ตอนที่ 402 ปรมาจารย์หยางผู้ล้ำลึกเกินหยั่ง (1)
ในที่สุดจางเซวียนก็รู้สึกตัว เขายกมือขึ้นนวดหว่างคิ้ว
ครั้งนี้หอสมุดเทียบฟ้ามีข้อมูลและความรู้บรรจุอยู่มากเกินไป ทำให้เขาสลบไปนานกว่าเดิม
แต่รางวัลที่ได้มาก็แสนจะคุ้มค่า
ทั้งเทคนิคการต่อสู้, ศาสตร์ของนักปรุงยา, นักฝึกอสูร, จิตรกร, นายแพทย์ รวมทั้งปรมาจารย์และกูรูยาพิษ
ตอนนี้ ข้อมูลและรายละเอียดของวิชาชีพจำนวนนับไม่ถ้วนกลายเป็นความรู้ของตัวเขาเอง จางเซวียนไม่จำเป็นต้องดำดิ่งลงไปในหอสมุดเทียบฟ้าเพื่อค้นหาข้อมูลอีกต่อไป เพียงแค่นึกถึง ทุกอย่างก็จะผุดขึ้นมาในหัว
ในการรวบรวมความรู้ปริมาณมากขนาดนี้ ต่อให้ผู้นั้นมีความทรงจำแบบภาพถ่าย ก็ยังต้องใช้เวลาสิบกว่าปีเป็นอย่างน้อย แต่จางเซวียนใช้แค่วันเดียว…
หากใครรู้เข้า คงกระอักเลือดจนขาดใจตาย
ต่อให้อัจฉริยะหน้าไหน เป็นปรมาจารย์ระดับสูงส่งเพียงใด…หากเจอความสามารถแบบนี้เข้าไปก็ต้องหมดสภาพ
ไม่มีทางเทียบกันได้เลย
“สมกับที่เป็นหอสมุดเทียบฟ้า ไม่เคยทำให้เราผิดหวัง!” จางเซวียนหัวเราะหึๆ
ถึงจางเซวียนจะรู้ถึงความสามารถของหอสมุดเทียบฟ้าอยู่แล้ว แต่หน้าหนังสือที่ปรากฏขึ้นด้วยความสำนึกในบุญคุณอย่างจริงใจของลูกศิษย์ ก็ช่างมีความสามารถอันน่าทึ่งเสียจนเขาอดประทับใจไม่ได้ในทุกครั้งที่ใช้
การยกระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณได้ถึง 5.0 แถมยังรวบรวมเอาความรู้จากหนังสือจำนวนนับไม่ถ้วนในหอสมุดเทียบฟ้ามาเป็นความรู้ของตัวเองได้…
มันมากพอจะทำให้ใครต่อใครคลั่งได้ทั้งนั้น
“หอสมุดเทียบฟ้าจะต้องมีประโยชน์มากกว่านี้แน่!”
จางเซวียนค้นพบประโยชน์สองอย่างนี้โดยบังเอิญ ซึ่งก็แน่นอนว่าหอสมุดเทียบฟ้าจะต้องใช้การได้มากกว่านี้อีก เขาจะต้องพิสูจน์ต่อไป
ดูเหมือนว่าต่อไปจางเซวียนจะต้องรับลูกศิษย์ให้มากกว่าเดิม แล้วทำให้พวกเขารู้สึกสำนึกในบุญคุณให้ได้ เพื่อจะได้มีหน้าหนังสือสีทองมากขึ้นอีก
ด้วยวิธีนี้ เขาก็จะสามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างรวดเร็ว
หลังจากรู้สึกตัวตื่น จางเซวียนก็ใช้เวลาเรียบเรียงความรู้ในหัวอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะบิดขี้เกียจแล้วเดินออกจากห้อง
เมื่อเข้าไปในห้องโถงใหญ่ ซุนฉางก็เดินมารายงาน “นายน้อย มีคนมาขอพบนายท่าน พวกเขารออยู่ตั้งแต่เช้า!”
“ขอพบนายท่าน? ใครกัน?”
จางเซวียนชะงัก
“พวกเขาบอกว่ามาจากสภาปรมาจารย์ คนหนึ่งชื่อสู่วฟัน ส่วนอีกคนชื่อหลิวหยู่เหิง!” ซุนฉางตอบ
“สู่วฟัน? หลิวหยู่เหิง?”
จางเซวียนงง พวกเขาเป็นใคร? ที่สภาปรมาจารย์แห่งอาณาจักรเทียนหวู่ก็ไม่เห็นมีใครชื่อนี้…
“เดี๋ยวก่อน หรือว่า…ปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิว?”
เมื่อคิดได้ จางเซวียนก็แทบลมจับ
ตอนที่ประธานเจียงแนะนำปรมาจารย์ทั้งสองคนให้รู้จัก ก็ไม่ได้บอกชื่อเต็ม ดังนั้นจางเซวียนจึงไม่รู้ในทันทีว่าสู่วฟันกับหลิวหยู่เหิงคือปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวสองคนนั้น แต่เมื่อพวกเขามาจากสภาปรมาจารย์ และมาขอพบ ‘นายท่านหยางชวน’ แล้วจะเป็นใครได้ ถ้าไม่ใช่ทั้งคู่?
ก็เขาบอกไปแล้วไม่ใช่หรือว่าจะแจ้งทั้งคู่ทันทีเมื่อ ‘ปรมาจารย์หยาง’ กลับมา? แล้วเรื่องอะไรถึงมากะทันหันขนาดนี้ ถึงกับมารอตั้งแต่เช้า?
เขายังไม่ได้เตรียมตัวเลย…
ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว เป็นเป็นนักรบที่สำเร็จวรยุทธเหนือกว่าขั้นจื้อจุนเสียอีก…แต่ถึงกับยอมแกร่วอยู่หน้าประตูตั้งแต่เช้านี่นะ?
“แล้วคุณให้พวกเขารอที่ไหน? ห้องรับแขกหรือห้องประชุม?”
เมื่อคิดได้ว่าตัวเองปล่อยให้ผู้มีอำนาจสองคนรอนานขนาดนั้น จางเซวียนก็ถึงกับหน้าเหยเก เขาได้แต่ถามต่อ
“ห้องรับแขก? ห้องประชุม? มาขอพบปรมาจารย์หยางทั้งที ไม่มีอะไรติดไม้ติดมือมาเลย ผมจำเป็นต้องดูแลหรือ?”
ซุนฉางพึมพำอย่างเหยียดๆ “ผมปล่อยให้เจ้าคนกำเริบเสิบสาน 2 คนนั้นรออยู่ข้างนอก ถ้าไม่ใช่เพราะมาจากสภาปรมาจารย์ล่ะก็ ผมคงไล่ไปแล้ว! พวกนั้นคิดว่าตัวเองเป็นใคร ไม่รู้กฎด้วยซ้ำ!”
พลั่ก!
เมื่อได้ยินคำนั้น จางเซวียนถึงกับโงนเงนและแทบทรุด
“นายน้อย มีอะไร?” ซุนฉางรีบเข้ามาพยุง
“มีอะไร?”
จางเซวียนร่ำๆ จะปล่อยโฮ
นรกกินหัว!
รู้ไหมว่าสองคนนั้นเป็นใคร? ยังมีหน้ามาถามว่ามีอะไร!
ไอ้คนห่วยแตก! นี่เขาไปขุดเอาพ่อบ้านหยาบคายแบบนี้มาจากไหน…
สองคนนั้นเป็นถึงปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว แต่หมอนี่ปล่อยให้รออยู่ข้างนอกตั้งแต่เช้า…
ช่างกล้าบ้าบอเหลือเกิน!
จางเซวียนอยากกระอักเลือดเต็มที
หากเขาไม่ทำความเข้าใจกับพ่อบ้านคนนี้ให้ชัดเจน ไม่ช้าคงต้องจบเห่เพราะหมอนี่แน่ๆ
โชคดีเหลือเกินที่ปรมาจารย์สองคนนั้นยังอารมณ์ดีอยู่ หากทั้งคู่โมโหขึ้นมาล่ะก็ ทั้งอาณาจักรเทียนหวู่นี่ก็ไม่ใหญ่พอให้ระบายความแค้น!
จางเซวียนกำลังจะตำหนิอีกฝ่าย แต่พลันนึกได้ว่าความหยิ่งผยองของซุนฉางก็เป็นผลจากการสั่งสอนของปรมาจารย์หยางเมื่อครั้งกระโน้น เมื่อนึกได้ ก็ถึงกับแน่นหน้าอกขึ้นมาทันใด
“รีบไปเชิญพวกเขาเข้ามา ดูแลอย่างดีด้วย…”
จางเซวียนข่มความหงุดหงิดไว้และสั่งการ แต่ยังพูดไม่ทันจบก็ส่ายหน้า “เดี๋ยวก่อน ช่างมันเถอะ ดูแลพวกเขาแบบแขกทั่วไปก็พอ พาพวกเขามาที่นี่ก็แล้วกัน ผมจะติดต่อท่านอาจารย์…”
‘นายท่าน’ ที่อีกฝ่ายอยากพบก็มีตำแหน่งทัดเทียมกับเขา หากเขาเปลี่ยนท่าทีขึ้นมาปุบปับ จะต้องเกิดปัญหาแน่
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จางเซวียนต้องสวมบทผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเขาก็ไม่รังเกียจที่จะทำอีกครั้ง
แต่จะว่าไป ก็เขาไม่มีทางเลือก…
พ่อบ้านก็เหิมเกริมหนักเสียขนาดนั้น หากกึ๋นของปรมาจารย์หยางสู้ปรมาจารย์ทั้งสองคนไม่ได้ละก็ พวกเขามิโมโหตายหรือ?
“ขอรับ!”
ซุนฉางเดินออกไป
เมื่อซุนฉางไปแล้ว จางเซวียนก็หยิบเสื้อผ้าอีกชุดออกมาจากแหวนเก็บสมบัติและจัดแจงสวมใส่ จากนั้น ด้วยการสำแดงศิลปะการปลอมตัวเทียบฟ้า กล้ามเนื้อทุกมัดของเขาก็เริ่มขยับไปมาจนกระทั่งรูปลักษณ์เปลี่ยนไป
ใช้เวลาไม่นาน จางเซวียนก็เปลี่ยนสภาพเป็น ‘หยางชวน’ ด้วยระดับวรยุทธที่แข็งแกร่งขึ้นและระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่สูงกว่าเดิม เขาจึงปลอมตัวได้แนบเนียนกว่าเมื่อครั้งที่อยู่ในอาณาจักรเทียนเซวียนมาก
เมื่อแน่ใจแล้วว่าการปลอมตัวครั้งนี้ไม่มีข้อบกพร่อง จางเซวียนก็เดินไปยังที่นั่งตรงกลางและจิบชารอคอยอย่างอดทน
ไม่นาน ซุนฉางก็พาคนคู่หนึ่งเข้ามา
ก็ตามที่คาดไว้ พวกเขาคือปรมาจารย์สู่วและปรมาจารย์หลิว
“นี่คือนายท่าน, ปรมาจารย์หยาง!”
เมื่อเห็นว่านายท่านอยู่ในห้องโถงใหญ่ ซุนฉางก็จ้องเขม็งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรีบแนะนำด้วยความภาคภูมิใจ
“สู่วฟันคารวะปรมาจารย์หยาง!”
“หลิวหยู่เหิงคารวะปรมาจารย์หยาง!”
ทั้งคู่ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
แม้พวกเขาจะรู้ว่าปรมาจารย์หยางมีความสามารถเก่งกาจขนาดไหน เพราะเห็นจากจางเซวียน แต่ก็อดหงุดหงิดเล็กน้อยไม่ได้ที่อีกฝ่ายปล่อยให้รอตั้งแต่เช้า
ถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว ปล่อยให้รอหน้าประตูนานขนาดนั้น ก็แปลว่าอีกฝ่ายไม่ได้ให้ความสำคัญกับพวกเขาเลย
ดังนั้น ทั้งคู่จึงตั้งใจสำรวจตรวจตราหยางชวนคนนี้อย่างถี่ถ้วนตั้งแต่มาถึง เพื่อจะดูว่าอีกฝ่ายไร้เทียมทานอย่างที่คนอื่นๆ ยกย่องไว้หรือไม่
แต่มองแค่ปราดเดียว ก็ต้องขมวดคิ้ว
กล้ามเนื้อและกระดูกของชายผู้นี้ดูเหมือนจะไม่สอดประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ มีสัญญาณว่าพวกมันเกิดการเคลื่อนไหวมาก่อน เห็นชัดว่าเขาปลอมตัวมา
ทั้งคู่ไม่อาจล่วงรู้ถึงรูปลักษณ์ที่แท้จริงของเขา แต่ด้วยผิวพรรณที่สะอาดสะอ้านและเรียบเนียน รวมถึงพละกำลังและความมีชีวิตชีวา เขาน่าจะยังหนุ่มอยู่
ในโลกนี้มีอัจฉริยะอยู่มากมาย แต่ต่อให้ปราดเปรื่องสักแค่ไหน ก็ยังต้องอาศัยเวลาในการเจริญเติบโต สุดท้ายอายุก็ยังเป็นปัจจัยที่จำกัดความสามารถของคนๆ หนึ่งอยู่ดี
“ปรมาจารย์หยางผู้นี้ดูเหมือนจะยังหนุ่ม…”
เมื่อเห็นแล้ว ปรมาจารย์สู่วก็ส่งโทรจิตหาปรมาจารย์หลิว
“จริงด้วย แต่ผมก็มองไม่เห็นระดับวรยุทธของเขา!” ปรมาจารย์หลิวขมวดคิ้ว
ทั้งคู่สำเร็จวรยุทธเหนือกว่าขั้นจื้อจุน ดังนั้น ตราบใดที่วรยุทธของอีกฝ่ายไม่ได้เหนือไปกว่า พวกเขาก็จะมองเห็นระดับวรยุทธของอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย ต่อให้พยายามปกปิดไว้ก็ตาม แต่ครั้งนี้…ขนาดตั้งอกตั้งใจสำรวจแล้ว ก็ยังมองไม่เห็นอะไรเลย นั่นหมายความว่าบุคคลที่อยู่ตรงหน้ามีวรยุทธเหนือกว่าพวกเขา
“จริง!” ปรมาจารย์สู่วพยักหน้า
เขาก็มองไม่เห็นระดับวรยุทธของหยางชวนเหมือนกัน
การที่มองไม่เห็นวรยุทธของใครสักคนนั้นมีความเป็นไปได้อยู่ 2 อย่าง อย่างแรกคืออีกฝ่ายแข็งแกร่งกว่าพวกเขา อย่างที่สองคือเทคนิควรยุทธที่อีกฝ่ายฝึกฝนอยู่ในขั้นสูงกว่าที่พวกเขาใช้ ทำให้พลังปราณของผู้นั้นบริสุทธิ์เสียจนไม่อาจประเมินได้
ไม่ว่าจะเป็นความเป็นไปได้ข้อไหน ก็บอกได้ตรงกันว่าปรมาจารย์หยางคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา
“สำรวจพอหรือยัง?”
ทั้งคู่ตั้งหน้าตั้งตาจ้องปรมาจารย์หยาง เพราะอยากขุดหาทุกรายละเอียดของเขา แต่เท่าที่เห็นก็คืออีกฝ่ายยกกาน้ำชาขึ้นและรินชาลงไปในถ้วยอย่างช้าๆ เขาพูดขึ้นโดยไม่ได้เหลือบมองเสียด้วยซ้ำ
“เอ่อ…พวกเราได้ยินเรื่องราวอันน่าทึ่งของปรมาจารย์หยางมามาก และความสามารถของคุณในการบ่มเพาะลูกศิษย์อย่างปรมาจารย์จางก็ทำให้พวกเราทั้งชื่นชมและอยากรู้ ได้โปรดให้อภัยกับความไร้มารยาทของพวกเราด้วย!”
เมื่อถูกตีแสกหน้า ทั้งคู่ก็เจื่อนไปเล็กน้อย ปรมาจารย์สู่วและปรมาจารย์หลิวมองหน้ากัน ต่างคนต่างยิ้มแหยก่อนจะทรุดตัวลงนั่ง
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่!”
จางเซวียนวางกาน้ำชาลง เขาเงยหน้ามองทั้งคู่
เพิ่งจะตอนนั้นเองที่ปรมาจารย์ทั้งสองได้เห็นเต็มตา ปรมาจารย์หยางอยู่ในวัยราวสี่สิบปี และมีใบหน้าโดดเด่นหมดจด
ทั้งสองคนพยายามเปรียบเทียบภาพที่เห็นตรงหน้ากับบรรดาปรมาจารย์ที่พวกเขาเคยเห็น แต่แล้วก็เจอกับดวงตาอันสว่างสุกใสของอีกฝ่ายเข้าอย่างจัง
เมื่อมองลึกลงไปในดวงตาคู่นั้น ทั้งปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวก็หายใจถี่กระชั้นขึ้นมา ทั้งคู่ตาค้างและแทบปล่อยถ้วยชาที่ถืออยู่ในมือลงกับพื้น
“นี่มัน…”
“ดวงตาหยั่งรู้!”
พลังหยั่งรู้สายเล็กๆ ที่ปรากฏอยู่ในดวงตาอันล้ำลึกและฉลาดเฉลียวคู่นั้นทำให้บุคคลที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาดูล้ำลึกจนเกินหยั่ง
แค่มองแวบเดียว ชื่อหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในหัว…
“ดวงตาหยั่งรู้!”
มันคือความสามารถที่มีแต่ปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวเท่านั้นที่จะเข้าถึง ว่ากันว่าผู้ที่ครอบครองดวงตาหยั่งรู้จะสามารถมองเห็นแก่นแท้ของทุกสิ่งในโลกได้ในปราดเดียว…
พวกเขานึกว่ามันเป็นแค่ตำนาน ไม่นึกเลยว่าจะมีอยู่จริง
แถมยังอยู่ในตัวบุคคลที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาด้วย!
“หรือว่า…”
ทั้งคู่ถึงกับปากสั่น
ปรมาจารย์หยางผู้นี้คือปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว หรืออาจจะสูงกว่านั้น?
ความคิดนี้ทำให้ความไม่พอใจที่ถูกเมินตั้งแต่เช้าหายวับไปหมด
นอกจากความรู้และทักษะในแบบของปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวแล้ว เพียงแค่ระดับวรยุทธของเขาก็มากเกินพอที่จะทำลายทั้งสมาพันธ์นานาอาณาจักรให้ราบคาบ!
ต่อให้โดนผู้เชี่ยวชาญระดับนี้ดูถูกเอา…พวกเขาก็ไม่กล้าโวยวายสักคำหรอก!
นี่คือความแข็งแกร่งและพละกำลังของปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว!
ความเหลื่อมล้ำระหว่างแต่ละขั้นจะมากขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับที่สูงขึ้นของปรมาจารย์ โดยเฉพาะหลังจากระดับ 5 ดาวขึ้นไป ความแตกต่างระหว่างแต่ละขั้นนั้นเทียบได้กับความต่างของสวรรค์กับโลกมนุษย์ทีเดียว
ปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวอาจต้องใช้ความเหนื่อยยากกว่าจะเอาชนะปรมาจารย์ระดับ 1 ดาวได้สิบคน แต่มันง่ายดายราวกับเดินชมสวนทีเดียวสำหรับปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวคนหนึ่งที่จะโค่นปรมาจารย์ระดับ 5 ดาวร้อยคนให้ราบคาบในรวดเดียว
ตุ้บ!
หัวใจของทั้งคู่เต้นผิดจังหวะ โชคดีเหลือเกินที่พลังหยั่งรู้ในดวงตาของปรมาจารย์หยางนั้นหายไปหลังจากฉายออกมาเพียงครู่เดียว และเขาก็กลับสู่สภาพเดิม ปรมาจารย์หยางมองหน้าทั้งคู่อย่างเฉยเมยและตั้งคำถาม “ปรมาจารย์สู่วและปรมาจารย์หลิว ขอผมทราบเหตุผลที่คุณแวะมาได้ไหม?”
“เอ่อ…” ปรมาจารย์สู่วถึงกับอึ้ง
ตอนแรก พวกเขาคิดว่าปรมาจารย์หยางก็น่าจะมีความสามารถไล่เลี่ยกับพวกเขา อย่างดีที่สุดก็น่าจะเป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวขั้นสูงสุดหรือไม่ก็ 5 ดาว ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น พวกเขาก็สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมุมมองกันได้อย่างสบายใจ ใครจะไปนึกว่าอีกฝ่ายจะสำแดงดวงตาหยั่งรู้ออกมา ซึ่งเป็นสิ่งที่มีแต่ปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวเท่านั้นที่เข้าถึง?
พวกเขาสามารถแลกเปลี่ยนความคิดอ่านกับคนที่มีระดับไล่เลี่ยกันได้ แต่กับผู้เชี่ยวชาญระดับนี้…จะให้พูดอะไร? คงจะเป็นการขอคำชี้แนะเสียมากกว่า!
แต่ด้วยการที่พวกเขามาขอพบอย่างกะทันหัน ถ้าพูดออกไปว่ามาขอคำชี้แนะ ก็จะยิ่งหยาบคายหนักเข้าไปอีก!
“อันที่จริง พวกเราอยากมาถามเรื่องปรมาจารย์จาง ผมอยากรู้ว่าเขาหารือกับปรมาจารย์หยางหรือยัง?” ปรมาจารย์หลิวไหวตัวทันและรีบตอบ
“ใช่แล้ว! เรามาที่นี่เพราะเรื่องนี้!” ปรมาจารย์สู่วพยักหน้า
“เรื่องการประลองปรมาจารย์?” จางเซวียนขมวดคิ้ว
เขากำลังสงสัยว่าทั้งคู่ตั้งใจมาขอพบ ‘ปรมาจารย์หยาง’ เพราะอะไร ที่แท้ก็เรื่องนี้
เพราะก่อนหน้านี้อีกฝ่ายก็เคยบอกให้เขาหารือกับอาจารย์ ก็เป็นไปได้ว่าพวกเขาจะหมายความตามที่พูด
“ใช่แล้ว ทั้งที่ยังอายุไม่ถึงยี่สิบ แต่ปรมาจารย์จางก็มีความสามารถที่โดดเด่นมาก หากเขาได้เข้าร่วมการประลอง จะต้องสร้างชื่อให้ตัวเองได้แน่…” ปรมาจารย์สู่วรีบอธิบาย แต่ยังพูดไม่ทันจบ เสียงเย็นเยียบก็ดังขึ้น
“ลูกศิษย์ของผมต้องใช้การประลองเพื่อพิสูจน์ตัวเองด้วยหรือ?”
ปรมาจารย์หยางพูดเสียงกร้าว “คุณล้อเล่นแล้วล่ะ!”
“คือ…”
ปรมาจารย์สู่วและปรมาจารย์หลิวถึงกับตัวสั่น ทั้งคู่พร้อมใจกันหน้าซีดเผือด



