามากมายจากทางใต้และมหาสมุทรก็มารวมกันที่นี่ จากนั้นก็ให้เทียนจินเป็นสถานีกระจายไปยังที่ต่างๆ แต่ตอนเหนือสุดก็ถึงแค่เมืองหลวง เมืองจี้โจวกับเมืองเซวียนฝู่แทรกตัวเข้าไปไม่ได้ ได้แต่ค้าขายผ่านพ่อค้าทางนั้น แม้ว่ากำไรจะมากแล้ว แต่ก็มิได้เป็นรูปแบบแลกเปลี่ยนกันและกัน

แต่หลังจากได้รับการอนุญาตจากหม่าฟาง ร้านสามธาราก็สามารถเปิดร้านสาขาที่เมืองเซวียนฝู่ได้ ร้านก็ไม่ต้องให้หวังทงลำบากหาเอง ภาษียังไม่ต้องจ่าย การค้าชายแดนล้วนปลอดภาษีหมด

ร้านที่เปิดขึ้นที่เมืองเซวียนฝู่นี้ ตระกูลหม่ามีหุ้นอยู่สามในห้า สองปีแรกไม่แบ่งเงิน สองปีหลังแบ่งกำไรตามส่วน

1,200 หัว สามร้อยตำลึงต่อหนึ่งหัว 360,000 ตำลึง หม่าฟางให้มาแค่ครึ่งเดียว หนึ่งร้านถูกหักไปตั้งเกือบสองแสนตำลึง เห็นชัดว่าหวังทงเสียเปรียบ

แต่หวังทงเองก็ไม่คิดว่าหัวจะขายได้สักเท่าไรอยู่แล้ว คิดว่า 20-30 ตำลึงเท่านั้น ได้เงินมาเช่นนี้ก็ถือว่าได้เปล่า และยังสามารถเปิดร้านสามธาราในเมืองเซวียนฝู่ได้อีก สินค้าที่รวมอยู่ที่เทียนจินผ่านช่องทางนี้ส่งมาขายที่เซวียนฝู่ อาจจะขายไปถึงบนทุ่งหญ้าด้วยซ้ำ

ก็เท่ากับขยายวงการค้าจากเทียนจินออกมาอีกหนึ่งเท่าตัว หากนับทุ่งหญ้าด้วยแล้ว ตัวเลขคงไม่ใช่แค่นี้ กำไรแสนแปดก็คงได้ ไช่หนายลองคิดคร่าวกับหวังทงตอนกลางคืน ปีแรกก็ได้กำไรกลับมา นี่เป็นกำไรที่ได้มาเปล่าๆ โดยแท้

“ใต้เท้า ข้างหน้าอีกสิบลี้ก็จะเป็นกำแพงเมืองแล้ว!”

หวังทงอยู่บนหลังม้า ทหารติดตามคนหนึ่งควบเข้ามารายงาน หวังทงพยักหน้า ทหารขี่ม้ากลับไปแถวหน้า หวังทงหันไปกล่าวกับไช่หนานบนรถม้าว่า

“นายกองไช่ คืนนี้พวกเราพักที่เขตปกครองเหนือ”

ได้ยินเช่นนี้ ไช่หนานก็ลุกขึ้นยืนบนรถ ป้องมือมองไปที่ไกล ๆ ยิ้มกล่าวว่า

“เดิมไม่คิดว่าเทียนจินเป็นบ้านเกิด จากมาแค่เดือนกว่า ใจก็เริ่มคิดเช่นนี้ ช่างน่าแปลก ช่างน่าแปลกจริง……”

เพราะเป็นพื้นที่ใกล้เมืองหลวง เขตปกครองเหนือกับเมืองเซวียนฝู่จึงยังมีกำแพงอีกชั้น กำแพงเมืองนี้ก็คือด่านทางเข้าหนึ่ง หวังทงมองไปข้างหน้าก็เห็นภาพโครงไกลๆ ของกำแพงเมือง หันกลับมาเอ่ยว่า

“ไม่อยากอยู่เมืองเซวียนฝู่แม้สักนาที รู้สึกที่นั่นน่าเบื่อ แม่ทัพเช่นนั้น ขุนพลเช่นนั้น ชายแดนเช่นนั้น ช่าง……”

หวังทงกล่าวขึ้น รู้ว่าบางวาจาไม่อาจกล่าวกระจ่างนัก ได้แต่ถ่มน้ำลายลงพื้น ชายแดนทั้งเก้าแห่ง ทุกปีใช้เงินงบประมาณไปเกือบสิบล้าน เป็นภาระใหญ่ของกองคลังหมิง ใช้จ่ายมากมายเพียงนี้ กลับได้พวกไม่กล้าออกรบ ‘พวกมากประสบการณ์ทำการใดก็ไม่กล้าเสี่ยง’ มีแม่ทัพที่แม้หัวยังใช้เงินซื้อมา ทหารชายแดนไม่กล้าออกรบกับพวกมองโกล ต้องการพวกเขาไว้อีกทำไมกัน

หม่าฟางซื้อขายหัวเสร็จ ก็พูดถึงร่วมเปิดร้าน อำนวยความสะดวกให้ มีมาตรการงดภาษีนี่นั่น คิดไม่ถึงว่าแม่ทัพใหญ่กลับเชี่ยวชาญการค้าเช่นนี้ ดูออกว่าแม่ทัพหม่าได้จับตาดูความรุ่งเรืองที่เทียนจินมานานแล้ว ย่อมมีร้านค้าที่เทียนจินเช่นกัน

ตอนมาเมืองเซวียนฝู่แรกๆ รองแม่ทัพลี่อวิ๋นเซิ่งก็เช่นกัน พวกเขาเป็นแม่ทัพชายแดนหมิงหรือเป็นพ่อค้ารู้หลักการค้ากันแน่ นี่ก็ช่างยากจะตัดสินเหลือเกิน แต่หวังทงก็รู้ว่า แม่ทัพพวกนี้รบไม่เป็น ทุกวันคิดแต่หาเงินหาทอง สถานะร่ำรวย ผู้ใดคิดจะออกรบสละเลือดเนื้อเพื่อแผ่นดินกันเล่า

“หลีจื่อ พวกเราวันหน้าทุกปีออกมาตัดหัวบนทุ่งหญ้าดีกว่า จากนั้นก็ขายให้ตระกูลเจ้า พวกเราก็จะได้ชุดเกราะชั้นดีทั้งชุด……”

“หลี่หู่โถวเจ้าพอทีได้ไหม เมืองเซวียนฝู่ก็อย่างนี้ทั้งนั้น ตระกูลข้าซื้อ แม่ทัพหม่าก็ซื้อด้วยไม่ใช่หรือ แม่ทัพหม่ายังซื้อไปตั้งเยอะ ทหารทั้งระดับขุนพล ระดับจู่โจม ระดับป้องกันต่างก็มีกัน ทุกคนผู้ใดบ้างไม่อยากขอแบ่งปันบ้าง”

“……ถุย ถุย เมืองเซวียนฝู่เจ้า……”

“ข้าเองก็แสดงฝีมือล่าสังหารบนทุ่งหญ้ามา ยังจับอาวุธรบแนวหน้ามา เผชิญกับการหลั่งเลือดมา พูดอีก พูดอีกข้าจะลงมือกับเจ้าแล้ว……”

“ชิชะ ประลองกันดู ใครกลัวเจ้า……”

“พอได้แล้ว อย่ามัวหาเรื่องกัน ใต้เท้าอยู่ข้างหน้า ตลอดทางมา ทุกคนล้วนอยู่ในกฎระเบียบ มีแต่พวกเราที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว”

บทสนทนาของหวังทงกับไช่หนานถูกเสียงเอะอะทำให้หยุดชะงักลง หวังทงกันมายิ้มมอง ลี่เทาหน้าแดงก่ำ หลี่หู่โถวยังคงหยอกเย้าไม่หยุด ซุนซิงจึงได้ออกมาไกล่เกลี่ย ทำให้หวังทงอารมณ์ดีไม่น้อย เอ่ยว่า

“ซุนซิงเป็นผู้ใหญ่ หลายวันนี้อึดอัดยิ่ง เห็นพวกหู่โถวแล้วก็รู้สึกดีขึ้น”

ถานเจียงเงียบมาตลอด ยามนี้เอ่ยแทรกขึ้น

“นายท่าน พวกชายแดน นอกจากแม่ทัพชีแล้ว ส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนี้ เมืองเซวียนฝู่นับว่าไม่เอิกเกริกมากแล้ว หม่าหลินมีชื่อเสียงกล้าหาญมานาน ว่ากันว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนพลที่ปรึกษาประจำเมืองต้าถงแล้ว นายท่านเคยพบเขา เห็นเช่นไร?”

หวังทงส่ายหน้ากล่าวว่า

“ตอนส่งมอบเงิน หม่าหลินนำคนมาส่งมอบเอง ก็ได้คุยกันอยู่ หม่าหลินแม้ว่าชอบว่าทำงแบบบัณฑิต แต่การรบชนะอย่างไรก็สนใจไม่น้อย แต่พอพูดถึงราคารถใหญ่กับปืนใหญ่เรา กลับส่ายหน้าบอกว่าไม่มีเงินสร้าง สามารถถามถึง แต่ก็มีข้อจำกัด”

หลายคนข้างๆ มองมา หวังทงแค่นยิ้มกล่าวว่า

“จวนตระกูลหม่าใหญ่ราวกับวังอ๋อง หากคายเงินออกมาสักหน่อย รถใหญ่ ปืนไฟ ไหนเลยทำไม่ได้ ไม่ยินยอมอมเงินน้อยลง แต่ต้องการผลงาน ใต้หล้ามีเรื่องสมปรารถนาเช่นนี้ที่ไหนกัน”

กล่าวถึงตรงนี้ ไช่หนานข้างๆ ก็ยิ้มเอ่ยว่า

“ที่นั่นนับได้ว่าระดับอ๋อง เป็นพวกหรูหราระเบิดเทิดเทิง สาวใช้ในบ้านแต่งกายกันราวกับหญิงหอฉินก่วน งานเลี้ยงใช้จ่ายไม่น้อย อาหารเรียกน้ำย่อยกลับยกขึ้นโต๊ะหลังสุด และยังใช้เครื่องกระเบื้องโบราณสีสันฉูดฉาด อาหารเรียกน้ำย่อยตามธรรมเนียมต้องกระเบื้องขาวแสดงความบริสุทธิ์ ธรรมเนียมนี้พวกเขาไหนเลยจะไม่รู้ ยังให้คนคอยประคอง พวกเราตอนนั้นคิดอยากหัวเราะออกมา นิสัยนี้หากเป็นเมื่อห้าปีก่อนคงได้โชคร้ายไปแล้ว……”

ไช่หนานอายุยังน้อย อยู่ในวังได้กินได้เห็นมา วาจากระทบกระเทียบนี้คงอัดอั้นในใจมาหลายวันแล้ว วันนี้เอ่ยถึง ก็ราวกับถั่วในกระบอกไม้ไผ่ไหลทะลักออกมาหมด

“หรูหราระเบิดเทิดเทิงจริง เป็นถึงแม่ทัพใหญ่กลับเอาแต่เสพสุข ไม่ออกไปนำกำลังฝึกทหาร ยังเลียนแบบพวกชนชั้นสูง เลียนแบบอย่างไม่รู้จักแยกแยะ ช่างน่าขันเสียจริง”

ได้ยินคำวิพากษ์วิจารณ์ไช่หนาน ทุกคนก็หัวเราะดัง กล่าวถึงตระกูลหม่าทำให้หวังทงนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ เอ่ยว่า

“พูดกันมามากมายนี่ ตระกูลหม่าอย่างไรก็เป็นผู้ร่วมทุนการค้ากับเราตอนนี้ หม่าอวิ๋นให้พวกเรานำผงฟูมาสองคันรถ ต้องดูแลให้ดี อย่าให้เกิดเหตุผิดพลาด อย่างไรเสบียงเลี้ยงสัตว์เราก็ได้มาจากตระกูลหม่า”

ตอนนี้รถใหญ่กองกำลังหู่เวยเต็มไปด้วยเสบียงเลี้ยงสัตว์ หม่าฟางนำออกจากคลังเสบียงมามอบให้ ตอนหวังทงออกจากจวนตระกูลหม่า หม่าอวิ๋นที่เป็นพ่อบ้านก็แอบมาขอร้องหวังทงเรื่องหนึ่ง

ว่ามีการค้าตนเองเล็กๆ อันหนึ่งขอให้หวังทงช่วยดูแล ในจวนหม่าอวิ๋นอายุมากกว่าใคร เป็นคนสนิทหม่าฟาง หวังก็ย่อมยินดีช่วยเหลือ หม่าอวิ๋นจัดเด็กหนุ่มรับใช้ตามมาด้วยสองคน สินค้าทำเอาหวังทงรู้สึกแปลกใจ เป็นรถขนผงฟูสองคัน ผงฟูนี่หวังทงรู้จักไม่มาก ก็คิดแค่ว่าใช้ในครัว ของแบบนี้จะขายได้เท่าไรกัน หวังทงไม่เข้าใจจริงๆ

**************

“ข้าบอกทุกคนไว้เรื่องหนึ่ง การออกนอกด่านมาครั้งนี้ กองกำลังหู่เวยเราได้พบกับการจู่โจมจากพวกมองโกลเล็กน้อย ทุกคนสู้ไม่ถอย ตัดหัวมาได้ 200 เข้าใจไหม?”

พอเข้าเมืองซุ่นเทียน ริมแม้น้ำตั้งค่าย หวังทงก็เรียกหัวหน้าค่ายทุกคนมา ออกคำสั่งอย่างเคร่งเครียดจริงจัง

ตัดหัวมา 200 ทุกคนรู้สึกงง หลายพันนี่นา ทำไมเปลี่ยนเป็นจำนวนแค่นี้ หวังทงดูทุกคนสงสัย จึงตะโกนดังขึ้นอีกว่า

“รางวัลพิเศษย่อมนับจากความชอบจริง ข้ายังเติมให้ด้วย แต่กับคนนอกต้องบอกเหมือนกันว่า 200 ทุกคนแจ้งให้พลทหารทราบทุกคน ใครกล่าวผิดไปจากนี้ ลงโทษทางวินัย!!”

ได้ยินเสียงเข้มงวดของหวังทง ทุกคนรีบรับคำอย่างหนักแน่น กลับค่ายตนเองไป หวัทงตะโกนเรียกหลี่หู่โถวมาสั่งว่า

“พรุ่งนี้เจ้าขี่ม้าเร็วไปเมืองหลวง ช่วยข้านัดพบจางเฉิงกงกง”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!