ตอนที่ 388 ลูกเตะทลายค่ายกล
เพื่อปกป้องครอบครัวของเธอ องค์หญิงหลินหลงคนนั้นได้ร้องขอค่ายกลสังหารเกรด 3 ขั้นสูงสุด จากสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลแห่งอาณาจักรชวนหยวนมาไว้ที่คฤหาสน์ตระกูลหลิน เพื่อให้สมาชิกในตระกูลของเธออยู่รอดปลอดภัย
ก็เพราะเหตุนี้ด้วยที่ทำให้โม่เทียนเชว่ยังไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามลงไป แม้ว่าอสูรอารักขาจะสำเร็จวรยุทธขั้นจื้อจุนแล้ว
ในตอนแรก เขาได้แต่ภาวนาว่าขออย่าให้มีใครสักคนที่นี่สามารถกระตุ้นค่ายกลนี้ให้ใช้งานขึ้นมาได้ ไม่นึกเลยว่าไม่เพียงแต่หลินโหลวเทียนจะทำได้ เขายังทำได้ในชั่วพริบตาด้วย
มันคือค่ายกลสังหาร เกรด 3 ขั้นสูงสุด!
ค่ายกลสังหารนั้นต่างจากค่ายกลกักกัน ผู้ที่ติดกับอยู่ในค่ายกลชนิดนี้จะถูกทำร้ายด้วยการโจมตีอันแปลกประหลาดทุกรูปแบบ ด้วยระดับเกรด 3 ขั้นสูงสุด ต่อให้นักรบขั้นจื้อจุนก็ตายได้ง่ายๆ
“ฮ่าฮ่า! พวกแกทุกคน ตายซะ…”
ทันทีที่ค่ายกลทำงาน ก็เหมือนกับมีใบมีดคมกริบนับไม่ถ้วนอยู่กลางอากาศ มันพุ่งลงมาจากท้องฟ้า แล้วตกกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ หลินโหลวเทียนตาแดงก่ำและคำรามอย่างสะใจ
ค่ายกลนี้เป็นหนึ่งในสิ่งที่หลินหลงผู้เป็นลูกสาวของเขาทิ้งไว้ให้เพื่อปกปักรักษาตระกูลหลิน มันสามารถเปิดใช้ได้เพียงครั้งเดียว หลินโหลวเทียนจึงตัดสินใจที่จะไม่ใช้มันหากตระกูลหลินไม่ได้ตกอยู่ในสถานการณ์คับขันจริงๆ
เขารู้แล้วว่าตัวเองรับมือกับหลิวเฉินไม่ไหว และในเมื่อตอนนี้หัวหน้าเหลี่ยวก็แปรพักตร์ไปอยู่กับฝ่ายนั้นแล้ว หลินโหลวเทียนรู้ดีว่าไม่มีทางที่เขาจะต้านทานการผนึกกำลังกันของทั้งคู่ได้ ดังนั้นจึงเปิดใช้ค่ายกลโดยไม่ลังเล
พวกแกอยากฆ่าฉันนักใช่ไหม?
ก็เอาสิ ฉันจะทำให้พวกแกตายอยู่ตรงนี้ให้หมด!
ค่ายกลเกรด 3 ขั้นสูงสุดเป็นค่ายกลที่สามารถล่อลวงและสังหารได้แม้กระทั่งนักรบจื้อจุนขั้นสูงสุด ต่อให้แกเก่งกาจแค่ไหน แกก็เป็นแค่นักรบจงซรือขั้นสูงสุดเท่านั้น!
ความตายรออยู่!
“จบกัน…นึกไม่ถึงเลยว่าจะต้องมาตายเพราะความเผือกของตัวเอง!”
“ตระกูลหลินมีไม้ตายแบบนี้นี่เอง ไม่สงสัยแล้วว่าทำไมทางราชวงศ์ถึงไม่กล้าทำอะไรจริงจังเสียที…”
“อย่างน้อย เราก็ตายเพราะค่ายกลชั้นยอด…”
…..
ทุกคนที่ติดกับอยู่ในค่ายกลมีสีหน้าหมดหวัง
ผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลคือหนึ่งในอาชีพแถวหน้าของเก้าสถานะระดับบน อานุภาพของค่ายกลนั้นเป็นสิ่งที่เหนือกว่าจะจินตนาการได้
หากติดกับเข้าไปเมื่อไหร่ ก็รอความตายได้เลย!
“ประธานเจียง คุณมีความรู้เรื่องค่ายกลบ้างไหม พาพวกเราออกไปได้หรือเปล่า?”
ใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นมา
ทุกคนหันขวับไปมองประธานเจียงเป็นตาเดียว ราวกับเห็นพระผู้ไถ่ให้หลุดพ้น
นอกจากเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวแล้ว เจียงสู่ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 2 ดาวด้วย ก็เป็นไปได้ว่าเขาอาจมีหนทางแก้สถานการณ์
“ผม…ผมก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน ค่ายกลนี้เหนือชั้นกว่าความรู้ความเข้าใจที่ผมมี!”
เจียงสู่ยิ้มเจื่อนๆและได้แต่ส่ายหน้า
เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 2 ดาวเท่านั้น สำหรับค่ายกลเกรด 3 นี้ เขาทำอะไรไม่ได้เลย
“ถ้างั้นพวกเราก็ตายกันหมด…”
เมื่อได้ยินว่าขนาดประธานเจียงก็ทำอะไรไม่ได้ ฝูงชนต่างท้อแท้เต็มที
“ฮ่าฮ่า! มีแต่ผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 3 ดาวเท่านั้นแหละที่จะถอดรหัสค่ายกลเกรด 3 ขั้นสูงสุดได้ พวกแกน่ะเหรอ? ฝันไปเถอะ!”
หลินโหลวเทียนคำรามอย่างสะใจเมื่อเห็นความตระหนกและท้อแท้ของฝูงชนที่อยู่โดยรอบ
แต่…ยังพูดไม่ทันจบ เสียงหนึ่งก็ขัดขึ้นมา
“มีแต่ผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 3 ดาว ที่ถอดรหัสค่ายกลระดับนี้ได้? ไม่จริงมั้ง!”
เสียงนั้นสุขุมเยือกเย็นขั้นสุด ตรงข้ามกับความตระหนกของฝูงชนโดยรอบอย่างสิ้นเชิง
ทุกคนหันขวับไปมอง และเห็นว่าเจ้าของเสียงก็คือประธานหลิว
ชายหนุ่มส่ายหน้า เขาก้าวออกมาและเตะป้าบเข้าไปที่จุดโล่งๆจุดหนึ่งกลางอากาศ
ปั้ก!
อากาศบริเวณนั้นชะงักงัน หมอกหนาแยกออกจากกันราวกับถูกของมีคมผ่าลงไป ทุกอย่างหยุดกึก
ค่ายกลหยุดทำงานแล้ว!
จางเซวียนปรบมือราวกับเพิ่งทำเรื่องขี้ปะติ๋วบางอย่างได้สำเร็จ และพูดว่า “ดูสิ ไม่ใช่ผมเพิ่งถอดรหัสมันหรือ?”
“แก…”
หลินโหลวเทียนยิ้มค้าง นัยน์ตาค่อยๆเบิกโพลงขึ้นทีละน้อย เขาซวนเซและแทบหายใจหายคอไม่ออก
นั่นมันค่ายกลเกรด 3 ขั้นสูงสุดนะ! ขนาดผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 4 ดาวยังหยุดการทำงานของมันไม่ได้ง่ายๆเลย…แต่แกแค่เตะป้าบเดียว…
อะไรวะ!
ความยุติธรรมของโลกนี้อยู่ที่ไหน?
ก่อนหน้านี้ ตอนที่ผู้อาวุโสสูงสุดหลินเทาพูดว่าประธานหลิวคนนี้ใช้การเตะครั้งเดียวเพื่อหยุดการทำงานของค่ายกล เขาคิดว่ามันคงเป็นแค่เรื่องบังเอิญ บางทีฝ่ายนั้นอาจจะคุ้นเคยกับค่ายกลกักกันที่ใช้กักขังราชสีห์หางทองมาก่อน แต่ครั้งนี้…
ขนาดหลินโหลวเทียนเองก็ถอดรหัสมันได้แค่ครึ่งเดียว เหตุที่เขาเปิดใช้งานมันได้ก็เพราะเขารู้ว่าแกนกลางของมันอยู่ที่ไหน ซึ่งหากเขาจัดวางมันได้ด้วยตัวเองล่ะก็ คงจะเปิดใช้งานมันเสียตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว
เป็นแค่นายแพทย์ เป็นแค่มือใหม่ แต่หยุดการทำงานของมันได้ด้วยการเตะครั้งเดียว…
หลินโหลวเทียนยืนโงนเงน แทบจะทึ้งหัวตัวเองอยู่รอมร่อ
“นี่มัน…เฮ้ย…”
“ค่ายกลหยุดทำงานแล้ว?”
“เตะป้าบเดียวหยุด?”
ประธานเจียงหัวหมุนไปหมด
ขนาดนักรบขั้นจื้อจุน เจอค่ายกลเกรด 3 ขั้นสูงสุดเข้าไป ก็ตายเอาง่ายๆ แต่ปรมาจารย์จางหยุดมันด้วยการเตะครั้งเดียว…
เป็นทั้งจิตรกร นักปรุงยา นักฝึกอสูร ปรมาจารย์ นายแพทย์…และเหนืออื่นใด เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลด้วย!
น้องชาย คุณจะบอกพวกเราหน่อยได้ไหมว่าในโลกนี้มีอะไรบ้างที่คุณยังไม่รู้ ให้พวกเราได้เตรียมใจสักหน่อย!
“เตะอีกแล้ว?”
โม่เทียนเชว่กับโม่หยู่มองหน้ากัน ทั้งคู่ต่างตัวสั่น
ค่ายกลนี้สังหารได้แม้กระทั่งนักรบขั้นจื้อจุนไม่ใช่หรือ?
ทำไมมีสภาพไม่ต่างอะไรกับของเล่น?
เขาทำได้อย่างไรกัน?
“เฮ้ย เผ่นเถอะเรา!”
เห็นฝูงชนกำลังอึ้งตะลึง หลินโหลวเทียนก็พลันรู้สึกตัว เขากัดฟันแน่นและเผ่นกลับเข้าไปในคฤหาสน์
ต่อให้โง่เง่าแค่ไหน ก็เห็นชัดเจนว่าสถานการณ์พลิกกลับไปหมดแล้ว ที่ดีที่สุดที่เขาทำได้ตอนนี้คือหนีเอาชีวิตรอด!
เขาจะต้องส่งข่าวไปบอกหลินหลงซึ่งเป็นชายาแห่งองค์รัชทายาท เพื่อเธอจะได้ส่งกองกำลังมาเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่อย่างนั้น วันนี้ตระกูลหลินต้องพังพินาศแน่!
ฟึ่บ!
เมื่อผลุบหายเข้าไปในคฤหาสน์แล้ว หลินโหลวเทียนก็เปิดใช้งานค่ายกลที่อยู่ภายใน หมอกหนาทึบปกคลุมไปทั่วบริเวณโดยรอบ บดบังคฤหาสน์ตระกูลหลินไว้จากสายตาผู้คน
ก็สมกับที่เป็นฐานที่มั่นของตระกูลหลิน ไม่มีทางที่จะมีค่ายกลเพียงอันเดียวในการรักษาความปลอดภัย แต่เท่าที่เห็นตอนนี้ ขนาดค่ายกลที่แข็งแกร่งที่สุดยังถูกทำลายได้ ค่ายกลที่เปิดใช้งานใหม่ก็ทำได้แค่ถ่วงเวลาศัตรูของเขาเท่านั้น
แต่ก็เอาเถอะ ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ เวลาแม้เพียงน้อยนิดก็มีค่ากับเขามาก!
“คุณจะหนีทั้งๆที่ยังไม่ได้ขอโทษน่ะหรือ?”
เห็นอีกฝ่ายเผ่นหายเข้าไปในคฤหาสน์แล้ว จางเซวียนก็ได้แต่ส่ายหน้า “ผมพูดไว้แล้วนะว่าถ้าคุณไม่ยอมขอโทษ ผมจะอัดคุณจนกว่าคุณจะยอมพูดออกมา…ลู่ชง บุก!”
จางเซวียนคืนดาบให้จ้าวหย่าและหัวเราะหึๆ เขาเดินเข้าไปในคฤหาสน์และเตะที่จุดๆหนึ่งอีกครั้ง
ปั้ก!
ค่ายกลที่บดบังคฤหาสน์ไว้หยุดทำงานทันที
ทั้งลูกศิษย์ทั้งอาจารย์เดินเข้าไป
“รอด้วย…”
เมื่อเห็นทั้งคู่เดินเข้าไปแล้ว และประกอบกับถูกจับจ้องด้วยสายตาประหลาดของฝูงชน หัวหน้าเหลี่ยวฉวินกับเซียนสมุนไพรจะกล้าอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร? พวกเขารีบตามเข้าไปในคฤหาสน์
…..
เมื่อความอลหม่านสิ้นสุดลง ความเงียบก็เข้าครอบงำบริเวณหน้าคฤหาสน์ตระกูลหลินอีกครั้ง
“ดูเหมือน…พวกตระกูลหลินจะแพ้แล้ว!”
เมื่อมองไปที่บรรดาผู้อาวุโสซึ่งนอนง่อยหงิกอยู่บนพื้น และนึกถึงหลินโหลวเทียนที่เผ่นแน่บไปแล้ว บรรดาผู้ชมก็ได้แต่จังงัง
ก่อนหน้านี้ ตอนที่บรรดาลูกหลานของพวกเขาเข้ามาอ้อนวอน พวกเขาก็ได้แต่คิดว่าอาจารย์หลิวคนนี้ช่างหุนหันพลันแล่นนักที่เข้าทะเลาะเบาะแว้งกับตระกูลหลิน เพิ่งจะรู้เดี๋ยวนี้เองว่าความคิดนั้นน่าหัวเราะแค่ไหน
ด้วยสองมือของตัวเขาเอง ประธานหลิวสามารถโค่นล้มตระกูลหลินผู้กุมอำนาจของเมืองหลวงได้ เป็นเรื่องที่พวกเขาไม่นึกไม่ฝันมาก่อน
เจ้าหนุ่มคนนี้เป็นใคร? ทำอย่างไรถึงเก่งกาจได้ขนาดนั้น?
“ท่านอาจารย์…” ตรงกันข้ามกับความตกตะลึงของคนอื่นๆ นัยน์ตาของมู่เสว่คิงกับบรรดาศิษย์น้องของเธอต่างวาววับเป็นประกาย พวกเขากำหมัดแน่นอย่างตื่นเต้น
สิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ในหัวใจของพวกเขาคือเสียงตะโกนก้อง “เขาคืออาจารย์ของฉัน! อาจารย์ของฉันเตะแค่ครั้งเดียวก็ทำลายค่ายกลได้ แถมยังโค่นล้มตระกูลหลินผู้กุมอำนาจเมืองหลวงด้วย!”
“อาจารย์ของฉัน ด้วยดาบฉีอันทรงพลัง เขาสามารถจัดการได้แม้กระทั่งนักรบขั้นกึ่งจื้อจุน!”
พวกเขาช่างโชคดีแค่ไหนที่มีอาจารย์แบบนี้!
ขณะที่กำลังตัวสั่นด้วยความเต็มตื้น สายตาของพวกเขาก็พลันจับจ้องไปที่อีกสองสามคน
นั่นคือจ้าวหย่า เจิ้งหยาง และพรรคพวก
“จ้าวหย่า ฉันรู้ว่าปรมาจารย์จางก็เก่งกาจจริงๆ แต่เขาก็ยังไม่สามารถปล่อยพลังดาบฉีที่เอาชนะได้แม้กระทั่งนักรบขั้นกึ่งจื้อจุน แถมยังไม่อาจใช้การเตะเพียงครั้งเดียวหยุดการทำงานของค่ายกลเกรด 3 ขั้นสูงสุดได้เหมือนอาจารย์หลิวด้วย”
มู่เสว่คิงเอาสองมือไพล่หลัง นัยน์ตาวาววับด้วยความตื่นเต้น
ปรมาจารย์จางน่าทึ่งก็จริง แต่เขาเพิ่งสำเร็จวรยุทธขั้นจงซรือเมื่อสองสามวันก่อนนี่เอง ส่วนอาจารย์หลิวของพวกเขา ไม่เพียงแต่จะเป็นนักรบจงซรือขั้นสูงสุด แต่ยังสามารถเอาชนะหลินโหลวเทียน นักรบหมายเลขหนึ่งของอาณาจักรเทียนหวู่ได้ด้วย!
ตำแหน่งนักรบหมายเลขหนึ่งของอาณาจักรควรเป็นของเขาอย่างเต็มภาคภูมิ!
ปรมาจารย์จางของพวกเธอยังเทียบเท่ากับอาจารย์หลิวได้อีกหรือ?
“อาจารย์หลิว…เก่งกาจจริงๆ” จ้าวหย่าตอบหน้านิ่ง
“จ้าวหย่า ทำไมเธอ…”
เห็นอาการกระหยิ่มยิ้มย่องของมู่เสว่คิง ทั้งเจิ้งหยางกับคนอื่นๆหงุดหงิดมาก พวกเขาคิดว่าจ้าวหย่าจะตอบโต้ฝ่ายนั้น นึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะยอมรับโดยดุษณี พวกเขาถึงกับหน้าแดงก่ำ
“อย่าห่วงน่ะ อาจารย์หลิวเก่งกาจมากก็จริง แต่ปรมาจารย์จางของเรา…ถึงอย่างไรก็ไม่ด้อยกว่า!”
เธอรู้แล้วว่าอาจารย์หลิวกับอาจารย์จางเป็นคนเดียวกัน จึงไม่จำเป็นต้องเถียงกันเรื่องนี้อีก แต่ในเมื่ออาจารย์จงใจปิดบังตัวตนของเขาไว้ หากจ้าวหย่าจะเปิดเผยตัวตนของเขาก็คงไม่เหมาะสม
เธอพึมพำและหันหลังกลับไป
บึ้ม!
รังสีอันทรงพลังระเบิดออกมาจากตัวจ้าวหย่า พละกำลังของนักรบจงซรือขั้นกลางพุ่งเข้าใส่มู่เสว่คิงกับพรรคพวกราวกับคลื่นยักษ์
“จงซรือขั้นกลาง?”
“เมื่อสองสามวันก่อนยังอยู่แค่พี่เชวี่ยไม่ใช่หรือ? ก้าวพรวดพราดขึ้นไป 2 ขั้นแบบนี้ได้อย่างไร?”
“เป็นเพราะคำชี้แนะของปรมาจารย์จาง?”
…..
เมื่อเห็นรังสีที่แผ่ออกมาจากตัวจ้าวหย่า ฝูงชนก็อลหม่านกันอีกครั้ง
จากการดวลอันลือลั่นระหว่างจ้าวหย่ากับมู่เสว่คิง บรรดาผู้ชมจึงเห็นโดยทั่วกันว่าในวันนั้นเธอยังเป็นแค่นักรบขั้นพี่เชวี่ย ผ่านมาแค่ 2 วัน…กลายเป็นนักรบจงซรือขั้นกลางได้อย่างไร?
ความก้าวหน้าขนาดนี้มันเร็วเกินไป!
“เธอ…”
มู่เสว่คิงหรี่ตา
ในตอนแรก เธอขัดใจนักที่ตัวเองต้องเป็นที่ 2 ในการดวลครั้งก่อน และหมายมั่นปั้นมือว่าคราวนี้จะต้องเอาชนะจ้าวหย่าให้ได้ เพราะเธอสำเร็จวรยุทธขั้นทงฉวนแล้ว ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าระดับวรยุทธของอีกฝ่ายก็ก้าวหน้าเช่นกัน แถมยัง…น่าสะพรึงกว่ามาก!
เธอข้ามขั้นทงฉวนไปสำเร็จวรยุทธจงซรือขั้นกลางได้ในทันที!
แล้ว…จะสู้ไปเพื่ออะไร?
คำชี้แนะของปรมาจารย์จางน่าทึ่งขนาดนั้นเลยหรือ?
“ก็ไม่เท่าไหร่หรอก เมื่อ 5 วันก่อนลู่ชงก็มีวรยุทธแค่ติ่งลี่ขั้นต้น มาตอนนี้ก็สำเร็จวรยุทธจงซรือขั้นกลางแล้วเหมือนกัน!” เมิ่งเทาพูด
“ก้าวหน้าจากติ่งลี่ขั้นต้นขึ้นไปจงซรือขั้นกลางใน 5 วัน?”
ฝูงชนยังไม่ทันหายช็อก ก็ต้องอัศจรรย์ใจกันอีกรอบ
อาจารย์หลิวและปรมาจารย์จาง คุณทั้งคู่จะทำตัวเหมือนปีศาจเกินไปไหม!
ภายในเวลา 5 วันแค่ขยับวรยุทธขึ้นไปได้ 1 ขั้นเล็กๆก็น่าทึ่งสุดขีดแล้ว แต่ลูกศิษย์ของคุณกระโดดขึ้นไปถึง 2-3 ขั้นภายในเวลา 5 วัน…
“ดูเหมือนอาจารย์หลิวคนนี้จะเก่งพอๆกับปรมาจารย์จาง!”
“จริงด้วย ทั้งคู่ก็สูสีกันนั่นแหละ ต่างก็เป็นอัจฉริยะผู้น่าทึ่ง!”
“แต่อันที่จริง ฉันคิดว่าอาจารย์หลิวคนนี้เก่งกว่า เพราะการทำให้ลูกศิษย์กระโดดจากติ่งลี่ขั้นต้นไปจงซรือขั้นกลางได้ใน 5 วัน ย่อมยากกว่าการก้าวกระโดดจากพี่เชวี่ยไปจงซรือใน 2 วันอยู่แล้ว!”
“อีกอย่าง เขายังสำเร็จวรยุทธเต็มขั้นแล้วนะ ต่อให้ปรมาจารย์จางจะเก่งแค่ไหน พละกำลังของเขาตอนนี้ก็ยังมีแค่จงซรือขั้นต้นอยู่ดี!”
“แต่ผมคิดว่าปรมาจารย์จางเก่งกว่า ดูจากวีรกรรมของเขาในการฝ่าด่านการทดสอบหลายขั้น เพื่อให้ได้เป็นปรมาจารย์ แถมยังทำลายทุกสถิติที่มีมา ทำให้เขาเหนือกว่าอัจฉริยะทุกคนที่นี่ อีกอย่างเขาก็ยังอายุน้อยด้วย จะต้องมีอนาคตที่สดใสรออยู่แน่ …”
ท่ามกลางฝูงชนนั้น เกิดผู้จงรักภักดีต่อปรมาจารย์จางและอาจารย์หลิวขึ้นมากมาย ต่างฝ่ายต่างปะทะคารมกัน ไม่มีใครยอมใคร
…..
หลินโหลวเทียนหนีเตลิดเข้ามาในคฤหาสน์ จนในที่สุดก็มาถึงห้องลับแห่งหนึ่ง ไม่มีอะไรอยู่ในนั้นนอกจากกำแพงสีขาว
ด้วยการกระดิกนิ้ว 1 ครั้ง เลือดหยดหนึ่งก็ถูกหยดลงไปในช่องบนกำแพง
วิ้ง!
เกิดแสงสว่างเรืองรองขึ้น และกำแพงนั้นก็ทำงาน
มันคือกลไกเดียวกับกำแพงคาใจที่สมาคมนายแพทย์และกำแพงสูตรยาที่สมาคมนักปรุงยา สิ่งนี้คือ…กำแพงสื่อสาร!
( *เรียงลำดับวรยุทธจากต่ำไปสูง
จวีซี – ตันเถียน – เจิ้นซี่ – ผีกู่ – ติ่งลี่ – พี่เชวี่ย – ทงฉวน – จงซรือ – จื้อจุน)



