ตอนที่ 646 พวกนักเลงกระจอกก็มีประโยชน์
พี่น้องตระกูลอู๋ดีใจที่รอดจากความตายมาได้ ได้ยินหวังทงก็อึ้งไป ยังคิดว่าตนเองฟังผิด
สำนักองครักษ์เสื้อแพรและกองกำลังหู่เวยเทียนจิน มีความดูถูกพวกโจรหัวขโมยและคนในวงการนักเลง จากมุมมองกว้างแล้ว ทุกคนเป็นชาวฝึกยุทธ์ใช้มีดดาบเป็น แต่กำลังฝีมือจริงๆ กลับห่างกันไกลนัก เป็นโจรมาสิบกว่าปีรับมือทหารกองกำลังหู่เวยที่ฝึกไม่กี่เดือนเรียกได้ว่าไม่ได้เปรียบเท่าไร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหากจะต้องมาสู้กันทั้งกอง
ทหารกองกำลังหู่เวยสิบคนหนึ่งกลุ่มสามารถสังหารโจรได้ถึงสองสามเท่า หากทหารกองกำลังหู่เวยร้อยคน รับมือโจรหกร้อยคนได้อย่างสบาย
กำลังที่แตกต่างกันเช่นนี้ แน่นอนย่อมไม่เห็นความสำคัญ อู๋ต้าติดต่ออยู่นอกเมืองเทียนจินมานานไม่ต้องพูดถึง แม้แต่อู๋เอ้อร์เองก็ยังรู้ว่าที่เรียนมานั้นไม่พอ ทั้งวันจึงเอาแต่ฝึกพื้นฐานตามแบบอย่างกองกำลังหู่เวย เพื่อจะเสริมให้ตนเองมีฐานกำลังที่แข็งแกร่งขึ้น
“ใต้เท้า คนพวกนี้ชื่อเสียงใหญ่โต แต่ความจริงแล้วความสามารถไม่เท่าไร ไม่อาจสู้องครักษ์เสื้อแพรหรือทหารกองกำลังหู่เวยที่เก่งกล้าได้ ไม่มีประโยชน์ใด”
อู๋เอ้อร์โขกศีรษะกล่าวอย่างงๆ พอเข้าได้สติ ในใจก็รู้สำนึกในบุญคุณยิ่ง ยามพิเคราะห์เรื่องราวจึงอดไม่ได้ที่จะวางตนเองไปมองจากมุมขององครักษ์เสื้อแพร
หวังทงเหลือบมองเขา ยิ้มกล่าวว่า
“หากให้เข้าต่อสู้ในสนามรบตัวต่อตัว พวกนักเลงพวกนี้ย่อมไม่อาจทำได้ แต่พวกเขามีประโยชน์อื่น มีเรื่องบางอย่างที่ไม่สะดวกลงมือ พวกเขาทำได้ดีกว่าพวกเรามาก”
ตอนได้ยินจางซื่อเฉียงเล่า หวังทงก็คิดได้ ลูกน้องตนเองไม่อาจเรียกได้ว่าไม่มีฝีมือ แต่ส่งสองสามคนไปทำงานที่ผูโจว หลี่หู่โถวฝีมือยอดเยี่ยม หลายปีมานี้ ทำงานได้เป็นผู้ใหญ่มาก แต่พวกเขาสามคนไปซานซีมาด้วยกัน ที่ใช้ได้ที่สุดก็คืออู๋เอ้อร์ที่ไม่เคยไปผูโจวเช่นกัน
เหตุผลก็ง่ายมาก หลี่หู่โถวเรียนรู้การรบในสนามรบ จางซื่อเฉียงรู้แต่การสืบคดีจับโจร อู๋เอ้อร์กลับรู้ว่าจะเข้าบ้านผู้อื่นได้อย่างไร จะแอบสังหารผู้อื่นได้อย่างไร จึงนำมาใช้ในงานนี้ได้พอดี
“อู๋เอ้อร์อยู่ข้างกายข้ามานาน นับวันจะยิ่งเหมือนทหารกองกำลังหู่เวยเรา เรื่องที่เรียนรู้มาจากวงการแม้ไม่อยากจะลืมก็คงค่อยๆ ห่างออกมา แต่เรื่องพกวนี้กลับเป็นสิ่งที่พวกเขาคิดจะทำก็ทำได้ไม่สะดวกนัก ต้องหาคนมาทำแทน”
เรื่องใดที่เรียกว่าจะทำหากไม่สะดวกจะทำ พี่น้องตระกูลอู๋เข้าใจดี หากไม่กล่าวต่อ ได้แต่โขกศีรษะรับคำสั่ง หวังทง กล่าวน้ำเสียงเคร่งเครียดว่า
“เรื่องนี้มอบให้อู๋ต้าไปจัดการ วิธีการก็เหมือนกับหาโจรสลัดและช่างต่อเรือ ให้ผลประโยชน์พวกเขา หามาได้ก็ส่งให้ จางซื่อเฉียงดูแล อู๋เอ้อร์ไปช่วยด้วย ทำให้เข้าใจว่าอะไรควรใช้งานอย่างไร ต้องควบคุมอย่างไร ล้วนต้องทำออกมาเป็นระเบียบแบบแผนให้ดี”
“ขอใต้เท้าวางใจ ขอเพียงบอกว่าทำงานให้ใต้เท้าหวัง คนพวกนี้ผู้ใดจะไม่ยินดี ต่อสู้เสี่ยงชีวิตในวงการมาชั่วชีวิตก็ไม่แน่ว่าจะได้อะไร หากติดตามใต้เท้าย่อมมีอนาคตไกลกว่า ขอใต้เท้าวางใจได้”
อู๋เอ้อร์กล่าวอย่างเชื่อมั่น หวังทงส่ายหน้ากล่าวว่า
“เงินทองไม่สำคัญ แต่มีเรื่องหนึ่งที่เจ้าต้องจำได้ให้ดี เรื่องพวกนี้ไม่ใช่ข้าต้องการให้ทำ แต่เป็นเจ้าสองคนพี่น้องแอบทำเอง เข้าใจไหม?”
“ข้าน้อยเข้าใจ เป็นข้าน้อยที่ไม่อยากสูญเสียอำนาจตอนนี้ไป ไม่สนใจคำสั่งสอนของใต้เท้า แอบรวบรวมคนที่รู้จักเก่าก่อนมาเอง หากมีคนมาตรวจสอบ ก็ให้ข้าน้อยรับไว้ ไม่อาจโทษผู้ใด……”
ครั้งนี้เป็นอู๋ต้าที่คิดได้ไว เห็นพวกเขารู้งานเช่นนี้ หวังทงก็พยักหน้าอย่างพอใจกล่าวว่า
“อู๋ต้าไปทำ อู๋เอ้อร์ดำรงตำแหน่งนายกองธงใหญ่ไปก่อน ติดตามทำงานกับจางซื่อเฉียงแล้วกัน!”
นายกองพันองครักษ์เสื้อแพรมีตำแหน่งนายกองธงใหญ่ กองกำลังหู่เวยเองก็มีตำแหน่งนี้ ตำแหน่งนี้ไม่ใช่ตำแหน่งใหญ่โตอันใด หากได้ติดตามทำงานกับจางซื่อเฉียง ตำแหน่งนี้จึงเรียกได้ว่าไม่ต่ำแล้ว
การลาดตระเวนตรวจสอบแม่น้ำทะเลทั้งหมดมีสองกองร้อย แต่ละกองติดตามจางซื่อเฉียงและทังซานปฏิบัติหน้าที่ แม้ว่าผู้คนจะเห็นว่าจางซื่อเฉียงมีเพียงสถานะนายกองร้อย แต่ทุกคนก็รู้ว่าวันหน้าอนาคตไกล ดังนั้นจึงไม่เห็นว่าเขาเป็นเพียงนายกองร้อย
ติดตามจางซื่อเฉียง อำนาจมาก สถานะสูง และจางซื่อเฉียงนอกจากงานลาดตระเวนแล้ว ยังมีหน้าที่ดูแลการสืบข่าวลับ เป็นนายกองธงใหญ่ข้างกายเขา ย่อมมีโอกาสมาก
อู๋ต้าแม้ว่าไม่ได้รับการแต่งตั้งจากหวังทง แต่ได้ออกหน้าไปรวบรวมคนในวงการมา ก็เป็นเขาออกหน้าจัดการเป็นหลัก ย่อมมีสถานะสูงส่งในวงการด้านนอกไม่น้อย
พี่น้องตระกูลอู๋เข้าใจความหมายของหวังทงแล้ว สบตากัน ก่อนจะคุกเข่าลงโขกศีรษะ อู๋ต้ากล่าวขึ้นเสียงดังว่า
“ความเมตตาของใต้เท้า ข้าน้องสองพี่น้องจะไม่ลืมชั่วชีวิต แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตก็ไม่เสียดาย”
“มีความชอบย่อมมีรางวัล อู๋เอ้อร์ทำงานใหญ่สำเร็จ ย่อมมีรางวัลงาม อู๋ต้าย่อมพลอยได้ดีไปด้วย ไม่มีอันใดต้องพูดมาก ปิดปากให้สนิท อำนาจวาสนาย่อมยืนยาว หากปากเปราะ ไม่แน่ว่าอาจนำภัยหายนะมาสู่ตนเอง พวกเจ้าสองคนเข้าใจแล้วใช่ไหม?”
ได้ยินหวังทงถามน้ำเสียงเข้ม พี่น้องตระกูลอู๋ก็ย่อมรู้ความสำคัญในเรื่องนี้ดี โขกศีรษะรับคำ
***********
เห็นอู๋ต้ากับอู๋เอ้อร์เดินตามหวังทงออกมา หลี่หู่โถวก็ดูวางใจอย่างเห็นได้ชัด ยิ้มวิ่งเข้ามาทักทาย หวังทงกล่าวกับเขาว่า
“เจ้าพักรักษาอาการป่วยที่นี่ก็นานแล้ว กลับค่ายไปจับตาดูให้ดี!”
หลี่หู่โถวสองเท้าชิดกัน ตะโกนรับคำเสียง จากนั้นก็ยิ้มขี่ม้าจากไป
บรรยากาศขากลับผ่อนคลายกว่าขามามาก ครั้งนี้ผู้ติดตามข้างกายหวังทงก็คือจางซื่อเฉียง ทุกคนรู้ธรรมเนียม ล้วนเว้นระยะห่างหน้าหลัง
“อู๋ต้า อู๋เอ้อร์ แม้ว่าซึ้งในบุญคุณ แต่เจ้าก็ต้องระวังเอาไว้เสมอ ต้องแอบส่งคนประกบไว้ ในมือเจ้ายังมีสายในวงการอยู่บ้าง ก็สามารถส่งไปทิ้งไว้ข้างกายอู๋เอ้อร์ได้”
ได้ยินหวังทงสั่ง จางซื่อเฉียงก็รับคำทันที ขี่ม้าออกจากเขตค่ายทหาร ด้านหน้าก็เป็นตลาด เดิมที่นี่เป็นเพียงบ้านเรือนเก่าผุพัง ขุนพลประจำเทียนจินคนก่อนส่งคนมาซุ่มสังหารหวังทงที่นี่ ตอนนี้บ้านเรือนเก็บกวาดเรียบร้อย หากยังมีกองหินหมาสือเช่นเดิม ตอนนี้เส้นทางแม่น้ำและทะเล ล้วนต้องการหินจำนวนมาก หินหมาสือพวกนี้ถูกส่งไปยังที่ๆ ต้องการ ทำให้หินที่นี่เริ่มน้อยลงเรื่อยๆ
เงียบไปครู่หนึ่ง จางซื่อเฉียงก็เอ่ยถามว่า
“ใต้เท้า เสิ่นหวั่งกับซาต้าเฉิงปีหน้าฤดูใบไม้ผลิก็เริ่มออกเดินเรือแล้ว พวกเราส่งคนเข้าไปเป็นสายแล้ว สองคนนี้เป็นพี่ใหญ่แห่งวงการทะเล ไม่อาจไม่ระวังป้องกัน ต้องส่งคนไปเพิ่มไหม”
หวังทงพยักหน้ากล่าวว่า
“คนสำคัญทุกคนข้างนอกต้องจับตาดูให้แน่นหนา สถานที่ภายในของเราที่สำคัญก็ต้องป้องกันแน่นหนา แต่ว่าเหมือนคนของเจ้าไม่พอใช่ไหม?”
“ใต้เท้ากล่าวได้ถูกต้อง ทางข้าน้อยคนไม่พอ ตอนนี้คนที่ใช้ได้ก็เป็นคนที่จัดไว้จับตาดูพวกฟานต๋า คนที่เหลือก็ตรวจสินค้าภาษีทั่วไป ไว้ใจได้มาก แต่เป็นพวกขี้ขลาดอยู่บ้าง คนที่ยอมไปเป็นสายลับให้เรามีน้อยมาก”
จางซื่อเฉียงแต่ไรมามีอันใดก็จะพูดตรงไปตรงมากับหวังทง หวังทงยิ้มส่ายหน้า ให้จางซื่อเฉียงดูแลเรื่องการสืบความลับ หากคิดจะหวังให้มีการพัฒนาเห็นผลชัดเจนคงไม่มีหวัง แต่คนรอบกายทั้งหมด มีเพียงจางซื่อเฉียงที่มีสายสัมพันธ์กับเขาไม่ธรรมดาที่สุด ตั้งแต่รู้จักกันมาตั้งแต่ตอนเป็นแค่นายกองธงเล็กถึงวันนี้ เป็นคนที่รักษาความสม่ำเสมอได้มากที่สุดคนหนึ่ง
จางซื่อเฉียงมีวันนี้ได้ ทุกอย่างล้วนเป็นเพราะหวังทง หากไม่มีหวังทง ทุกอย่างของเขาก็หมดสิ้น ความซื่อสัตย์ของจางซื่อเฉียงไม่มีอันใดต้องระแวงสงสัย ดังนั้นเรื่องความลับจึงให้จางซื่อเฉียงไปทำ วางใจได้ที่สุด
แต่คนของหวังทงทั้งหมดต่างไว้ใจให้ไปทำงานได้เองหมด คนพวกนี้สามารถทำงานได้ดี มีเพียงจางซื่อเฉียงที่ต้องกำกับแนะนำ
“คนที่เจ้าจะหามา ห้ามเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสินค้าพวกนั้น คนพวกนั้นไม่น้อยมาจากพวกองครักษ์เสื้อแพรเดิมในพื้นที่ เป็นพวกรู้มากแล้ว ตอนนี้วางตัวสงบเสงี่ยมเพราะเราคุมไว้ด้วยกฎระเบียบ แต่งานใหญ่เช่นนี้ ยากที่จะรับประกันได้ว่าจะไม่คิดเป็นอื่น จะว่าไป งานตรวจสินค้าตรวจสินค้าก็ติดต่อกับพวกพ่อค้ามาก วันๆ มีแต่เงินเข้ามือ ถูกซื้อตัวได้ง่าย วันๆ คิดแต่ละกลืนกินเงินทองภาษีอย่างไร จะให้ซื่อสัตย์ได้อย่างไร……”
งานสองอย่างนี้เป็นงานที่จางซื่อเฉียงรับผิดชอบ ได้ยินหวังทงกล่าวเช่นนี้ จางซื่อเฉียงก็รู้สึกละอายอยู่บ้าง จึงได้แต่ยิ้มแห้งๆ หวังทงกล่าวต่อว่า
“เรื่องคน ให้ลองหาดูจากครอบครัวทหารเราเอง บรรดาครอบครัวทหารมีแต่ลูกชายคนโตที่จะได้รับที่นาเป็นมรดกสืบทอด แต่บ้านใจจะมีลูกชายคนเดียว ลูกมากมายจะไปทำอะไรกันได้ หลายคนมาสมัครกองกำลังหู่เวยกับสำนักองครักษ์เสื้อแพร คนพวกนี้ล้วนมีความมุ่งมั่น คิดว่าลูกหลานเขาคงไม่แตกต่างมากนัก คนเหล่านี้หากเห็นพี่น้องตนเองได้เป็นทหารมีบารมี ในใจก็คงต้องอิจฉา ตามมารับสมัครก็ย่อมง่าย และหากพวกเขามีพี่น้องทำงานอยู่กับเรา ให้ลงบันทึกในบัญชีทหารไว้ จะได้เป็นการรับรอง พวกเขาคิดอะไรก็ย่อมต้องคิดถึงคนในครอบครัวด้วย คนพวกนี้จึงเหมาะสมที่สุด”
ไม่ว่าพวกเจ้าหน้าที่หรือว่าทหาร พวกเขาล้วนเป็นส่วนหนึ่งในกำลังคนของหวังทง คนเหล่านี้ย่อมทำงานปกป้องผลประโยชน์ของหวังทง ครอบครัวพวกเขาย่อมได้ประโยชน์ไปด้วย เป็นเรื่องธรรมดา
“ใต้เท้ากล่าวได้ถูกต้อง ข้าน้อยคิดไม่ถึงจริงๆ วันนี้กลับไป ข้าน้อยจะให้ไปนำบัญชีรายชื่อทหารมา ถือโอกาสที่กลับบ้านปีใหม่นี้ ให้ตามคนมาเพิ่มเติม!”
จางซื่อเฉียงรู้สึกเลื่อมใสและดีใจ ตอบรับติดๆ กัน หวังทงถอนหายใจในใจ จางซื่อเฉียงคงได้แต่ทำเช่นนี้แล้ว แต่เรื่องเช่นนี้ ใช้งานได้อย่างวางใจจึงจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
“ผู้ใด!”
ด้านหน้ามีเสียงตะโกนดัง หวังทงที่กำลังคุยกับจางซื่อเฉียงก็อึ้งไป ก่อนได้สติดึงบังเหียนม้าไว้ อีกมือจับดาบ
มีทหารม้าห้านายขวางอยู่หน้าหวังทง คนด้านหลังก็ตามมาด้วย ล้อมหวังทงเอาไว้ คนพวกนี้คว้าโล่ออกมาบังไว้ คนกลุ่มด้านนอกก็กระจายตัวออกด้านหน้า
“ข้าน้อยเซี่ยงเหยียนๆ มีเรื่องขอพบ!!”
