Skip to content

Library Of Heaven’s Path 446

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 446 โม่เทียนเชว่คลุ้มคลั่ง

ณ อาณาจักรเทียนหวู่ หัวหน้าทีมเงาประสานมือคารวะ

C

“ฝ่าบาท องค์หญิงและปรมาจารย์จางไปถึงอาณาจักรชวนหยวนแล้ว!”

“อือ!”

โม่เทียนเชว่พยักหน้า และดูเหมือนจะนึกบางอย่างได้ เขาถอนหายใจ “อันที่จริง เจ้าเด็กคนนั้นก็ไม่ได้มีอะไรเสียหาย แค่หุนหันพลันแล่นไปหน่อยเท่านั้น แต่…เฮ่อ! เธอก็ทำให้ความพยายามของฉันสูญเปล่าไปหมด!”

การผงาดขึ้นของโม่หงอีทำให้โม่เทียนเชว่กังวลถึงอนาคตของราชบัลลังก์ เขาจึงฟูมฟักโม่หยู่, ลูกสาวผู้ปราดเปรื่องของเขา ในฐานะว่าที่จักรพรรดินีของอาณาจักร แต่สุดท้าย เธอก็เอาแต่ใจตัวเองด้วยการตัดสินใจจากไปพร้อมกับปรมาจารย์จาง ทำให้เขาทั้งกังวลและจนปัญญา

คำพูดที่ว่า ‘ไม่มีทางเก็บลูกสาวไว้ข้างกายได้ตลอดไป’ นั้นเป็นความจริงที่สุด

ปรมาจารย์จางช่างเป็นคนปราดเปรื่องอย่างเหลือเชื่อ คนที่มีความสามารถระดับเขาไม่มีทางจมอยู่ในอาณาจักรเทียนหวู่ไปได้ทั้งชีวิต ในเมื่อไม่มีหวัง เธอก็น่าจะล้มเลิกความคิดนี้เสีย

โม่หยู่ควรจะอยู่ในอาณาจักรเพื่อฝึกฝนวรยุทธและพละกำลังให้คู่ควรต่อการขึ้นครองราชย์บัลลังก์

โม่หงอีมีเกียรติยศเพิ่มขึ้นมากมายนับตั้งแต่ได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว แต่ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ โม่หยู่กลับเลือกที่จะจากไป

ถ้าใครๆ พากันลืมเจ้าเสียแล้ว เจ้าจะขึ้นครองบัลลังก์ได้อย่างไร?

ไม่เข้าใจเอาเสียเลยว่าเด็กคนนั้นคิดอะไรอยู่!

“องค์หญิงเป็นคนมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว แต่ก็เชื่อฟังฝ่าบาทมาตลอด หลังจากส่งปรมาจารย์จางถึงสมาพันธุ์นานาอาณาจักรแล้ว เธอจะต้องกลับมาแน่!” หัวหน้าทีมเงาพูด

ในฐานะหัวหน้าทีมที่ขึ้นตรงกับโม่เทียนเชว่ เขามีความสนิทสนมและรู้ใจกันดีกับฮ่องเต้

สิ่งที่เหนือไปกว่าพละกำลัง ก็คือศักดิ์ศรีและเกียรติยศของผู้ที่ขึ้นครองราชบัลลังก์

เหตุผลที่โม่เทียนเชว่ไม่เต็มใจให้โม่หยู่ไปกับจางเซวียนก็เพราะเขาอยากให้เธออยู่ใกล้หูใกล้ตา เพื่อจะได้สร้างความสนิทชิดเชื้อกับบรรดาข้าราชบริพารและเอาชนะใจเหล่าขุนน้ำขุนนางให้ได้ ด้วยวิธีนี้เท่านั้นที่เขาจะสละราชบัลลังก์ให้เธอได้โดยไร้ความกังวลใดๆ

แต่เธอก็ไปโดยไม่แม้แต่จะบอกสักคำ ซึ่งก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมโม่เทียนเชว่ถึงโกรธมาก

“หวังให้เป็นแบบนั้นก็แล้วกัน!”

โม่เทียนเชว่ยิ้มเจื่อนๆ “ถ้าโม่หยู่เอาชนะใจปรมาจารย์จางได้ เราก็จะไม่คิดมาก เพราะถึงอย่างไรเธอย่อมจะมีอนาคตที่ดีกว่าอยู่แล้วด้วยการอยู่เคียงข้างเขา แต่ปรมาจารย์จางก็เก่งกาจเสียขนาดนั้น และเราก็รู้ว่าเขาไม่ได้สนใจโม่หยู่สักนิด ต่อให้เธอร่วมทางไปกับเขาจนถึงสมาพันธุ์นานาอาณาจักร ก็มีแต่จะเสียเวลาเปล่า!”

หัวหน้าทีมเงาไม่รู้จะปลอบโม่เทียนเชว่อย่างไร

แม้เขาจะไม่เคยพูดคุยกับปรมาจารย์จางผู้นี้มาก่อน แต่ก็ได้รู้ได้เห็นวีรกรรมของเขามามาก อัจฉริยะระดับนั้นย่อมจะสนใจโลกภายนอกอันกว้างใหญ่ ไม่มีทางยอมผูกมัดอยู่กับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ที่ไหนแน่

“เอาล่ะ อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้กันเลย…”

โม่เทียนเชว่กำลังจะเปลี่ยนเรื่อง ก็พอดีกับที่ผู้อาวุโสคนหนึ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในท้องพระโรง

“ฝ่าบาท ฝ่าบาท…”

ผู้อาวุโสมีใบหน้าแดงก่ำและสั่นไปทั้งตัวด้วยความร้อนรนอย่างหนัก

“ผู้อาวุโสฉู คุณมีหน้าที่เฝ้ากำแพงสื่อสารไม่ใช่หรือ? มาทำอะไรที่นี่?”

โม่เทียนเชว่ขมวดคิ้ว

ผู้อาวุโสฉู ซึ่งมีชื่อเต็มว่าโม่ฉู, คือผู้อาวุโสคนหนึ่งของราชวงศ์

พวกตระกูลหลินมีกำแพงสื่อสารที่สามารถติดต่อกับอาณาจักรชวนหยวนได้ จึงเป็นธรรมดาที่ราชวงศ์แห่งอาณาจักรเทียนหวู่จะมีเหมือนกัน ด้วยสิ่งนี้ พวกเขาจึงสามารถสื่อสารกับอาณาจักรชวนหยวน ได้รู้การเปลี่ยนแปลงและความเป็นไปของอีกฟากหนึ่งอย่างรวดเร็ว และสามารถจัดการได้อย่างเหมาะสม

ผู้อาวุโสฉูคนนี้คือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการส่งและรับข้อความผ่านกำแพงสื่อสาร ตำแหน่งของเขาก็เทียบเท่ากับผู้อาวุโสเฉียนที่อาณาจักรเทียนเซวียน และตัวเขาก็เป็นศูนย์รวมของภูมิปัญญาจากทั่วทั้งอาณาจักร

งานนี้ทำให้เขาต้องจับตาดูความเป็นไปในหลากหลายด้านทั่วทั้งอาณาจักร ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นธรรมดาที่ผู้อาวุโสฉูจะส่งลูกน้องออกไปเก็บข้อมูลมารายงานฮ่องเต้ ซึ่งหากไม่มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น ก็ไม่มีทางที่เขาจะเข้ามารายงานด้วยตัวเอง

“ฝ่าบาท เกิดเรื่อง…เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!” ผู้อาวุโสฉูรายงานอย่างร้อนรน

“เรื่องใหญ่?” โม่เทียนเชว่หันขวับมามอง “เรื่องอะไรกัน?”

“ปรมาจารย์จางไปถึงเมืองหลวงแห่งอาณาจักรชวนหยวนแล้ว และวันนี้เอง เขาได้สร้างความปั่นป่วนอย่างหนักขึ้นที่นั่น เขา…สังหารองค์รัชทายาทติงมู่!” ผู้อาวุโสฉูตอบ

“สังหารองค์รัชทายาทติงมู่?” โม่เทียนเชว่หน้าซีดและแทบลมจับด้วยความตกใจ

สถานภาพขององค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรอันทรงเกียรตินั้นสูงส่งกว่าฮ่องเต้ของอาณาจักรขั้น 1 มาก…ถึงกับสังหารคนระดับนั้น ปรมาจารย์จางเสียสติไปแล้วหรือเปล่า หรือเขาเบื่อชีวิตเต็มที?

“ใช่แล้ว! และไม่ใช่แค่นั้นนะ เขาสังหารองค์รัชทายาทกลางพิธีสถาปนาเลย!” ผู้อาวุโสฉูพูดต่ออย่างไม่รู้สึกรู้สากับความตกใจของฮ่องเต้ “สุดท้าย แม้แต่บรรพบุรุษติงหงก็ต้องออกโรง…”

“บรรพบุรุษ…คุณหมายถึงอดีตฮ่องเต้ติงหงที่มีชื่อเสียงสนั่นลั่นโลกหรือ? เขา…ยังมีชีวิตอยู่?” โม่เทียนเชว่ถึงกับเซ

เมื่อร้อยปีก่อน อดีตฮ่องเต้ติงหงคนนี้ได้สำเร็จวรยุทธถึงขั้นที่เป็นนักรบเหนือมนุษย์ ทุกคนคิดว่าหลังจากที่หายหน้าไปเนิ่นนาน เขาคงตายไปแล้ว ไม่นึกเลยว่ายังมีชีวิตอยู่!

“ก็ถูกอีก และไม่ใช่แค่นั้นนะ เขายังเป็นนักรบเหนือมนุษย์ด้วย…” ผู้อาวุโสฉูพูด

“นักรบเหนือมนุษย์?” โม่เทียนเชว่เสียงสั่น “แล้วปรมาจารย์จาง…”

โม่เทียนเชว่ยังพูดไม่ทันจบ แต่ความหมายก็ชัดเจน ป่านนี้ปรมาจารย์จางคงตายไปแล้วเรียบร้อย

ถึงกับสังหารองค์รัชทายาทกลางพิธีสถาปนา บรรพบุรุษของฝ่ายนั้นจะไว้ชีวิตเขาได้อย่างไร?

โม่เทียนเชว่รู้จักปรมาจารย์จางผู้นี้ดี เขาเอาชนะนักรบกึ่งจื้อจุนได้ทั้งที่ตัวเองยังเป็นแค่นักรบจงซรือขั้นสูงสุด แต่กับนักรบเหนือมนุษย์…ช่องว่างนั้นห่างกันเกินไป ต่างกันราวกับมังกรสวรรค์กับมดกระจ้อยร่อยตัวหนึ่ง

ด้วยพละกำลังของติงหง ปรมาจารย์จางคงเละไม่เหลือซาก

“อ๋อ ปรมาจารย์จางยังสบายดี เขาฝ่าด่านวรยุทธจนได้เป็นนักรบกึ่งเหนือมนุษย์ และเอาชนะอดีตฮ่องเต้ติงหงได้…” ผู้อาวุโสฉูตอบ

“อะไรนะ?” โม่เทียนเชว่หัวหมุน

จากนักรบจงซรือขั้นสูงสุดกระโดดไปเป็นนักรบกึ่งเหนือมนุษย์ได้ทันที? นี่ล้อเล่นหรือเปล่า?

ยิ่งกว่านั้น ระหว่างนักรบเหนือมนุษย์กับกึ่งเหนือมนุษย์ก็มีความเหลื่อมล้ำกันอย่างมาก ปรมาจารย์จางเอาชนะอีกฝ่ายได้อย่างไร?

“นี่คือสิ่งที่อีกฟากของกำแพงสื่อสารรายงานมา และผมก็ได้รับการยืนยันด้วยตัวเอง ไม่มีผิดพลาดแน่!” ผู้อาวุโสฉูพยักหน้า “และยิ่งไปกว่านั้น…คือ…เอ่อ…”

“อะไร?”

ผู้อาวุโสฉูอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่งราวกับพยายามทบทวนเรื่องราวที่ได้รับรายงานมาจากกำแพงสื่อสาร จนถึงตอนนี้ เขาก็ยังแทบไม่เชื่อข่าวนั้น “เหตุผลจริงๆ ที่ผมมาที่นี่ก็เพื่อรายงานเรื่องนี้ หลังจากที่ปรมาจารย์จางเอาชนะอดีตฮ่องเต้ติงหงได้แล้ว เขาก็เสนอชื่อองค์หญิงโม่หยู่ให้ขึ้นครองราชบัลลังก์ และตอนนี้ เธอคือผู้ปกครองอาณาจักรชวนหยวน…”

“ผู้ปกครอง…อาณาจักรชวนหยวน?”

โม่เทียนเชว่เกือบตกจากบัลลังก์

เขาเพิ่งจะพูดไปหยกๆ ว่าโม่หยู่ใจเร็วด่วนได้จนต้องเสียเวลาไปเปล่าๆ แต่สุดท้าย…เธอกลายเป็นผู้ปกครองอาณาจักรชวนหยวน!

จะตบหน้ากันแรงไปไหม?

อาณาจักรชวนหยวนมีอาณาจักรแบบเดียวกับอาณาจักรเทียนหวู่อย่างน้อยก็ 20 อาณาจักรอยู่ในสังกัด ซึ่งเธอก็ได้เป็นผู้ปกครองอาณาจักรที่ทรงพลังขนาดนั้น…

ทำไมมันเหมือนฝันแบบนี้?

“แต่หยู่เอ๋อเป็นแค่นักรบทงฉวนขั้นสูงสุดเท่านั้น จะเป็นผู้ปกครองของอาณาจักรอันทรงเกียรติได้อย่างไร?”

เมื่อหายช็อกแล้ว โม่เทียนเชว่ก็พลันนึกได้ว่ายังมีบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง

ตอนที่โม่หยู่จากไป เธอเป็นแค่นักรบทงฉวนขั้นสูงสุด ด้วยระดับวรยุทธอันอ่อนด้อยนี้ ต่อให้ขึ้นครองราชบัลลังก์ของอาณาจักรเทียนหวู่ ก็ยังทำได้ยาก แล้วการเข้าปกครองอาณาจักรที่แข็งแกร่งอย่างชวนหยวนนั้น จะไม่เท่ากับฆ่าตัวตายหรือ?

“เอ่อ…ปรมาจารย์จางก็คิดว่าระดับวรยุทธของเธอยังอ่อนด้อยเกินไปเหมือนกัน เขาจึงช่วยให้เธอฝ่าด่านวรยุทธได้ทันที โดยใช้วิธีการถ่ายทอดวรยุทธ ตอนนี้…องค์หญิงโม่หยู่เป็นนักรบจื้อจุนขั้นสูงสุดแล้ว!” ผู้อาวุโสฉูตอบ

“ฝ่าด่านวรยุทธได้ทันที? นักรบจื้อจุนขั้นสูงสุด?”

พลั่ก!

ฮ่องเต้โม่เทียนเชว่ตัวสั่นอย่างแรงจนร่วงลงไปกับพื้น เขามีสีหน้าตกตะลึงอย่างหนัก ถึงกับทึ้งผม ออกมาเป็นกระจุกเต็มกำมือโดยไม่รู้สึกเจ็บสักนิด

นักรบทงฉวนขั้นสูงสุด…กระโดดไปเป็นนักรบจื้อจุนขั้นสูงสุดได้ในทันที ปรมาจารย์จาง, คุณบอกผมหน่อยได้ไหมว่าทำได้อย่างไร?

“หยู่เอ๋อ…ชะ-ช่างตาแหลมจริงๆ …”

หลังจากเวลาผ่านไปอีกนาน โม่เทียนเชว่กลืนน้ำลาย ก่อนจะพึมพำออกมาด้วยใบหน้าซีดเผือด

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!