ตอนที่ 407 ระดับของหินวิเศษ
“พอได้แล้ว!”
กลัวว่าถ้าขืนตบต่อไป แม่สาวนี้คงจะตาย จางเซวียนจึงโบกมือห้าม
ปรมาจารย์สู่วกับคนอื่นๆ กำลังรู้สึกชื่นชมในความเมตตาของปรมาจารย์หยาง ก็พอดีกับที่ได้ยินเขาสั่งการ “ซุนฉาง ไปเรียกลู่ชงมา เขาควรจะเป็นคนที่ได้ตบแม่นี่!”
“…” ปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิว
“…” โม่เทียนและโม่หยู่
ผู้หญิงคนนี้คือผู้ออกคำสั่งฆ่าล้างตระกูลของลู่ชงในครั้งนั้น ในเมื่อตัวการอยู่ที่นี่แล้ว ก็เหมาะสมที่สุดหากลู่ชงจะได้เอาคืน
อันที่จริง จางเซวียนไม่คิดว่าหลินหลงจะมาถึงเร็วขนาดนี้
ซึ่งอีกฝ่ายก็ดูจะไม่มีโชคเอาเสียเลย เพราะในเมื่อปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวยังอยู่ การแก้แค้นของพวกเขาก็มีแต่จะนำพาไปสู่จุดจบ
“ขอรับ!” ซุนฉางเดินเข้าไปในคฤหาสน์ ไม่นานก็กลับมาพร้อมกับลู่ชง
“อาจารย์ปู่!”
ระหว่างทาง ซุนฉางได้อธิบายสถานการณ์ให้ลู่ชงฟังคร่าวๆ และเมื่อรู้ว่าชายวัยกลางคนที่อยู่ตรงหน้าเขาคืออาจารย์ของจางเซวียน ลู่ชงก็รีบโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
“อาจารย์ปู่? นายท่าน? ฉันรู้แล้ว นี่ต้องเป็นอาจารย์ผู้น่าทึ่งของจางเซวียนแน่ๆ , หยางชวน!”
บรรดาผู้ที่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่พากันถึงบางอ้อ
ร่ำลือกันว่าอาจารย์ของจางเซวียนมีพละกำลังและความสามารถอันล้ำลึกเกินหยั่ง ขนาดประธานเจียงยังยอมรับให้เขาเป็นอาจารย์
ตอนแรกทุกคนก็ไม่ใส่ใจ เพราะคิดว่าคงเป็นแค่ข่าวลือ นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นเรื่องจริง!
ไม่สงสัยแล้วว่าทำไมปรมาจารย์จางถึงเข้าโจมตีตระกูลหลินโดยไม่ลังเล มีคนหนุนหลังขนาดนี้ ทำไมจะต้องสนว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร
“นี่ ผู้หญิงคนนั้นคือพี่สาวของหลินหลั่ง ชายาขององค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรชวนหยวน ผมยกให้คุณ!”
จางเซวียนพูดออกมาเมื่อเห็นหน้าลู่ชง
“ขอบคุณอาจารย์ปู่…”
เมื่อเห็นเจ้าตัวการที่อยู่เบื้องหลังการสังหารญาติพี่น้องของเขามาอยู่ตรงหน้า ลู่ชงจะยั้งใจได้อย่างไร? เขาพุ่งเข้าใส่หลินหลงด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ
“แกคิดจะทำอะไร? ฉันเป็นถึงชายาขององค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรชวนหยวนนะ ถ้าแกกล้าแตะต้องฉันละก็ ฉันจะฆ่าพวกแกให้หมดทั้งตระกูล…”
หลินหลงถอยกรูดด้วยความตกใจ แต่ยังไม่ทันจะพูดจบ ก็รู้สึกเจ็บแปลบอย่างรุนแรงที่แก้ม เธอถูกสอยกระเด็นไป
แม้วรยุทธของหลินหลงจะสูงกว่าลู่ชง แต่การที่ถูกนายพลเหลียงตบรัวๆ ก็ทำให้เธอบอบช้ำและมึนงงอยู่แล้ว ด้วยสภาพแบบนี้ จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปสู้กับลู่ชง เพียงไม่นานหลินหลงก็น่วมไปทั้งตัวจนถึงขั้นที่พูดไม่ออก ไม่มีจุดไหนเลยที่ไม่ฟกช้ำ
เหลียงชิงหมิงอยากจะเข้าไปช่วย แต่เมื่อเห็นสายตาของปรมาจารย์สู่วที่จับจ้องเขาอยู่ตลอดเวลา ก็กลัวจนไม่กล้าทำอะไร
ถ้าเขารู้เสียก่อนว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ จะไม่มีทางมากับหลินหลงเลย นี่ไม่ใช่การแก้แค้น มันคือการถูกทรมาน…
“อาจารย์ปู่ ขอบคุณที่ช่วยทำให้ผมได้สมปรารถนา!”
เมื่อเสร็จภารกิจ ลู่ชงก็เดินกลับมาหาจางเซวียนพร้อมกับโค้งคำนับอย่างงาม
ก็เหมือนกับหลินโหลวเทียนและคนอื่นๆ ลู่ชงไม่ได้ฆ่าหลินหลง แต่ถอดถอนวรยุทธของเธอ
การลงโทษแบบนี้เจ็บปวดยิ่งกว่าความตายเสียอีก
“ดี!” จางเซวียนโบกมือและสั่งการ “เอาล่ะ โยนพวกเขาออกไป!”
เขาคือปรมาจารย์หยาง นักรบผู้เก่งกาจอย่างไม่มีใครเทียบ ในเมื่อปรมาจารย์สู่วไม่ฆ่าพวกนั้น เขาก็ไม่อยู่ในฐานะจะพูดอะไรได้
หลินหลงก็บาดเจ็บสาหัส แถมเจ้าองครักษ์ก็กลัวจนแทบจะขาดใจแล้ว จางเซวียนจึงค่อนข้างแน่ใจว่าพวกนั้นคงไม่กล้าทำอะไรอีก อีกอย่าง มีปรมาจารย์หยางคอยปกป้องแบบนี้ อาณาจักรชวนหยวนก็คงต้องไตร่ตรองให้ดีหากคิดจะทำอะไรรุนแรงอีก
หากปรมาจารย์หยางยังคงนิ่งเฉยหลังจากที่สั่งการให้ปรมาจารย์สู่วกำจัดพวกนั้น ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวทั้งสองคนจะต้องสงสัยแน่
ในเมื่ออีกฝ่ายไม่มีพิษภัยแล้ว จางเซวียนจึงไม่อยากทำอะไรอีก เขาตัดสินใจโยนพวกนั้นออกไป
“ขอรับ!”
ปรมาจารย์สู่วพยักหน้า เขายื่นมือออกไปกลางอากาศโล่งๆ และใช้พลังปราณสร้างฝ่ามือขนาดมหึมา จากนั้นก็คว้าอสูรสายฟ้าสีทอง เหลียงชิงหมิง และคนที่เหลือก่อนจะจับโยนออกไป
“จะ-จบแล้ว?”
โม่เทียนเชว่กับโม่หยู่มองหน้ากันอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
ตอนแรกพวกเขาคิดว่าการมาถึงของหลินหลงจะต้องทำให้อาณาจักรเทียนหวู่ล่มสลายแน่ ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าเรื่องทั้งหมดจะจบลงได้อย่างง่ายดาย ด้วยฝีมือของชายสองคนที่อยู่ในคฤหาสน์ของจางเซวียน
“เซียวหยู่ ไปตรวจสอบประวัติและภูมิหลังของปรมาจารย์สองคนนั้น ทำไมพวกเขาถึงเก่งกาจนัก? แล้วอาจารย์ของปรมาจารย์จางน่ะ น่าทึ่งขนาดไหนกันถึงสั่งการพวกเขาได้!” โม่เทียนเชว่บอกโม่หยู่หลังจากที่เงียบกันไปครู่หนึ่ง
ในเมื่อตัวอันตรายถูกกำจัดไปแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่โม่หยู่จะต้องหนีไป โม่เทียนเชว่ให้ดีใจนัก และนึกอยากขอพบบุคคลผู้เก่งกาจเหล่านั้น
“ได้!” โม่หยู่พยักหน้า
ต่อให้ท่านพ่อไม่พูดอะไร เธอก็คิดจะทำอย่างนั้นอยู่แล้ว
ใช้การคำรามอย่างละครั้งเพื่อรับมือกับนักรบจื้อจุนขั้นสูงและอสูรที่มีวรยุทธจื้อจุนขั้นกลาง…
ความแข็งแกร่งของ ‘สู่วน้อย’ คนนั้นมากเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้ อย่างน้อยๆ เขาก็ต้องเป็นปรมาจารย์ระดับ 3 ดาว!
ด้วยการที่มีบุคคลผู้ทรงอำนาจขนาดนี้ปรากฏตัวขึ้นในสภาปรมาจารย์ ถ้าเธอไม่ใส่ใจ ก็ย่อมจะถือเป็นการละเลยความรับผิดชอบอย่างร้ายแรง
หลังจากจบเรื่อง ทั้งกลุ่มก็กลับเข้าไปในห้องโถงใหญ่
ถ้าจะพูดกันตามตรง จางเซวียนเองก็อัศจรรย์ใจกับพละกำลังของปรมาจารย์สู่ว
เขานึกไม่ถึงเลยว่าจะมีใครในโลกที่สามารถใช้แค่เสียงปราบนักรบขั้นจื้อจุนให้หมดสภาพได้
แม้หอสมุดเทียบฟ้าจะบอกระดับพละกำลังของอีกฝ่ายเอาไว้แล้ว แต่จางเซวียนก็นึกไม่ถึงว่าจะน่าทึ่งได้ขนาดนี้
“ปรมาจารย์หยาง…”
ขณะที่จางเซวียนกำลังนึกสงสัยว่าเขาจะมีพละกำลังแบบนั้นได้อย่างไร ปรมาจารย์สู่วก็หันมา
“ฮึ?”
“ผมอยากทราบว่า…ปรมาจารย์จางอยู่ที่ไหน? ผมอยากหารือกับเขาเรื่องการประลองปรมาจารย์”
หลังจากได้พักครู่หนึ่ง ปรมาจารย์สู่วก็ฟื้นตัวขึ้นมาก
เหตุผลหลักที่พวกเขาออกจากสมาพันธ์นานาอาณาจักรมาก็เพราะเรื่องนี้ การจะได้พบกับอัจฉริยะขนาดจางเซวียนไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วพวกเขาจะถอยได้อย่างไร?
“เขากำลังอยู่ระหว่างการปลีกวิเวกเพื่อฝึกฝนวรยุทธ!”
จางเซวียนโบกมืออย่างสบายใจ
ปรมาจารย์สู่วพยักหน้าด้วยอาการยอมรับ
เรื่องนี้อธิบายได้ว่าทำไมจางเซวียนถึงไม่ปรากฏตัวระหว่างที่เกิดความอลหม่านเมื่อครู่
ปรมาจารย์หยางมีบทบาทอย่างมากต่อการพัฒนาวรยุทธของจางเซวียน แต่ความสำเร็จที่เขาได้รับอยู่ในปัจจุบันก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากตัวเขาเองไม่ได้ฝึกฝนอย่างหนัก
“ถ้าอย่างนั้น…เรื่องการประลองปรมาจารย์…”
ในเมื่ออีกฝ่ายกำลังปลีกวิเวก หากเข้าไปขัดจังหวะก็จะเป็นการหยาบคาย และอาจก่อให้เกิดอันตรายด้วย ปรมาจารย์สู่วจึงกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
“คุณบอกผมมาก็ได้ แล้วผมจะบอกเขาให้!” จางเซวียนพูด
“ขอรับ…” ปรมาจารย์สู่วตั้งต้นอธิบาย “การทดสอบสำหรับการประลองปรมาจารย์ จะถูกจัดขึ้นโดยบรรดาประธานสภาปรมาจารย์ของทุกกลุ่มอำนาจที่เข้าร่วมการประลองในแต่ละครั้ง ดังนั้นจึงไม่มีกฎตายตัว แต่เรื่องหนึ่งที่ผมรับประกันได้คือของรางวัลนั้นมากมายมหาศาล ผู้ที่ได้อันดับสูงๆ จะได้รับหินวิเศษเป็นของรางวัล รวมทั้งโอกาสที่จะได้ฝึกฝนวรยุทธที่ถือเป็นความลับ…”
เขายังพูดไม่ทันจบ ปรมาจารย์หยางก็นัยน์ตาวาววับ “หินวิเศษ?”
“เอ่อ…ใช่แล้ว!” ปรมาจารย์สู่วพยักหน้า
“แล้วจะได้สักกี่ก้อน?” ปรมาจารย์หยางจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างคาดหวัง
เขาไม่ได้สนใจการประลองปรมาจารย์อะไรนั่นสักนิด แต่อยากได้หินวิเศษ
ยิ่งมีระดับวรยุทธสูงขึ้น ก็ยิ่งต้องการพลังจิตวิญญาณมากขึ้น แม้จะมีเคล็ดวิชาเทียบฟ้า จางเซวียนก็ยังต้องใช้เวลานานหากจะต้องฝ่าด่านวรยุทธด้วยการซึมซับพลังจิตวิญญาณจากสิ่งแวดล้อม แต่ถ้าเขามีหินวิเศษมากพอ ทุกอย่างก็จะกลายเป็นหนังคนละม้วน
“ผมก็ไม่รู้รายละเอียด แต่เท่าที่ทำๆ กันมา ผู้เข้าประลองที่ได้อันดับ 1 จะได้รับหินวิเศษขั้นกลาง 100 ก้อน!” ปรมาจารย์สู่วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะให้คำตอบ
กฎเกณฑ์และรางวัลของการประลองในแต่ละครั้งจะไม่มีการประกาศล่วงหน้า แต่ดูจากที่ผ่านๆ มา ก็น่าจะออกมารูปนี้
“หินวิเศษขั้นกลาง?” จางเซวียนกระพริบตาปริบๆ
เนื่องจากอาณาจักรเทียนหวู่เป็นอาณาจักรขั้นต่ำ จึงมีข้อมูลเกี่ยวกับหินวิเศษอยู่น้อยมาก ขั้นกลาง…มันคืออะไร?
“โดยทั่วไป หินวิเศษที่เราใช้กันจะอยู่ในขั้นต่ำ แม้จะมีพลังจิตวิญญาณอัดแน่นอยู่ภายใน แต่ก็ไม่บริสุทธิ์นัก เมื่อการฝึกฝนวรยุทธก้าวหน้าขึ้นถึงระดับหนึ่ง ปริมาณพลังจิตวิญญาณที่ผู้นั้นจะซึมซับได้จากหินวิเศษขั้นต่ำจะมีแค่น้อยนิด”
ปรมาจารย์สู่วพยายามอธิบายเรื่องหินวิเศษทั้งที่ตัวเขาเองก็ยังงงๆ อยู่
“เมื่อเทียบกับหินวิเศษขั้นต่ำ หินวิเศษขั้นกลางจะมีพลังจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์กว่า และมีปริมาณมากกว่า ทำให้เหมาะสมยิ่งขึ้นต่อการฝึกฝนวรยุทธ โดยทั่วไปหินวิเศษขั้นกลาง 1 ก้อนสามารถแลกเป็นหินวิเศษขั้นต่ำได้ถึง 10000 ก้อน แต่ผู้คนส่วนใหญ่ก็ไม่โง่พอจะทำแบบนั้น!”
“หมื่นก้อน?” จางเซวียนแทบจะโยนถ้วยชาทิ้ง
แค่หินวิเศษขั้นต่ำเพียงก้อนเดียว จางเซวียนก็พร้อมจะมอบกายถวายชีวิตให้แล้ว แต่แค่เอาชนะการประลองปรมาจารย์ให้ได้ เขาก็จะได้หินวิเศษขั้นกลางมาถึง 100 ก้อน ซึ่งเทียบเท่ากับหินวิเศษขั้นต่ำ 1 ล้านก้อน!
เอาจริงๆ สิ?
“ปรมาจารย์หยาง คงไม่ใช่ว่า…คุณไม่รู้เรื่องพวกนี้หรอกนะ?”
เห็นปรมาจารย์หยางผู้ล้ำลึกเกินหยั่งมีทีท่าแบบนั้น ปรมาจารย์สู่วและปรมาจารย์หลิวมองหน้ากันอย่างงุนงง
เมื่อใครสักคนฝึกฝนวรยุทธจนก้าวหน้าถึงขั้นที่เป็นนักรบเหนือมนุษย์ การซึมซับพลังจิตวิญญาณจากสภาพแวดล้อมเพียงอย่างเดียวก็ไม่อาจทำให้วรยุทธก้าวหน้าได้ ภายใต้สถานการณ์แบบนั้น หินวิเศษถือเป็นสิ่งจำเป็น ด้วยเหตุนี้ ความรู้เรื่องหินวิเศษจึงจัดเป็นความรู้ทั่วไปในบรรดาปรมาจารย์ที่เหนือกว่าระดับ 3 ดาว แต่ทำไม…ปรมาจารย์หยางผู้เก่งกาจคนนี้ถึงมีทีท่าราวกับเพิ่งเคยได้ยินเรื่องหินวิเศษเป็นครั้งแรก?
“อ๋อ ผมรู้อยู่แล้ว! แค่…นึกถึงบางเรื่องในอดีตขึ้นมา!”
เมื่อเห็นว่าความร้อนรนของตัวเองเกือบจะทำทุกอย่างพัง จางเซวียนก็ทอดสายตาออกไปไกลด้วยแววตาของผู้ที่มองเห็นอนาคตล่วงหน้า
ยิ่งทำตัวให้ดูลึกลับมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งล้ำลึกเกินกว่าอีกฝ่ายจะหยั่งถึง
“อ้อ!”
ก็เป็นไปตามคาด เมื่อทั้งคู่ได้ยินว่าปรมาจารย์หยางกำลังรำลึกความหลัง ปรมาจารย์สู่วและปรมาจารย์หลิวก็ไม่พูดอะไรอีก
“แล้วเรื่องที่…ปรมาจารย์จางจะเข้าร่วมการประลองปรมาจารย์…” ปรมาจารย์สู่วพูดต่อ พยายามจะให้ได้คำตอบเรื่องนี้
“การประลองปรมาจารย์ถือเป็นพื้นฐานการฝึกฝนที่ดีสำหรับคนหนุ่ม ผมคิดว่าหากเขาเข้าร่วมก็น่าจะได้ประโยชน์ วางใจเถอะ ผมจะพูดกับเขาเอง!” จางเซวียนตอบอย่างวางมาด
ล้อเล่นน่ะ? หินวิเศษ 1 ล้านก้อนเชียวนะ…
ขืนพลาดโอกาสนี้ก็โง่ตาย
“เอ่อ…”
นึกว่าจะถูกปฏิเสธ ปรมาจารย์ทั้งสองคนงงงันกับการตอบรับแบบปุบปับของปรมาจารย์หยาง
ปรมาจารย์หยาง นี่ไม่ใช่ท่าทีแบบที่คุณเพิ่งแสดงออกมาเมื่อครู่นะ คุณเพิ่งจะปฏิเสธไปหยกๆ …มันเรื่องอะไรถึงเปลี่ยนใจเร็วนัก?
ไม่อยากจะเชื่อว่าผู้เก่งกาจขนาดนี้ก็ยังโลเลได้…
“เอาล่ะ ถ้าปรมาจารย์หยางรับคำ พวกเราก็วางใจ…”
อย่างน้อย พวกเขาก็บรรลุวัตถุประสงค์ของตัวเอง จางเซวียนคือความหวังว่าจะเป็นผู้ที่ได้อันดับดีในการประลองครั้งนี้ ปรมาจารย์สู่วและปรมาจารย์หลิวกำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้น “ปรมาจารย์หยาง พวกเราต้องขอรบกวนให้คุณบอกปรมาจารย์จางด้วยว่าเขาจะต้องไปถึงสมาพันธ์นานาอาณาจักรภายในอีก 3 เดือนข้างหน้า เพื่อให้ทันเข้าร่วมการประลอง…”
“ได้สิ!” จางเซวียนพยักหน้า
ปรมาจารย์สู่วสะบัดข้อมือ และตราสัญลักษณ์อันหนึ่งก็มาอยู่ในมือของเขา “นี่คือตราสัญลักษณ์สำหรับการประลอง ปรมาจารย์หยาง, ผมต้องขอรบกวนคุณช่วยมอบตรานี้ให้ปรมาจารย์จางแทนผมด้วย ด้วยตราสัญลักษณ์นี้ ผู้ช่วยปรมาจารย์ที่สมาพันธ์นานาอาณาจักรจะพาเขาไปพบผมเอง!”
จางเซวียนรับตราสัญลักษณ์ไว้ และใส่มันเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติ
“ในเมื่อปรมาจารย์หยางรับปากแล้ว พวกเราก็จะขอลากลับเพื่อไปเตรียมตัวก่อน เราจะรอพบปรมาจารย์หยางและปรมาจารย์จางที่นั่น!”
ปรมาจารย์สู่วประสานมือคารวะ
เหตุผลหลักที่ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวทั้งสองคนมาที่อาณาจักรเทียนหวู่ ก็เพื่อตามหาจางเซวียนผู้เป็นอัจฉริยะ และตัดสินว่าเขาคู่ควรที่จะเข้าร่วมการประลองปรมาจารย์หรือไม่ ในเมื่อจางเซวียนทำได้เหนือกว่าความคาดหมายของพวกเขาเสียอีก และยังได้การรับปากจากปรมาจารย์หยางแล้ว ก็แปลว่าภารกิจของพวกเขาเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ เมื่อสมหวังทุกอย่างแล้ว ทั้งคู่จึงตัดสินใจลากลับ
“อือ!” จางเซวียนพยักหน้า
ที่ด้านนอกคฤหาสน์
โม่หงอีกำลังรอคอยอย่างระวนกระวาย
เขาได้ยินนายพลเหลียงตะโกนมาจากคฤหาสน์สักพักหนึ่งแล้ว แต่ตอนนี้ทั้งคฤหาสน์ก็เงียบเชียบ ทั้งคู่กำลังสู้กันอยู่หรือเปล่า?
โม่หงอีกำหมัดแน่น เขาอยากจะพุ่งเข้าไปช่วย แต่ก็ดูจะบุ่มบ่ามเกินไป เขากลัวว่าอีกฝ่ายอาจไม่พอใจหากเขาทำแบบนั้น และอาจจะเป็นเหตุที่ทำให้ปรมาจารย์ทั้งสองไม่ยินดีรับเขาเป็นศิษย์
“เราก็ได้แต่หวังว่ามันจะไม่บานปลาย…”
โม่หงอีพึมพำกับตัวเองและกำลังพยายามนึกภาพว่าเกิดอะไรขึ้นข้างใน ก็พอดีกับที่ท้องฟ้าเหนือศีรษะของเขามืดดำไปหมด เงาทะมึนขนาดยักษ์ลอยละลิ่วออกมาจากคฤหาสน์
ตึ้ง! ตุ้บ! พลั่ก!
โม่หงอีถึงกับถอยกรูดด้วยความตกใจ เมื่อหายตกใจแล้วเขาก็เข้าไปดูใกล้ๆ และเห็นอสูรตัวมหึมา กับคนอีกสามคนนอนแอ้งแม้งอยู่บนบาทวิถีที่ไม่ห่างออกไปนัก หัวของพวกเขาปักลงไปในพื้นถนน ทำให้เกิดหลุมขนาดใหญ่
“นั่นมัน…ชายาขององค์รัชทายาทจากตระกูลหลิน?”
โม่หงอีอึ้งไป



