Skip to content

A World Worth Protecting 352

บทที่ 352 ทุกอย่างเป็นไปตามแผน

ทั้งจั่วอี้เซียนและตัวแทนจากกองทัพชาวอังคารต่างโมโหมากอยู่แล้ว เมื่อพวกเขาได้ยินที่หวังเป่าเล่อพูด จึงยิ่งโกรธจนตัวสั่น ราวกับราดน้ำมันลงบนกองไฟ พวกเขา  ทั้งคู่แทบจะสิ้นความอดทนและเข้าต่อสู้กับหวังเป่าเล่อตรงนั้นเสียเลย

ทว่าหลังจากที่คิดถึงความสามารถทางการยุทธ์ของหวังเป่าเล่อแล้ว พวกเขาทั้งคู่ก็ได้แต่ยืนนิ่ง เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ผู้ติดตามเข้าต่อสู้กับหวังเป่าเล่อ แถมยังมีกฎการทดสอบที่ห้ามต่อสู้กันเองคุ้มอยู่อีกข้อหนึ่ง

ยิ่งไปกว่านั้น จะเรียกการกระทำของหวังเป่าเล่อว่าเป็นการสังหารเพื่อนก็คงเรียกไม่ได้เต็มปาก เพราะอย่างไรเสียชายหนุ่มก็ไม่ได้แข็งแกร่งนัก จะซ่อนตัวแกล้งตาย       ก็ไม่ถือเป็นเรื่องผิด..

ทว่ามันกลับยิ่งทำให้จั่วอี้เซียนและตัวแทนคนอื่นๆ รังเกียจเขามากขึ้น หลังจากที่จ้องมองหวังเป่าเล่อราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ จั่วอี้เซียนก็ไม่คิดเสียเวลา หันกลับไปซ่อมแซมและปรับปรุงฐานที่มั่นต่อ ชายหนุ่มคาดคะเนทุกสิ่งเอาไว้หมดและสรุปได้ว่าหากเขาไม่เสริมฐานที่มั่นให้แข็งแกร่งขึ้นก่อนเหตุอสูรหลั่งไหลคราวต่อไปจะมาถึง    เขาต้องตกที่นั่งลำบากอย่างแน่นอน

ขณะที่จั่วอี้เซียนกำลังซ่อมฐานที่มั่นต่อไปอย่างขะมักเขม้นภายใต้บรรยากาศของการทำงานที่แสนวุ่นวาย ตัวแทนจากกองทัพชาวอังคารก็หันหน้าไปมองฐานที่มั่นที่ย่อยยับของตนแล้วจึงหันไปมองหวังเป่าเล่อ เขาหาตำแหน่งเหมาะๆ เพื่อนั่งลงและตะโกนด่าหวังเป่าเล่อด้วยอารมณ์ที่ขุ่นเคืองและเศร้าใจ

“หวังเป่าเล่อ คิดหรือว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้าเติบโตมากับหมู! ไม่เช่นนั้นเหตุใดเจ้าจึงถ่อยและอ้วนถึงเพียงนี้กันเล่า”

“แถมเจ้าก็เป็นนักหลอมอาวุธเวทไม่ใช่หรือ ทำไมไม่หลอมเตาเผาตัวตายไปเสียเล่า ไอ้คนระยำ!”

ชายหนุ่มด่าหวังเป่าเล่ออย่างไม่ยั้งตั้งแต่ต้นจนจบ เขาเทเอาความเกลียดชังทั้งหมดที่มีในหัวใจออกมา ความจริงแล้ว ตัวแทนจากกองทัพคิดว่าในเมื่อเขาไม่มีโอกาสในการทดสอบอีกต่อไป แถมยังไม่อาจสู้กับหวังเป่าเล่อได้ เขาจึงทำได้เพียงด่าทอเท่านั้น หากหวังเป่าเล่อเกิดโกรธและมาทำร้ายเขาเข้า อีกฝ่ายก็จะได้ถูกตัดสิทธิ์ตามกันไป

ถ้อยคำหยาบคายของชายหนุ่มทำให้ผู้ชมทางบ้านตกตะลึง ตัวแทนจากกองทัพชาวอังคารผู้นี้ดูจะมีความสามารถในการด่าทอผู้อื่น เขาไม่แม้กระทั่งจะหยุดคิดคำด่าด้วยซ้ำ

“หวังเป่าเล่อ หากว่าเจ้าเกิดเป็นดอกไม้ วัวก็คงไม่กินหรอก พวกมันไม่ถ่ายรดเจ้าด้วยซ้ำไป!”

“เจ้าเก่งมากอย่างนั้นหรือ แกล้งตายได้เหมือนจริงนักใช่ไหม ถ้าเจ้าเก่งนักก็ลองอั้นฉี่ดูสิ ถ้าเจ้าอั้นฉี่ได้สามวันสามคืน ข้าจะยอมเชื่อว่าเจ้าเก่งจริง!”

คำด่าทอของเขาไหลลื่นไม่หยุดหย่อน เมื่อคนของกองทัพชาวอังคารมาเห็นเข้า พวกเขาต่างก็ตื่นตะลึงจนพูดไม่ออก พวกเขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าตัวแทนที่ลงสมัครเพื่อให้คนครบผู้นี้จะสามารถผรุสวาทได้อย่างเข้มข้นถึงเพียงนั้น

หวังเป่าเล่อแม้จะโกรธอยู่ในตอนแรก แต่ท้ายที่สุดชายหนุ่มก็เพียงถอนหายใจอย่างอ่อนใจและเลิกสนใจอีกฝ่าย เขาแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินและเริ่มฮัมเพลงขณะหยิบเก้าอี้ออกมาอีกครั้ง ชายหนุ่มนั่งลงและหยิบปีกไก่ออกมาอีกกล่องหนึ่ง เมื่อเห็นว่า  ปีกไก่เย็นหมดแล้ว หวังเป่าเล่อจึงจุดไฟด้วยมือขวาเพื่ออุ่นไก่…

เจ้าลาตาลุกวาวขึ้นมาอีกครั้ง มันห้อตะบึงเข้าหาหวังเป่าเล่อและพยายามจะขอกินด้วย หางของมันกวัดแกว่งอย่างรุนแรงกว่าเก่า ชายหนุ่มเหลือบไปมองแต่ไม่ได้    ใส่ใจ เขาไม่ได้ให้กระดูกไก่กับเจ้าลาด้วยซ้ำ

เจ้าลาเริ่มกระวนกระวายและคอยจ้องหาโอกาสจะขโมยของกินจากมือหวังเป่าเล่อ แต่มันก็ยังกลัวว่าหวังเป่าเล่อจะสั่งให้มันหุบปากอีกครั้ง เจ้าลาได้แต่เดินวนรอบตัวชายหนุ่มอย่างกลุ้มใจ เมื่อเห็นว่าหวังเป่าเล่อกินปีกไก่จนหมดแล้ว เจ้าลาก็แทบ     เสียสติ มันส่งเสียงแหลมสูงและจู่ๆ ก็หันไปมองตัวแทนจากกองทัพชาวอังคารผู้ซึ่งกำลังนั่งจิบน้ำและด่าทอหวังเป่าเล่อไม่ขาดปาก

เมื่อเห็นว่าหวังเป่าเล่อไม่ตอบโต้ ตัวแทนจากกองทัพชาวอังคารจึงหยิบแหวนสื่อสารออกมาและเริ่มถ่ายรูปหวังเป่าเล่อพลางยิ้มเยาะไปด้วย

“ได้ ถ้าเจ้าไม่ตอบโต้กับข้า ข้าจะแขวนรูปเจ้าไว้บนกำแพง! ตอนกลางวันเอาไว้ไล่ผี ตอนกลางคืนก็เอาไว้ใคุมกำเนิด!”

หวังเป่าเล่อนั้นแม้จะทำเป็นไม่ได้ยินคำด่าทอ แต่โทสะก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ เมื่อได้ยินประโยคนั้น เขาก็โกรธจนแทบจะลืมตัว ชายหนุ่มหันกลับไปจ้องมองอีกฝ่ายอย่างดุดัน ในใจก็เริ่มชั่งน้ำหนักว่าควรจะแหกกฎเพื่อไปอัดอีกฝ่ายเสียดีหรือไม่ เจ้าลาดูเหมือนสบโอกาส จึงเริ่มหันไปยิ้มเยาะตัวแทนจากกองทัพชาวอังคาร

“ลูกข้า! ลูกข้า!”

เสียงของมันดังกระหึ่มเสียจนตัวแทนจากกองทัพชาวอังคารตื่นกลัว เขากำลังจะอ้าปากพูดแต่เจ้าลาก็ยิ่งกรีดร้องเสียงดังขึ้น เมื่อเห็นการตอบโต้ของเจ้าลา            หวังเป่าเล่อจึงเริ่มใจชื้น เขาดีใจมากจนยอมโยนปีกไก่ไปให้มันชิ้นหนึ่ง เจ้าลาตื่นเต้น   ดีใจและตั้งใจกรีดร้องยิ่งขึ้น

เพราะเหตุนี้ตัวแทนที่อยู่รายล้อมจึงเริ่มรำคาญ ขณะที่ฝ่ายผู้ชมทางบ้านยังคงตื่นตะลึงกันมากขึ้นเรื่อยๆ การด่าทอกันระหว่างตัวแทนจากกองทัพชาวอังคารและ     เจ้าลาดำเนินไปถึงครึ่งชั่วโมง…

ในช่วงเวลานั้น หวังเป่าเล่อนั่งผ่อนคลายสบายใจอยู่ และเมื่อเขากินอิ่มก็มีเสียงกัมปนาทดังออกมาจากผนึกอีกครั้งหนึ่ง หวังเป่าเล่อจึงผุดลุกขึ้นยืนในทันที

ข้าเป็นหมาป่าเดียวดาย ความกล้าหาญที่จะแข่งขันกับคนเก้าหมื่นคนแสดงให้เห็นว่าข้าทั้งหล่อเหลาและยอดเยี่ยมเพียงใด เมื่อหวังเป่าเล่อสังเกตว่าเหตุอสูรหลั่งไหลครั้งที่สองกำลังจะบังเกิดเพราะเสียงดังสนั่นนั้น เขาจึงกระโดดเข้าไปฝังตัวเองอยู่ในอุโมงค์อีกครา เจ้าลาก็ตามไปด้วย…

จั่วอี้เซียนเมื่อเห็นดังนั้นก็ได้แต่กัดฟัน เขาซ่อมแซมฐานที่มั่นเสร็จเรียบร้อยแล้วแต่ยังไม่ได้เพิ่มความแข็งแกร่งหรือขยับขยายมัน ชายหนุ่มรู้สึกกังวลขึ้นเรื่อยๆ และ       ตอนนั้นเองเขาก็เห็นตัวแทนจากกองทัพชาวอังคารเริ่มขุดอุโมงค์ลงไปซ่อนเช่นกัน

“ไม่นะ!”

แต่จั่วอี้เซียนไม่ใช่คนเดียวที่ตกตะลึง ตัวแทนจากสำนักสหชุมนุมสกุณาที่อยู่ข้างๆ ตัวแทนจากกองทัพชาวอังคารก็ตกตะลึงเช่นกัน จากนั้นอสูรจำนวนมหาศาลก็ทะลักออกมาจากผนึกพร้อมส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน คราวนี้เพราะผนึกแยกเป็นรอยใหญ่ขึ้น ฝูงอสูรที่หลั่งไหลออกมาจึงน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม ทั้งในเชิงปริมาณและความแข็งแกร่ง

จำนวนของอสูรที่มีพลังในขั้นลมหายใจเที่ยงแท้ก็เพิ่มมากขึ้น มีอสูรที่อยู่ในขั้นรากฐานตั้งมั่นปรากฏขึ้นด้วย… ทั้งหลี่อี้และตัวแทนคนอื่นๆ ต่างก็ตัวแข็งเกร็งด้วยความกลัว ไม่ช้าเหตุอสูรหลั่งไหลก็ระเบิดขึ้นเต็มกำลัง มีอสูรพุ่งออกมารอบทิศทาง

ภายในพริบตาก็มีเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวไม่หยุดหย่อน การต่อสู้ครั้งนี้         มีขนาดใหญ่เสียจนวัตถุเวททั้งหมดต้องถูกนำมาใช้งาน พลังโจมตีมหาศาลและ       แรงสะท้อนกระจายไปทั่วทุกสารทิศ หากมองจากที่ไกลๆ แล้ว การป้องกันเหตุอสูรหลั่งไหลในครั้งนี้ดูราวกับลมพายุก็ไม่ปาน

หนึ่งชั่วโมงให้หลัง จั่วอี้เซียนที่ทั้งเศร้าทั้งโกรธได้แต่ยืนนิ่งเพราะฐานที่มั่นของเขาอันตรธานไปแล้ว และเพราะอาณาเขตใกล้เคียงทั้งสองแห่งของเขานั้นว่างเปล่า     อสูรทั้งหมดจึงเบนเข็มมาโจมตีอาณาเขตที่ใกล้ที่สุดแทน

ฝ่ายตัวแทนจากสำนักสหชุมนุมสกุณาไม่ได้รับความเสียหายจากเหตุอสูรหลั่งไหลครั้งแรกมากนัก จึงเหลือแรงมากพอที่จะต้านทานการโจมตีระลอกใหม่ได้ ทว่าฝ่าย   จั่วอี้เซียนที่บอบช้ำอย่างเห็นได้ชัดกลับดึงดูดอสูรจำนวนมากกว่าไปหา

หลังจากทต้านทานอยู่ได้ร่วมชั่วโมง จั่วอี้เซียนก็ถึงขีดจำกัด เมื่อเห็นผู้ติดตามคนสุดท้ายของเขาล้มลุกคลุกคลานหนีไป ชายหนุ่มก็แหงนหน้าขึ้นตะโกนใส่ฟ้า

“หวังเป่าเล่อ ทำไมข้าต้องมาดวงซวยอยู่ข้างๆ เจ้าด้วยนะ ข้าเกลียดเจ้า!”

หลังจากตะโกนเสร็จ หน้าเขาก็แดงก่ำด้วยความโกรธ และด้วยความที่ไม่อยากเป็นคนแรกที่ต้องตกรอบไป จั่วอี้เซียนจึงข่มความอับอายและขุดอุโมงค์…ลงไปซ่อนเช่นเดียวกัน

ความโกรธเกรี้ยวของเขาไม่อาจหยุดฝูงอสูรดุร้ายได้ ในที่สุดฐานของเขาก็ถล่มและถูกเหยียบจมหายไปในปฐพี…

เมื่อเห็นหวังเป่าเล่อและตัวแทนอีกสองคนใช้วิชาแกล้งตาย ตัวแทนที่เหลือก็ใกล้จะเสียสติ แน่นอนว่าเหล่าอสูรที่ตอนแรกมุ่งหน้าไปยังอาณาเขตทั้งสามนั้นมา บัดนี้  ได้กระจายตัวและเข้าไปสมทบกับอสูรกองอื่นๆ เป็นการเพิ่มความกดดันให้ตัวแทน  คนอื่นๆ อย่างมาก

ดังนั้นเหตุอสูรหลั่งไหลครั้งที่สองซึ่งไม่ควรต้านทานได้ยากลำบากนัก             กลับกลายเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของตัวแทนคนอื่นๆ หนึ่งชั่วโมงผ่านไป       เหตุอสูรหลั่งไหลสิ้นสุดลง สายตาของหลี่อี้และตัวแทนอีกหกคนต่างก็จับจ้องมายังหวังเป่าเล่อและอีกสองคนที่เพิ่งโผล่ออกมาจากใต้ดิน พวกเขาจ้องมองด้วยความโกรธเกรี้ยว ต่างคนต่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยโทสะ

หวังเป่าเล่อหัวเราะออกมาเบาๆ ชายหนุ่มคิดว่าหากเขาต้องการจะเป็น          ผู้นำสหพันธรัฐ การมีหน้าหนาเป็นทักษะอย่างหนึ่งที่เขาต้องเรียนรู้ เช่นตอนนี้          ก็ถือเป็นโอกาสอันดีในการเรียนรู้ทักษะนั้น ดังนั้นหวังเป่าเล่อจึงยืนขึ้นและปัดฝุ่นออกจากตัวก่อนเอ่ยขึ้นอย่างเปี่ยมไปด้วยอารมณ์

“เท่านี้เองหรือ ข้าชนะโดยไม่ต้องทำสิ่งใดเลยหรือนี่ คิดดูสิหากข้าได้ที่หนึ่งโดยการใช้วิธีแสนชาญฉลาดนี้ นามของข้าต้องถูกจารึกลงไปในประวัติศาสตร์           อย่างแน่นอน!” หวังเป่าเล่อผิวปากเบาๆ ฝ่ายจั่วอี้เซียนและตัวแทนจากกองทัพ     ชาวอังคารนั้นไม่ได้ไร้ยางอายเท่าเขา ต่างก็พากันรู้สึกกระอักกระอ่วนและอับอายเป็นอย่างยิ่ง

แต่พวกเขาไม่มีทางเลือก พวกเขาไม่ต้องการตกรอบเป็นคนแรก สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือต้องอดทนแบกหน้ารับความอับอายเอาไว้ ขณะเดียวกัน พวกเขาก็จ้องมองไปทางหวังเป่าเล่ออย่างโกรธเคือง แต่พทั้งคู่รู้ดีว่าเหตุอสูรหลั่งไหลนั้นต้องไปถึงอีกฝ่าย       สักครั้งหนึ่งอย่างแน่นอน ไม่มีทางที่หวังเป่าเล่อจะซ่อนตัวได้ตลอดไป

ความเชื่อนั้นไม่ผิดเสียทีเดียว สองชั่วโมงถัดมา เหตุการณ์อสูรหลั่งไหลครั้งที่สามก็บังเกิด และทุกคนรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างต่างออกไป อุณหภูมิลดต่ำลงจนรู้สึกได้ ขณะเดียวกันพวกเขาก็เห็นอสูรที่ดูคล้ายวิญญาณล่องลอยออกมาจากผนึกอีกด้วย

วิญญาณบางตนลอยอยู่ในอากาศ บ้างก็คลานอยู่บนพื้น บ้างก็โผล่ขึ้นมาจากใต้ดิน หากมองจากที่ไกลๆ ก็จะเห็นได้ว่ามีวิญญาณอยู่เป็นจำนวนมาก ดูเหมือนพวกมันสามารถทะลุผ่านกำแพงเหล็กได้ขณะกำลังกระจายตัวไปตามอาณาเขตต่างๆ วิญญาณทุกตนส่งเสียงร้องโหยหวนแหลมสูงที่รวมตัวกันกลายเป็นคลื่นเสียงซึ่งสั่นสะเทือนสรรพสิ่ง

จั่วอี้เซียนและตัวแทนจากกองทัพชาวอังคารกำลังจะกลับลงไปในอุโมงค์อีกครั้งเมื่อได้เห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น พวกเขาทั้งคู่และหวังเป่าเล่อต่างก็ผงะตกใจ ทุกคนรู้ดีว่าการแกล้งตายใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป แต่หวังเป่าเล่อก็เตรียมตัวสำหรับรับมือสถานการณ์เช่นนี้มาดีพอสมควร เขาหยิบโทรโข่งยักษ์สิบอันออกมาอย่างไม่รอช้า

ชายหนุ่มวางโทรโข่งไว้รอบอาณาเขตของตนเองและเปิดทุกอันขึ้นอย่างพร้อมเพรียง!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!