Skip to content

A World Worth Protecting 320

บทที่ 320 หมู่บ้านประหลาด

ในขณะเดียวกันนั้นเอง ลมสีโลหิตนี้ก็ปรากฏขึ้นปกคลุมพื้นที่กว่าร้อยละสามสิบของดาวอังคารไว้จนหมด การที่ลมพัดไปทั่วทุกทิศทางเป็นฉากที่น่ากลัวยิ่ง           เหตุอาเพศเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่ว่าจะหลังการก่อตั้งของนครอาณานิคม    ดาวอังคารหรือก่อนหน้านั้นในประวัติศาสตร์ก็ตาม

หากใครสักคนจ้องมองดูดาวอังคารจากอวกาศ ก็จะเห็นหมอกสีแดงฉานที่เคลื่อนที่ราวกับคลื่น ค่อยๆ ทะลักไหลปกคลุมพื้นที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว

สถานการณ์นี้ถูกวงแหวนปราณบนดาวอังคารตรวจพบในไม่ช้า สัญญาณเตือนภัยดังขึ้น ทำให้ได้รับความสนใจจากประชากรในนครอาณานิคมดาวอังคารทันที กระทั่งเจ้านครและรองเจ้านครก็ยังเดินทางลงไปยังแก่นของวงแหวนปราณด้วยตนเองเพื่อหาต้นตอของเรื่อง

แก่นของวงแหวนปราณนี้ตั้งอยู่ที่ฐานทัพทหารแห่งดาวอังคาร ฐานนั้นกว้างขวางยิ่ง กินเนื้อที่กว่าร้อยละหกสิบของดาวอังคารทั้งหมด ในขณะเดียวกัน แม้ว่าฐานจะมีไว้สำหรับจุดประสงค์ทางการทหาร ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในฐานนั้นกลับเป็นท่านเจ้านคร

ขณะนี้บนหน้าจอวิญญาณขนาดยักษ์ที่ตั้งอยู่ภายในฐานทัพทหารปรากฏแบบจำลองมายาของดาวอังคารขึ้น เนื้อที่กว่าร้อยละสามสิบบนแบบจำลองถูก      ปกคลุมด้วยหมอกสีแดงฉานที่หมุนวน ช่างเป็นฉากที่น่ากลัวเมื่อได้เห็น ฝูงชนที่หนาแน่นอยู่เต็มบริเวณนั้นทั้งทหารชั้นผู้ใหญ่ เจ้านคร และเจ้าพนักงานคนอื่นๆ    ล้วนมีสีหน้าเคร่งขรึม

“ไม่มีสัญญาณมาก่อนเลย จู่ๆ หมอกสีโลหิตนี้ก็ปรากฏขึ้น”

“จากการสืบสวนของทหารยามที่ประจำอยู่ด้านนอก หมอกสีเลือดนี้มีฤทธิ์      กัดกร่อนและมีพลังในการจำกัดวิญญาณได้ ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนว่าจะมีสิ่งมีชีวิตปริศนาอาศัยอยู่ภายในหมอกนี้ด้วย…” ผู้บังคับบัญชากองทัพเป็นชายวัยกลางคนที่ดูแข็งแรง ขณะนี้เขายืนอยู่ด้านหลังเจ้านครพลางพูดรายงานอย่างจริงจัง

“ดังนั้นนอกจากข้ามาที่นี่เพื่อรายงานความคืบหน้า ข้าจะมาขออนุญาตท่าน    เจ้านครในการเพิ่มระดับพลังของวงแหวนปราณแห่งดาวอังคาร เพื่อจะได้สืบสวนและรู้ว่าหมอกและสิ่งที่อยู่ด้านในนั้นคือสิ่งใดได้ง่ายขึ้นขอรับ!”

เจ้านครในชุดยาวสีแดงฉานขมวดคิ้วแน่นขณะที่จ้องมองดูจอ หลังจากเงียบอยู่อึดใจหนึ่ง นางก็ยกมือขวาขึ้น ก่อนจะใช้ผนึกฝ่ามือกดลงไปบนหน้าจอวิญญาณ   ขนาดยักษ์ตรงหน้า

เมื่อจอวิญญาณถูกกด มันก็สั่นไหวทันทีและภาพที่ปรากฏอยู่ก็เริ่มพร่าเลือน ทว่าก็กลับขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็วและชัดเจนขึ้นกว่าเก่า ราวกับว่าจะสามารถทะลุออกมาจากจอได้กระนั้น ความพร่ามัวที่ถูกสร้างขึ้นโดยหมอกสีโลหิตดูราวกับว่าถูกกรองออกไป ทำให้ทุกคนสามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายในหมอกสีโลหิตได้รางๆ!

สิ่งที่แปลกประหลาดก็คือ ภายในหมอกสีโลหิตนั้นทั้งผืนดินและก้อนหินดูจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ทว่าพืชพรรณที่สหพันธรัฐพยายามปลูกหลังจากการปรากฏขึ้นของวิญญาณปราณบนดาวอังคารกลับเหี่ยวเฉาและตายไปจนหมด

ในขณะเดียวกันก็ดูเหมือนมีหลายสิ่งที่ล่องลอยไปมาอยู่ภายในหมอก               สิ่งที่ล่องลอยอยู่นั้นดูแตกต่างกันไปหมด ดูราวกับว่าโปร่งแสงและหลอมรวมเป็น   หนึ่งเดียวกับหมอก สิ่งเหล่านี้ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่กลับเห็นได้ชัดเจนเมื่อมองผ่านวงแหวนปราณ

สิ่งนี้ทำให้ทุกคนยิ่งเคร่งขรึมขึ้นกว่าเดิม ตอนนั้นเองเจ้านครอาณานิคมดาวอังคารก็เพ่งมองไปยังจุดเล็กๆ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของรูปจำลองดาวอังคาร

“หืม” นางหรี่ตาเพ่งมองพลางยกนิ้วขึ้นชี้ไปยังบริเวณนั้น ทันใดนั้นภาพจากจุดนั้นก็ขยายตัวขึ้น หน้าจอวิญญาณเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานในทันทีและหลังจากการกรอง     อีกหลายครั้งทุกคนก็มองเห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของอาณาบริเวณใต้หมอกสีโลหิต และต่างอ้าปากค้างอย่างไม่เชื่อสายตา!

สิ่งที่ตั้งอยู่ใต้นั้นคือ…หมู่บ้านแห่งหนึ่ง!

“เป็นไปไม่ได้!” ชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำจากกองทัพอ้าปากร้องแบบไร้เสียง ในขณะเดียวกันเสียงอุทานด้วยความตกใจและไม่เชื่อสายตา รวมไปถึงเสียงหายใจอันหนักหน่วง ก็ดังมาจากคนรอบตัวเขา

“จะมีหมู่บ้านอยู่บนดาวอังคารได้อย่างไรกัน”

“ข้ารู้จักบริเวณนั้นดี ข้าแน่ใจมากว่าบริเวณนั้นเป็นเพียงแอ่งแผ่นดินเท่านั้น      ไม่เคยมีหมู่บ้านอยู่ที่นั่นมาก่อน!”

ขณะที่ผู้คนกำลังตกตะลึง ต้นไม้ยักษ์ก็ก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อมาดูใกล้ๆ เขายกมือขึ้นโบกอย่างฉับพลัน ภาพบนหน้าจอก็ย่อขนาดลงเพื่อให้เห็นภาพกว้างขึ้น ก่อนที่      ชายหนุ่มจะชี้ไปยังจุดอีกหลายจุดบนดาวอังคาร ในไม่นาน ภาพของทุกจุดที่เขาชี้      ก็ปรากฏขึ้นบนจอ แต่ละภาพมีหมู่บ้านประหลาดที่หน้าตาเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยนปรากฏอยู่!

มีทั้งสิ้นเจ็ดหมู่บ้านด้วยกัน!

บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้น ขณะที่ผู้คนยิ่งตื่นตระหนกขึ้นเรื่อยๆ การตรวจค้นของวงแหวนปราณก็แสดงให้เห็นว่าไม่มีอันตรายระดับสูงอยู่ในบริเวณหมู่บ้านทั้ง   เจ็ดนั้น แต่ขณะเดียวกันวงแหวนปราณก็พบว่าในหมู่บ้านนั้นมีวงแหวนปราณที่หักพังรวมไปถึงวัตถุเวทที่เสียหายแล้วอยู่ด้วย

สิ่งนี้ทำให้หมู่บ้านทั้งเจ็ดยิ่งลึกลับมากกว่าเดิม

“น่าสนใจ…” เจ้านครดาวอังคารหรี่ตาลง มีประกายของความอันตรายอยู่ในแววตาทั้งคู่ หลังจากที่เงียบไปชั่วครู่ นางก็กระจายคำสั่งออกไป

“ตามที่ได้ตรวจค้นด้วยวงแหวนปราณ สถานที่ทั้งเจ็ดแห่งนี้ไม่ถือเป็นอันตรายร้ายแรง แต่เราก็ไม่ควรประมาท เรื่องนี้ข้าจะขอส่งมอบให้ท่านแม่ทัพหลี่เป็นคนรับผิดชอบ ให้ส่งกองทหารออกไปเจ็ดกองเพื่อสำรวจสถานที่เหล่านี้พร้อมๆ กัน         ให้ทุกคนระวังตัวอย่างมากและขอให้มีผู้ฝึกตนขั้นกำเนิดแก่นในไปด้วยกับทุกๆ กลุ่ม”

“พร้อมกันนั้นขอให้รวบรวมนักหลอมวงแหวนปราณและนักหลอมอาวุธเวทในนครดาวอังคารและพาพวกเขาไปด้วย หากบรรดาสิ่งของในหมู่บ้านเหล่านั้นไม่อาจถูกนำออกมาได้ ขอให้พวกเขาศึกษาวัตถุเหล่านั้นที่นั่นเลย!”

แม่ทัพหลี่รับคำสั่งอย่างรวดเร็ว เขาหันหลังกลับและวางแผนการดำเนินงานตามคำสั่งเป็นอย่างดี หลังจากนั้นกองทัพของดาวอังคารทั้งหมดก็เริ่มปฏิบัติงาน เมื่อคำสั่งกระจายออกไป ที่อยู่และรายชื่อของนักหลอมวงแหวนปราณและนักหลอมอาวุธเวทภายในนครอาณานิคมดาวอังคารก็ถูกรวบรวมส่งไป

ชื่อของหวังเป่าเล่อและหลินเทียนหาวก็อยู่ในข้อมูลชุดนั้นด้วย

ขณะที่คำสั่งถูกส่งผ่านลงไป เรือบินจำนวนนับไม่ถ้วนก็ออกจากฐานทัพทหารไปอย่างเร่งรีบ เรือบินเหล่านั้นพานักหลอมวงแหวนปราณและนักหลอมอาวุธเวทมาอย่างรวดเร็วเพื่อเดินทางไปพร้อมๆ กับกลุ่มทั้งเจ็ด

และเพื่อป้องกันความแตกตื่น ภารกิจทั้งหมดนี้จึงถูกเก็บเป็นความลับ

เรือบินลำหนึ่งมุ่งหน้าไปยังสำนักศึกษาเต๋าหมอกขุนเขาด้วยความเร็วสูง หลังจากที่มาถึง สัญญาณเสียงก็ถูกส่งไปยังหวังเป่าเล่อทันที ทว่าไม่มีการตอบกลับ นายทหารผู้ที่กำลังตามหาตัวหวังเป่าเล่อจึงรู้สึกกังวล แต่พวกเขาก็หาหลินเทียนหาวเจอแทน

การปรากฏตัวของนายทหารทำให้หลินเทียนหาวตกใจเล็กน้อย เขาส่งสัญญาณเสียงไปหาหวังเป่าเล่อทันที ทว่าก็ไม่อาจติดต่อได้ สุดท้ายแล้วกองทัพก็      ไม่มีเวลาเหลือพอ พวกเขาจึงหันมามองหลินเทียนหาวและประกาศออกมา

“หลินเทียนหาว เจ้าได้รับเลือกแล้ว!”

หลินเทียนหาวไม่แน่ใจว่าเขาจะปฏิเสธการได้รับเลือกจากกองทัพได้หรือไม่ จากนั้นอีกไม่กี่อึดใจ ชายหนุ่มก็พยักหน้าแล้วเดินขึ้นไปบนเรือบินของทหารและทิ้งสำนักศึกษาเต๋าหมอกขุนเขาเอาไว้เบื้องหลัง

ไม่นานนัก เรือบินแปลกตาเจ็ดลำที่สามารถต้านทานการจำกัดวิญญาณได้ชั่วครู่ก็ปรากฏขึ้นในนครดาวอังคาร และมุ่งตรงไปยังสถานที่ทั้งเจ็ดด้วยความเร็วสูง

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ด้านนอกของนครอาณานิคมไกลออกไปในป่าเขา ที่กลางทุ่งกว้างภายในหมอกสีโลหิต ภายในถ้ำใต้ดินที่ผู้ฝึกตนผู้ชั่วร้ายเคยสถิตอยู่นั้นตอนนี้มืดสนิท ในความมืดนั้น หวังเป่าเล่อนั่งลงหลังจากเกาะกำแพงเดินมาเรื่อยๆ ชายหนุ่มหอบหายใจเมื่อนึกถึงอาการเจ็บปวดรุนแรงที่เกิดขึ้นและหายไปแม้ว่าร่างกายเขาจะสลายหมอกสีเลือดที่เข้ามาได้ก็ตามที

“เงียบนะ!” หลี่หว่านเอ๋อร์สั่งเบาๆ เมื่อได้ยินเสียงหอบของหวังเป่าเล่อ

หวังเป่าเล่อจ้องมองนาง แต่เมื่อคิดถึงความเข้าใจผิดที่เขามีต่อนางเมื่อครู่       ชายหนุ่มก็ทำได้แค่เพียงเม้มปากอยู่ในความมืดก่อนจะทำตามคำสั่งโดยไม่ใส่ใจ     เอาความ หวังเป่าเล่อหลับตาลงและพยายามจะเชื่อมต่อกับเมล็ดดูดกลืนอีกครั้ง     เพื่อจะเอาพลังการฝึกตนของเขากลับคืนมาให้ได้เร็วที่สุด

ในขณะเดียวกันหวังเป่าเล่อก็รู้สึกกังวล การมาติดอยู่ที่นี่โดยที่ทำสิ่งใดไม่ได้ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองนิ่งนอนใจเกินไป อย่างไรก็ตามเขาก็เข้าใจดีว่าหมอกโลหิตด้านนอกไม่น่าจะคงอยู่ได้นานนัก

ยิ่งไปกว่านั้นหากไม่มีใครสามารถติดต่อเขาและหลี่หว่านเอ๋อร์ได้เป็นเวลานาน โอกาสที่นครอาณานิคมแห่งดาวอังคารจะรู้ว่าพวกเขาหายไปก็มีสูงขึ้น และหากตามรอยมาก็น่าจะพบพวกเขาได้ไม่ยากนัก

โชคยังดีที่ข้าติดต่อท่านประมุขสำนักไว้ก่อนหน้านี้ หากข้าไม่ตอบข้อความของเขาเป็นระยะเวลานาน เขาน่าจะรู้ได้ว่าขณะนี้ข้ากำลังมีภัย!

เมื่อคิดได้เช่นนั้น หวังเป่าเล่อจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ก็ยังพยายามเชื่อมต่อกับเมล็ดดูดกลืนไปด้วย หลี่หว่านเอ๋อร์เองก็พยายามเรียกพลังการฝึกตนของตนเองกลับมาเช่นกัน

ปัญหาก็คือการกำจัดวิญญาณเกิดขึ้นอย่างปุบปับและกินวงกว้าง ดูเหมือนว่าทั้งคู่ไม่มีใครสามารถดึงเอาพลังปราณกลับมาได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ส่วนของถ้ำใต้ดินนั้น หากมีเพียงแค่ความมืดก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด สิ่งที่แย่ที่สุดก็คือฤดูหนาวบน  ดาวอังคารและอุณหภูมิที่ลดต่ำอยู่แล้ว ในวันเวลาปกติวงแหวนปราณนั้นให้ความคุ้มครองนครอาณานิคม แต่หากว่าพวกเขาออกมาพ้นเขตนครเมื่อใด พลังปราณก็จะคุ้มครองพวกเขาต่อ ทำให้พวกเขาสามารถอดทนกับอุณหภูมิบนดาวอังคารได้

ทว่าขณะนี้ เพราะการจำกัดวิญญาณ หวังเป่าเล่อและหลี่หว่านเอ๋อร์ต่างก็เป็นแค่คนธรรมดา ไม่เพียงพลังปราณของพวกเขาจะถูกจำกัดเท่านั้น พวกเขายังไม่อาจทนต่อความหนาวเหน็บนี้ได้อีกด้วย

ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ทั้งคู่ที่เงียบงันมาตั้งแต่ต้นเริ่มสัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บที่เลวร้ายขึ้นทุกทีภายในถ้ำใต้ดินแห่งนี้ หวังเป่าเล่อแม้จะมีตัวอวบอ้วนและหนังหนาก็เริ่มรู้สึกหนาวขึ้นและอ่อนแอลงเพราะร่างกายของเขานั้นเหนื่อยอ่อนมาจากการใช้พลังงานในการทำลายหมอกโลหิตในตัว

ทางด้านหลี่หว่านเอ๋อร์ แม้ว่าพลังปราณของนางจะนำหน้าหวังเป่าเล่อไป        แต่ร่างกายของนางก็ไม่แข็งแรงเท่า ไม่นานนักหวังเป่าเล่อก็ได้ยินเสียงฟันของ        หลี่หว่านเอ๋อร์กระทบกัน และลมหายใจของนางค่อยๆ อ่อนลงอย่างรวดเร็ว

เป็นไปได้ว่าอุณหภูมิจะตกลงอย่างรุนแรงและรวดเร็ว หรือเพราะอุณหภูมิต่ำอยู่แล้วและการปรากฏตัวของหมอกโลหิตก็ทำให้ทั้งคู่อ่อนแอลงก็ไม่ทราบได้ แต่ขณะนี้ร่างกายของหลี่หว่านเอ๋อร์กำลังสูญเสียความร้อนและนางก็ไม่อาจจะทนได้อีกนานนักหากเป็นเช่นนี้ต่อไป แม้ร่างกายของคนทั้งคู่ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดยปราณวิญญาณจะยังหายใจต่อไปได้ แต่พวกเขาคงต้องตายในไม่ช้าแน่!

เมื่อเห็นเช่นนั้น หวังเป่าเล่อก็ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง แม้ว่าหลี่หว่านเอ๋อร์จะตั่วสั่นงันงก เสียงของนางก็ยังคงเยือกเย็น หญิงสาวพูดขึ้นมาอย่างแผ่วเบาในความมืดมิด

“หวังเป่าเล่อ ถอดเสื้อผ้าออกเสีย”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!