Skip to content

Library Of Heaven’s Path 241

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 241 จับนก

“เลิกเถียงกันเสียที ตั๋วสิบใบไปเมืองเสอเป่ยของอาณาจักรฮ่านอู่ขายหมดแล้ว ถ้าอยากจะไปที่นั่น ก็มาใหม่พรุ่งนี้!”

C

“เรายังมีที่ว่างสามที่ไปเมืองเจอเป่ยของอาณาจักรอันหยวน มาให้ไว ก่อนที่จะไม่ทัน!”

“มีลูกสุนัขจิ้งจอกหางแดงขั้นทงฉวนขายที่นี่ ใครสนใจ อย่ารอช้า…”

…..

มีความอื้ออึงทุกรูปแบบจากฝูงชนตรงหน้า

“เทือกเขาเชียนหลัวทอดยาวครอบคลุมสิบอาณาจักร อาณาจักรเป๋ยอู๋ อาณาจักรฮ่านอู่ อาณาจักรเทียนเซวียน…ผู้คนจากทุกอาณาจักรเดินทางมาที่นี่เพื่อค้าขายแลกเปลี่ยน ดงอสูรมีผู้คนจำนวนมากแวะเวียนมาทุกวัน โดยเฉพาะผู้ที่ชอบเดินทางไกล แต่ด้วยจำนวนอสูรที่มีจำกัดเมื่อเทียบกับฝูงชนกลุ่มใหญ่ที่ต้องการเดินทาง จึงไม่อาจรองรับความต้องการได้ ทุกคนจึงต้องรอคิว บางคนรอตั้งสองสามอาทิตย์ก็ยังไม่ได้ไป!”

หยวิ๋นเทามองความพลุกพล่านพลางอธิบาย

“สองสามอาทิตย์ก็ยังไม่ได้ไป?” จางเซวียนชะงัก

เขาคิดไว้แล้วว่าเป็นไปไม่ได้ที่ดงอสูรจะจัดหาอสูรได้เพียงพอกับความต้องการ แต่นึกไม่ถึงว่าจะต้องรอคิวกันขนาดนี้

ถ้าต้องรอสองสามอาทิตย์ ขี่เจ้าเสือดำเกราะทองไปอาณาจักรเทียนหวู่น่าจะเร็วกว่า

“ผู้อาวุโส อย่ากังวลไปเลย!” เห็นสีหน้าของเขา หยวิ๋นเทาหัวเราะหึๆ “พอผมสอบเสร็จ และได้เป็นนักฝึกอสูรอย่างเป็นทางการเมื่อไหร่ ผมก็จะสามารถเรียกสัตว์ปีกพาหนะมาให้ผู้อาวุโสใช้งานได้ทันที ไม่ต้องรอคิวเหมือนคนอื่นหรอก!”

ได้ฟังแบบนั้น จางเซวียนถอนหายใจอย่างโล่งอก

ทุกสาขาอาชีพก็มีสิทธิพิเศษให้กับสมาชิกของตัวเองทั้งนั้น

อย่างนักปรุงยาก็สามารถซื้อยาได้ก่อน และด้วยราคาที่ถูกกว่า

อาชีพนักฝึกอสูรก็ไม่ต่างกัน

คนอื่นต้องรอคิวและภาวนาขอให้ได้ไป แต่สำหรับนักฝึกอสูรอย่างเป็นทางการนั้นต่างออกไป พวกเขาได้รับอนุญาตให้ลัดคิวและเข้าถึงตัวอสูรได้โดยตรง ประหยัดเวลาไปมาก

“ถ้าอย่างนั้น…คุณไปสอบเถอะ!”

ได้เห็นคิวยาวยืดกับตาตัวเอง จางเซวียนขนลุก เขาหันขวับไปหาหยวิ๋นเทา

“อ๋อ สนามสอบอยู่ทางโน้น!” หยวิ๋นเทานำทางไป

ตลอดทางที่มา ผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาต้องหลีกทางให้ในทันทีเมื่อเห็นเจ้าเสือดำเกราะทองร่างสูงสง่าและดุร้ายของจางเซวียน

แต่รังสีคมปลาบที่มันแผ่ออกมาหลังจากสำเร็จวรยุทธขั้นทงฉวนได้จางหายไปแล้ว ในตอนนี้ นอกจากขนาดมหึมาของมัน ก็ไม่มีอะไรที่ต่างไปจากแต่ก่อน หากมองเผินๆ คนอื่นก็คงจะคิดว่ามันมีวรยุทธแค่ขั้นพี่เชวี่ย

แต่ถึงจะเป็นแค่อสูรขั้นพี่เชวี่ย ก็ไม่มีใครอยากข้องแวะด้วย ไม่ใช่เพราะพละกำลังของมัน แต่เป็นเพราะพวกเขาอยู่ในดงอสูร คนที่สามารถพาอสูรตัวมหึมาไปไหนมาไหนด้วยจะต้องเป็นคนวงใน อาจจะเป็นผู้ช่วยหรือตัวนักฝึกอสูรเองก็ได้ และทั้งสองตำแหน่งนี้ก็ไม่ใช่คนที่ใครควรจะไปหาเรื่อง

ดังนั้นพวกเขาจึงไปถึงดงอสูรได้อย่างรวดเร็วโดยไม่มีใครมาเกะกะ ไม่นานก็มาถึงห้องขนาดใหญ่ที่มีตัวหนังสือ ‘การทดสอบเป็นนักฝึกอสูร’ แขวนไว้ข้างนอก

ถ้าจะเทียบกับห้องสอบของนักปรุงยา ห้องนี้กว้างขวางกว่ามาก

“ยังพอมีเวลาก่อนที่การสอบจะเสร็จสิ้น ไปหาที่นั่งกันก่อนเถอะ”

แค่คิดว่าเขากำลังจะได้เป็นนักฝึกอสูรในเร็วๆนี้ นัยน์ตาของหยวิ๋นเทาก็เป็นประกายด้วยความตื่นเต้น เขายิ้มอย่างชื่นมื่นและเดินเข้าไปในห้อง

“นั่นหยวิ๋นเทาหรือเปล่า? ทำไมกลับมาเร็วนัก? ไม่ใช่เพราะนายถอดใจแล้วก็เลยกลับมาคนเดียวนะ?”

เสียงเยาะเย้ยเสียงหนึ่งดังขึ้นทันที

เขาหันขวับไปมอง ก็พบชายหนุ่มคนหนึ่งที่ห้อมล้อมด้วยเหล่าบริวารกับพญาเสือร้ายขนาดมหึมาตัวหนึ่ง

พญาเสือร้ายตัวนั้นมีขนาดใหญ่กว่าเสือดำเกราะทองมาก และรังสีที่มันแผ่ออกมาก็น่าพรั่นพรึงกว่า ดูราวกับว่ามันจะฉีกกระชากสวรรค์ออกเป็นชิ้นๆได้

แต่ระดับวรยุทธของมันอยู่แค่พี่เชวี่ยขั้นต้นเท่านั้น

“นี่คือองค์ชายที่ 6 แห่งอาณาจักรเป่ยเฉิน, จูจิ้นหวง เขาหาเรื่ององค์ชายของเราเสมอ…”

เห็นจางเซวียนงง บริวารคนหนึ่งของหยวิ๋นเทาจึงกระซิบบอก

“อาณาจักรเป่ยเฉิน?”

แผนที่และหนังสือเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ปรากฏขึ้นในหัวของจางเซวียน

อาณาจักรเป่ยเฉินเป็นอาณาจักรขั้น 2 เหมือนกับอาณาจักรฮ่านอู่ ทั้งสองอาณาจักรเป็นเพื่อนบ้านกัน และมีข้อขัดแย้งกันมาตลอด จะบอกว่าเป็นคู่แข่งก็ว่าได้ เป็นธรรมดาที่เชื้อพระวงศ์ของแต่ละอาณาจักรจะมองอีกฝ่ายอย่างเป็นปฏิปักษ์

“อันที่จริง ที่ทั้งคู่ไม่ชอบหน้ากันน่ะ ไม่ใช่…เพราะภูมิหลังของแต่ละอาณาจักรหรอก แต่…”

บริวารของหยวิ๋นเทายังพูดไม่ทันจบ ก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้น คนอีกกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา

“จิ้นหวง พูดแบบนั้นได้อย่างไรกัน? นายไม่เห็นเจ้าเสือดำเกราะทองที่ตามหลังเขามาหรือ? ตัวมหึมาขนาดนั้นน่ะ เขาต้องสอบผ่านแน่!” ชายหนุ่มที่ใส่เสื้อคลุมสีขาวหัวเราะเบาๆ แต่แล้วก็ขมวดคิ้วและพูดต่อ “ว่าแต่…ทำไมเจ้าเสือดำเกราะทองถึงดูไม่สนิทชิดเชื้อกับเขาเลยล่ะ? หรือว่ามันไม่ใช่อสูรของเขา!”

ฟังแล้วก็เหมือนกับเขาจะมาช่วยกู้หน้าหยวิ๋นเทาจากสถานการณ์กระอักกระอ่วน แต่ริมฝีปากของเขาเหยียดขึ้นอย่างเย้ยหยัน

“นี่คือองค์ชายที่ 9 ของอาณาจักรเฉียนหยวน, โจวชวน เขาก็ไม่ญาติดีกับองค์ชายของเราเหมือนกัน…” บริวารของหยวิ๋นเทาอธิบายต่อ

อาณาจักรเฉียนหยวนเป็นอาณาจักรขั้น 2 เหมือนกัน และอยู่ไม่ไกลจากดงอสูร มันอยู่อีกฟากหนึ่งของเทือกเขาเชียนหลัว คนละฝั่งกับอาณาจักรเทียนเซวียน ใกล้กับอาณาจักรเทียนหวู่

“อ้อ ฉันก็เพิ่งรู้ตอนนายพูดขึ้นมานี่แหละ!”

จูจิ้นหวงมองดูเสือดำเกราะทองที่ดูจะสนิทชิดเชื้อกับชายหนุ่มนิรนามอีกคนแทนที่จะเป็นหยวิ๋นเทา เขาหัวเราะหึๆ “หยวิ๋นเทา คงไม่ใช่ว่านายจับอสูรไม่สำเร็จ ก็เลยยืมของคนอื่นมานะ ถ้าเป็นแบบนั้น ฉันขอแนะนำให้นายระวังหน่อย ถ้าดงอสูรรู้เรื่องนี้ขึ้นมา นายจะถูกห้ามไม่ให้เข้าสอบตลอดชีวิต!”

ดงอสูรมีกฎเกณฑ์ที่ระบุไว้อย่างชัดเจน ใครก็ตามที่นำอสูรของคนอื่นมาใช้ในการสอบ หากตรวจพบ ผู้นั้นจะถูกห้ามไม่ให้เข้าสอบเป็นนักฝึกอสูรตลอดชีวิต พูดอีกอย่างก็คือ เขาจะไม่มีวันได้เป็นนักฝึกอสูรอย่างเป็นทางการแน่นอน

ในฐานะผู้ช่วยนักฝึกอสูร โจวชวนและจูจิ้นหวงมีทักษะการหยั่งรู้ที่เฉียบแหลมเช่นกัน มองปราดเดียวพวกเขาก็บอกได้ว่าเสือดำเกราะทองตัวนี้เป็นของจางเซวียน พูดให้ชัดก็คือไม่ใช่อสูรที่หยวิ๋นเทาเป็นผู้ฝึก

“ฮ่าฮ่า สอบตกเมื่อไหร่ ฉันจะรอดูว่าเขาจะสู้หน้าโม่หยู่คุณเสิ่นอย่างไร!” โจวชวนพูด

“สู้หน้าหรือ? เขาควรจะหนีไปให้ไกลที่สุดมากกว่า โม่หยู่คุณเสิ่นปราดเปรื่องสุดๆขนาดนั้น คนอย่างเขาไม่คู่ควรกับเธอหรอก!” จูจิ้นหวงคำรามอย่างเลือดเย็น

“ฉันนะหรือไม่คู่ควร? พวกนายก็ไม่ได้ดีไปกว่าฉันเลย หยุดทำตัวเองขายหน้าสักทีเถอะ ทำไมไม่สอบให้ผ่านก่อนแล้วค่อยมาพล่าม?” เห็นทั้งคู่รวมหัวกันหาเรื่องเขา หยวิ๋นเทาสะบัดแขนเสื้ออย่างหงุดหงิด

“เอาอย่างนั้นเลย? มั่นอกมั่นใจเสียจริง เราจะดูว่าเดี๋ยวนายจะร้องไห้ขี้มูกโป่งแค่ไหน ไม่ใช่แค่สอบผ่านนะ ฉันจะรอดูว่านายได้เกรดอะไร!”

โจวชวนพูด

“ห่วงตัวเองเถอะ! อย่างนายน่ะ เกรด 3 ก็อาจจะไม่ได้!” หยวิ๋นเทาพูด

“นาย…” โจวชวนหรี่ตา “หวังว่าสอบเสร็จแล้วนายจะยังมั่นใจแบบนี้อยู่นะ!”

“เออ!”

ทั้งสามจ้องหน้ากันอย่างเกลียดชัง ไม่มีใครยอมใคร

เมื่อฟังแล้วจางเซวียนก็เข้าใจสถานการณ์ทันที ที่แข่งกันนี่ไม่ได้เกี่ยวกับอาณาจักรเลย แต่เป็นเพราะสุภาพสตรีที่ชื่อโม่หยู่

“โม่หยู่คุณเสิ่นเป็นอัจฉริยะผู้โด่งดังในหมู่ผู้ช่วยนักฝึกอสูร เธอกำลังจะเข้าสอบเป็นนักฝึกอสูรพร้อมกับองค์ชายพวกนี้ ด้วยความงดงามและความเก่งกาจ บรรดาองค์ชายจากหลายอาณาจักรต่างลุ่มหลงในตัวเธอ พวกเขาชิงดีชิงเด่นกันอย่างลับๆอยู่เสมอ เพื่อหวังทำคะแนน…”

บริวารคนหนึ่งของหยวิ๋นเท่าใช้พลังปราณส่งโทรจิตหาจางเซวียน

เมื่อรู้เหตุผล จางเซวียนก็ได้แต่ส่ายหน้า

เป็นถึงองค์ชาย ถ้าสู้กันเพื่ออาณาจักรก็ว่าไปอย่าง แต่นี่เพราะผู้หญิงคนเดียว

“โม่หยู่คุณเสิ่นมาแล้ว!”

“เร็วเข้า ดูเจ้าอสูรที่ตามเธอมาสิ…”

“เหลือเชื่อจริงๆ!”

……

ทั้งสามคนจ้องเป็นตาเดียวเมื่อเกิดความชุลมุนขึ้น และร่างอ้อนแอ้นร่างหนึ่งนวยนาดเข้ามา

ที่ตามหลังเธอคือนกอินทรีร่างสูงตระหง่าน ด้วยแผ่นหลังที่เป็นเหล็กและปีกสีทอง ดวงตาของมันคมกริบราวกับสายฟ้า ทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นมันต้องระวังระไวขึ้นมาทันที

“อสูรขั้นทงฉวน?” จางเซวียนมีสีหน้าเคร่งเครียด

นกอินทรีตัวนี้สำเร็จวรยุทธทงฉวนขั้นสูงสุด มันแข็งแกร่งกว่าเสือดำเกราะทองของเขามาก

จางเซวียนรู้สึกได้รางๆถึงลักษณะคล้ายพายุที่อยู่ภายในรังสีของมัน เป็นไปได้ว่านกอินทรีตัวนี้จะมีความเร็วพอๆกับเจ้านกประหลาดที่เขาเพิ่งจับได้

“โม่หยู่คุณเสิ่น!”

เมื่อเห็นร่างนั้น ทั้งหยวิ๋นเทา จูจิ้นหวง และโจวชวนต่างก็ตาโต ทุกคนปรี่เข้าไปต้อนรับเธอ

“ตกลงแม่สาวคนนี้ก็คือโม่หยู่?”

เมื่อตรวจสอบนกอินทรีแล้ว จางเซวียนก็หันไปจับตามองร่างบอบบางที่อยู่ตรงหน้า

เธอน่าจะมีอายุราว 23 หรือ 24 ปี สวมเสื้อคลุมสีเขียวอ่อนที่ขับเรือนร่างอ้อนแอ้นของเธอให้โดดเด่นอย่างสมบูรณ์แบบ ผมมันขลับทิ้งตัวยาวถึงเอวบาง ผิวขาวผ่องเรียบเนียนทำให้เธองดงามอย่างหาตัวจับยาก

ในเรื่องความงาม โม่หยู่ไม่ได้เป็นรองเสิ่นปี้หรูเลย และไม่ห่างจากจ้าวหย่าที่ปลุกสภาวะปราณหยินบริสุทธิ์ขึ้นมาได้แล้วสิบเปอร์เซ็นต์

ถึงจะงดงาม แต่มีท่าทีเย็นชามาก ไม่ว่าจะเป็นหยวิ๋นเทาหรือคนอื่นๆ เธอก็เมินพวกเขาหมด

“สมกับเป็นโม่หยู่คุณเสิ่น คุณนี่เก่งเหลือเชื่อจริงๆ!” จูจิ้นหวงเดินยิ้มร่าเข้าไปหาเธอ “นกอินทรีสีเขียวอ่อนขั้นทงฉวน คงมีแต่คุณคนเดียวที่จับมันได้ ผมขอชื่นชม!”

“ก็แน่ล่ะ ไม่ใช่แค่นกอินทรีสีเขียวอ่อนนะ อสูรตัวไหนก็พร้อมจะยอมจำนนให้โม่หยู่คุณเสิ่นทั้งนั้น!”

โจวชวนหัวเราะหึๆ

ทั้งคู่วุ่นวายกับการเยินยอ แต่โม่หยู่คุณเสิ่นแค่ชำเลืองมองพวกเขาอย่างเฉยเมย เมื่อเห็นเสิ่นปี้หรู เธอก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปหา

“เธอมาเข้าสอบเป็นนักฝึกอสูรหรือ? แล้วฮั่นฉงมาด้วยหรือเปล่า?”

น้ำเสียงของเธอกระตือรือร้น แต่ก็ฟังดูแปลกแยกและห่างเหิน

“ไม่ได้มาหรอก ฉันมากับเพื่อนอีกคน” เสิ่นปี้หรูชี้ไปที่จางเซวียน

โม่หยู่คุณเสิ่นมองจางเซวียนก่อนจะละสายตาไป ราวกับว่าการมีอยู่ของเขาไม่มีความหมายอะไรเลย เธอเดินเข้าห้องโดยไม่พูดสักคำ

ถึงจะถูกเชิดใส่ แต่จูจิ้นหวงกับคนอื่นๆก็ดูไม่เป็นทุกข์เป็นร้อน พวกเขาตามเธอเข้าไปติดๆ

“คุณสองคนรู้จักกันหรือ?” จางเซวียนไม่ใส่ใจการเชิดใส่ของโม่หยู่คุณเสิ่น เขามองอาจารย์เสิ่นอย่างสงสัย

“ฉันพบเธอตอนที่มากับฮั่นฉงเมื่อคราวก่อน” เสิ่นปี้หรูพยักหน้า

“เธอเป็นผู้ช่วยนักฝึกอสูรที่เก่งกาจจริงๆหรือ?” จางเซวียนถาม

ต่อให้สวยหรือเก่งกาจเรื่องการฝึกสัตว์อย่างไร บรรดาองค์ชายของสามอาณาจักรใหญ่ก็ไม่น่าจะพะเน้าพะนอเธอขนาดนั้น

ทั้งอาณาจักรเป่ยเฉิน เฉียนหยวน หรือฮ่านอู่ ล้วนแต่เป็นอาณาจักรขั้น 2, จะต้องมีนักฝึกอสูรอยู่ในอาณาจักรมากมาย ในเมื่อเธอเป็นแค่ผู้ช่วย ก็ไม่มีเหตุผลที่บรรดาองค์ชายจะต้องเอาอกเอาใจกันขนาดนั้น

ในอาณาจักรขั้น 2 ขนาดผู้ช่วยปรมาจารย์ยังไม่มีความสำคัญเลย

ยิ่งเป็นอาณาจักรขั้นสูงขึ้นเท่าไร ราชวงศ์ก็มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดมากขึ้นเท่านั้น ต่อให้เป็นสมาชิกขั้นสูงของสมาคม ก็ยังถูกเชื้อพระวงศ์เมินได้ง่ายๆ มีแต่อาณาจักรเล็กๆอย่างอาณาจักรเทียนเซวียนเท่านั้นที่ฮ่องเต้ปฏิบัติต่อผู้ช่วยปรมาจารย์ด้วยความเคารพสูงสุด

“อันที่จริงเธอไม่ได้เป็นแค่ผู้ช่วยนักฝึกอสูรหรอก ฉันเคยได้ยินฮั่นฉงพูดครั้งหนึ่ง เธอยังเป็นองค์หญิงที่ 3 แห่งอาณาจักรเทียนหวู่ด้วย!” เสิ่นปี้หรูคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบออกมา

“องค์หญิงที่ 3 แห่งอาณาจักรเทียนหวู่?” ในที่สุดจางเซวียนก็เข้าใจ

แบบนี้ค่อยเข้าทางหน่อย

อาณาจักรเทียนหวู่เป็นอาณาจักรขั้น 1 ที่กุมอำนาจหลักของทั้ง 12 อาณาจักร

ในฐานะองค์หญิงแห่งอาณาจักรเทียนหวู่ สถานภาพของโม่หยู่ย่อมสูงส่งกว่าเชื้อพระวงศ์ของอาณาจักรที่เล็กกว่า ถ้าพวกเขาได้แต่งงานกับเธอ ในฐานะคู่ครองขององค์ชาย พวกเขาก็จะได้ฐานอำนาจหนุนหลังในการต่อสู้เพื่อแย่งชิงบัลลังก์ในอาณาจักรของตัวเอง

ดูเหมือนทั้งจูจิ้นหวง โจวชวน และหยวิ๋นเทาจะคิดแบบเดียวกัน

แต่การที่เธอเป็นถึงองค์หญิงไม่ได้ทำให้จางเซวียนรู้สึกอะไรเลย

ในความคิดของเขา ทุกคนควรยืนหยัดด้วยตัวเอง อำนาจที่ได้มาจากผู้อื่นล้วนแต่เป็นภาพมายา

ทั้งคู่เดินเข้าไปในห้อง มีแค่สองสามคนอยู่ในนั้น ตรงข้ามกับความวุ่นวายข้างนอกอย่างสิ้นเชิง

“นายว่าใครจะเป็นคนให้คะแนนพวกเรา?”

“คงจะเป็นหัวหน้า! ในฐานะนักฝึกอสูรระดับ 2 ดาว เขาเก่งกาจที่สุดแล้วในดงอสูรแห่งนี้ เขาน่าจะเป็นคนให้คะแนน”

“จริงด้วย ฉันได้ยินมาว่าหัวหน้าให้คะแนนแบบเคี่ยวมาก จะลำบากหรือเปล่านะ”

“แต่องค์ชายของพวกเราก็จับอสูรได้แล้ว แถมผ่านเงื่อนไขอื่นๆแล้วด้วย คงไม่มีปัญหาในการเลื่อนขั้นเป็นนักฝึกอสูรระดับ 1 ดาวหรอก”

…..

เมื่อเดินเข้ามาในห้อง จางเซวียนก็ได้ยินเสียงซุบซิบออกความเห็นกันอย่างตื่นเต้น

องค์ชายทั้งสามพาบริวารมาด้วยจำนวนหนึ่ง ในขณะที่โม่หยู่คุณเสิ่นมาคนเดียว รังสีเย็นยะเยือกที่เธอแผ่ออกมาทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้

“ฟังจากน้ำเสียงของเธอเมื่อครู่ เธอกับอาจารย์ฮั่นมีเรื่องกันหรือเปล่า?”

เห็นองค์หญิงที่ 3 แห่งอาณาจักรเทียนหวู่ไม่พาบริวารมา แถมยังมีทีท่าเย็นชาขนาดนั้น จางเซวียนนึกถึงบทสนทนาระหว่างเธอกับเสิ่นปี้หรูขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถาม

“จะว่ามีเรื่องกันก็ไม่เชิงหรอก ในฐานะที่เป็นผู้ช่วยนักฝึกอสูร อาจารย์ฮั่นต้องพักอยู่ที่ดงอสูรนี่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ด้วยความที่ทั้งคู่เป็นคนสวย ก็เลยเปรียบเทียบกระทบกระทั่งกันอยู่บ่อยๆ ทำไปทำมาก็กลายเป็นคู่แข่งกันไป แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ไม่นึกเลยว่าเธอจะเข้าสอบเป็นนักฝึกอสูรได้รวดเร็วขนาดนี้ เธอปราดเปรื่องจริงๆ”

เห็นได้ชัดว่าเสิ่นปี้หรูประหลาดใจ

“ปราดเปรื่อง?” จางเซวียนงง

แค่เข้าทดสอบเป็นนักฝึกอสูร ก็เรียกว่าปราดเปรื่องแล้วหรือ?

“คุณคงไม่รู้สินะ องค์หญิงโม่หยู่เพิ่งเรียนการฝึกอสูรได้แค่ปีเดียวเท่านั้น” เสิ่นปี้หรูพูด

“ปีเดียว? ถ้าอย่างนั้นเธอก็ปราดเปรื่องจริงๆ!” จางเซวียนพยักหน้า

ถึงจางเซวียนจะไม่เข้าใจเรื่องการฝึกอสูรมากนัก แต่เขาก็เป็นนักปรุงยา ในเมื่อทั้งสองอาชีพจัดอยู่ในเก้าสถานภาพระดับบนเหมือนกัน การฝึกอสูรก็น่าจะเป็นอาชีพที่ยากอีกอาชีพหนึ่ง

การได้เป็นผู้ช่วย แถมยังได้เข้าสอบเป็นนักฝึกอสูรทั้งที่เพิ่งเรียนได้แค่ปีเดียว ก็จัดว่าเธอเป็นอัจฉริยะที่น่าเกรงขามคนหนึ่ง

“ที่สำคัญ เธอเป็นนักปรุงยาระดับ 1 ดาวด้วยนะ และคงจะได้เป็นนักปรุงยาระดับ 2 ดาวเร็วๆนี้! เท่านั้นยังไม่พอ ยังเป็นผู้ช่วยปรมาจารย์ด้วย ว่ากันว่าเหตุที่เธอมาเรียนการฝึกอสูรก็เพื่อฝึกฝนจิตใจให้มีความอดทนอดกลั้น ถ้าสอบผ่านเมื่อไหร่ เธอก็จะไปเข้าทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 1 ดาว ก่อนจะกลับอาณาจักร”

เสิ่นปี้หรูพูด

“นักปรุงยาระดับ 1 ดาว? ผู้ช่วยปรมาจารย์?”

จางเซวียนผงะ

ถึงเธอจะมีสถานภาพเหมือนเขา แต่จางเซวียนก็รู้ว่าฝ่ายนั้นปราดเปรื่องกว่าเขามาก

จางเซวียนได้เป็นนักปรุงยาระดับ 1 ดาวก็เพราะโชคช่วย แถมยังต้องพึ่งพาหอสมุดเทียบฟ้า ด้วยทักษะการหลอมยาที่เขามีอยู่ตอนนี้ ก็ทำได้แค่ผสมตัวยาง่ายๆเท่านั้น ยังห่างไกลจากการหลอมยาเม็ดอยู่มาก

การใช้ความสามารถของตัวเองก้าวขึ้นเป็นนักปรุงยาระดับ 1 ดาวด้วยอายุเพียงเท่านี้ แถมยังเป็นผู้ช่วยปรมาจารย์อีก ไม่แปลกใจเลยที่ใครต่อใครยกให้เธอเป็นอัจฉริยะ เธอคู่ควรกับคำนั้นจริงๆ

ขณะที่ทั้งคู่กำลังคุยกัน ผู้อาวุโสคนหนึ่งก็เดินเข้ามา

“เงียบหน่อย วันนี้ผมเป็นคนให้คะแนนพวกคุณ!”

เมื่อเห็นผู้อาวุโส ทุกคนถึงกับอึ้ง

“นักฝึกอสูรหง? ทำไมเขาถึงมาเป็นคนให้คะแนนล่ะ?” หยวิ๋นเทางง

“โดยปกติ หัวหน้าดงอสูรจะเป็นคนให้คะแนน อีกอย่าง มีกฎระบุไว้ว่าผู้ให้คะแนนจะต้องเป็นนักฝึกอสูรระดับ 2 ดาว ถึงนักฝึกอสูรหงจะมีตำแหน่งใหญ่ แต่เขาก็อยู่ในระดับหนึ่งดาวขั้นสูงสุดเท่านั้น ยังมีคุณสมบัติไม่เพียงพอจะให้คะแนนนี่?”

เห็นทุกคนมีหน้าตาสงสัย นักฝึกอสูรหงพูด “หัวหน้าดงอสูรกับผู้อาวุโสคนอื่นๆมีภารกิจที่ต้องทำ วันนี้ผมจึงมาให้คะแนนแทน ผมจะทำตามทุกขั้นตอนอย่างเคร่งครัด จะไม่มีการรับสินบนหรือใช้เล่ห์กลใดๆทั้งสิ้น พวกคุณไม่ต้องกังวลไป อีกอย่าง ผลึกบันทึกก็มีอยู่ ตราบใดที่พวกคุณทำตามเงื่อนไขได้ครบ พวกคุณก็จะสอบผ่านและได้เป็นสมาชิกคนหนึ่งของดงอสูร”

“ได้!”

ทุกคนพยักหน้ายินยอม

ไม่ว่าจะเป็นนักปรุงยาหรือนักฝึกอสูร การทดสอบทุกครั้งจะต้องใช้ผลึกบันทึก เพื่อให้พร้อมต่อการตรวจสอบข้อผิดพลาดหรือสิ่งผิดปกติ

ด้วยเครื่องมือนี้ ไม่มีใครกล้าเล่นตุกติก

“ทุกคนในที่นี้คือผู้ช่วยนักฝึกอสูรที่ผ่านการทดสอบรอบแรกแล้ว ผมเชื่อว่าพวกคุณคงรู้เนื้อหาของการทดสอบรอบสองและวิธีการของมันเป็นอย่างดี แต่เพื่อประโยชน์ของทุกคน ผมจะพูดอีกครั้งหนึ่ง”

นักฝึกอสูรหงมองไปรอบๆ “การทดสอบคือพวกคุณจะต้องจับอสูรที่มีพละกำลังเหนือกว่าคุณให้ได้ แม้ว่าแค่ฝึกมันให้เริ่มเชื่องได้ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว แต่ระดับของเกรดที่ให้ก็จะแตกต่างกันออกไป”

“ยิ่งอสูรมีวรยุทธสูงกว่าคุณมากเท่าไหร่ และยิ่งมันภักดีต่อคุณมากเท่าไหร่ เกรดก็จะสูงขึ้นเท่านั้น”

“มีอยู่ทั้งหมด 3 เกรด คือเกรด 1 เกรด 2 และเกรด 3 ยิ่งได้เกรดสูงขึ้นเท่าไร ผลสอบก็จะดีขึ้นเท่านั้น ผมคิดว่าคงไม่มีใครสงสัยคำพูดของผมนะ ใช่ไหม?”

“ใช่!” หยวิ๋นเทากับคนอื่นๆรีบพยักหน้า

“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็เริ่มเลย คนแรก, โจวชวน!” นักฝึกอสูรหงมองไปที่โจวชวน

“ได้!” โจวชวนก้าวออกมา

“คุณจับตัวอะไรมาได้?” นักฝึกอสูรหงถาม

“เรียนนักฝึกอสูรหง ผมจับหมาป่าเขี้ยวได้! มันเป็นอสูรพี่เชวี่ยขั้นต้น” โจวชวนผายมือไปด้านข้าง และบริวารของเขาก็นำหมาป่ายาว 3 เมตรออกมา

หมาป่าขนาดมหึมาตัวนั้นมีขนสีเทา เห็นเขี้ยวคมในปากของมันอย่างชัดเจน แค่เห็นลักษณะของมันก็รู้แล้วว่ามันจะฉีกทึ้งอย่างดุดันแค่ไหนขณะออกล่าเหยื่อ

“อือ!”

นักฝึกอสูรหงพยักหน้าและหยิบลูกบอลคริสตัลลูกหนึ่งออกมา

“นี่คือคริสตัลวัดใจ ใช้วัดความจงรักภักดีของอสูร สำหรับขั้นตอนของการฝึกให้เริ่มเชื่อง ระดับความภักดีจะอยู่ระหว่าง 15 ถึง 30 ถ้าตัวเลขสูงกว่านั้นก็จะได้เกรดสูงขึ้นไปด้วย”

“คริสตัลวัดใจ?”

จางเซวียนพยักหน้าเมื่อเห็นวัตถุนั้น

ในการทำแบบทดสอบความประสงค์ที่ผ่านมา ก็มีการใช้วัตถุนี้วัดระดับความไว้ใจของหลิวหยางเหมือนกัน

ดูเหมือนวัตถุนี้จะทำได้มากกว่าวัดระดับความไว้ใจของมนุษย์ มันยังวัดความภักดีของอสูรได้ด้วย

แต่เมื่อพิจารณาไปก็เข้าใจได้ เพราะในเมื่อมันสามารถสร้างภาพมายาเสมือนจริงขึ้นในหัวของผู้ที่สัมผัสมัน ระดับความจงรักภักดีหรือความไว้ใจที่แสดงขึ้นมาก็น่าจะถูกต้องแม่นยำ

ก็เหมือนกับการวัดระดับความไว้ใจ โจวชวนกรีดเลือดของเขาหยดลงไปก่อนจะเริ่มสื่อสารกับอสูรของเขา

ไม่นาน ตัวเลขก็ค่อยๆลอยขึ้นมาปรากฏบนคริสตัล— 20!

“ระดับความภักดีพุ่งขึ้นถึง 20 ภายในไม่ถึงครึ่งเดือน ถือว่าคุณผ่านขั้นตอนการฝึกให้เริ่มเชื่อง ไม่เลว, ผมให้เกรด 2!”

นักฝึกอสูรหงลูบเคราเป็นเชิงยอมรับเมื่อเห็นตัวเลข

ภายในเวลาครึ่งเดือน ทั้งจับอสูรมาฝึกให้เชื่องและยกระดับความภักดีของมันให้ขึ้นมาถึงจุดนี้ได้ ก็ถือว่าเขามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะได้เป็นนักฝึกอสูรระดับ 1 ดาว

“องค์ชายเจ๋งไปเลย!”

“นานแล้วนะที่ไม่มีใครในดงอสูรได้เกรด 2!”

“เห็นด้วย น่าทึ่งสุดๆ!”

เมื่อได้ฟังคะแนน ก็เกิดเสียงอื้ออึงเซ็งแซ่

สำหรับการทดสอบเป็นนักฝึกอสูร เกรด 3 จัดว่าผ่าน ส่วนคนที่ได้เกรด 2 จะถือว่าเป็นอัจฉริยะในหมู่นักฝึกอสูรหน้าใหม่

“เกรด 2, ไม่เลวเลย แต่ฉันไม่ยอมแพ้นายแน่!”

ไม่คิดว่าโจวชวนจะได้คะแนนดีขนาดนั้น จูจิ้นหวงถึงกับอึ้งไป แต่ไม่ช้าก็ยิ้มและก้าวออกมา

ไม่นานก็รู้ผล พญาเสือร้ายของเขามีระดับความภักดีอยู่ที่ 20 เขาได้เกรด 2 เหมือนกัน

“ถึงตาโม่หยู่คุณเสิ่นแล้ว!”

“โม่หยู่คุณเสิ่นจับสัตว์ปีกดุร้ายมา ซึ่งจับยากกว่าอสูรทั่วไปมาก แถมมันยังมีวรยุทธขั้นทงฉวน เธอต้องได้คะแนนเพิ่มแน่!”

“เห็นด้วย เธอน่าจะได้คะแนนสูงกว่าเกรด 2”

“30 ปีมาแล้วนะที่ยังไม่มีใครได้เกรด 1 ในดงอสูร เธอคิดว่าวันนี้จะมีการทำลายสถิติไหม?”

เห็นโม่หยู่คุณเสิ่นเดินออกมา ทุกสายตาจับจ้องที่เธอทันที

การได้เกรด 1 ในการทดสอบเป็นนักฝึกอสูร ก็เทียบเท่ากับการหลอมยาเม็ดได้ถึงขั้นสมบูรณ์แบบในการทดสอบเป็นนักปรุงยา

นักฝึกอสูรที่ได้คะแนนระดับนั้นจะเป็นที่โด่งดังในดงอสูร เธอจะได้ใช้ทรัพยากรทุกชนิด

คงเป็นเรื่องเหลือเชื่อสำหรับโจวชวนและจูจิ้นหวงที่จะได้เกรด 2 แต่โม่หยู่คุณเสิ่นมีทักษะสูงส่งกว่าพวกเขามาก ทุกคนเฝ้ารอดูว่าวันนี้จะมีการบันทึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่หรือไม่

โม่หยู่คุณเสิ่นเดินออกมาอย่างสุขุม ไม่ใส่ใจความชุลมุนรอบข้าง ด้วยการร้องเรียกหนึ่งครั้ง นกอินทรีสีเขียวอ่อนตัวมหึมาก็บินมาช้าๆ

เธอทำตามขั้นตอนเดียวกับสองคนก่อนหน้า ไม่นานตัวเลขก็ปรากฏ

ระดับความภักดี 40!

“เกรด 1! ได้เกรด 1 จริงๆ!”

เกิดเสียงระเบ็งเซ็งแซ่ทั่วทั้งห้อง

ถึงทุกคนจะเดาไว้แล้วว่าโม่หยู่คุณเสิ่นน่าจะได้เกรด 1 แต่เมื่อมาถึงเข้าจริงๆก็ยังช็อกอยู่ดี

“เอ้า หยวิ๋นเทา ตานายแล้ว พวกเราได้เกรด 2 ส่วนโม่หยู่คุณเสิ่นได้เกรด 1 ก่อนหน้านี้นายคุยโวไว้เยอะแยะ ฉันคิดว่านายคงไม่ได้เกรด 3 หรอกนะ เพราะถ้าเป็นตัวฉันได้เกรด 3 ล่ะก็ ฉันคงอับอายจนไม่มีหน้าจะไปพบผู้คนแน่!”

เมื่อเห็นว่าถึงตาหยวิ๋นเทา จูจิ้นหวงเยาะเย้ย

“ฉันว่าพี่จูยกย่องเขามากไปแล้วล่ะ จะให้เกรด 3 เลยเหรอ…แค่สอบให้ผ่านก็จะไหวหรือเปล่า!” โจวชวนคำรามอย่างเลือดเย็น

“ก็เสือดำเกราะทองไม่ใช่ของเขา แล้วไหนอสูรที่เขาจับได้ล่ะ?”

“นั่นสิ ไม่เห็นเขาพาอสูรมาสักตัวเลย?”

“ถ้าเป็นแบบนั้น ก็คือสอบตกนะ…”

ทั้งคู่คุยกันดังลั่น ทุกคำล้วนแต่ยั่วโมโห

ขนาดโม่หยู่คุณเสิ่นยังอดขมวดคิ้วไม่ได้

“เงียบ!”

นักฝึกอสูรหงโบกมือหยุดเสียงเซ็งแซ่ๆหล่านั้น เขาหันไปมองหยวิ๋นเทาอย่างสงสัย “คุณจับตัวอะไรมา? ใช่เสือดำเกราะทองตัวนั้นหรือเปล่า?”

“ไม่ใช่หรอก ผู้อาวุโสจางเซวียนเป็นคนจับเสือตัวนั้น…”

หยวิ๋นเทาเกาหัวอย่างกระอักกระอ่วน “ผม…จับนก!”

(นก–ในที่นี้เป็นการเล่นคำในภาษาจีน สามารถแปลได้อีกอย่างว่า ‘ถึงอย่างไรก็ได้จับสักอย่างละน่ะ’ มันเป็นการตอบแบบบอกปัดคำถามของอีกฝ่ายหนึ่ง)

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!