บทที่ 321 ต่อให้ถึงตายข้าก็จะไม่ปริปากบอกใคร
“หา?” หวังเป่าเล่อผงะไปเมื่อได้ยินสิ่งที่หลี่หว่านเอ๋อร์พูดท่ามกลางความมืดมิด ชายหนุ่มหวาดระแวงจึงพูดเตือนสตินาง
“หลี่หว่านเอ๋อร์ เดี๋ยวก็มีคนมาช่วยเราแล้ว เจ้า…อย่าได้คิดถึงเรื่องพรรค์นั้นสิ เรายังไม่ได้ไปถึงจุดที่ต้องจัดกันสักยกก่อนตายเสียหน่อย”
“เลิกพูดจาไร้สาระ! รีบถอดเสื้อผ้าเร็ว!” หลี่หว่านเอ๋อร์เริ่มหงุดหงิดจึงพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ปกตินางเป็นคนหัวรั้นอยู่แล้ว พอตกอยู่ในสถานการณ์กดดันเช่นนี้ อีกทั้งยังโดนยียวนกวนประสาท นางจึงไม่สามารถข่มความหงุดหงิดในใจเอาไว้ได้
“ทำไมข้าต้องถอด เจ้าหนาว ข้าก็หนาว” หวังเป่าเล่อรู้สึกไม่พอใจเมื่อได้ยินที่ หลี่หว่านเอ๋อร์พูด แม้จะมีร่างกายอ้วนท้วนสมบูรณ์ แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงความ หนาวเหน็บเช่นกัน แม้ชายหนุ่มอาจไม่รู้สึกหนาวสั่นเท่าหลี่หว่านเอ๋อร์ แต่ถ้าต้องเปลื้องเสื้อผ้าออก เขาคงจะหนาวจนแข็งในเวลาไม่นานแน่
หลี่หว่านเอ๋อร์ขมวดคิ้วเมื่อเห็นท่าทีดื้อดึงของหวังเป่าเล่อ ดวงตาของนางเริ่มปรับสภาพกับความมืดได้แล้ว แม้จะมองเห็นรอบๆ ได้ไม่ชัด แต่ก็สัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายอยู่ตรงไหน จึงจ้องตาแข็งไปทางหวังเป่าเล่อ นางจ้องอยู่สักพักก็สูดหายใจเข้าลึก พยายามข่มความโกรธเคืองในใจ จากนั้นก็พูดขึ้นอย่างใจเย็น
“หวังเป่าเล่อ ถ้าปล่อยไปเช่นนี้ เราทั้งคู่ได้แข็งตายก่อนจะมีใครมาช่วยได้ทันแน่ ดังนั้นเราต้องหาทางทำให้ร่างกายอบอุ่น!”
“ซึ่งเสื้อผ้าก็ช่วยให้เราอบอุ่นไม่ได้!” หลี่หว่านเอ๋อร์พูดเน้นย้ำทีละคำ ก่อนจะลงมือปลดเปลื้องอาภรณ์ของตนเองออกก่อน เกิดเสียบกรอบแกรบเหมือนกระดาษถูกฉีกขาด หลี่หว่านเอ๋อร์เปลื้องผ้าออกแม้จะหนาวสั่นจนจับจิต
แต่นางก็ไม่ทันรู้สึกตัวว่า…แม้หวังเป่าเล่อจะมองภาพเบื้องหน้าไม่ค่อยชัดเนื่องจากสูญเสียปราณวิญญาณไป แต่ชายหนุ่มก็ยังพอมองเห็นภาพได้รางๆ
พลันรูปร่างสะโอดสะองก็ปรากฏให้เห็นในสายตาชายหนุ่ม หลี่หว่านเอ๋อร์ มีรูปร่างน่าพิสมัยยิ่งนัก เหมือนดังภาพด้านหลังของนางที่ชายหนุ่มได้เห็นก่อนหน้านี้ แม้นางจะยังสวมชั้นในอยู่ หวังเป่าเล่อก็รู้สึกได้ว่าชั้นในของนางเล็กกว่าขนาดที่เหมาะสม ส่งผลให้หน้าอกของนางถูกบีบเด้งเด่นยั่วยวนสายตา ภาพที่เห็นทำให้อุณหภูมิในกายชายหนุ่มพุ่งขึ้นสูง ลมหายใจเริ่มเร่งถี่
หืม ทำให้ร่างกายอบอุ่นเช่นนี้อย่างนั้นหรือ… หวังเป่าเล่อกระแอมกระไอ พลางคิดในใจว่าตนต้องทำอย่างไรต่อไป เขาถอนหายใจเหมือนจะยังนึกลังเลอยู่เล็กน้อย ก่อนจะกัดฟันแน่น
ก็ได้! ถือว่าช่วยชีวิตคนหรอกนะ! หวังเป่าเล่อยืนขึ้นทันใดด้วยคุณธรรมตั้งมั่นในจิตใจ ลงมือปลดเปลื้องเสื้อผ้าออกอย่างรวดเร็วเสร็จก่อนหน้าหลี่หว่านเอ๋อร์อีก
แน่นอนว่ากางเกงในนั้นยังใส่ดีอยู่
“แล้วอย่างไรต่อ เจ้าจะมา หรือให้ข้าไปหา ระดับการฝึกตนของข้าไม่ได้สูงเช่นเจ้า ข้าเลยมองอะไรไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ ข้าหาเจ้าไม่เจอ ไม่รู้ว่าตอนนี้เจ้าอยู่ตรงไหน” หวังเป่าเล่อกะพริบตา คิดในใจว่าสถานการณ์ในถ้ำใต้ดินแห่งนี้ชักจะเตลิดเปิดเปิง ไปกันใหญ่แล้ว…
หลี่หว่านเอ๋อร์เชื่อว่าหวังเป่าเล่อมองไม่เห็นอะไรเลยอย่างที่พูด นางสัมผัสได้ว่าระดับการฝึกตนของตนเองนั้นสูงกว่าอีกฝ่าย ดังนั้นจึงคิดว่าแม้แต่ตนเองยังมองเห็นได้เพียงรางๆ ดังนั้นวิสัยทัศน์ของหวังเป่าเล่อก็น่าจะแย่ยิ่งกว่า
จริงๆ แล้วนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้นางตัดสินใจใช้วิธีการนี้ พอเห็นหวังเป่าเล่อนั่งลงหลังจากถอดเสื้อผ้าออกหมด หลี่หว่านเอ๋อร์ก็กัดฟันแน่น ลุกเดินตัวสั่นไปหาชายหนุ่ม ยิ่งเข้าไปใกล้เท่าไหร่ ก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากร่างกายของอีกฝ่าย
หลี่หว่านเอ๋อร์รีบมุ่งหน้าเข้าไปหาความอบอุ่นที่เป็นดังกองไฟเบื้องหน้า ส่วนหวังเป่าเล่อนั้นนั่งใจเต้นระส่ำ คอแห้งหืด เริ่มหายใจถี่หอบ ภาพในสายตาทำให้เขาสติกระเจิดกระเจิงไปหมด
หลี่หว่านเอ๋อร์มีรูปร่างอันน่าพิสมัยกว่าใครทั้งหมดที่หวังเป่าเล่อเคยพบเจอมาทั้งที่เคยเห็นตอนใส่และไม่ใส่เสื้อผ้า นางมีขาเรียวยาว ผิวขาวผ่อง เอวคอดเป็นทรงนาฬิกาทราย นางค่อยๆ ย่างกรายเข้ามาหา ก่อนจะเร่งฝีเท้าขึ้น จากนั้นก็มาหยุดนั่งลงในอ้อมแขนของเขา ร่างกายของนางเย็นเฉียบ
ชายหนุ่มสัมผัสถึงความเย็นเฉียบเมื่อร่างกายของอีกฝ่ายเข้าสัมผัส อุณหภูมิที่แตกต่างของคนทั้งสองทำให้หวังเป่าเล่อตัวสั่น หลี่หว่านเอ๋อร์โผเข้ากอดชายหนุ่มตามสัญชาตญาณ
“เอ่อ…” ตลอดทั้งชีวิตของหวังเป่าเล่อ เหตุการณ์ตรงหน้านี้เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ทำให้เขาสับสนเป็นอย่างมาก ชายหนุ่มยกมือขึ้น ไม่รู้ว่าจะต้องวางมือไว้ตรงไหน เริ่มหายใจถี่รัว ก่อนจะเปิดปากกว้าง ไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไรออกไปดี
“ทีนี้ก็เอาเสื้อผ้ามาคลุมร่างเราไว้” หลี่หว่านเอ๋อร์สูดหายใจก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
หวังเป่าเล่อกระแอมกระไอก่อนจะทำตามที่นางว่า เขารู้สึกว่าตนช่างเป็น ผู้เสียสละเหมือนดังพระโพธิสัตว์ไม่มีผิด ตระหนักดีว่าตนกำลังสร้างความดีความชอบอยู่ ชายหนุ่มรีบหยิบเสื้อผ้าที่วางอยู่รอบๆ ขึ้นมาคลุมตนเองและหลี่หว่านเอ๋อร์ หลังจากนั้นก็วางมือทั้งสองข้างลงตรงจุดอ่อนไหวของหลี่หว่านเอ๋อร์โดยไม่รู้ตัว
หลี่หว่านเอ๋อร์คิ้วขมวด ดวงตาเต็มไปด้วยความแข็งกร้าว นางเกือบจะบันดาลโทสะออกมาในทันใด แต่มือหนาใหญ่ของหวังเป่าเล่อนั้นช่างอบอุ่นเสียเหลือเกิน นางจึงนิ่งเงียบ หันหน้าหนี ไม่สนใจอีกฝ่าย
หลี่หว่านเอ๋อร์กับหวังเป่าเล่อนั่งเงียบๆ ในสภาพเช่นนั้นขณะที่เวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไป ทั้งสองต่างสร้างความอบอุ่นให้กันและกัน จนอุณหภูมิในกายเริ่มพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ทั้งคู่สามารถต้านทานความหนาวเหน็บรอบๆ ได้ กลิ่นกายของทั้งคู่เริ่มลอยอบอวลแตะจมูกอีกฝ่ายขณะที่พวกเขากอดกันแน่น
กลิ่นหอมหวนลอยเข้าจมูกของหวังเป่าเล่ออย่างต่อเนื่อง เขาพยายามข่มใจไม่ให้เต้นถี่รัวไปมากกว่านี้ แต่เมื่อได้กลิ่นนั่น ใจของชายหนุ่มก็เต้นตูมตามอีกครั้ง มือของเขาบีบแน่นจากความตื่นตระหนกภายใน ชายหนุ่มคิดจะหยุดบีบมือเมื่อเห็น หลี่หว่านเอ๋อร์หายใจถี่รัวไม่ต่างกัน หวังเป่าเล่อแอบก้มมองและเห็นใบหน้าแดงระเรื่อผิดปกติของอีกฝ่าย
ภาพตรงหน้าและท่าทีของหลี่หว่านเอ๋อร์ปลุกเร้าปีศาจในกายหวังเป่าเล่อให้ตื่นขึ้น ชายหนุ่มกะพริบตาพลางครุ่นคิดว่าอีกฝ่ายกำลังส่งสัญญาณให้ตนบีบมือต่ออยู่ หรือเปล่า
ช่างมัน ข้าทำทุกอย่างตอนนี้ก็เพื่อช่วยเหลือนาง ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรที่จะต้องเสียสละตนเองเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น อย่างไรเสีย หวังเป่าเล่อผู้นี้ก็ไม่ใช่คนเห็นแก่ตัว! คิดดังนั้นหวังเป่าเล่อก็ตั้งใจจะบีบมือต่อ แต่ก็สังเกตเห็นว่าใบหน้าแดงเรื่อเมื่อครู่ของอีกฝ่ายกลับมาเป็นปกติแล้ว เขาบีบมืออีกครั้งโดยไม่รู้ตัว ร่างเขาหลี่หว่านเอ๋อร์สั่นเทาในทันใด ใบหน้าขึ้นสีแดงอีก
เกิดอะไรขึ้นกัน หวังเป่าเล่อเห็นหลี่หว่านเอ๋อร์ปิดตาแน่น หน้าแดงระเรื่อ นิ่งเงียบไม่พูดไม่จา ชายหนุ่มหัวใจเต้นถี่รัว มือเริ่มปัดป่ายสำรวจไปทั่วโดยไม่ได้ตั้งใจ
หลี่หว่านเอ๋อร์ตัวแข็งทื่อ นางนิ่งเงียบแต่ก็ไม่ปัดป้องอีกฝ่าย ทำให้หวังเป่าเล่อเริ่มหายใจถี่หนัก ทันใดนั้นน้ำเสียงเย็นชาดังเช่นปกติของหลี่หว่านเอ๋อร์ก็ดังก้องไปทั่วถ้ำใต้พิภพ
“ถ้าเจ้ายังอยากมีร่างกายครบสมบูรณ์ถึงตอนที่มีคนมาช่วยก็จงหยุดมือเสีย!”
เสียงของหญิงสาวทำให้หวังเป่าเล่อเสียวสันหลังวาบ ตัวแข็งทื่อขึ้นมาในทันใด เขากระแอมกระไอ ไม่กล้าขยับมือต่อหลังจากไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน…
ทั้งคู่ไม่ปริปากอะไรอีก ภายในถ้ำอันเงียบสงบนี้มีเพียงเสียงหายใจของพวกเขาที่ดังก้องและเสียงลมพัดจากภายนอกซึ่งทำให้ทั้งสองกอดกันแนบชิดขึ้นไปอีก
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า จู่ๆ หลี่หว่านเอ๋อร์ก็เอ่ยถามขึ้น
“ว่าแต่เจ้า ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเกือบฆ่าหลี่ซิ่วบนดวงจันทร์อย่างนั้นหรือ”
“ข้าไปฆ่าเขาอย่างนั้นรึ เจ้านั่นน่ะคิดว่าข้าอ่อนแอเลยจะพุ่งมาฆ่าข้า ข้าใจบุญ มากแล้วที่ปล่อยให้เขารอดกลับไป!” หวังเป่าเล่อขุ่นเคืองใจเมื่อได้ยินที่อีกฝ่ายถาม หลังจากหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เล่าเรื่องราวต่างๆ ที่พบบนดวงจันทร์ให้ หลี่หว่านเอ๋อร์ฟัง แต่ก็ปิดข้อมูลสำคัญบางอย่างเกี่ยวกับตนเองไว้
ทั้งสองพูดคุยกันขณะมอบความอบอุ่นให้แก่กันในถ้ำใต้ดิน หวังเป่าเล่อเริ่มเล่าก่อน ตามด้วยหลี่หว่านเอ๋อร์ เป็นเช่นนี้จนหนึ่งคืนล่วงผ่านไป
รุ่งเช้าวันที่สอง หมอกสีโลหิตก็เริ่มจางหายไป หวังเป่าเล่อและหลี่หว่านเอ๋อร์รู้สึกได้ถึงปราณวิญญาณที่ไหลเวียนกลับคืนร่างกายอย่างรวดเร็ว
ด้วยพลังปราณวิญญาณที่กลับคืนมา วิสัยทัศน์พร่ามัวของทั้งสองจึงเริ่มกลับคืนสู่สภาพปกติ…
ปราณวิญญาณที่กลับคืนมาทำให้ทั้งคู่ไม่ต้องคอยมอบความอบอุ่นให้แก่กันอีก หลี่หว่านเอ๋อร์จึงผละออกจากอ้อมกอดของหวังเป่าเล่ออย่างไร้เยื่อใย นางยืนขึ้น ไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะมองมา ก่อนจะหันหลังให้และใส่เสื้อผ้ากลับ
หวังเป่าเล่อใจเต้นตูมตามอีกครั้งทั้งที่เพิ่งจะสงบลงไปเมื่อได้เห็นเรือนร่างของ หลี่หว่านเอ๋อร์จากด้านหลัง เขารีบใส่เสื้อผ้ากลับเช่นกัน
เมื่อทั้งคู่แต่งตัวเรียบร้อยแล้ว หลี่หว่านเอ๋อร์ก็หันกลับมาด้วยท่าทีเย็นชาเหมือนดังทุกๆ ครั้ง แววตาของนางห่างเหินราวกับจะคอยผลักไสให้ทุกคนออกห่าง นางกลับไปเป็นเหมือนดังภูผาน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลายอีกครั้ง
“หวังเป่าเล่อ ถ้าเจ้าบังอาจปริปากบอกเรื่องที่เกิดขึ้นในนี้กับผู้ใดแล้วละก็…” หลี่หว่านเอ๋อร์หยุดพูดชั่วขณะ นัยน์ตาฉายแววเย็นยะเยือก นางยกมือขวาขึ้นทุบผนังถ้ำเสียงดัง ทันใดนั้นผนังหินก็แหลกเป็นเม็ดทราย แม้นางจะอยู่เพียงขั้นรากฐานตั้งมั่นชั้นสมบูรณ์ แต่พลังปราณที่ปล่อยออกมาเมื่อครู่นั้นมีระดับใกล้เคียงกับขั้น กำเนิดแก่นใน
หวังเป่าเล่อขมวดคิ้วขณะยิ้มหยันอยู่ในใจ เขาคิดว่าตนต่างหากที่ควรจะเป็นคนพูดประโยคนั้น แต่หลี่หว่านเอ๋อร์ดันชิงพูดไปก่อน ชายหนุ่มอยากจะพูดอะไรโต้ตอบ แต่ทันใดนั้น ขวานศึกด้ามยักษ์ก็ปรากฏบนมือของหลี่หว่านเอ๋อร์ ขวานศึกนั้น…เป็นอาวุธเวทระดับเจ็ด!
เมื่อเห็นอาวุธเวทตรงหน้า หวังเป่าเล่อก็กะพริบตาและสูดหายใจลึก เขาคิดว่าคงไม่ใช่เรื่องน่าอับอายอะไรหากจะเชื่อฟังหญิงสาวตรงหน้าในตอนนี้ จึงตบอกเสียงดัง
“วางใจได้! ต่อให้ถูกรุมซ้อมจนปางตายข้าก็จะไม่ปริปากบอกใครแม้แต่นิดเดียว!”
