Skip to content

A World Worth Protecting 353

บทที่ 353 ไม่มีทรัพยากรก็ไม่กลัว

โทรโข่งสิบอันนั้นใหญ่ยักษ์และมีส่วนประกอบที่หลากหลาย ด้วยความที่เป็น    นักหลอมอาวุธเวทและเป็นคนสร้างโทรโข่งเอง หวังเป่าเล่อจึงประกอบโทรโข่งได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นเมื่อเหตุอสูรหลั่งไหลเริ่มต้นขึ้น โทรโข่งยักษ์ทั้งสิบก็ประกอบ  เสร็จพอดี

วินาทีที่เขาเปิดโทรโข่ง โทรโข่งทั้งสิบก็สั่นไหวอย่างรุนแรง ราวกับว่ามีพลังรุนแรงกำลังไหลบ่าไปตามอักขราจารึกที่อยู่ภายใน ขณะเดียวกันศิลาวิญญาณรุ้งภายใน    โทรโข่งก็เริ่มสลายไปอย่างรวดเร็ว!

ขณะที่ศิลาวิญญาณรุ้งกำลังสลายไปนั้น หวังเป่าเล่อก็หยิบหมวกเกราะที่เขาหลอมเองขึ้นมาสวม ก่อนจะหันไปลากเจ้าลามา เตะมันอย่างแรงหนึ่งครั้งและ       จ้องหน้ามันเขม็งพลางตะโกนว่า

“ร้องดังๆ!”

เจ้าลาพ่นลมหายใจออกมาทางจมูก มันมองหวังเป่าเล่อและหันไปมองโทรโข่งทั้งสิบ และดูเหมือนจะเข้าใจสถานการณ์ในที่สุด มันจึงเปิดปากและกรีดร้องด้วยเสียงอันดัง

“ลูกข้า! ลูกข้า!”

เสียงกรีดร้องของเจ้าลาที่แหลมสูงบาดแก้วหูอยู่แล้ว ขณะนี้เมื่อมันกรีดร้อง    อย่างจริงจังแถมยังถูกเพิ่มกำลังจากโทรโข่งยักษ์สิบอัน เสียงแหลมสูงนั้นจึง            น่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง!

เสียงนั้นดังเสียจนเขย่าโลกได้ทั้งใบ!

เสียงกรีดร้องของเจ้าลาดังกว่าเสียงฟ้าผ่าไปมากและแปรสภาพกลายเป็น      คลื่นเสียงในทันที แม้จะมองดูด้วยตาเปล่าก็เห็นได้ว่าอาณาบริเวณตรงหน้าโทรโข่งยักษ์ทั้งสิบถูกกวาดจนเรียบในพริบตา คลื่นเสียงโปร่งใสน่าสะพรึงกลัวหลายต่อหลายชั้นระเบิดออกมาและเคลื่อนไปข้างหน้าราวกับว่าจะกวาดทุกสิ่งในพังไปจนสิ้น!

ในขณะที่เสียงกรีดร้องนั้นดังขึ้นและกระจายออกไป มันก็กวาดเอาวัชพืชที่เคยอยู่ตรงหน้าโทรโข่งยักษ์ออกไปหมดสิ้น แม้แต่ผืนดินก็ยังแตกร้าวเพราะพลังอันยิ่งใหญ่ของคลื่นเสียงนั้น ทั้งจั่วอี้เซียนและตัวแทนจากกองทัพชาวอังคารแม้จะอยู่ใต้ดินก็ยังสั่นไหวไปทั้งกายใจ

ขณะเดียวกัน ในอาณาเขตของตัวแทนคนอื่นๆ ทุกคนต่างก็หูดับเพราะเสียงดังสนั่นนี้ ส่วนผู้ที่พลังปราณไม่กล้าแข็งก็ถึงกับหมดสติไป

หากแม้กระทั่งผู้ฝึกตนยังได้รับผลกระทบถึงเพียงนี้ เหล่าอสูรที่อยู่ใกล้โทรโข่งทั้งสิบมากที่สุดย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง ในชั่วพริบตาพวกมันก็ถูกซัดกระเด็นออกไปโดยที่ยังไม่ได้เข้ามาใกล้หวังเป่าเล่อแม้แต่น้อย!

เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดที่ดังระงมถูกเสียงจากโทรโข่งกลบไป หากว่ากัน     ตามตรงไม่มีใครได้ยินเสียงโหยหวนที่น่าสงสารของเหล่าอสูรทั้งนั้น ทุกคนเห็นเพียงว่าอสูรดุร้ายกำลังวิ่งตรงมา และจู่ๆ รูปร่างของพวกมันก็บิดเบี้ยวและแตกสลายกลายเป็นกองเนื้อไปเสียสิ้น

เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้ชมที่กำลังรับชมการถ่ายทอดสดตกตะลึง พลังของคลื่นเสียงนั้นรุนแรงเกินกว่าจินตนาการของพวกเขาไปมากนัก!

ฝูงอสูรที่พุ่งตรงเข้ามาหาหวังเป่าเล่อสลายกลายเป็นกองเลือดอย่างรวดเร็วโดยที่เขาไม่ต้องเสียเหงื่อแม้แต่น้อย กระทั่งวิญญาณโหยหวนก็ยังไม่อาจทานทนคลื่นเสียงอันรุนแรงได้จนต้องสลายไปเช่นกัน!

เมื่อมองสถานการณ์นี้จากที่ไกลๆ ก็ดูราวกับมีพายุหมุนพัดผ่านบริเวณนี้ไป คลื่นเสียงนั้นกระจายออกไปทุกทิศ พลางกวาดทำลายทุกสิ่งจนพังพินาศ!

มีสองเหตุผลหลักๆ ที่ทำให้พลังทำลายล้างของคลื่นเสียงรุนแรงมาก อย่างแรกคือ เสียงกรีดร้องแสบแก้วหูของเจ้าลาถูกโทรโข่งขยายให้ดังขึ้น อย่างที่สองคือจำนวนอสูรในเหตุอสูรหลั่งไหลครั้งที่สามนี้มีมหาศาล แต่พลังของพวกมันก็ต่ำมากเช่นกัน

ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอย่างไรก็ตามแต่ โทรโข่งได้กำจัดอสูรกว่าครึ่งที่มุ่งหน้ามาทางหวังเป่าเล่อไปจนเหี้ยน หวังเป่าเล่อไม่ได้ตั้งใจจะทำลายพวกมันทั้งหมดอยู่แล้ว   เพราะชายหนุ่มรู้ว่าจุดประสงค์ของการทดสอบนี้คือการอยู่ให้รอดจนถึงตอนจบ ดังนั้นเขาจึงเตรียมกลเม็ดที่จะใช้ทำให้คู่ต่อสู้อ่อนแรงลงและเพิ่มโอกาสชนะให้ตนเองไว้มากมาย

ดังเช่นในตอนนี้ พลังของคลื่นเสียงทำลายกองทัพอสูรไปได้ส่วนหนึ่ง แต่อสูรที่เหลืออยู่จำนวนมากนั้นก็เลี่ยงที่จะตรงไปยังทิศทางที่คลื่นเสียงพุ่งออกมา อย่างไรเสียยิ่งพวกมันอยู่ใกล้คลื่นเสียงมากเท่าใด พลังทำลายที่จะได้รับก็มากมายขึ้นตามกัน

ดังนั้นตัวแทนที่มีอาณาเขตอยู่ข้างๆ จั่วอี้เซียนและกองทัพชาวอังคารก็ได้แต่ตะลึงงัน พวกเขากำลังต่อสู้อย่างตึงเครียดเพื่อพยายามรับมือกับการกดดันของฝูงอสูรที่ควรรมุ่งหน้าไปหาหวังเป่าเล่อและตัวแทนอีกสองคน

ทว่าจั่วอี้เซียนกับตัวแทนจากกองทัพชาวอังคารก็ประสบกับความยากลำบากเช่นเดียวกัน ในฝูงอสูรนั้นมีเหล่าวิญญาณที่ถอยห่างจากหวังเป่าเล่อตามสัญชาตญาณอยู่ด้วย แม้ว่าคลื่นเสียงจะกระจายเข้าไปในอาณาเขตของจั่วอี้เซียนและตัวแทนจากกองทัพชาวอังคารด้วย แต่ก็เบากว่าในอาณาเขตของหวังเป่าเล่อมาก ดังนั้นเมื่อ   เหล่าวิญญาณพากันเบนทิศมาโจมตีพวกเขาทั้งคู่แทน จั่วอี้เซียนกับตัวแทนจากกองทัพชาวอังคารจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องลุกออกจากอุโมงค์มาต่อสู้

ลมหายใจของทั้งคู่หอบถี่ แถมสีหน้ายังเต็มไปด้วยความกลัว พวกเขาอาจไม่ใส่ใจวิญญาณเหล่านี้ได้หากพวกมันมากันในจำนวนน้อย แต่ครั้งนี้มีวิญญาณปรากฏออกมาหลายตนนัก พวกเขากลัวจับใจ แถมเมื่อพวกเขาออกจากที่ซ่อน ก็ตกเป็นเป้าของ    ฝูงอสูรไปโดยปริยาย ฝูงอสูรดุร้ายส่งเสียงคำรามลั่นและพุ่งเข้าหาตัวแทนจากกองทัพชาวอังคาร เมื่อเขาเพลี้ยงพล้ำจนไม่เหลือทางเลือก เขาจึงจำใจทุบแผ่นหยกและ     ถูกเคลื่อนย้ายออกไปพร้อมส่งเสียงตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด

เขาเป็นคนแรกที่ตกรอบ!

จั่วอี้เซียนเป็นคนถัดมา ต่อหน้ากองทัพอสูรจำนวนมหาศาล จั่วอี้เซียนทั้งโกรธ  ทั้งแค้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองไปเห็นว่าไม่มีอสูรแม้แต่ตนเดียวในอาณาเขตของหวังเป่าเล่อ มีเพียงเสียงกรีดร้องอย่างต่อเนื่องของเจ้าลาที่ดังมาจากโทรโข่งยักษ์     ทั้งสิบเท่านั้น

หวังเป่าเล่อ! จั่วอี้เซียนกัดฟัน เขาไม่มีทางเลือก แม้ว่าชายหนุ่มจะอยู่ในขั้นรากฐานตั้งมั่นแล้ว แต่ก็ไม่อาจรับมือกับเหตุอสูรหลั่งไหลที่ไม่รู้จักจบสิ้นได้ เขาทำได้เพียงถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อยก่อนจะทุบแผ่นหยกและถูกเคลื่อนย้ายออกไป     เช่นกัน จั่วอี้เซียนเป็นคนที่สองที่ตกรอบ

เสียงร้องอย่างตกใจดังขึ้นจากทุกครัวเรือนในสหพันธรัฐที่กำลังรับชมอยู่

“เป็นไปได้หรือนี่…คนแรกที่ตกรอบ…ไม่ใช่หวังเป่าเล่อ!”

“ตระกูลนภาห้าสมัยและกองทัพชาวอังคารช่างอ่อนหัด หวังเป่าเล่อเข้าไปคนเดียว พวกเขามีกองทัพหนึ่งหมื่นคนคอยช่วย ยังแพ้ได้อีกหรือ”

“ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าหวังเป่าเล่อจะชนะเพราะความหน้าด้านหน้าทนของเขากันนะ”

ผู้ชมต่างพากันถกเถียงกันไปมาอย่างเร่าร้อน ตัวแทนอีกคนที่อยู่ใกล้สุสานอาวุธเทพใต้ดินยังคงต่อสู้มือเป็นระวิงพร้อมนัยน์ตาแดงก่ำ อีกด้านหนึ่ง หวังเป่าเล่อกำลัง    ผ่อนคลายอารมณ์ ช่างแตกต่างกับตัวแทนคนอื่นๆ เหลือเกิน

ทว่าเขาก็นั่งสบายใจอยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อชายหนุ่มเห็นว่าตัวแทนที่ขนาบข้าง    ถูกเคลื่อนย้ายออกไปแล้ว ลมหายใจของหวังเป่าเล่อก็ถี่ขึ้นอยู่ชั่วขณะหนึ่ง นัยน์ตาเขา  ลุกโชนขึ้นมาในทันที

ข้ารอเวลานี้มานานแล้ว! หวังเป่าเล่อไม่รอช้า เขาเหวี่ยงมือและหยิบหุ่นเชิดออกมาจำนวนมาก ชายหนุ่มเตรียมกระเป๋าคลังเก็บมาหลายใบเพื่อใส่หุ่นเชิดเหล่านี้ เขาตั้งใจจะใช้หุ่นเชิดก่อสร้างเหล่านี้พาเขาไปสู่ชัยชนะ!

ตั้งแต่หวังเป่าเล่อมาถึง เขาก็ครุ่นคิดถึงการทดสอบครั้งนี้อย่างตั้งใจ ชายหนุ่มรู้ดีว่าทรัพยากรที่มีนั้นไม่เพียงพอเพราะสี่ยอดสำนักศึกษาเต๋าไม่ได้หนุนหลังเขา          ในสถานการณ์เช่นนี้เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะชนะ หรือกระทั่งจะสร้างสิ่งใดที่เป็นของตนเองได้ สิ่งนี้คือ ข้อเสียเปรียบใหญ่หลวงของเขา

ข้าไม่มีทรัพยากร แต่เพื่อนบ้านของข้ามี! หวังเป่าเล่อตื่นเต้นขึ้นมาในทันที       หุ่นเชิดก่อสร้างถูกหยิบออกมาตัวแล้วตัวเล่า ชายหนุ่มส่งคำสั่งออกไปหาพวกมันทันที พวกมันกรูกันเข้าไปในอาณาเขตของจั่วอี้เซียนและตัวแทนกองทัพชาวอังคารที่ถูก   ทิ้งร้างไว้ราวกับเป็นฝูงตั๊กแตน!

แม้ว่าคนทั้งคู่จะออกไปแล้ว แถมผู้ติดตามก็หนีหายไปจนหมด และฐานที่มั่น    ถูกทำลายจนย่อยยับ ทว่าก็ยังเหลือทรัพยากรและชิ้นส่วนจำนวนมากที่พวกเขา     เก็บกลับไปไม่ทัน ผู้แทนคนอื่นๆ มีทรัพยากรมากพอจึงไม่ได้ใส่ใจของที่ทิ้งไว้เหล่านี้ ทว่าสำหรับหวังเป่าเล่อสิ่งของเหล่านี้มีค่าราวทองคำ

ตอนที่เขาขุดอุโมงค์และนำโทรโข่งออกมาใช้ เป้าหมายที่แท้จริงคือต้องการกำจัดเพื่อนบ้านทั้งสองออกไปนั่นเอง นี่เป็นทางเดียวที่เขาจะมีโอกาสชนะการทดสอบนี้ได้!

จนถึงตอนนี้ทุกอย่างเป็นไปตามแผนของเขา เมื่อหุ่นเชิดก่อสร้างวิ่งเข้าไปในทิศใด หวังเป่าเล่อก็จะขยับโทรโข่งเพื่อปกป้องพวกมันจากฝูงอสูร แม้จะมีหุ่นเชิดบางส่วนที่เสียหายเพราะอสูรที่ยังหลงเหลืออยู่ ชายหนุ่มก็ได้แต่เจ็บใจและกัดฟันยอมสละ     หุ่นเชิดบางส่วนไป

ผู้ชมทางบ้านได้แต่จ้องมองปากอ้าค้าง เมื่อหุ่นเชิดของหวังเป่าเล่อเข้าไปใน   อาณาเขตสองฝั่งก่อนจะเริ่มรื้อทุกสิ่งลงมาอย่างชำนาญ พวกมันรื้อทุกอย่างที่      ขวางหน้าไม่ว่าจะนำมาใช้ได้หรือไม่ราวกับเป็นฝูงตั๊กแตน

ปืนใหญ่สวรรค์พังๆ ปืนใหญ่เป่าเล่อ แม้แต่วัตถุเวท ศิลาวิญญาณใช้แล้ว และ  ศิลารากฐานที่มีวงแหวนปราณซ่อมบำรุงสลักเอาไว้…

กระทั่งกำแพงพังๆ ก็ยังถูกทุบให้เป็นชิ้นและขนออกไป เหตุอสูรหลั่งไหลครั้งที่สามจบลง ตัวแทนคนอื่นเหนื่อยยากแสนสาหัส แต่ในอาณาเขตของหวังเป่าเล่อมีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่เกิดขึ้น!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!