บทที่ 322 แร้งศักดิ์สิทธิ์
หลี่หว่านเอ๋อร์มองลึกเข้าไปในดวงตาของหวังเป่าเล่อเมื่อได้ยินที่เขาพูด จากนั้น ก็หันหลังกลับเดินออกจากถ้ำไป เรือนร่างด้านหลังของนางดูโค้งเว้าสวยงาม มีรังสีเย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็งแผ่ออกมา ดวงตาของนางฉายแววราวกับคอยส่งสัญญาณให้คนอื่นๆ ถอยห่างออกไปไกลจากตน หวังเป่าเล่อบึ้งตึงไป
ข้าช่วยชีวิตนางไว้แท้ๆ เมื่อคืนนี้เราต่างใช้ประโยชน์จากอีกฝ่าย ข้าเองก็โดนฉวยโอกาสเหมือนกัน! กล้าดีอย่างไรมาขู่ข้า! หวังเป่าเล่อเดือดดาลเพราะโดนเอาเปรียบ หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ตัดสินใจได้ว่าไม่ควรบอกกล่าวความรู้สึกข้างในออกไป นี่ถือเป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่ง แสร้งว่าอ่อนแอให้อีกฝ่ายตายใจ หากแท้จริงแล้วชายหนุ่มนั้นไม่ได้ขี้ขลาดหรืออ่อนแอแม้แต่นิด
คิดดังนั้นหวังเป่าเล่อก็สบายใจมากขึ้น เขาเดินเอามือไพล่หลังออกจากถ้ำไป
แสงอาทิตย์ส่องสว่าง ฟ้าสีคราม ทิวทัศน์ที่ปกคลุมไปด้วยหิมะและเกล็ดน้ำแข็งปรากฏให้เห็นในสายตาของชายหนุ่ม ภาพเบื้องหน้าแตกต่างกับสภาพเมื่อคืนโดยสิ้นเชิง ไม่มีร่องรอยผุพังใดๆ ราวกับว่าหมอกสีโลหิตเมื่อคืนเป็นเพียงความฝัน ไม่เคยเกิดขึ้นจริง
แต่หวังเป่าเล่อและหลี่หว่านเอ๋อร์ต่างรู้ดีว่าเหตุการณ์เมื่อคืนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง พวกเขายืนนิ่งเงียบ สัมผัสได้ถึงความแปลกประหลาดบนดาวอังคาร
ทั้งคู่ต่างรู้สึกว่าเป็นเรื่องอันตรายถ้ายังยืนอยู่ ณ ที่แห่งนี้ต่อไป หลี่หว่านเอ๋อร์ รีบนำเรือบินออกมา ขณะที่หวังเป่าเล่อจ้ำอ้าวขึ้นไปบนเรือบินอย่างรวดเร็ว หลี่หว่านเอ๋อร์คุมเรือบินกลับไปยังนครดาวอังคารด้วยความเร็วสูง
แหวนสื่อสารกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ระหว่างทางกลับ ทั้งคู่ต่างได้รับข้อความมากมาย หวังเป่าเล่อได้รับข่าวจากหลินเทียนหาวและเหล่าอาจารย์ในสำนักศึกษา เต๋าหมอกขุนเขา รวมถึงข้อความจากจินตั้วหมิงและผู้ส่งที่ไม่ระบุนามอีกเล็กน้อย
ประมุขสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์เองก็ส่งข้อความมาหาเขาหลายข้อความ ทันทีที่หวังเป่าเล่อเห็นข้อความเหล่านั้น ชายหนุ่มก็รีบอ่านข้อความทั้งหมดก่อนจะตอบกลับอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เลื่อนสายตาลงมาอ่านข้อความของจินตั้วหมิง ใบหน้าของเขาก็ดูตื่นตกใจในทันใด
เมื่อคืน พื้นที่ถึงหนึ่งในสามของดาวอังคารถูกปกคลุมไปด้วยลมแรงและหมอกสีโลหิต!
หวังเป่าเล่อพลันเงยหน้าขึ้นด้วยความตื่นตะลึง เขาหันไปมองหลี่หว่านเอ๋อร์ และพบว่านางก็มีสีหน้าตื่นตระหนกไม่ต่างกัน ดูเหมือนว่าด้วยตำแหน่งของนางทำให้นางรู้รายละเอียดของเรื่องที่เกิดขึ้นมากกว่า
และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ หลี่หว่านเอ๋อร์เป็นหนึ่งในกลุ่มบุคคลหลักที่มีหน้าที่ดูแลกองวินัยอาณานิคม นางจึงได้รับแจ้งรายละเอียดเบื้องลึกต่างๆ ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้ว่าหมอกในบริเวณที่พวกเขาอยู่จะจางหายไปแล้ว แต่ในพื้นที่อื่นๆ เกินกว่าครึ่งนั้น หมอกยังไม่ได้สลายไป
หลี่หว่านเอ๋อร์ฉงนใจกับเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น นางเกรงกลัวผลกระทบของหมอกสีโลหิตและตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์นี้ดี หากพวกเขาไม่รีบจัดการกับต้นตอของปัญหา อาจจะมีภัยพิบัติบังเกิดขึ้นอีกก็เป็นได้ ครั้งนี้ยังดีที่เกิดขึ้นบริเวณภายนอกนครอาณานิคม แต่หากครั้งหน้ามันเกิดขึ้นภายในตัวนครแล้วละก็…
หลี่หว่านเอ๋อร์มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นเมื่อจินตนาการเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น นางเร่งความเร็วของเรือบินให้เร็วยิ่งขึ้น เครื่องยนต์ส่งเสียงดังลั่นขณะพุ่งไปข้างหน้า หญิงสาวรู้ดีว่ามีภารกิจที่เกี่ยวข้องกับหมอกประหลาดครั้งนี้กองโตเป็นภูเขาเลาการอให้กลุ่มของนางเข้าไปจัดการตรวจสอบ
หวังเป่าเล่อคิดไม่ตกว่าเกิดอะไรขึ้น เขาขมวดคิ้วขณะจ้องไปยังแหวนสื่อสาร ข้อความหนึ่งที่ได้รับจากอาจารย์ในสำนักศึกษาแจ้งว่าทางกองทัพได้มาตามตัว ชายหนุ่มเมื่อคืนนี้ แต่เมื่อพบว่าเขาไม่อยู่ จึงนำตัวหลินเทียนหาวไปแทน
ทางสำนักศึกษาเองก็ไม่รู้เหตุผลที่แน่ชัด หวังเป่าเล่อรีบหยิบแหวนสื่อสารขึ้นมาส่งข้อความไปหาหลินเทียนหาว แต่ก็ได้รับเพียงเสียงคลื่นสัญญาณขาดๆ จึงทราบว่าหลินเทียนหาวถูกตัดการสื่อสารกับโลกภายนอก
หลังจากนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง หวังเป่าเล่อก็หันไปทางหลี่หว่านเอ๋อร์
“เมื่อคืนทางกองทัพมาตามตัวข้าถึงสำนักศึกษา สุดท้ายแล้วพวกเขาก็พาตัว รองเจ้าสำนักไปแทน เจ้ารู้รายละเอียดไหมว่าเกิดอะไรขึ้น ทางกองทัพทำเช่นนี้ทำไม”
หลี่หว่านเอ๋อร์ขมวดคิ้ว หันไปมองหวังเป่าเล่อแวบหนึ่ง หากเป็นปกตินางคงจะเมินชายหนุ่มไปแล้ว แต่หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง นางก็หยิบแหวนสื่อสารขึ้นมา ส่งข้อความถามรายละเอียดต่างๆ เล็กน้อย ผ่านไปพักหนึ่งหญิงสาวก็เอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่ได้หันมามองหวังเป่าเล่อแม้แต่น้อย
“เมื่อคืน พอหมอกสีโลหิตและลมแรงพลันปรากฏ มีหมู่บ้านประหลาดเจ็ดแห่งปรากฏขึ้นด้วย จากการประเมินด้วยวงแหวนปราณพบว่ามีความอันตรายอยู่ใน ระดับต่ำ เจ้านครออกคำสั่งให้ทางกองทัพจัดกลุ่มตรวจสอบขึ้นมาเจ็ดกลุ่มและ แยกย้ายออกไปตรวจสอบตามหมู่บ้านแต่ละแห่ง จากการตรวจสอบคร่าวๆ พบร่องรอยของวงแหวนปราณและสมบัติเวทภายในหมู่บ้านเหล่านั้น ทุกกลุ่มจึงต้องมีนักหลอมวงแหวนปราณและนักหลอมอาวุธเวทติดไปด้วย”
หวังเป่าเล่อพอจะทราบสถานการณ์ทั้งหมดเมื่อได้ยินคำอธิบายจากหลี่หว่านเอ๋อร์ เขานึกเป็นห่วงหลินเทียนหาวที่ต้องไปปฏิบัติภารกิจแทนตนเอง ภาพความสยองขวัญของหมอกสีโลหิตและลมแรงปรากฏขึ้นในหัว ความกังวลเข้าเกาะกุมในหัวใจ ชายหนุ่มเริ่มพิจารณาว่าเหตุใดทางกองทัพจึงเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบสถานการณ์นี้ด้วย แม้แต่เจ้านครเองยังรับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น แต่เขาอาจจะคิดมากจนเกินไป ทางกองทัพน่าจะมีการเตรียมพร้อมมาอย่างดีเพื่อรับมือกับภารกิจครั้งนี้ พวกเขาน่าจะมั่นใจว่าจะปฏิบัติภารกิจได้สำเร็จลุล่วง
หลี่หว่านเอ๋อร์สังเกตเห็นว่าหวังเป่าเล่อเป็นกังวล นางนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยปากพูดขึ้น
“ทุกๆ กลุ่มมีผู้ฝึกตนขั้นกำเนิดแก่นในคอยควบคุม หากทางกองทัพเข้าปฏิบัติภารกิจใดแล้ว ข้อมูลข่าวความคืบหน้ารวมถึงช่องทางการสื่อสารจะถูกปิดกั้นไว้หมด ผู้ปฏิบัติภารกิจจะไม่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อกับคนภายนอก สิ่งที่ข้าบอกไปนั้นเป็นความลับระดับสูง ถ้าเจ้าเผยแพร่ไปละก็…”
“ข้ารู้ ข้ารู้ ข้าจะมีสภาพเป็นเหมือนผนังถ้ำที่เจ้าทุบใช่ไหม ข้าเข้าใจแล้ว!” หวังเป่าเล่อถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อได้ยินที่หลี่หว่านเอ๋อร์บอก เขาจ้องไปทางอีกฝ่าย จู่ๆ ก็รู้สึกว่านางไม่ได้เป็นคนเลวร้ายอะไรขนาดนั้น
หลี่หว่านเอ๋อร์แค่นเสียงทางจมูก ไม่ได้พูดอะไรต่อ นางบังคับให้เรือบินทะยานเร็วขึ้นไปอีก ไม่นานพวกเข้าก็มาถึงขอบนอกของนครอาณานิคมดาวอังคาร ก่อนที่ เรือบินจะพุ่งเข้าไปในตัวเมือง นางก็เปิดใช้งานกลไกเรือบิน ทันใดนั้นแสงสีดำก็เข้า ปกคลุมรอบตัวเรือบินขณะพุ่งผ่านวงแหวนปราณที่ล้อบรอบนครอาณานิคม มุ่งหน้าไปยังเขต 36 ที่อยู่บริเวณรอบนอกของตัวนคร ก่อนจะหยุดชั่วครู่ตรงตรอกแคบๆ ปราศจากผู้คน
“ลงไป!”
หวังเป่าเล่อรู้ดีว่านางไม่ต้องการให้ผู้อื่นเห็นพวกเขาทั้งคู่อยู่ด้วยกัน เขาไม่พูดพร่ำทำเพลงรีบกระโดดออกจากเรือบิน ยังไม่ทันที่เท้าจะลงแตะพื้น เครื่องยนต์ของ เรือบินก็ส่งเสียงดังลั่นก่อนจะพุ่งหายไปไกล
หวังเป่าเล่อมองเรือบินทะยานจากไป เขาตระหนักได้ว่าจะไม่มีใครรู้เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขาทั้งสอง เหตุการณ์ทั้งหมดจะเป็นความลับที่มีเฉพาะคนทั้งคู่เท่านั้นที่รู้
ก็ได้ ถ้าเจอหลี่ซิ่วอีก ข้าจะยอมไม่กระทืบเขาก็ได้ หวังเป่าเล่อส่ายหัว ก่อนจะนำเรือบินของตนออกมาและมุ่งหน้ากลับสำนักศึกษาเต๋าหมอกขุนเขาอย่างรวดเร็ว เมื่อกลับมาถึงเขาก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรผิดแปลกไป เหล่าอาจารย์ก็สอนวิชา เหล่าศิษย์ต่างเข้าชั้นเรียนและฝึกวิชาตามปกติ
เห็นได้ชัดว่าข่าวเรื่องหมอกสีโลหิตและลมแรงถูกเก็บไว้อย่างมิดชิด มีเพียงไม่กี่คนที่ ได้ทราบเรื่องนี้ หวังเป่าเล่อทราบรายละเอียดก็เพราะจินตั้วหมิงบอกกล่าวมา
ข้าหวังว่าเทียนหาวจะปลอดภัยดี หวังเป่าเล่อถอนหายใจหลังจากกลับถึงสำนักศึกษา รู้ดีว่าไม่มีอะไรต้องกังวล จึงผลักความกังวลออกไป และหันมาสนใจเรื่องการบริหารจัดการสำนักศึกษาและการฝึกตนแทน
เขาคอยจับตาดูการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในดาวอังคาร คอยติดต่อไปยังครอบครัวของศิษย์หลายคนเพื่อให้มั่นใจว่าตนได้รับข้อมูลข่าวสารล่าสุด พ่อแม่ของหลายๆ คนเป็นคนในกองทัพ พอพวกเขารู้ว่าหวังเป่าเล่อเองก็ทราบรายละเอียดของเหตุการณ์นี้ ทุกคนต่างบอกเป็นนัยว่าจะแจ้งให้เขาทราบทันทีหากได้รับข่าวอะไรจากทั้งเจ็ดกลุ่ม
ผ่านไปสองสามวัน หวังเป่าเล่อก็ได้รับข่าวใหม่ จากทั้งเจ็ดกลุ่ม มีหนึ่งกลุ่มกลับมาจากการปฏิบัติภารกิจแล้ว พวกเขาต่างมีข้อมูลต่างๆ ที่หวังเป่าเล่อไม่ทราบ รวมถึงข่าวความคืบหน้าของกลุ่มอื่นๆ ด้วย ทุกกลุ่มเหมือนจะปลอดภัยดี แต่เนื่องจากภารกิจมีความซับซ้อนแตกต่างกันไป จึงต้องใช้เวลาปฏิบัติภารกิจมากขึ้น
กลุ่มหกที่หลินเทียนหาวสังกัดอยู่ก็เป็นเช่นนั้น
เมื่อทราบเรื่อง หวังเป่าเล่อก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขาสงบใจลงและเริ่มฝึกกระบวนท่าเต๋าสายฟ้าขั้นต้นต่อ ชายหนุ่มต้องการพัฒนาไปยังจุดสูงสุดของขั้นรากฐานตั้งมั่นชั้นกลาง เพื่อจะได้บรรลุไปขั้นรากฐานตั้งมั่นชั้นปลาย
ชายหนุ่มใกล้จะร่างพิมพ์เขียวหลักของปราการเสร็จแล้ว ยังขาดแค่เพียงรายละเอียดเพิ่มเติมอีกเล็กร้อย แผนโครงร่างคร่าวๆ นั้นเสร็จหมดแล้ว นอกจากจะต้องปรับแต่งโครงสร้างบางอย่าง เขายังต้องสร้างหุ่นเชิดก่อสร้างเพิ่มอีก
หวังเป่าเล่อหันมาทุ่มพลังให้การออกแบบหุ่นเชิดก่อสร้าง วันคืนผ่านไป ชายหนุ่มหมกมุ่นอยู่กับการศึกษาวิจัยจนครึ่งเดือนผ่านไปในชั่วพริบตา
ผู้ปกครองของเหล่าศิษย์แจ้งว่าทั้งเจ็ดกลุ่มนั้นปลอดภัยดี สองสัปดาห์ที่ผ่านมา มีสองกลุ่มได้กลับจากการปฏิบัติภารกิจแล้ว
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป หวังเป่าเล่ออยู่ในภวังค์สมาธิขณะกลุ่มที่สี่กลับจากการ ปฏิบัติภารกิจ ทันใดนั้นก็มีเสียงบางอย่างปริแตกดังมาจากภายในกำไลคลังเวท
เสียงอะไรกัน หวังเป่าเล่อนิ่งไป เขาเบิกตาโพลงในทันทีพร้อมกับจ้องไปยังกำไลคลังเวทด้วยความตื่นตกใจ ชายหนุ่มพลิกมือเปิดใช้งานกำไลคลังเวท และเริ่มคุ้ยหาต้นตอของเสียง ไม่นานก็หยิบเอาไข่ใบหนึ่งออกมาด้วยใบหน้างุนงง
ไข่ใบนั้นมีขนาดเท่าฝ่ามือ เป็นไข่อสูรที่ได้รับมาจากอาจารย์อาวุโสเมื่อตอนอยู่ในค่ายฝึกพันธุ์กล้าของสหพันธรัฐ เขาจำได้ว่าไข่ใบนี้ถูกพบในท้องทะเลแห่งอสูร และเหล่าอาจารย์ประจำค่ายเองก็ไม่รู้ว่ามันจะฟักออกมาเป็นตัวอะไร
นอกจากหวังเป่าเล่อแล้ว กงเต๋าเองก็ได้รับไข่อสูรไปด้วยเช่นกัน
หวังเป่าเล่อนำไข่กลับไปที่สำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์และสั่งให้ผู้ติดตามช่วยดูแลฟักไข่ ผ่านไปเนิ่นนาน ไข่ก็ส่งสัญญาณเหมือนว่าจะฟักตัวตอนที่เขาเดินทางมายัง ดาวอังคาร ชายหนุ่มทิ้งไข่ไว้ในกำไลคลังเวท และด้วยเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนดาวอังคารรวมทั้งการที่ไข่ไม่ยอมฟักเสียที ทำให้หวังเป่าเล่อเกือบจะลืมไปว่ามีไข่ใบนี้ในครอบครอง
เมื่อเขานำไข่ออกมาก็พบรอยปริแตกบนเปลือก คลื่นพลังปราณระดับลมหายใจเที่ยงแท้พวยพุ่งออกมาจากไข่…
ไข่มีสภาพราวกับพร้อมจะฟักได้ทุกเมื่อ!
ยังไม่ทันจะฟักก็มีพลังปราณระดับลมหายใจเที่ยงแท้แล้วหรือนี่ หวังเป่าเล่อ ตื่นตะลึงและเริ่มตื่นเต้นขึ้นมา
อยากจะรู้จริงว่าจะเป็นตัวอะไร น่าจะเป็นสัตว์ปีกเพราะดูเหมือนไข่นก อาจจะเป็นแร้งศักดิ์สิทธิ์ในตำนานก็ได้ ช่างเหมาะสมกับชายผู้หล่อเหลาเช่นข้าเสียจริง!
