Skip to content

A World Worth Protecting 351

บทที่ 351 ใช้ประโยชน์จากผู้อื่น

ในขณะนี้ไม่ว่าจะบนโลกหรือบนดวงจันทร์ ชาวสหพันธรัฐทุกหนแห่งล้วน      กลั้นหายใจ เสียงกรีดร้องและความอัปลักษณ์ของอสูรร้าย ที่แม้จะมาจาก             การถ่ายทอดสด ก็ยังเป็นสิ่งสะเทือนขวัญอย่างยิ่ง

ทุกคนจึงขึงขังขึ้นมาในทันใด ขนาดคนดูยังตื่นกลัวเท่านี้ อารมณ์ของบรรดาผู้ที่อยู่ในเขตนครใหม่ของดาวอังคารก็คงไม่ไกลจากกันนัก

เหล่าอสูรร้ายนั้นหน้าตาน่าเกลียด แถมยังมีแววตาบ้าคลั่ง พวกมันน่าเกรงกลัวเป็นอย่างยิ่ง และแทนที่จะพุ่งเข้ามาในทิศทางเดียว บรรดาอสูรที่ถูกผนึกควบคุมกลับพุ่งทะยานออกไปสิบทิศทางพร้อมๆ กันด้วยความเร็วสูง เป้าหมายก็คือ…อาณาเขตของตัวแทนทั้งสิบ!

จำนวนของอสูรที่มุ่งหน้าเข้าไปยังอาณาเขตทั้งสิบนั้นพอๆ กัน แม้จะไม่เท่ากันหมด   แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ยุติธรรม

การทดสอบนี้ต้องการจะดูว่าตัวแทนคนใดสามารถอดทนได้จนถึงที่สุด แต่เหตุอสูรหลั่งไหลนั้นไม่ได้บังเกิดพร้อมกันในคราเดียว พลังของผนึกจะถูกควบคุมให้ปล่อยอสูรออกมาเป็นระยะ แต่จะให้เวลาพักหายใจอยู่บ้าง

ในเหตุอสูรหลั่งไหลรอบแรกนี้ แม้จะมีอสูรที่ดุร้ายออกมามากมาย แต่พลัง       การต่อสู้ของพวกมันก็อยู่ในระดับทั่วๆ ไป โดยมากแล้วอยู่ในระดับการฝึกตนโบราณเท่านั้น ภายใต้การจำกัดของผนึกมีอสูรบางตนที่อยู่ในขั้นลมหายใจเที่ยงแท้ แต่ไม่ได้มากมายนัก กระนั้นจำนวนของอสูรที่ทะลักออกมาก็น่าตื่นตะลึงยิ่ง หากมองจาก      ที่ไกลออกไป มันดูเหมือนเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่ซัดโถมเข้าใส่อาณาเขตทั้งสิบ

เมื่อเทียบกับฐานที่มั่นที่ตัวแทนทั้งเก้าสร้างขึ้นแล้ว ฐานของหวังเป่าเล่อดูหมองไปถนัดตา…

ทันทีที่อสูรจู่โจมเข้ามา หลี่อี้และคนอื่นๆ ต่างก็ส่งคำสั่งกันอย่างเร่งรีบ ทันใดนั้น ในฐานที่พวกเขาสร้างขึ้น ทั้งปืนใหญ่สวรรค์ ปืนใหญ่เป่าเล่อ และอาวุธเวทขนาดเขื่องชิ้นอื่นๆ รวมไปถึงบรรดานักการยุทธ์ต่างเปิดฉากป้องกันตัวเอง ในพริบตานั้น เสียงดังสนั่นก็ระเบิดขึ้น ระหว่างการป้องกันตนเองนั้น หลี่อี้และตัวแทนคนอื่นๆ ต่างต่อเติมฐานของตนต่อไป ทุกคนรู้ดีว่าหากต้องการยืดหยัดจนจบ ทุกวินาทีนั้นมีความหมาย!

นัยน์ตาของหวังเป่าเล่อเบิกโพลงเมื่อเห็นอสูรร้ายพุ่งตรงเข้ามาแต่ไกล ชายหนุ่มกระโจนขึ้นไปบนอากาศและกระทืบลงไปบนดินอย่างแรง พื้นดินที่ถูกแรงกระแทก    ก็แยกออก พร้อมส่งเสียงดังสนั่น เศษดินกระจายฟุ้งขึ้นไปในอากาศ ก่อให้เกิด    อุโมงค์ลึกใต้พื้นดิน

หวังเป่าเล่อกระโดดลงไปในอุโมงค์โดยไม่รีรอ เขาใช้งานผนึกฝ่ามือซ้ายดึงดินที่อยู่รอบๆ เข้ามากลบฝังตนเองไว้ในบัดดล…

เจ้าลาที่ยืนอยู่ข้างๆ กันถึงกับอึ้งไป แต่มันเองก็ไม่รอช้า รีบเลียนแบบขุดหลุมและฝังตัวเองไว้เช่นเดียวกับเจ้านาย…

ทุกคนที่กำลังเฝ้าดูการถ่ายทอดสดอยู่อย่างตึงเครียดพากันตะลึง พวกเขาต่างก็จ้องมองทั้งคนและลาที่ฝังตัวเองลงไปในดิน…

“เจ้าหวังเป่าเล่อ…ขุดดินฝังตนเองอย่างนั้นหรือ”

“ทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ”

ไม่เพียงพวกเขาเท่านั้นที่ตกตะลึง กระทั่งจั่วอี้เซียนและตัวแทนจากกองทัพ    ชาวอังคารเองก็ผงะ ตัวแทนคนอื่นอยู่ห่างออกไปจึงไม่ได้เห็นเหตุการณ์ แต่เพราะ   หวังเป่าเล่ออยู่ในอาณาเขตข้างเคียงของทั้งคู่ พวกเขาจึงเห็นเต็มสองตา แต่ขณะนั้นพวกเขาไม่มีเวลาแม้แต่จะคิด สมาธิทั้งหมดต้องทุ่มให้กับการป้องกันเหตุอสูรหลั่งไหลเท่านั้น ทว่าไม่นานนัก…จั่วอี้เซียนและตัวแทนจากกองทัพชาวอังคารก็เริ่มตะโกนอย่างบ้าคลั่งราวกับเสียสติ

“หวังเป่าเล่อ เจ้ามันหน้าไม่อาย!”

“แจ้งกรรมการเร็ว! แจ้งกรรมการที! เจ้าหวังเป่ามันโกง!”

ทั้งคู่ไม่อาจสงบอยู่ได้อีกต่อไป หวังเป่าเล่อและลาของเขาฝังกลบตัวเองอยู่ในอุโมงค์ใต้ดิน ซึ่งเป็นบริเวณที่ไม่มีสิ่งก่อสร้างใดๆ อยู่ แม้ว่าอสูรดุร้ายกำลังโมโหจัดแต่พวกมันก็ไม่ได้ตาบอด เมื่อมองไม่เห็นสิ่งก่อสร้างและผู้คน พวกมันจึงเบนความดุร้ายกระหายเลือดไปทางอาณาเขตที่ขนาบข้างอยู่สองฝั่งแทน…

ดังนั้นทั้งจั่วอี้เซียนและตัวแทนกองทัพชาวอังคารต่างก็ต้องรับมือกับอสูรที่หลั่งไหลมายังเขตของพวกเขา รวมทั้งอสูรที่ควรจะบุกโจมตีอาณาเขตของหวังเป่าเล่อไปพร้อมๆ กัน…

ความเคร่งเครียดนั้นสูงจัดเสียจนทำให้สองตัวแทนถึงกับต้องส่งเสียงร้องคำรนออกมาอย่างเกรี้ยวกราด ถ้อยคำสบถหยาบคายปลิวว่อนไปทุกแห่งหน แต่ก็ไม่มีทางออก ฐานที่มั่นของพวกเขาใหญ่โตเสียจนแม้จะขุดอุโมงค์หนีก็คงไม่มีประโยชน์…

ปัญหาในตอนนี้คือฐานที่มั่นของพวกเขาแม้ภายนอกจะดูทนทานแต่ก็สร้างขึ้นอย่างเรียบง่าย แม้ว่าอสูรร้ายจะไม่ได้เก่งกาจเท่าใดนัก แต่จำนวนของมันก็มหาศาล พวกเขาอาจต้านทานเอาไว้ได้หากมีอสูรตามจำนวนที่คาดการณ์ไว้ แต่เมื่อต้องรับมือทั้งอสูรของตนและอสูรส่วนของหวังเป่าเล่อด้วยแล้ว ทำให้ฐานที่มั่นนั้นเกินจะป้องกันไว้ได้ไหว

จั่วอี้เซียนมีแต้มต่ออยู่บ้างเพราะตระกูลนภาห้าสมัยมอบทรัพยากรแทบทั้งหมด  ที่มีมาให้ ทว่าฝ่ายตัวแทนจากกองทัพชาวอังคารกำลังเพลี่ยงพล้ำ เพราะตัวแทนหลักที่กองทัพชาวอังคารสนับสนุนในคราวนี้คือกงเต๋า ขณะที่ตัวแทนผู้นี้มาก็เพื่อให้ครบจำนวนเท่านั้น บรรดาผู้ติดตามที่มากับเขาก็อ่อนแอมากหากเทียบกับผู้ติดตามของ  กงเต๋า เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์เลวร้ายเช่นนี้ ฐานที่มั่นที่เขาอุตส่าห์สร้างขึ้นจึงถูกทำลายราบไปอย่างง่ายดาย

ด้วยจำนวนอสูรมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามา ผู้ติดตามของตัวแทนจากกองทัพ    ชาวอังคารจึงสู้อย่างออมแรงเอาไว้ ในช่วงแรกพวกเขาก็พอที่จะทานไหว แต่ยิ่ง    เวลาผ่านไป ทุกคนก็บาดเจ็บ แม้พวกเขาจะสังหารอสูรไปมากมาย แต่เมื่อไม่มีทีท่าว่าเหตุอสูรหลั่งไหลครั้งแรกจะเบาบางลง จิตใจสู้ของพวกเขาก็เริ่มถดถอย

ในไม่ช้า ผู้ติดตามบางคนก็เริ่มถอยและหนีออกจากสนามรบ เมื่อพวกเขาออกจากอาณาเขตไปก็ถือว่าถอนตัวจากการทดสอบ แต่เมื่อต้องอยู่ต่อหน้าอสูรจำนวนมหาศาลแล้ว การถูกตัดสิทธิก็ดูเป็นทางเลือกที่ไม่เลวนัก

ด้วยเหตุนี้ฐานที่มั่นของตัวแทนจากกองทัพชาวอังคารจึงถูกทำลายและผู้ติดตามก็กระจัดกระจายกันไปหมด เมื่อเห็นว่าความพยายามทั้งหมดต้องสูญเปล่า ชายหนุ่ม  ก็ผิดหวังและโมโหเป็นอย่างยิ่งเพราะไม่ต้องการตกรอบเป็นคนแรก เขาจึงเดินไปยังมุมหนึ่งของอาณาเขตและขุดหลุมฝังตัวเองด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ…

ก่อนจะฝังตัวเอง เขาหันไปตะโกนอย่างกราดเกรี้ยวในทิศทางที่หวังเป่าเล่อฝังตัวเองอยู่

“หวังเป่าเล่อ เรื่องของเจ้ากับข้ายังไม่จบเพียงเท่านี้แน่!”

เมื่อตัวเขาขุดหลุมลงไปซ่อนและผู้ติดตามก็หนีไปจนหมด อาณาเขตที่เขาเคยอยู่ก็ถูกอสูรทำลายจนย่อยยับ หลังจากที่อสูรทลายอาณาเขตนั้นลงได้ก็เริ่มกระจายตัวออกไปเป็นสองทาง

ผู้ที่อยู่ด้านข้างอาณาเขตของตัวแทนจากกองทัพชาวอังคารคือตัวแทนจากสำนักสหชุมนุมสกุณา เขาเห็นความย่อยยับของเพื่อนบ้านกับตาตนเอง แต่โชคยังดีที่มีอสูรบุกมาทางเขาไม่มากนักจนยังพอป้องกันตนเองได้ ทว่าสถานการณ์ของฝ่าย     จั่วอี้เซียนกลับยิ่งบ้าคลั่งขึ้นกว่าเดิม

ชายหนุ่มลำบากมากอยู่แล้วที่ต้องรับมืออสูรครึ่งหนึ่งของหวังเป่าเล่อ ขณะนี้เมื่อมีอสูรจากอาณาเขตของตัวแทนกองทัพชาวอังคารมาสมทบด้วย จั่วอี้เซียนและพวกจึงเหมือนอยู่ในนรกอย่างแท้จริง

ความเกลียดชังในใจเขานั้นสุดล้นพ้นประมาณ แต่ขณะนี้ชายหนุ่มทำได้เพียงลืมมันไปเสียและมุ่งมั่นป้องกันฐานที่มั่น ปืนใหญ่สวรรค์และกำแพงฐานเริ่มเสียหายมากขึ้นทุกที หลังจากที่ผู้ติดตามราวร้อยละสามสิบไม่อาจต่อสู้ได้อีก และตัวเขาเองสังหารอสูรทั้งหมดไปได้อย่างจวนเจียน เหตุอสูรหลั่งไหลครั้งที่หนึ่งก็สงบลง

เหตุอสูรหลั่งไหลในครั้งนี้กินเวลาไปทั้งสิ้นราวสองชั่วโมง แต่กระนั้นสองชั่วโมงนี้ก็ราวกับเป็นฝันร้ายของจั่วอี้เซียนและตัวแทนจากกองทัพชาวอังคาร ส่วนผู้ชมจากสหพันธรัฐที่เฝ้าดูอยู่จากที่บ้านก็ยังตกใจไม่หาย

“ช่างเป็นอุโมงค์ที่ใหญ่จริงๆ!”

“ข้าไม่เคยเห็นใครรับมือคู่ต่อสู้ด้วยวิธีนั้นมาก่อน…”

เห็นได้ชัดว่าจั่วอี้เซียนและตัวแทนจากกองทัพชาวอังคารนั้นน่าสงสารยิ่ง คนหนึ่งเจ็บหนัก อีกคนก็สูญเสียทุกอย่าง ทั้งคู่อยู่ห่างจากการสละสิทธิ์ไปแค่คืบเท่านั้น

หลี่อี้และตัวแทนคนอื่นๆ รับมือเหล่าอสูรได้ง่ายกว่ามาก หลังจากที่พวกเขาจัดการอสูรเสร็จจึงได้เห็นสถานการณ์ระหว่างจั่วอี้เซียนและหวังเป่าเล่อ ทุกคนต่างก็กลั้นหายใจ ก่อนจะพากันขอบคุณสวรรค์ที่ไม่ได้เลือกอาณาเขตติดหวังเป่าเล่อ…ทว่าแม้จะรู้สึกปลาบปลื้มสักเพียงใด พวกเขาก็ไม่มีเวลามากนัก ทุกคนรีบซ่อมแซมและพัฒนาฐานเพื่อให้พร้อมรับมือเหตุอสูรหลั่งไหลที่กำลังจะตามมา

เกิดการถกเถียงกันขึ้นในหมู่ผู้ชมจากสหพันธรัฐ ประจวบกับเมื่อเหตุอสูรหลั่งไหลครั้งแรกจบลง จั่วอี้เซียนก็เดินไปยังเส้นแบ่งเขตระหว่างเขาและหวังเป่าเล่อก่อนจะตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด

“หวังเป่าเล่อ ไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้!”

“หวังเป่าเล่อ มาสู้กับข้าให้รู้ผลกันไปเสียเลย!” ตัวแทนจากกองทัพชาวอังคารตะโกนมาจากอีกฟาก เขาโกรธเสียจนฆ่าคนได้

ขณะที่ทั้งคู่กำลังตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยว หวังเป่าเล่อก็โผล่ขึ้นมาจากอุโมงค์    เขาทำท่าชูคอหยิ่งผยองพลางจ้องมองไปยังสิ่งรอบข้าง วัชพืชที่ปกคลุมอยู่ตอนแรกลดลงไปมาก แม้ว่าพื้นดินตอนนี้จะเป็นหลุมเป็นบ่อ แต่ว่าก่อนหน้านี้มันก็ไม่ได้ดีกว่านี้สักเท่าใด หวังเป่าเล่อจึงไม่ใคร่ใส่ใจกับสภาพพื้นผิวนั้นนัก

ตอนนั้นเอง ชายหนุ่มก็สังเกตเห็นสภาพอันย่ำแย่ของเพื่อนบ้านทั้งสองฝั่ง       หวังเป่าเล่อกะพริบตาปริบก่อนจะกระแอมกระไอและจ้องมองไปทางทั้งคู่อย่าง       ไร้เดียงสา คู่แข่งทั้งสองกำลังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

“พวกเจ้าทั้งสองคนเป็นอะไรกัน ข้าทำผิดกฎเช่นนั้นหรือ การที่ข้ารับมือเหตุอสูรหลั่งไหลด้วยเชาว์ปัญญาถือว่าเป็นสิ่งผิดหรือไร”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!