Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 204

Ong
BC

ตอนที่ 204 พระเดชและพระคุณ

นายกองพันอายุน้อยผู้นี้ไม่รู้ว่าเป็นญาติสนิทตระกูลใหญ่จากไหน ไม่รู้ว่าสมองส่วนไหนผิดปกติ ถึงได้มาประจำการที่เทียนจินนี่

C

ตอนนายกองฟานต๋าแห่งกองตรวจการยังไม่มาที่นี่ ก็นับว่าเป็นงานอวบอ้วนดีอยู่ แต่หลายปีนี้ได้กลายเป็นงานขมขื่นไปแล้ว พวกชนชั้นสูงอายุน้อยเช่นนี้ไหนเลยจะรู้ความร้ายกาจนี้ได้ ถูกคนกระทบกระเทียบยังไร้หนทางรับมือ ตกใจกันจนต้องจัดงานเลี้ยงสร้างสัมพันธ์กับทุกคนก่อน

ตอนมาที่นี่ เด็กนั่นใช่ว่าพยายามกลบเกลื่อนให้ดูสงบนิ่งหรือไม่ ทุกคนหยอกเล่นกันตามอำเภอใจเช่นนี้ก็ไม่เห็นเขาจะสนใจ เห็นใต้เท้าด้านหลังหลายคนโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แต่เขายังกลับนุ่มนวลอยู่ได้

ใต้เท้าน้อยที่ไม่รู้ความร้ายกาจและอ่อนแอเช่นนี้ มาที่นี่ไม่คิดจะควบคุมทุกคน ใครจะไปสยบให้เจ้ากัน งั้นก็ควักเงินมาเลี้ยงดูทุกคน หรือไม่งั้นก็อยู่เฉยๆ ไป รับสภาพยาจกไปด้วยกันละกัน!

นายกองร้อยหังต้าเฉียวคิดเช่นนี้ นายกองพันองครักษ์เสื้อแพรประจำเทียนจินไม่น้อยก็คิดเช่นนี้ ที่เรียกกันว่าจนอยู่แล้วยังจนได้อีก ทุกคนอย่างไรก็ไม่มีเลวร้ายไปกว่านี้อีกแล้ว ขี้เกียจจะสนใจ

ก็รอกินดีดื่มดีสักมื้อละกัน จากนั้นค่อยสะบัดก้นจากไป พอมาถึงกลับเห็นบนโต๊ะว่างเปล่า ทุกคนรอคอยกันจนทนไม่ไหว เตรียมจะระเบิดอารมณ์จากไป ก็เห็นคนถือไม้กระบองกรูเข้ามาจากทุกทิศ

คนด้านนอกสุดไม่ทันได้เตรียมรับมือ ระยะที่ห่างกันไม่ไกล แม้แต่ยืนก็ยืนไม่อยู่ ล้มคว่ำลงไปกับพื้นทันที จากนั้นก็ถูกเหยียบข้ามไป

คนงานของหวังทงและพวกเด็กๆ ไม่ได้ลงมือมั่วซั่ว แต่เป็นการบุกที่เป็นรูปขบวน พอจัดการคนหนึ่งล้มลงก็ไม่หยุด หากจัดการล้อมวงประชิดต่อ พวกที่ยอมหมอบกับพื้นไม่ต่อต้านก็ปล่อยผ่านไป หากมีใครคิดจะต่อสู้ ก็ย่อมถูกจัดให้อีกหลายยกจึงค่อยรามือ

ความชุลมุนรอบแรกผ่านไป พวกองครักษ์เสื้อแพรประจำเทียนแม้ว่าขี้เกียจและไร้ระเบียบ แต่อย่างไรก็เป็นทหารที่ได้รับการฝึกฝนมา มีคนกระดกเก้าอี้ยาวขึ้นคิดจู่โจมกลับ แต่แน่นอนย่อมถูกไม้กระบองอย่างน้อยสามท่อนฟาดคืน ถูกฟาดหนักกว่าเดิม เสียเปรียบอย่างมาก

ไม่เห็นคนงานและเถ้าแก่โรงเตี๊ยมเงินไหลมาแม้แต่เงา มีแต่เสียงร้องตะโกนด้วยความตกใจและเจ็บปวด คนของหวังทงและเด็กลานฝึกภายใต้การนำของขุนพลจวนถานก็มารวมตัวกันอยู่ตรงกลางอย่างรวดเร็ว รอบด้านไม่มีใครยืนอยู่อีก การลงมือรอบแรกจบไป ไม่มีใครกระดูกหักบาดเจ็บหนัก เป็นเพียงบาดแผลภายนอก ยังสามารถตะกายลุกขึ้นได้ ยามนั้นเอง การลงมือรอบสองก็เริ่มขึ้น ที่ยืนขึ้นก็ตีให้หมอบลงไป หมอบลงไปแล้วก็กระทืบไปอีกหลายที

“นี่มัน…นี่มันเรื่องอะไรกันนี่ ใต้เท้าหวัง นี่มัน นี่ใครกันนี่!!?”

นายกองร้อยหังต้าเฉียวนิ่งค้างไปทันที จิตใจคงตกใจเกินขนาด เหตุใดอยู่ๆ จึงมีคนมากมายบุกเข้ามาลงมือ นี่มันงานเลี้ยงไม่ใช่หรือ

นายกองร้อยที่โต๊ะหลายคนก็ร้องโวยวายกันไม่หยุด สีหน้ายิ้มแย้มของหวังทงยังคงไม่เลือนหาย เขาส่ายหน้ากล่าวด้วยความเห็นใจว่า

“ทุกคนล้วนเป็นองครักษ์เสื้อแพรเหมือนกัน มีกันตั้ง 200 คน แต่ไม่มีใครพบดาบปักวสันต์สักคน หรือว่าเอาไปแลกเป็นเงินกันหมดแล้ว?”

หวังทงพูดไปพลางคว้าไม้พลองจากใต้โต๊ะออกมาท่อนหนึ่ง ยกเท้าถีบโต๊ะคว่ำลง หังต้าเฉียวกระโดดขึ้นโดยไม่ต้องคิด หวังทงกลับก้าวเข้าไปหา ฟาดไม้ไปที่เอว หังต้าเฉียวร้องดังด้วยความเจ็บปวด หวังทงยังคงไม่ยั้งมือ ไม้ที่สองฟาดลงไปบนขาของนายกองร้อยหัง

แรงหวังทงไม่น้อย สองไม้ก็ทำให้คนล้มพับลงกับพื้นทันที ซุนต้าไห่ หม่าซานเปียวและคนอื่นๆ ระเบิดอารมณ์ตามกันมา ใช้กระบองและแส้ในมือลงมือกันทันที

นายกองร้องหังล้มลงกับพื้นร้องได้แค่เสียงเดียวก็ถูกหวังทงพุ่งเข้ามาถีบไปที่ท้องหนึ่งที วาจาอันใดก็กลืนกลับลงท้องไป เจ็บปวดอย่างมากจนอยากจะขดตัวเป็นกุ้ง แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะหวังทงเหยียบอยู่บนหน้าอก หายใจแทบไม่ออก สีหน้าบิดเบี้ยวม่วงคล้ำอย่างกับมะเขือม่วง

ถูกหวังทงเหยียบไว้กว่าจะหายใจออกได้ ก็คิดจะเงยหน้ามาด่า ไม้ท่อนหนึ่งก็ฟาดขวับลงมาทันที เขาตกใจหดตัวไปด้านหลัง ท้ายทอยโขกลงกับพื้นแข็งๆ อย่างแรง เจ็บจนร้องเสียงหลง

“เมื่อก่อนตอนข้าถูกส่งไปที่อื่นๆ ก็มีคนบอกข้าว่า ที่นั่นดียังไง มีการค้ารุ่งเรืองยังไง มีอนาคตก้าวหน้ายังไง แต่ไม่ว่าเมื่อก่อนหรือตอนนี้ก็คงเหมือนกัน ล้วนแต่วาดภาพในอากาศ!”

วาจากล่าวอย่างเร็ว คนรอบๆ ยังไม่ทันได้ยิน ที่ได้ยินกันก็รู้สึกงุนงง ในใจคิดว่าใต้เท้าเราออกมาทำงานนอกเป็นครั้งแรก เหตุใดจึงมีคำว่า ‘เมื่อก่อน’

หังต้าเฉียวที่ถูกเหยียบติดอยู่ที่พื้นหายใจแทบไม่ออก ไหนเลยจะสนใจว่าหวังทงว่าอย่างไร หวังทงด่าไปได้สองประโยค ก็ก้มลงมองหังต้าเฉียวเบื้องล่างแค่นยิ้มกล่าวว่า

“หรือเห็นว่าข้าอายุน้อย คิดอาศัยกลอุบายชั่วช้ามาข่มข้า? หรือรู้สึกว่าอย่างไรก็จน ไม่มีศักดิ์ศรีอะไรกันแล้ว ชาวประชาใต้หล้าติดค้างพวกเจ้าหรือไง?”

ทุกหนึ่งประโยคจบลงก็จะกระแทกไม้กระบองในมือไปหนึ่งที แรงไม่มากนัก แต่หลายทีก็ทำเอาหังต้าเฉียวใบหน้าบวมปูด หวังทงโยนไม้ในมือทิ้ง ชักดาบที่เอวออกมาพาดลงไปที่คอของหังต้าเฉียว การลงมือเช่นนี้ ทำเอานายกองร้อยหังต้าเฉียวตัวแข็งทื่อไปในบัดดล

“ข้าเป็นนายโดยตรงของเจ้า เจ้าไม่เห็นข้าในสายตา เหิมเกริมยิ่งนัก ข้าสามารถตัดหัวเจ้าได้ ดูซิพลทหารในที่นี้ทุกคนสวมชุดมัจฉาเวหาอยู่ แต่ไม่พกดาบกันสักคน รู้ว่าเป็นการร่วมงานเลี้ยงองครักษ์เสื้อแพร หากไม่รู้ยังคิดว่าพวกมาขออาหาร ชื่อเสียงหลายร้อยปีองครักษ์เสื้อแพรถูกพวกเจ้าทำลายไปหมดแล้ว ข้าจะตัดหัวเจ้าเดี๋ยวนี้!!”

เห็นหวังทงเงื้อดาบในมือขึ้น หังต้าเฉียวที่ถูกเหยียบอยู่นั้นก็กลัวจนขวัญกระเจิดกระเจิง ส่งเสียงร้องขออย่างสุดกำลังว่า

“ใต้เท้าโปรดละเว้นชีวิตด้วย!”

นายกองพันสังหารนายกองร้อยในสังกัด ก็ถือว่าเป็นอำนาจที่กระทำได้ แต่หากเกิดเรื่องขึ้นก็มีความยุ่งยากไม่น้อย ถานเจียงคิดจะออกมาห้าม แต่ก็ไม่ทันแล้ว

ในห้องเงียบลงไปทันที รอบด้านเต็มไปด้วยพลทหารองครักษ์เสื้อแพรที่ถูกจัดการจนนอนพังพาบกับพื้น พวกที่อยู่ใกล้กันก็หันหน้ามาดู เห็นแสงจากดาบแวบผ่านไป ก็หวีดร้องกันอย่างตกใจ

ดาบฟันลงไป แต่เสียงร้องโหยหวนแทบขาดใจนั้นยังคงดังอยู่ มองอีกที หมวกของหังต้าเฉียวผู้นั้นถูกฟันขาดไปครึ่งหนึ่ง มวยผมด้านในถูกฟันขาด เส้นผมกระจายทิ้งตัวลง

หวังทงมองไปที่เส้นผมที่กระจัดกระจายของหังต้าเฉียว ใช้หลังดาบตบไปที่แก้มเขา ก่อนจะถามด้วยรอยยิ้มเยียบเย็นว่า

“ให้โอกาสเจ้าได้แก้ตัวใหม่ วันหน้าจะเชื่อฟังไหม? วันหน้ารู้ธรรมเนียมไหม? วันหน้ากล้ามากดขี่ข้าไหม?”

หังต้าเฉียวเมื่อครู่ชีวิตแขวนบนเส้นด้าย พอเห็นสีหน้าเผยรอยยิ้มอ่อนๆ ของหวังทงก็เหมือนกับเห็นพญามารอย่างไรอย่างนั้น ไหนเลยจะกล้ากล่าวว่าไม่ ไม่สนใจสองแก้มที่บวมปูด ตะโกนดังอู้อี้ติดต่อกันว่า

“ใต้เท้า ข้าน้อย…ข้าน้อยทราบแล้ว ข้าน้อยก่อนหน้านี้เป็นเดรัจฉานที่แม้สุนัขก็ไม่ปาน วันหน้าข้าน้อยจะเชื่อฟังใต้เท้า ไม่เถียงแม้แต่คำเดียว”

หวังทงยกดาบในมือพาดไปที่คอของหังต้าเฉียว กล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า

“จำคำของเจ้าไว้ หากทำผิดอีก ครั้งหน้าจะตัดคอเจ้าทิ้งซะ ลุกขึ้น!!”

กล่าวจบก็เก็บดาบเข้าฝัก เตะไปทีหนึ่ง การลงมือครั้งนี้มีคำสั่งก่อนหน้าของหวังทงไว้แล้ว จึงเป็นเพียงการบาดเจ็บภายนอก ไม่ได้บาดเจ็บถึงกระดูกหักอะไร แต่ก็มีพวกที่โชคร้ายบ้าง เช่นพวกที่ต่อต้าน เคลื่อนไหวปะทะรุนแรงไม่ระวังจนเอวเคล็ดไปบ้างก็มี นั่นก็คงได้แต่ยอมรับความโชคร้ายไปละกัน

หังต้าเฉียวลุกขึ้นยืนได้ ก็รู้สึกระบมไปหมดทั้งตัว บนศีรษะยังเย็นวาบ คนโบราณไม่โกนผม มวยผมถูกฟันขาด เห็นได้ชัดว่าเป็นศีรษะที่ดำด่างเหมือนสัญลักษณ์หยินหยาง ด้านบนศีรษะที่ไม่มีผมเมื่อถูกลมพัด รู้สึกยากจะทานทนได้ แต่เห็นหวังทงที่นั่งกางขาตัวตรงเบื้องหน้า ก็ไม่กล้าขยับเขยื้อน

ภายใต้การจับตาเฝ้าดูของคนงานและเด็กๆ ตลอดจนบรรดาชาวโรงบ้านที่ถือกระบองไว้ในมือ พลทหารองครักษ์เสื้อแพรประจำเทียนจินก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนด้วยสภาพอเนจอนาถยิ่ง

โต๊ะล้มระเนระนาด สถานที่แลดูย่ำแย่ หากไม่มีใครกล้าเปล่งเสียง ไม่มีใครกล้าขยับตัวไปไหน ได้แต่ร้องโอดโอยกันเบาๆ หวังทงนั่งอยู่บนม้านั่งยาว ถานเจียงด้านหลังถือคันธนูอยู่ ซุนต้าไห่กับจางซื่อเฉียงก็ถือดาบใหญ่และทวนยาวในมือ มองคนรอบๆ แล้ว ทำเอาคนพวกนี้ยิ่งหวาดกลัว ในใจก็ยิ่งเคร่งเครียด

“รู้จักธรรมเนียมกันแล้วใช่ไหม?”

หวังทงนั่งอยู่ตรงนั้นพร้อมกับลากเสียงยาวถามขึ้น พวกพลทหารไม่รู้ว่าธรรมเนียมที่หวังทงพูดถึงคืออะไรกันแน่ แต่ก็ไม่กล้าไม่ตอบ สายตาดูแคลนและไม้กระบองโดยรอบทำให้ทุกคนพยักหน้าหงึกๆ ทยอยส่งเสียงรับคำขึ้นว่า

“รู้แล้วขอรับๆ”

“พรุ่งนี้มารายงานตัว มาสายโบยคนละ 100 ไม่มาให้จับหักขาสองข้างทิ้ง ได้ยินชัดไหม?”

“ข้าน้อยน้อมรับคำสั่ง!”

หวังทงยกดาบลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินไปท่ามกลางทุกคน ไม่ว่าสูงเตี้ยอ้วนผอม หวังทงก็มองทีละคน ทุกคนพากันหดตัวถอยไปด้านหลังอย่างไม่รู้ตัว หดหัวกันมานาน พอเห็นวิธีการสายฟ้าฟาดเช่นนี้ ก็ย่อมหวาดกลัวกันมากเป็นธรรมดา

“เห็นท่าทางหัวหดของพวกเจ้าแล้ว เจ้าหน้าที่ที่อื่นกินดีอยู่ดี พวกเจ้าแม้แต่นักเลงท้องถนนยังสู้ไม่ได้ ดูที่ทำการเราสิ อย่างกับวัดร้าง พรุ่งนี้รายงานตัวเสร็จ รวมกำลังพลมาซ่อมแซมปัดกวาดให้เรียบร้อย ได้ยินไหม!!”

ได้ยินคำสั่งหวังทง ทุกคนก็คิดว่าพรุ่งนี้จะทำงานอย่างไร ปีนี้จะทำอย่างไร แต่ก็ไม่กล้าค้านสักคำ ต่างพากันตอบรับด้วยน้ำเสียงไร้เรี่ยวแรงว่า ‘ขอรับ’

“เสียงดังหน่อย ที่บ้านใครตายหรือไง ทำไมไร้เรี่ยวแรงกันได้ขนาดนี้!!”

หวังทงตวาดดัง ทุกคนก็ตกใจพากันสะดุ้งโหยง เสียงตอบครั้งนี้จึงนับว่าดังพอแล้ว

วันนี้นับว่าทำให้พวกเขารู้ความร้ายกาจแล้ว ในใจก็ล้วนหวาดกลัว ออกคำสั่งก็ง่ายขึ้นมาก แต่มองบทสรุปเช่นนี้ วันหน้าคงยังต้องยุ่งยากไม่น้อย

หวังทงส่ายหน้า เดินกลับไปที่นั่ง มองทุกคนที่เงียบกันด้วยความหวาดกลัว ก็ตะโกนสั่งเสียงดังว่า

“ยกขึ้นมาได้!!”

พอตะโกนออกไป ก็ทำเอาพวกเทียนจินเกือบจะกระโดดหนี คิดอยู่ว่าจะลงมืออีกหรือไม่ แต่ครั้งนี้กลับเป็นคนงานโรงเตี๊ยมเงินไหลมาที่เดินเข้ามา ทุกคนแบกห่อผ้าเล็กใหญ่เข้ามา อาหารเลิศรสทยอยปรากฏโฉม ยิ่งกองยิ่งเยอะ

หวังทงกระดกโต๊ะตัวหนึ่งขึ้นกล่าวเสียงดังว่า

“ยังอีกหลายวันกว่าจะปีใหม่ ทุกคนสองตำลึง เนื้อ 20 ชั่ง ข้าว 30 ชั่ง รายงานชื่อมา จากนั้นก็รับของกลับไปฉลองปีใหม่ได้!!!”

ทุกคนนิ่งอึ้งค้างกันอยู่ตรงนั้น ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่มองข้าวและเนื้อตรงหน้า หวังทงตะโกนดังขึ้นอีกครั้ง

“ทุกท่านล้วนเป็นพี่น้องข้า วันหน้ารู้จักธรรมเนียม ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะไม่ให้ทุกคนอดฉลองปีใหม่กัน ของพวกนี้เอาไปก่อน เบี้ยหวัดค่อยๆ เพิ่มเติมทีหลังให้ครบ!”

เบื้องหน้าเงียบลง ทันใดนั้นก็มีเสียง ‘โฮ’ ดังขึ้น มีคนกลั้นเสียงร้องไห้เอาไว้ไม่อยู่….

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!