Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 573

ตอนที่ 573 ปีที่ 9 ในรัชสมัยว่านลี่กำลังผ่านพ้นไป

อำเภอเซียงเหอในยามใกล้เดือนสิบสองมีเรื่องกันทั้งวัน คนในเมืองนอกเมืองก็ล้วนสับสน ไม่รู้ว่าเกิดเหตุอันใดกัน

พวกสายข่าวดีก็เริ่มออกหาข่าว ว่ากันว่าอำเภอเซียงเหอมีโจรซ่อนตัว สำนักองครักษ์เสื้อแพรเทียนจินกับทางการจึงมาจับกุม

สุดท้ายจับโจรได้หรือไม่ เรื่องนี้ทุกคนไม่รู้ชัด รู้แต่ก่อนฟ้ามืด องครักษ์เสื้อแพรเทียนจินก็นำรถคุกสองคันออกจากอำเภอไป รถคุกในนั้นคืออันใด ไม่มีผู้ใดรู้ เพราะปิดมิดด้วยผ้าดำ มองไม่เห็นด้านใน

เดือนสิบเอ็ดในเมืองเทียนจิน ณ จวนแห่งหนึ่งมีคนเข้าพัก ว่ากันว่าเจ้าของจวนเป็นพ่อค้าผ้าไหมจากต่างเมือง มักเดินทางอยู่นอกเมืองค้าขายไปทั่ว

************

เมิ่งซื่อเต๋อหัวหน้าโรงต่อเรือเทียนจินตอนนี้วันทั้งวันกลับยุ่งมาก เช้ามาต้องไปดูที่ท่าเรือสักหน่อย บางทีตื่นมากลางดึก ก็ยังต้องจุดตะเกียงออกไปดูสักรอบหนึ่ง

ฤดูหนาวอากาศหนาวมาก เทียนจินติดทะเล น้ำเป็นน้ำแข็งไปหมด น้ำแข็งในทะเลก่อตัวนำนวัน ไม่ว่าไม้แข็งและดีเพียงใดก็ย่อมถูกน้ำแข็งอัดทับ อาจทำให้แตกเสียหายได้ ดังนั้นต้องขุดน้ำแข็งออก รักษาตัวเรือไว้

ช่างหลายร้อยในโรงต่อเรือผลัดเวรกันเฝ้า บนเรือยังจ้างคนมาช่วยเฝ้าก็เพื่อรักษาเรือเอาไว้

นอกจากงานยุ่งแล้ว พอย่างเข้าเดือนสิบสอง อยู่ๆ ก็มีช่างต่อเรือร้อยกว่าคนมาจากซานตง จะมาทำงานที่โรงต่อเรือ และตั้งรกรากที่เทียนจิน

ช่างโรงต่อเรือเทียนจินส่วนใหญ่มาจากเมืองเติงโจวและไหลโจวที่ซานตง สองเมืองนี้เกี่ยวสัมพันธ์กันไม่น้อย เมิ่งซื่อเต่อย่อมรู้จักพวกเขาในนี้หลายคน เป็นคนทำงานให้กับราชาไตรธาราเสิ่นหวั่ง ได้เงินทองมากมายไม่ว่า หากอย่างไรก็เป็นโจรสลัดมาก่อน หรือว่าโจรสลัดคิดแผนร้าย กว่าจะสร้างงานนี้ขึ้นมาได้ ไม่อาจเปิดช่องให้พวกเขาทำลายได้

รีบไปรายงานหวังทง หวังทงเพียงยิ้มตอบกลับว่า

“วางใจได้ ทุกอย่างข้ารู้นานแล้ว”

ในเมื่อใต้เท้ากล่าวเช่นนี้ เมิ่งซื่อเต๋อก็รีบจัดที่พักให้เรียบร้อยพร้อมหน้าที่ให้ทำ เดิมงานป้องกันน้ำแข็งในทะเลก็ลำบากแล้ว มีอันนี้อีกก็ยิ่งลำบาก

แต่ช่างชำนาญการมากขึ้น และปีหน้ำทางเหลียวโจวจะส่งไม้ใหญ่ที่สะสมไว้หลายปีมา เมิ่งซื่อเต๋อคำนวณแล้ว ปีหน้าความเร็วในการต่อเรือก็จะยิ่งเร็วขึ้นอีก

*************

ว่ากันว่าพอถึงเดือนสิบสอง สองปีนี้เป็นธรรมเนียมที่ทหารในวังต้องออกซ้อมรบนอกด่าน แต่สำนักอาชาหลวงต่างปิดปากเงียบในเรื่องนี้

ตั้งแต่ฉู่เจ้าเหรินมาจนถึงหลินซูลู่ก็เหมือนจำเรื่องนี้ไม่ได้ ว่ากันว่ามีขันทีผู้หนึ่งนำเรื่องนี้ไปสอบถามจางจิงหัวหน้าขันทีสำนักอาชาหลวง ก็ถูกจางจิงโยนใส่หน้า ด่าไปยกใหญ่

ท่าทีขันทีใหญ่แต่ละคนเช่นนี้ คนอื่นๆ ย่อมไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว กรมหทารทางนั้นก็ทำเป็นไม่รู้เรื่อง ในวังนอกวังทำราวกับไม่เคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้น ผู้อื่นก็ย่อมไม่เอ่ยถึง

กองกำลังในวังทั้งหมด ตั้งแต่ระดับหัวหน้าไปถึงลูกน้อง ย่อมไม่อยากออกนอกด่านไปหนาวในช่วงเดือนสิบสอง เดือนหนึ่ง จึงเป็นเรื่องที่ทำคนล้วนยินดีปรีดา

มีเรื่องล้อกันว่า ทุกคนออกนอกด่านซ้อมรบ ล้วนเป็นการเปิดโอกาสให้กองกำลังหู่เวยแห่งเทียนจินได้สร้างความดีความชอบ แม้ว่าทุกคนพยายามกดตำแหน่งความชอบหวังทงไว้ แต่ก็การฝึกกองกำลังมาหลายปีเช่นนี้ ตามหลักแล้วการได้เลื่อนขึ้น ก็เกรงว่าคงต้องเลื่อนด้วยการมอบบรรดาศักดิ์ให้แล้ว แต่หลายคนไม่อยากเห็นเรื่องเช่นนี้

ไม่กล่าวถึงเรื่องนี้ ปีรัชสมัยว่านลี่ที่ 9 วันที่ 5 เดือนสิบสอง ฮ่องเต้มีราชโองการ เลื่อนตำแหน่งให้นายกองหม่าต้งแห่งเมืองต้าถงเป็นรองแม่ทัพเมืองต้าถง

ขุนพลหม่าต้งไม่ใช่ทหารทั่วไป หากเป็นบุตรชายคนโตของแม่ทัพหม่าฟางแห่งเมืองเซวียนฝู่คนก่อน หม่าฟางเมืองเซวียนฝู่มีชื่อเสียงว่าเป็นแม่ทัพอันดับหนึ่งใต้หล้า บุตรชายคนรองหม่าหลินกำลังดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพที่เหลียวโจว เป็นตระกูลแม่ทัพแท้จริง การเลื่อนตำแหน่งให้หม่าต้งก็ย่อมเป็นไปเพื่อการถ่วงดุลอำนาจ อย่างไรแม่ทัพหลี่หรูซง บุตรชายแม่ทัพหลี่เฉิงเหลียงเมืองเหลียวโจว ตอนนี้ก็ดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองเซวียนฝู่ อำนาจตระกูลหลี่มากเกินไป อย่างไรต้องถ่วงดุลอำนาจไว้บ้าง

คณะเสนาบดีใหญ่และกรมทหารต่างไม่สงสัยในราชโองการนี้ เป็นที่อนุมัติแล้ว สำนักส่วนพระองค์ตีตราชาด ส่งม้าเร็วไปประกาศราชโองการ

พวกขุนนางบัณฑิตมีคำถามเช่นปกติ กล่าวว่ารอบเมืองหลวง ตระกูลหม่าและหลี่เกี่ยวพันยุ่งเหยิง สองตระกูลกุมอำนาจทหารเกือบครึ่ง อันตรายเกินไป ขอให้ทรงไตร่ตรองให้รอบคอบ ทว่าก็ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ตอนนี้ระบบภาษีใหม่แสดงผลแล้ว ทุกคนกำลังคิดว่าจะสรรเสริญท่านจางอย่างไรดี

มีข่าวลือว่า หม่าต้งได้เลื่อนตำแหน่งไปเป็นรองแม่ทัพเมืองต้าถงไปถึงตระกูลหม่าที่เมืองเซวียนฝู่ หม่าฟางเองก็ตกตะลึงอึ้งไป ถึงกับแสดงท่าทางเหมือนไม่รู้มาก่อน

นี่มันผิดปกติ ฮ่องเต้มีราชโองการ ก็เพียงแค่ให้เป็นไปตามขั้นตอน รองแม่ทัพเป็นมือขวาแม่ทัพใหญ่ คนสำคัญอันดับสองชายแดน คนระดับนี้เปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากราชสำนัก เมืองหลวงและพื้นที่ ต้องติดต่อกันหลายครั้ง ตระกูลหม่าควรจะได้ยินมาบ้างถึงจะถูก

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงที่คนส่วนใหญ่คิดว่า การเลื่อนตำแหน่งให้หม่าต้งครั้งนี้ เป็นเพราะหม่าฟางใช้เส้นสายในเมืองหลวงวิ่งเต้นมา เหตุใดจึงต้องทำเป็น ตกตะลึง ด้วย ช่างเหลวไหลสิ้นดี

รองแม่ทัพรับตำแหน่ง จากหลักธรรมเนียมแล้ว คนผู้นั้นต้องไปรับสารแต่งตั้งที่เมืองหลวง ขอบพระทัยฮ่องเต้ ทางเมืองหลวงก็ปล่อยข่าวออกมาว่า หม่าต้งเป็นบุตรชายแม่ทัพหม่าฟาง สร้างความดีความชอบมาหลายรุ่น โอรสสวรรค์ทรงต้องการพระราชทานงานเลี้ยงในวังเพื่อแสดงการรู้สึกขอบพระทัยในความจงรักภักดี

พอข่าวลือนี้ออกมาก็ยิ่งทำให้คนรู้สึกเลื่อมใสหม่าฟาง นายทหารที่อำลาตำแหน่งกลับบ้านเกิดสามารถมีความสามารถเพียงนี้ในราชสำนักได้ ถึงสามารถสร้างเส้นทางวาสนาเงินทองนี้ให้บุตรชายทั้งสองของตนได้ แม้สายข่าวจะว่าหม่าฟางมีท่าทีตกตะลึงในเรื่องนี้ แต่ทุกคนก็ไม่เชื่อ ล้วนคิดว่าเป็นเรื่องไม่จริง

*************

ปลายปี เดือนสิบสอง จางจวีเจิ้งมีความดีความชอบยิ่งใหญ่ ทุกคนล้วนสรรเสริญยกย่อง ยังมีขุนนางออกมากล่าวถึงความซื่อสัตย์ใสสะอาดของเชาด้วยเรื่องที่ไทเฮาทรงขอตำแหน่งให้น้องชาย กลับถูกท่านจางตีกลับไปอย่างไม่เห็นแก่ส่วนตัว ทว่า วันที่ 12 เดือนสิบสอง ในสำนักราชสำนักก็ร่วมกันยื่นฎีกาว่า หลี่เหวินเฉวียน บุตรชายอู่ชิงโหวหลี่เหว่ย จงรักภักดี มีความดีความชอบต่อแผ่นดิน ควรได้รับการแต่งตั้งบรรดาศักดิ์

แม้ว่าออกในนามราชสำนักทั้งมวล แต่คิดว่าคงมีจางจวีเจิ้งอยู่ด้วย ไทเฮาฉือเซิ่งก็มิได้ทรงปฏิเสธอันใด ท่าทีไทเฮาเช่นนี้ ฮ่องเต้ว่านลี่ก็ย่อมต้องมีราชโองการแต่งตั้ง คนอื่นย่อมไม่กล่าววาจามากความ และก็ไม่มีคนคิดหันกลับไปตั้งคำถามอันใดกับท่านจางอีก

ส่วนเรื่องการรบชายแดนเมืองจี้โจวกับเมืองเซวียนฝู่ พวกชีจี้กวงและหลี่หรูซงต้องสังหารพวกมองโกลนับหมื่นถึงได้รับแต่งตั้งบรรดาศักดิ์ ในราชสำนักก็ยังคงวิพากษ์วิจารณ์กันถึงเรื่องนี้ไม่หยุด แต่ไม่มีผู้ใดนำเสนอ

ส่วนการที่หวังทงนำกองกำลังหู่เวยรั้งทัพมองโกลไว้ เป็นกลไกสำคัญแห่งชัยชนะ พวกเขาเองตัดมาได้ 3,000 หัว กลับได้เลื่อนแค่ขั้นเดียว เรื่องนี้ก็ยิ่งไม่มีผู้ใดเอ่ยถึง

เรื่องการรบพวกนี้แม้ว่าคณะเสนาบดีใหญ่มีคนเรียบเรียงขึ้น คนนอกก็ย่อมไม่เสียเงินซื้อหาสักแดงเดียว ไม่มีคนสนใจ ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา

ยามนี้ใกล้ปีใหม่ พวกคหบดีในเมืองหลวงวิพากษ์วิจารณ์กันมากที่สุดก็คือเรื่องสาวงามสยามประเทศสองนางที่หวังไห่เฉวียนขุนนางใหญ่จากกวางตุ้งส่งมาให้ท่านจาง

ว่ากันว่าสาวงามสยามประเทศผิวพรรณดำขำ องค์เองอรชรราวไร้กระดูก แต่เล็กฝึกฝนปรนนิบัติบุรุษมา มีเคล็ดลับมากมาย ช่างอัศจรรย์ไม่อาจเอื้อนเอ่ย

ทุกคนอย่างรู้เรื่องนี้ ถึงกับมีคนจ่ายเงินซื่อคนในจวนท่านจาง สอบถามถึงหน้ำตาสาวงามสยามประเทศ ผลปรากฏว่าข่าวออกมาทำให้คนเพ้อไปกันหมด ว่ากันว่าผิวพรรณไม่ดำขำ หากเป็นสีข้าวสาลี ผิวราวกับน้ำนม ยิ่งทำให้คนวิพากษ์วิจารณ์กันไม่หยุด

ในจวนมหาอำมาตย์จางเป็นแหล่งรวมสาวงามใต้หล้า พวกตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงและตามพื้นที่ต่างๆ ที่สนิทกับท่านจาง มักจะมีธรรมเนียมส่งมอบสาวงาม

ว่ากันว่าจวนท่านจางมีทุกแบบ ยังมีสาวงามจากไท่ซี นี่ก็ยิ่งทำให้ผู้คนเพ้อฝันอยากพบเห็น เสียดายที่ในจวนกว้างใหญ่ราวทะเล ไม่มีวาสนาไม่อาจพานพบ

วิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องพวกนี้ เริ่มต้นยังพูดถึงความงามทั่วไป ไปๆ มาๆ ก็เริ่มวาจาไม่อาจรับฟังได้ ไปถึงขั้นเรื่องในมุ้งที่ไม่อาจรับฟัง ว่ากันว่าท่านจางดูแลงานแผ่นดิน ตรากตรำทำงานหัก จะไปสนในเรื่องในจวนพวกนี้ได้อย่างไร

ยังมีคนที่เข้าใจดีกล่าวว่า พวกมีความสามารถยิ่งใหญ่ย่อมมีความต้องการยิ่งใหญ่ นับประสาอันใดกับท่านจาง ย่อมมีแพทย์มีชื่อในวังปรุงยาให้ ว่ากันว่ากินยาเข้าไป ไม่เพียงแต่ทำให้คนคึกแข็งแรง ยังเสริมกำลังกาย ส่วนยานี้ปรุงอย่างไร ก็เป็นตำรับลับไม่อาจเปิดเผย

ข่าวแพร่ไปอย่างรวดเร็ว ยาที่ท่านจางใช้เป็นยาที่ต้องการแมวน้ำแห้งชั้นหนึ่ง แมวน้ำเป็นสัตว์อันใด หลายคนแม้แต่ชื่อก็เคยได้ยินเพียงแค่ครั้งแรก ล้วนไม่รู้ว่าคืออันใด คนว่างงานไม่รู้จะทำอันใดดีก็ลองเดินไปสอบถามร้านขายยาเล่นๆ ได้ยินคนขายยากล่าวว่า ยานี้บำรุงอย่างมาก และยังต้องออกทะเลไปไกลหลายพันลี้เพื่อค้นหา พวกโจรสลัดก็ก่อกวนมากบนท้องทะเลไปทั่ว ผู้ใดจะออกทะเลเพื่อหาตัวยานี้กัน ตอนนี้บรรดาคหบดีมีเงินใต้หล้าต่างก็ยากจะได้มาซึ่งตัวยานี้

จากเรื่องสาวงามสยามประเทศไปจนถึงแมวน้ำ คนเล่าก็เล่าจนน้ำลายแตกฟอง คนได้ยินก็เบิกตาโตอ้าปากค้าง แท้จริงแล้วเป็นเช่นไร ผู้ใดก็ไม่เคยพบเห็นมาก่อน แต่เรื่องลับๆ ระดับขุนนางชั้นสูงพวกนี้ ทำให้ผู้ใดก็ล้วนสนใจใคร่รู้ เป็นมาช้านานแต่โบราณกาล

ใกล้เดือนหนึ่ง แต่ละแห่งในเมืองหลวงก็ได้ข่าวมาจากกรมปกครองว่า หวังไห่เฉวียนผู้ช่วยผู้ว่ามณฑลกวางตุ้งฝ่ายการเงินสอบได้คะแนนดี รอเดือนหนึ่งในปีรัชสมัยว่านลี่ที่ 10 เดือนหนึ่งบางทีอาจได้ไปรับตำแหน่งผู้ช่วยผู้ว่ามณฑลเจียงซี

กวางตุ้งเป็นชายแดน แต่เจียงซีเป็นมณฑลอันดับหนึ่งในหนึ่งของแผ่นดินหมิงตอนนี้ จากกวางตุ้งไปเจียงซี ระดับคงเดิม แต่แท้จริงแล้วเท่ากับเลื่อนไปถึงสองขั้น ลำดับต่อไปก็น่าจะได้เข้ามานั่งประจำในเมืองหลวงแล้ว

มีเหตุย่อมมีผล ทำให้ข่าวลือยิ่งแพร่สะพัด ไม่มีผู้ใดไม่รู้ แม้แต่เอกสารสำนักรักษาความสงบก็ล้วนมีเรื่องราวพวกนี้อยู่มาก ในวังก็มีข่าวลือกันว่า ฮ่องเต้ว่านลี่ทรงสนพระทัยในเรื่องนี้มาก หากไม่ใช่ว่าหวังไห่เฉวียนส่งสาวงามสยามประเทศมา แต่เป็นเรื่องรูปร่างของสาวงามและประสิทธิภาพของแมวน้ำแห้ง……

หลินซูลู่แห่งสำนักอาชาหลวงในเดือนสิบสองขอลาพักหลายวัน บอกว่าไม่สบายต้องการพักผ่อนเงียบๆ สองสามวันค่อยกลับมาทำงาน นี่เป็นการขอลาหยุดครั้งแรกของหลินซูลู่ มีผู้ไต่ถามอาการกันไม่ขาด นอกจากคนของไทเฮา ฮ่องเต้ เฝิงเป่า และจางเฉิง จางจิงแล้ว คนที่เหลือก็ย่อมถูกปฏิเสธให้เข้าพบถามไถ่อาการอย่างนุ่มนวล

ท่ามกลางกระแสวุ่นวาย ปีรัชสมัยว่านลี่ที่ 9 ก็ผ่านพ้นไป……

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!