ตอนที่ 441 ผมจะฝ่าด่านวรยุทธให้!
เงียบกริบ
ทั้งผู้ชมและเหล่าทหารหาญซึ่งรวมแล้วก็หลายหมื่นคน ต่างอึ้งกันไปหมด
คำพูดของติงหงมีอำนาจกดดันให้ทุกคนยอมจำนน ภาพที่เขายืนจังก้าอยู่บนมังกรหลังเหล็กนั้นฝังลึกและเป็นที่จดจำของผู้ชมและเหล่าทหารหาญที่อยู่ตรงนั้น
ทุกคนคิดว่าจางเซวียนคงทั้งจนปัญญาและหมดสภาพ แต่ยังไม่ทันที่ติงหงจะทำให้อีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บ เขาก็ร่วงลงมาจากท้องฟ้าเสียก่อน
บ้าแล้ว!
จะพิสดารกว่านี้อีกได้ไหม?
ผู้เชี่ยวชาญระดับคุณ จะเดินออกจากพระราชวังอย่างสง่าผ่าเผยก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่กลับเลือกที่จะโชว์เหนือด้วยการยืนจังก้าบนมังกรหลังเหล็ก แถมยังร่อนลงมาจากที่สูงด้วยความพยายามจะทำตัวให้เหมือนเทพเจ้าที่กำลังจะใช้อำนาจสวรรค์ลงทัณฑ์ผู้อื่น…ซึ่งก็ได้ลงทัณฑ์จริงๆ แต่คนที่โดนกลับเป็นตัวคุณเอง!
ทุกสายตาหันขวับมาจับจ้องร่างที่ปักลึกลงไปในดินกว่าครึ่งเมตร ต่างพากันหน้าตาบูดเบี้ยวและอดพรั่นพรึงกับภาพชวนสังเวชนั้นไม่ได้
ต่อให้นักรบเหนือมนุษย์ก็บินไม่ได้ การตกลงมาจากความสูง 50 – 60 เมตรโดยไม่ทันระวังตัวนั้นอาจไม่ถึงกับสังหารเขา แต่ก็มากเกินพอที่จะทำให้กระดิกกระเดี้ยไม่ได้ไปชั่วขณะหนึ่ง
โชคดีที่ติงหงมีวรยุทธแข็งแกร่ง เพราะด้วยความสูงขนาดนั้น ต่อให้นักรบจื้อจุนก็อาจพิการได้
“มังกรบินหลังเหล็กเป็นอสูรที่มีวรยุทธกึ่งเหนืออสูร ทำไมจู่ๆถึงทรงตัวไม่อยู่และร่วงลงมาจากท้องฟ้าแบบนั้น?”
เมื่อหายตะลึงแล้ว เสียงอุทานอย่างประหลาดใจก็ดังเซ็งแซ่ไปทั่วหมู่ฝูงชน
คงไม่ใช่เพราะมันไม่เชื่องและจงใจทำให้เกิดเหตุร้าย เพราะมังกรบินหลังเหล็กรับใช้อาณาจักรชวนหยวนในฐานะอสูรอารักขามาหลายศตวรรษแล้ว มันได้รับการยกย่องจากพลเมืองทุกคนให้เป็นเทพเจ้าผู้อารักขาอาณาจักร
การที่อสูรซึ่งมีวรยุทธระดับนี้ร่วงลงมาจากท้องฟ้าอย่างกะทันหัน และลุกไม่ขึ้นอีก…
แม้พวกเขาจะได้เห็นกับตา ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำความเข้าใจเรื่องนี้อย่างไร
“ดูเหมือน…มันร่วงลงมาหลังจากที่ปรมาจารย์จางส่งเสียงประหลาด!”
“จริงด้วย! ผมก็ได้ยิน มันฟังชัดเจนมาก เหมือนกับเสียงร้องของแม่วัว แถมดังสนั่นจนพื้นสะเทือนไปหมด ทำให้มังกรบินหลังเหล็กตื่นตกใจได้ขนาดนั้น…สงสัยเหลือเกินว่ามันคืออะไร?”
ฝูงชนบางคนที่เห็นเหตุการณ์โดยตลอดพากันออกความเห็น
ก่อนหน้านี้ มังกรบินหลังเหล็กก็ยังดีๆอยู่ แต่พอได้ยินเสียงร้องของจางเซวียน ก็คอพับคออ่อนและร่วงลงมาที่พื้นทันที สองเรื่องนี้เกี่ยวกันหรือเปล่า?
ขณะที่ทุกคนยังคงอึ้งตะลึงกันอยู่ ติงหงก็กระเสือกกระสนลุกขึ้นยืนได้ เขาโมโหเดือดเสียจนพร้อมจะระเบิดได้ทุกขณะ
ติงหงคิดว่าหากเขาสังหารจางเซวียนได้จากบนหลังของมังกรบินหลังเหล็ก ก็คงจะดูดีมีสง่า สามารถเอาชนะใจฝูงชนและเรียกเกียรติยศศักดิ์ศรีกลับสู่ตระกูลติงได้อีกครั้ง ไม่นึกเลยว่าตัวเองจะร่วงลงมาจนเกือบตาย
หากเขาต้องกลายเป็นนักรบเหนือมนุษย์คนแรกที่ตายเพราะตกจากที่สูง ต่อให้เป็นผีไปแล้ว ก็คงไม่มีหน้าจะไปมองผีตัวไหน
เขาปัดฝุ่นผงออกจากใบหน้าและจ้องชายหนุ่มด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ หากสายตาฆ่าคนได้ จางเซวียนคงตัวพรุนไม่มีเหลือ
“ฆ่ามัน!”
ติงหงคำรามและจ้องมังกรบินหลังเหล็กซึ่งเพิ่งจะตั้งตัวได้
แต่ทันทีที่สิ้นเสียงสั่งการ เขาก็พลันรู้สึกได้ถึงสายตาหวาดกลัวที่มังกรบินหลังเหล็กมีให้ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า นอกจากจะไม่ฆ่าเขาแล้ว ยังดูเหมือนมันไม่กล้าแม้แต่จะเข้าใกล้เขาเสียด้วยซ้ำ
“แก ไอ้สวะ!” ติงหงโมโหเดือด
นี่มันบ้าบออะไรกัน!
แกมีสายเลือดมังกร ทำตัวหยิ่งผยองมาตลอด ไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งนั้น แล้วมันเรื่องอะไรถึงทำตัวหงอใส่ศัตรู?
ไร้ค่าสิ้นดี!
ก่อนหน้านี้แกสังหารได้แม้กระทั่งอสูรวิเศษ! ไอ้หมอนี่เป็นแค่นักรบจื้อจุนขั้นสูงสุดเอง…
ติงหงตวาดสั่งมังกรบินหลังเหล็กอีกครั้ง แต่เจ้านั่นก็ยังไม่คิดจะทำอะไร ต่อให้ต้องตายก็คงไม่ขยับ เขาข่มความเดือดดาลไว้และหันกลับไปจ้องจางเซวียน
“ถึงกับหว่านล้อมมันไม่ให้เข้าโจมตีได้ ผมยอมรับว่าคุณเก่ง แต่ในเมื่อเป็นแบบนั้น คงต้องลงมือเองเสียแล้ว เป็นเกียรติของคุณนะที่ได้ตายด้วยมือของผม!”
ติงหงไม่รู้เหตุผลที่มังกรบินหลังเหล็กมีท่าทีแบบนั้น แต่ช่างเป็นการท้าทายเขาเหลือเกิน
แต่…ก็แล้วไงล่ะ?
อีกฝ่ายเป็นแค่นักรบจื้อจุนขั้นสูงสุด ต่อให้เอาชนะนักรบกึ่งเหนือมนุษย์ได้ ก็ยังห่างไกลนักกับนักรบเหนือมนุษย์อย่างเขา ด้วยพละกำลังที่เหลื่อมล้ำกันขนาดนี้ ต่อให้ซ่อนไม้ตายอะไรไว้ก็ไร้ประโยชน์
บึ้ม!
ติงหงคำรามกร้าวและออกตัวทันที
แค่ขยับมือ คลื่นพลังปราณอันเกรี้ยวกราดที่มีโลกเป็นจุดกำเนิดพลัง ก็รวมตัวกันเป็นรูปมือขนาดยักษ์ มันพุ่งตรงเข้าใส่จางเซวียน
เทคนิคการต่อสู้ระดับจิตวิญญาณขั้นต่ำ ฝ่ามือพลังต้นกำเนิด!
ก่อนหน้านี้ ตอนที่อยู่บนหลังอสูร ติงหงได้ใช้คลื่นที่มีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงกับเขา แม้จะทรงพลังอยู่ไม่น้อย แต่ระยะห่างก็ได้บั่นทอนพลังของการโจมตีนั้นลงไปจนจางเซวียนไม่อาจประเมินพละกำลังที่แท้จริงของอีกฝ่ายได้ แต่เมื่อเป็นระยะใกล้ ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่านักรบเหนือมนุษย์น่าสะพรึงแค่ไหน
ในตอนนั้น จางเซวียนรู้สึกได้ถึงพลังงานมหาศาลที่โถมเข้าใส่ตัวเขา แรงกดดันนั้นทำให้ขยับเขยื้อนไม่ได้ แม้แต่จะขับเคลื่อนพลังปราณก็ยังลำบาก
“เราต้องทุ่มสุดตัวแล้ว!”
นักรบเหนือมนุษย์มีอำนาจควบคุมสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัว เมื่อรู้อย่างนี้ จางเซวียนจึงรู้ดีว่าไม่มีทางที่เขาจะหลบเลี่ยงได้ จึงใช้วิธีรวบรวมพลังปราณเทียบฟ้าอย่างเต็มกำลัง และเผชิญหน้ากับฝ่ามือของอีกฝ่ายด้วยหมัดของเขา
เพลงหมัดเทียบฟ้า!
ด้วยการใช้กล้ามเนื้อขับเคลื่อนพละกำลัง พลังปราณของจางเซวียนพุ่งออกมาจากหมัดของเขาความแข็งแกร่งเกินกว่า 60000 ติ่งที่ระเบิดออกมานั้นราวกับอสูรดึกดำบรรพ์ขนาดมหึมาที่กำลังฉีกกระชากสวรรค์ มันพุ่งเข้าปะทะกับฝ่ามือพลังต้นกำเนิดของอีกฝ่าย
ปั้ก!
ด้วยแรงปะทะหนักหน่วงนั้น จางเซวียนต้องถอยกรูดไปกว่าสิบก้าว ใบหน้าของเขาแดงก่ำและแทบกระอักเลือดออกมา
แม้สองสามวันมานี้ เขาจะพัฒนาวรยุทธไปมาก และมีพละกำลังเทียบเท่ากับนักรบจื้อจุนขั้นสูงสุดแล้ว แต่ก็ยังห่างไกลนักกับนักรบเหนือมนุษย์
ไม่มีทางที่จางเซวียนจะไม่ได้รับบาดเจ็บจากแรงปะทะนั้น
“คุณรับมือกับการโจมตีได้? ไม่เลวเลย มาดูกันว่าจะทำได้อีกกี่ครั้ง!”
ติงหงเองก็ประหลาดใจที่เห็นจางเซวียนเอาตัวรอดจากฝ่ามือพลังต้นกำเนิดของเขาได้
ไม่สงสัยแล้วว่าทำไมเจ้าหนุ่มคนนี้ถึงเอาชนะได้แม้กระทั่งประธานหลัวเฉียนหง ความแข็งแกร่งของเขาถือว่าเหนือชั้นจริงๆ
ขนาดนักรบกึ่งเหนือมนุษย์ เจอฝ่ามือพลังต้นกำเนิดของเขาเข้าไปก็ยังต้องเจ็บหนัก แต่อีกฝ่ายแค่ถอยไปสิบก้าว
ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เขารู้สึกได้ว่าร่างกายของจางเซวียนแข็งแกร่งพอๆกับเขา
นักรบขั้นจื้อจุนจะมีร่างกายที่แข็งแกร่งเทียบเท่ากับนักรบเหนือมนุษย์ได้อย่างไร?
บึ้ม!
ถึงติงหงจะยังอัศจรรย์ใจอยู่ แต่ก็ไม่รอช้า ฝ่ามือต่อไปของเขาพุ่งเข้าใส่จางเซวียนทันทีที่เห็นว่าอีกฝ่ายรับมือกับการโจมตีครั้งแรกได้
เมื่อรู้แล้วว่าร่างกายของจางเซวียนแข็งแกร่งกว่าธรรมดา ครั้งนี้ติงหงจึงปล่อยพลังมากขึ้นอีก ยังไม่ทันที่ฝ่ามือจะถึงตัวอีกฝ่าย แรงกดดันมหาศาลก็ทำให้พื้นแยกเป็นเสี่ยงๆ
“ฝ่ามือพลังต้นกำเนิด คือความสามารถของนักรบเหนือมนุษย์ในการควบคุมพลังที่มีต้นกำเนิดจากโลก ข้อบกพร่อง : ข้อ 1 หากผู้นั้นฝึกฝนเพียงแค่ขั้นต้น จะไม่สามารถควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์แบบ…”
ข้อบกพร่องมากมายในเทคนิคการต่อสู้ของอีกฝ่ายผุดขึ้นในหัวของเขา
ฝ่ามือพลังต้นกำเนิดมีพละกำลังมหาศาล แต่ด้วยการที่เป็นเทคนิคการต่อสู้ระดับจิตวิญญาณขั้นต่ำ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ติงหงจะทำความความเข้าใจมันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยระดับวรยุทธแค่ขั้น 1 -อายุขัยยืนยาวของเขา ต่อให้ร่ำเรียนอีกหลายปี ก็เข้าใจได้แค่หลักการพื้นฐานของมันเท่านั้น
อันที่จริง เขายังห่างไกลอีกมากกับขั้นความเชี่ยวชาญอย่างสมบูรณ์
สภาปรมาจารย์ได้จัดลำดับขั้นของความเชี่ยวชาญในเทคนิคการต่อสู้ไว้ดังนี้ ขั้นมือใหม่, ขั้นริเริ่ม, ขั้นการประสบความสำเร็จเบื้องต้น, ขั้นการประสบความสำเร็จในภาพรวม และความเชี่ยวชาญอย่างสมบูรณ์
ในขั้นมือใหม่ ผู้นั้นจะมีความเข้าใจในเทคนิคการต่อสู้อย่างผิวเผิน และสามารถสำแดงออกมาได้
ในขั้นริเริ่ม ผู้นั้นมีความเข้าใจในแก่นของเทคนิคการต่อสู้ แต่ยังขาดความสามารถในการควบคุม
ในขั้นการประสบความสำเร็จเบื้องต้น ผู้นั้นจะมีความรู้ความเข้าใจอย่างล้ำลึกในเทคนิคการต่อสู้ และสิ่งนั้นจะคงอยู่กับตัวเขาไปชั่วชีวิต
ผู้ฝึกฝนวรยุทธทุกคนรู้ดีว่า นักรบส่วนใหญ่จะมีความเชี่ยวชาญในเทคนิคการต่อสู้ของตัวเองถึงขั้นการประสบความสำเร็จเบื้องต้นเท่านั้น
ส่วนขั้นการประสบความสำเร็จในภาพรวมและความเชี่ยวชาญอย่างสมบูรณ์นั้น หากไม่ได้ฝึกฝน ยาวนานหลายทศวรรษ ก็ไม่มีทางไปถึงขั้นนั้นได้
ติงหงได้อุทิศตัวเป็นเวลาหลายทศวรรษเพื่อฝึกฝนฝ่ามือพลังต้นกำเนิด แต่ด้วยการขาดคำชี้แนะของอาจารย์และระดับวรยุทธที่ยังไม่สูงพอ ความเข้าใจในทักษะนี้ของเขาจึงยังมีจำกัด
ด้วยเหตุนี้ ติงหงจึงเข้าถึงเทคนิคฝ่ามือพลังต้นกำเนิดแค่ขั้นต้นเท่านั้น
“ฝ่ามือพลังต้นกำเนิดขั้นต้นมีข้อบกพร่องทั้งหมด 17 ข้อ…”
จางเซวียนรู้ดีว่าเขาต้องตายแน่หากเจอกับฝ่ามือของติงหงเข้าจังๆ จึงรีบหาข้อบกพร่องในเทคนิคของฝ่ายตรงข้ามทันที
ตัวเขาในเวลานี้ไม่อาจเทียบชั้นกับนักรบเหนือมนุษย์ได้ มีแต่การขุดคุ้ยข้อบกพร่องของอีกฝ่ายเท่านั้นที่จะทำให้เขาพอมีโอกาสตอบโต้
“เจอแล้ว!”
ทันใดนั้น จางเซวียนก็เห็นบางอย่างที่ทำให้นัยน์ตาของเขาวาววับด้วยความยินดี
ฟึ่บ!
ในที่สุดก็พบข้อบกพร่องที่สามารถจัดการได้ จางเซวียนรีบขยับไปข้างๆเพื่อหลบการโจมตีของอีกฝ่าย เขาสะบัดข้อมือหนึ่งครั้ง หยิบหอกออกมาจากแหวนเก็บสมบัติ และแทงพรวดเข้าไปที่ช่องโหว่นั้น
เพลงหอกเทียบฟ้า!
เขาได้อาวุธมาจากตระกูลหลิน 2 – 3 อย่าง และส่วนใหญ่ถูกเก็บไว้ในแหวนเก็บสมบัติของเขา เผื่อกรณีฉุกเฉิน
ได้เวลาที่พวกมันจะวาดลวดลายแล้ว
ข้อบกพร่องที่ว่าคือช่องโหว่ระหว่างการสำแดงพลังครั้งก่อนหน้า กับการใช้ฝ่ามือพลังต้นกำเนิดเข้าโจมตีระลอกใหม่
หอกของเขากวัดแกว่งและจ้วงแทงราวกับมังกรผงาด
“เหลือเชื่อจริงๆ! ทักษะการหยั่งรู้ของปรมาจารย์จางช่างน่าสะพรึงที่สุด”
บนหลังของอสูรพาหนะ จินชงไห่ได้เห็นการวาดลวดลายอันดุร้ายกราดเกรี้ยวของจางเซวียนเต็มสองตา
ทั้งที่ตัวเขาก็เป็นนักรบเหนือมนุษย์ แต่ก็ไม่อาจหาข้อบกพร่องในเทคนิคการต่อสู้ของติงหงได้ การที่จางเซวียนหาเจอในทันที ก็แปลว่าทักษะการต่อสู้ของเขาเหนือชั้นสุดๆ
“แต่ว่า…ก็น่าเสียดายที่พละกำลังในการโจมตีของเขายังอ่อนเกินไป ต่อให้รวมเพลงหอกเข้าไปด้วย ก็ยังเสียเปล่า!”
เมื่อหายตะลึงแล้ว จินชงไห่ก็ได้แต่ส่ายหน้า
“เสียเปล่า?” ‘คุณชาย’ ถามอย่างงงงัน
ในเมื่อจางเซวียนหาข้อบกพร่องของอีกฝ่ายได้ ทำไมถึงเสียเปล่า?
“ใช่แล้ว!”
จินชงไห่เอาสองมือไพล่หลังและพูดด้วยแววตาล้ำลึก “นักรบเหนือมนุษย์น่ะไม่ได้ง่ายๆอย่างที่เห็น!”
…..
วิ้ง!
ไม่ได้รับรู้ว่าใครพูดอะไรทั้งนั้น หอกของจางเซวียนพุ่งเข้าใส่ช่องโหว่ของติงหงราวกับมังกรคำรามที่พุ่งเข้าจัดการเหยื่อของมัน
“เฮ้ย!’ ติงหงหรี่ตาและรีบล่าถอย
ฟึ่บ!
อากาศบริเวณนั้นดูจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะหนึ่ง เหมือนกับว่าหอกนั้นปักเข้ากับอะไรบางอย่าง มันเคลื่อนไหวได้ช้าลงในทันที
ควั่บ!
ครู่ต่อมา ติงหงก็คว้าปลายหอกไว้
ด้วยกระแสพลังปราณของเขา หอกซึ่งเป็นอาวุธขั้นปีศาจก็หักเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในทันใด พร้อมๆกับที่จางเซวียนรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก ราวกับถูกกระแทกเป็นสิบๆครั้ง
“แย่แล้ว!”
จางเซวียนกำหมัดแน่น
เขาเจอข้อบกพร่องแล้ว หอกก็พุ่งเข้าเป้าได้เหมาะเจาะและตรงเวลา แต่ทำไมยังทำให้ติงหงบาดเจ็บไม่ได้
นักรบเหนือมนุษย์ช่างน่าสะพรึงจริงๆ แม้กระทั่งนักรบจื้อจุนก็ยังสู้กับพวกเขาไม่ได้
“คุณก็เก่งไม่เบานะที่ใช้ช่องโหว่ในการโจมตีมาตอบโต้ผมได้ นึกไม่ถึงเลย!” ติงหงมองหน้าจางเซวียน
เป็นเรื่องน่าประทับใจที่นักรบจื้อจุนคนหนึ่งหาข้อบกพร่องของนักรบเหนือมนุษย์ได้เร็วแบบนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะติงหงเป็นนักรบเหนือมนุษย์ ในการโจมตีครั้งก่อน เขาคงบาดเจ็บไปแล้ว
“แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ คุณยังอ่อนแอเกินไป ถ้าคุณเป็นนักรบกึ่งเหนือมนุษย์ล่ะก็ ผมคงได้รับบาดเจ็บไปแล้ว แต่ก็น่าเสียดายที่เป็นแค่นักรบจื้อจุนขั้นสูงสุด…ยังห่างไกลนัก ต่อให้คุณหาข้อบกพร่องของผมเจอ…แล้วจะทำอะไรผมได้?”
ติงหงคำรามเย้ยหยัน “เพื่อเป็นการให้เกียรติคุณ ผมจะสู้กับคุณด้วยพละกำลังเต็มพิกัดก็แล้วกัน!”
“คุณพูดถูก!”
จางเซวียนเผชิญหน้ากับการคุกคามของอีกฝ่ายอย่างไม่สะทกสะท้าน เขาส่ายหน้าและตอบว่า “ความสามารถในการโจมตีของผมยังอ่อนด้อยไปจริงๆ ด้วยระดับวรยุทธแค่จื้อจุนขั้นสูงสุด ไม่มีทางที่ผมจะทำให้คุณบาดเจ็บได้เลย!”
“ในเมื่อคุณพูดว่า ผมควรจะมีพละกำลังในระดับของนักรบกึ่งเหนือมนุษย์…”
“…ผมก็จะฝ่าด่านวรยุทธให้!”
เมื่อพูดจบ จางเซวียนก็สะบัดข้อมือ และโยนบางอย่างที่มีหน้าตาเหมือนเมล็ดพืชเข้าปาก
บึ้ม!
มีแสงเจิดจ้าออกมาจากตัวเขาทันที



