Skip to content

Library Of Heaven’s Path 449

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 449 สมาคมนักตรวจสอบสมบัติ

เมืองต่างๆ ที่จางเซวียนได้ไปมาก่อนหน้านี้ไม่มีสมาคมนักตรวจสอบสมบัติ เขาจึงไม่คิดว่าจะได้เจอสมาคมนักตรวจสอบสมบัติที่เมืองหงไห่

C

ซึ่งการมีสมาคมนักตรวจสอบสมบัติก็ถือเป็นโอกาสให้จางเซวียนได้เข้ารับการทดสอบ เพื่อที่เขาจะได้ใช้วิชาตรวจสอบสมบัติเป็นช่องทางหารายได้

เพราะไม่อย่างนั้น ต่อให้เขารู้ว่าหุ่นโลหะไร้วิญญาณอยู่ที่ไหน ก็ไม่มีปัญญาซื้ออยู่ดี

หากใครล่วงรู้ว่าเขาคิดอย่างไร คงถึงกับไปไม่เป็น!

แม้ว่าอาชีพนักตรวจสอบสมบัติจะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเก้าสถานะระดับบน แต่ความยากเย็นในการทดสอบก็เป็นที่รู้กันทั่ว นักตรวจสอบสมบัติทุกคนจะต้องทุ่มเทและอุทิศตัวยาวนานหลายทศวรรษเพื่อร่ำเรียนศาสตร์ของการตรวจสอบสมบัติ กว่าที่จะมีความรู้ความเข้าใจลึกซึ้งพอที่จะสอบผ่าน

แต่หมอนี่คิดจะเข้ารับการทดสอบเพราะร้อนเงินเท่านั้น หากใครมาได้ยินเข้า คงถึงกับใบ้กิน ไปต่อไม่ถูกเลยทีเดียว

“ไปสมาคมนักตรวจสอบสมบัติกันเถอะ!”

เมื่อมีแผนการในใจแล้ว จางเซวียนก็สอบถามที่ตั้งของสมาคม ก่อนจะนำพลพรรคไปที่นั่น

สมาคมนักตรวจสอบสมบัติเป็นสถานที่หรูหราและโดดเด่นมาก นอกจากเป็นศูนย์รวมของนักตรวจสอบสมบัติแล้ว ก็ยังเป็นตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนขนาดมหึมาด้วย สินค้าทุกชนิดถูกจัดวางไว้ ฝูงชนกลุ่มใหญ่เดินเข้าออกตลอดทั้งวัน ตั้งแต่ยังไม่ทันจะไปถึง จางเซวียนก็รู้สึกทึ่งในความอึกทึกเซ็งแซ่ที่อยู่ตรงหน้า

“นี่คือตลาดที่ทางสมาคมนักตรวจสอบสมบัติเป็นผู้บริหารจัดการ สินค้าส่วนใหญ่ที่นี่เป็นของแท้ ได้รับการตรวจสอบจากสมาคมนักตรวจสอบสมบัติแล้ว ที่นี่จึงกลายเป็นตลาดแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในสมาพันธุ์นานาอาณาจักร!”

เมื่อเห็นอัจฉริยะจางเซวียนมีสีหน้าอึ้งทึ่งเต็มที จ้าวเฟยอู่อดรู้สึกลิงโลดไม่ได้

ด้วยความพิเศษของอาชีพนี้ สมาคมนักตรวจสอบสมบัติจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความไว้วางใจในหมู่ฝูงชน สินค้าส่วนใหญ่ที่ผ่านมือสมาคมนักตรวจสอบสมบัติมักมีราคาแพง แต่ผู้คนก็เต็มใจจ่ายแพงกว่า เพื่อให้แน่ใจว่าสินค้าที่ตัวเองซื้อเป็นของแท้ ด้วยเหตุนี้ กิจการของสมาคมนักตรวจสอบสมบัติจึงเจริญเติบโตอย่างมั่นคงมาตลอด

นี่คือเหตุผลที่ว่า แม้อาชีพนักตรวจสอบสมบัติจะไม่ใช่หนึ่งในเก้าสถานะระดับบน แต่ก็เป็นอาชีพที่ร่ำรวยที่สุดอาชีพหนึ่ง

ปรมาจารย์ส่วนใหญ่เลือกอาชีพนี้เป็นอาชีพรองรับของตัวเอง

การตรวจสอบสมบัติจะต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในประวัติศาสตร์ ภูมิหลัง วัตถุประสงค์ วัสดุที่ใช้ และต้นกำเนิดของประดิษฐกรรมชิ้นนั้น มีแต่ผู้ที่มีความเข้าใจในศิลปะ อย่างล้ำลึกถึงจะมีความรอบรู้เรื่องการตรวจสอบสมบัติ และยิ่งก้าวขึ้นสู่ระดับสูงขึ้นเท่าไหร่ การทดสอบก็ยิ่งยากขึ้นเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าจะมีผู้คนมากมายที่ใฝ่ฝันอยากเข้ารับการทดสอบเป็นนักตรวจสอบสมบัติ แต่ก็มี จำนวนน้อยมากที่ได้เป็นนักตรวจสอบสมบัติระดับ 3 ดาวหรือเหนือกว่า อันที่จริง จำนวนคนเหล่านั้นมีน้อยกว่าจำนวนปรมาจารย์เสียอีก

นี่คือเหตุผลที่ทำให้ทั่วทั้งทวีปนี้มีสมาคมนักตรวจสอบสมบัติอยู่เพียงไม่กี่แห่ง แม้แต่อาณาจักรเทียนหวู่ก็ไม่มีสมาคมนักตรวจสอบสมบัติ ตัวปลอมอย่างโม่หยางจึงต้มตุ๋นผู้คนมากมายได้ไม่ยาก

“พวกนักตรวจสอบสมบัติเขารับประกันไหมว่าการตรวจสอบสมบัติของเขาจะถูกต้อง?”

ซุนฉางอดตั้งคำถามไม่ได้

เขาเคยเป็นเจ้าของร้านค้าในตลาด จึงพอรู้เรื่องของจริงของปลอมอยู่บ้าง ต่อให้ได้เป็นนักตรวจสอบสมบัติ แล้วไงต่อ? ก็ไม่มีใครรับประกันได้อยู่ดีว่าการตัดสินของพวกเขาจะถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกครั้ง!

เพราะความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์

ก็เหมือนกับผู้ที่ใช้เส้นทางเลียบแม่น้ำตลอดเวลา ก็ไม่มีทางจะหลบเลี่ยงไม่ให้ตัวเปียกได้ ต่อให้เป็นนักตรวจสอบสมบัติที่เก่งกาจน่าทึ่งแค่ไหน ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าชั่วชีวิตของพวกเขาจะไม่มีวันทำผิดพลาด

“ข้อจำกัดของนักตรวจสอบสมบัติคือความสามารถในการหยั่งรู้และระดับขั้นของพวกเขา ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะรับประกันว่าการตรวจสอบของทุกคนจะถูกต้องทุกครั้ง ในสถานการณ์ที่เกิดความไม่แน่ใจ พวกเขาจะเชิญนักตรวจสอบสมบัติคนอื่นๆ มาร่วมตรวจสอบ และหากผู้ที่ได้รับเชิญก็ให้คำตอบที่ชัดเจนไม่ได้ พวกเขาก็จะให้แค่คำประเมินขั้นพื้นฐานเพื่อช่วยลูกค้าตัดสินใจในเบื้องต้น” จ้าวเฟยอู่พูด

“แต่นั่นก็ไม่ต่างอะไรกับการไม่ตอบ!” ซุนฉางส่ายหน้า

“ในช่วงชีวิตหนึ่ง นักตรวจสอบสมบัติจะได้รับอนุญาตให้ตัดสินผิดแค่ 3 ครั้งเท่านั้น หากเกินจากนั้นจะถูกเพิกถอนใบอนุญาต ด้วยเหตุนี้ เมื่อเจอกับทรัพย์สมบัติที่พวกเขาไม่แน่ใจ พวกเขาก็จะไม่ด่วนตัดสินลงไปง่ายๆ !” จินชงไห่พูดแทรก

“3 ครั้ง?”

“ใช่แล้ว นับจากวินาทีแรกที่ได้เป็นนักตรวจสอบสมบัติ ประดิษฐกรรมและทรัพย์สมบัติทุกชิ้นที่เขาได้ตรวจสอบจะถูกบันทึกไว้ หากเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นกับของชิ้นนั้น ก็จะถือว่าเป็นข้อบกพร่อง ซึ่งถ้าจำนวนข้อบกพร่องมีเกินกว่า 3 ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นนักตรวจสอบสมบัติระดับไหน ก็จะต้องถูกเพิกถอนใบอนุญาต” จินชงไห่พูดต่อ

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาได้เห็นนักตรวจสอบสมบัติมากมายถูกเพิกถอนใบอนุญาตเพราะความประมาทเลินเล่อของตัวเอง

หลายคนสั่งสมชื่อเสียงเกียรติยศมาทั้งชีวิต แต่ต้องมาสูญเสียไปเพราะความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย

ทุกคนถึงกับอึ้ง

แม้ว่าผู้คนมากมายจะใฝ่ฝันอยากเป็นนักตรวจสอบสมบัติ แต่ดูเหมือนอาชีพนี้จะไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

เมื่อไรก็ตามที่ผู้นั้นทำผิดพลาดเกินกว่า 3 ครั้ง ก็จะถูกเพิกถอนใบอนุญาต…ก็แล้วใครจะรับประกันได้ว่าจะไม่ทำพลาด?

“อันที่จริง ทุกอาชีพก็เหมือนกัน กฎเกณฑ์ของปรมาจารย์ยิ่งเข้มงวดกว่านี้อีก ชื่อเสียงของปรมาจารย์คนหนึ่งจะพังพินาศไปโดยสิ้นเชิงหากเขาชี้แนะผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย เพราะนั่นหมายถึง ความไว้วางใจที่ผู้อื่นมีให้เขาจะต้องสูญเสียไปหมด!” เห็นทุกคนมีทีท่าเห็นอกเห็นใจนักตรวจสอบสมบัติ จางเซวียนได้แต่ส่ายหน้า

ก่อนที่เขาจะทะลุมิติมายังโลกใบนี้ ตัวตนเก่าของเขาก็ได้ทำผิดพลาดเหมือนกัน เพราะการชี้แนะที่ผิดพลาด ทำให้การฝึกฝนวรยุทธของลูกศิษย์คนหนึ่งถูกธาตุไฟเข้าแทรก จางเซวียนที่ทะลุมิติมาใหม่จึงหาลูกศิษย์ไม่ได้แม้แต่คนเดียว

“อันที่จริง นายแพทย์ก็เหมือนกัน ความผิดพลาดแม้เพียงครั้งเดียวก็อาจทำให้คนไข้ถึงตาย…” จ้าวเฟยอู่พยักหน้าและมองจางเซวียนอย่างเห็นพ้อง

เขาก็ดูจะมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ แล้วเขาแก้ปัญหาเรื่องสภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงแต่กำเนิดที่แม้แต่นายแพทย์ระดับ 5 ดาวยังจนปัญญาได้อย่างไร?

“ของเยอะแยะไปหมดเลย…”

“สวยมาก…”

ขณะที่จ้าวเฟยอู่กำลังครุ่นคิดว่าอีกฝ่ายไปร่ำเรียนทักษะการรักษาโรคได้อย่างไรและตั้งแต่ตอนไหน เสียงร้องอย่างตื่นเต้นของหยวนเทาและพรรคพวกก็ดังมาจากด้านหลัง

ตอนที่เธอกำลังครุ่นคิดอยู่ ทั้งกลุ่มได้เดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่แล้ว มีพ่อค้าวางขายสินค้ามากมายไปทุกหนแห่ง สินค้าเหล่านั้นครอบคลุมหลายสิบสาขาอาชีพ

ทั้งยาเม็ด หม้อต้มยา อาวุธ แผ่นค่ายกล…วางเรียงรายราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า อัดแน่นเต็มไปหมดทั้งห้องโถง ละลานตาจนพวกเขาคิดอะไรไม่ออก

ทรัพย์สมบัติหายากที่ไม่อาจพบเห็นได้ทั่วไปวางเรียงรายอยู่ทั่ว ทำให้พวกเขาอยากรู้อยากเห็นขึ้นอีก

“พ่อแม่พี่น้อง เชิญเข้ามาแวะมาชมก่อน นี่คือสินค้าใหม่ล่าสุด ‘คันฉ่องหยั่งรู้’ มันสามารถตัดสินมูลค่าของสมบัติชิ้นหนึ่งได้ในทันที ทำให้คุณมั่นใจก่อนที่จะซื้อหาสินค้าชิ้นไหน แลกด้วยหินวิเศษ 10 ก้อนเท่านั้น! หากไม่ซื้อไว้ล่ะก็ เจอพวกต้มตุ๋นมาหลอกลวงเข้าไป จะเสียหายกว่านี้อีกหลายเท่า!” ชายหนุ่มคนหนึ่งตะโกน

“คันฉ่องหยั่งรู้?”

จ้าวหย่ากับพรรคพวกกระพริบตาด้วยความสนใจ พวกเขารี่เข้าไป

“ก็แค่กระจกธรรมดา มันเป็นของตบตาอยู่แล้ว ถ้าเป็นคันฉ่องหยั่งรู้ของจริงล่ะก็ เขาไม่ยอมแลกกับหินวิเศษแค่ 10 ก้อนหรอก!”

จางเซวียนส่ายหน้า

แม้ไม่ต้องใช้หอสมุดเทียบฟ้า เขาก็ระบุมูลค่าและที่มาของสินค้าพื้นๆ บางอย่างได้โดยใช้ดวงตาหยั่งรู้

แค่มองปราดเดียว จางเซวียนก็รู้แล้วว่าสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นคันฉ่องหยั่งรู้ในมือของชายหนุ่มผู้นั้นเป็นของปลอม

“ของปลอมหรือ? นึกว่าสินค้าทุกชิ้นที่นี่จะเป็นของจริงเสียอีก” เจิ้งหยางมองจ้าวเฟยอู่อย่างสงสัย

อีกฝ่ายเพิ่งพูดไปหยกๆ ว่าสมาคมนักตรวจสอบสมบัติให้การรับรองสินค้าทุกชิ้นที่นี่ แล้วทำไมถึงมีการตบตากันด้วย?

“สินค้าที่นี่มีกี่ชิ้น?” จ้าวเฟยอู่กลอกตาขณะที่มองไปรอบๆ

“อย่างน้อยๆ ก็หลายสิบล้านชิ้นแหละ อาจจะถึงร้อยล้านก็ได้!” เจิ้งหยางตอบขณะที่เหลียวซ้ายแลขวาไปทั่ว “อีกอย่าง นี่ก็เท่าที่ผมมองเห็น ยังมีลิบๆ อยู่นู่นที่มองไม่เห็นอีก ก็…คงจะมากกว่านั้น!”

มีบูธขายสินค้าราวหนึ่งหมื่นบูธกระจายตัวกันอยู่ทั้งตลาด และแต่ละบูธก็มีสินค้ามากมายจนนับไม่ถ้วนถูกจัดวางไว้ หากจะนับจำนวนของมันทั้งหมด คงเป็นตัวเลขที่น่าสะพรึงทีเดียว

“เอาล่ะ ก็ดูสิว่าที่นี่มีสินค้ามากมายแค่ไหน บรรดานักตรวจสอบสมบัติคงจะเหนื่อยตายเสียก่อนกว่าจะตรวจสอบได้ครบทุกอย่าง! แถมยังมีสินค้าใหม่เข้ามาที่สมาคมนักตรวจสอบสมบัติทุกวัน-ใครจะไปติดตามได้หมด?”

จ้าวเฟยอู่หัวเราะเบาๆ “ส่วนของจริงที่ผมพูดถึงน่ะคือสินค้าที่ได้ตรารับประกันของสมาคมนักตรวจสอบสมบัติ หากสินค้าชิ้นไหนไม่มีตรารับประกันก็ไม่ควรซื้อ ไม่อย่างนั้น ก็เสี่ยงกับการเจอของปลอม!”

“อ๋อ!”

ทุกคนพยักหน้า

ที่นี่คือตลาดใหญ่ที่สุดในสมาพันธุ์นานาอาณาจักร มีพ่อค้ามากมายจนเกินกว่าจะสนใจได้ทั่วถึง ต่อให้นักตรวจสอบสมบัติทุกคนในสมาพันธุ์นาอาณาจักรมารวมตัวกันที่นี่ ก็ไม่มีทางตรวจสอบได้ทั้งหมด

“แต่ก็แน่นอนว่าหากพวกคุณสนใจสินค้าบางอย่าง ก็เลือกซื้อได้ หากยังกังวลใจ ก็สามารถจ่ายค่าธรรมเนียมพิเศษให้กับนักตรวจสอบสมบัติที่อยู่ชั้นบนเพื่อตรวจสอบมัน ถ้าเป็นของแท้ คุณก็ได้กำไร ถ้าเป็นของปลอมก็ถือว่าขาดทุนไป!” จ้าวเฟยอู่พูด

ก็เหมือนการเสี่ยงโชค การซื้อของที่ไม่มีตรารับประกันก็เรียกว่าตาดีได้ตาร้ายเสีย หากโชคร้ายก็ได้แต่คร่ำครวญเท่านั้น

“อาชีพนักตรวจสอบสมบัติช่างรายได้ดีเสียจริง…”

นอกจากส่วนแบ่งที่ได้จากตลาด ค่าธรรมเนียมในการตรวจสอบสมบัติที่พวกเขาเสนอบริการให้ก็ยังทำให้บรรดาลูกค้าเต็มใจเสียเงินเพื่อซื้อความสบายใจ สมกับที่เป็นหนึ่งในอาชีพที่ทำเงินได้ดีที่สุดในโลก

“เร่เข้ามา ผมมีปลาวิเศษ แค่อมไว้ในปากก็สามารถหายใจใต้น้ำได้ ควรค่าแก่การซื้อหา ไม่มีไม่ได้แล้ว!”

“เชิญชมหญ้าถอนพิษของแท้ รักษาอาการป่วยจากพิษที่พบเห็นได้ทั่วไปถึง 17 ชนิดได้อย่างชะงัด เสียเงินแค่นิดเดียว แต่ซื้อหลักประกันให้ชีวิตของคุณได้!”

“ผมมีหินจากฟากฟ้า! มันจะส่องสว่างให้คุณราวกับหมู่ดาวยามค่ำคืนเลยทีเดียว พ่อแม่พี่น้องที่ผ่านมาผ่านไป ได้โปรดอย่าพลาดโอกาสงามๆ ครั้งนี้…”

…..

เกิดเสียงร้องเรียกเซ็งแซ่ในตลาดอันคลาคล่ำนั้น สมบัติมากมายถูกจัดวางไว้ทุกหนแห่ง ใครที่ฉายเดี่ยวแบบเซ่อซ่าเข้ามา ก็ไม่มีทางแยกแยะของจริงของปลอมได้เลย!

เดินผ่านไปหลายบูธ แต่แล้วจางเซวียนก็ขมวดคิ้วและหยุดกึกที่บูธหนึ่ง

วัตถุชิ้นหนึ่งซึ่งมีสีเทาและมีขนาดราวฝ่ามือปรากฎอยู่ตรงหน้า

แม้ว่าดวงตาหยั่งรู้ของเขาจะยังเข้าไม่ถึงระดับสูงสุด และยังห่างไกลอีกมากจากวิถีทางของปรมาจารย์ระดับสูง แต่จางเซวียนก็สามารถระบุต้นกำเนิดและภูมิหลังของประดิษฐกรรมทั่วไปได้อย่างง่ายดาย

แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง เขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับของชิ้นนี้

“แปลกมาก!”

จางเซวียนจ้องมองมันอย่างถี่ถ้วน แต่ก็ทำได้แค่ขมวดคิ้วหนักขึ้นอีก

การที่เขาประเมินมันไม่ได้ หมายความว่ามันเป็นของที่ไม่มีค่าหรือเปล่า? หรือมีค่าเกินกว่าที่ความสามารถในการวิเคราะห์ของเขาตอนนี้จะเข้าถึง?

“สหาย คุณสนใจสินค้าของผมหรือ? รับประกันได้เลยว่าสินค้าทุกชิ้นที่นี่เป็นของแท้…”

เมื่อเห็นว่ามีลูกค้า พ่อค้าก็รีบเข้ามายิ้มแฉ่งให้จางเซวียนเป็นการต้อนรับ

“ของแท้?”

จางเซวียนมองดูสินค้าในบูธผ่านๆ

มีสินค้าอยู่มากมาย กะคร่าวๆ ก็น่าจะหลายแสนชิ้น ทั้งอาวุธ ยาเม็ด ชุดเกราะ…แทบทุกอย่างที่คนๆ หนึ่งจะนึกออกล้วนมีวางขายที่นี่ ที่เป็นของแท้ก็มีอยู่หลายชิ้น แต่ของปลอมก็มีไม่น้อย

‘สินค้าทุกชิ้นที่นี่เป็นของแท้’ ก็แน่นอนว่าคำพูดของพ่อค้านั้นเชื่อถือไม่ได้

จางเซวียนกวาดสายตาดูสินค้ามากมายในบูธ โดยใช้เส้นสายของการหยั่งรู้ในดวงตาของเขา

เขาประเมินสินค้าชิ้นอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งก็ไม่มีอะไรที่ล้ำค่ามากมาย จางเซวียนจึงไม่ได้สนใจเท่าไรนัก จนกระทั่งเห็นวัตถุสีเทาชิ้นนั้น เขาตั้งคำถามทันที “นี่คืออะไร?”

“นี่หรือ?”

พ่อค้าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งยิ้มให้อีก “สหาย คุณนี่ตาแหลมจริงๆ นี่คือสินค้าที่มีมูลค่ามากที่สุดของผม ผมได้มันมาจากโจรปล้นสุสานคนหนึ่ง ตัวผมเองก็ไม่แน่ใจนักว่ามันคืออะไร ผมเคยลองจุดไฟเผามันแล้วสาดน้ำใส่เพื่อดับไฟ แต่มันก็ไม่เป็นรอยเลย กลับทนทานอย่างไม่น่าเชื่อ ผมจึงแน่ใจว่ามันจะต้องเป็นทรัพย์สมบัติมีค่าชิ้นหนึ่ง…”

“สินค้าที่มีมูลค่ามากที่สุด? นี่คุณคิดว่ากำลังตบตาใครอยู่?” เห็นอีกฝ่ายคุยโวไม่หยุด จ้าวเฟยอู่พึมพำเยาะๆ

พ่อค้าทุกคนใช้ลูกไม้นี้ในการโก่งราคา

ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่มีราคาแพงที่สุดหรือล้ำค่าที่สุด ใครขืนหลงเชื่อก็โง่ตาย

“ผมจะกล้าตบตาพวกคุณได้อย่างไร? ของชิ้นนี้มีมูลค่ามากจริงๆ ผมเคยให้นักตรวจสอบสมบัติระดับ 2 ดาวประเมินอยู่ครั้งหนึ่ง ขนาดตัวเขาก็ยังชี้ชัดลงไปไม่ได้!” พ่อค้าพูดอย่างหงุดหงิด

“ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นราคาเท่าไหร่?” คร้านจะเสียเวลาโต้เถียงกับพ่อค้าด้วยเรื่องไร้สาระ จางเซวียนถาม

“ในเมื่อคุณสนใจมัน ก็แปลว่าของชิ้นนี้กับคุณมีวาสนาต่อกัน ผมจะลดราคาให้ หินวิเศษ 100 ก้อนก็พอ!”

เมื่อได้ยินอีกฝ่ายถามราคา พ่อค้าก็ตาโต

“คุณว่าอะไรนะ?”

จางเซวียนผงะและเกือบกระอักเลือดออกมา

เขาคิดว่าสินค้าในร้านข้างถนนก็คงจะมีราคาไม่แพงนัก อย่างมากที่สุดก็น่าจะแลกด้วยหินวิเศษ 1 หรือ 2 ก้อน หรืออาจใช้แค่เหรียญทองด้วยซ้ำ…ไม่นึกเลยว่าจะแพงบ้าเลือดขนาดนี้

หินวิเศษ 100 ก้อน…

ต่อให้ขายตัวเอง ก็ยังไม่ได้ราคานี้เลย!

สมกับที่เป็นสมาพันธุ์นานาอาณาจักร แค่เสนอราคามาก็ขนหัวลุกแล้ว

“อย่าหลงกลเชียวนะ พ่อค้าก็โก่งราคาต้มตุ๋นกันแบบนี้แหละ!”

เห็นอีกฝ่ายทั้งอึ้งทั้งเซ่อไป จ้าวเฟยอู่หัวเราะเบาๆ และส่งโทรจิตหาจางเซวียน

“ตบตา?”

“ก็ใช่น่ะสิ รอดูนะ เดี๋ยวผมจะต่อราคาให้คุณเอง!” จ้าวเฟยอู่ประกาศอย่างมั่นใจ

“ได้สิ” จางเซวียนพยักหน้า

สำหรับเขา หินวิเศษ 100 ก้อนเป็นราคาที่โก่งขึ้นไปจนทะลุฟ้า ไม่มีทางที่จะหามาได้มากขนาดนั้น ในเมื่อจ้าวเฟยอู่จะต่อราคาให้ เขาจึงเต็มใจให้เธอทดลอง

“คุณใช้วิธีการเละเทะแบบนี้กับเราน่ะไม่ได้ผลหรอก ทำอย่างกับเราไม่เคยซื้อของจากสมาคมนักตรวจสอบสมบัติอย่างนั้นแหละ หินวิเศษ 100 ก้อนน่ะเทียบเท่ากับตราสัญลักษณ์เข้ารับฟังคำชี้แนะของปรมาจารย์ระดับ 3 ดาวถึง 10 คนทีเดียว คุณคิดว่าไอ้ของงี่เง่าชิ้นนี้มันแพงขนาดนั้นเลยหรือ? ทำไมไม่ปล้นธนาคารเสียเลยล่ะ?”

จ้าวเฟยอู่วางมาดข่มพ่อค้าด้วยลีลาของผู้คร่ำหวอดในวงการ “เสนอราคาแบบตรงไปตรงมาหน่อยสิ!”

“คุณชายล้อผมเล่นใช่ไหม ราคาที่ผมเสนอให้นี่ตรงไปตรงมาที่สุดแล้ว ถึงของชิ้นนี้จะดูเหมือนไม่มีอะไรมาก แต่ผมก็ใช้เงินก้อนใหญ่ซื้อมันมา ถึงกับพยายามจะให้ช่างตีเหล็กมาดูมันด้วย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เลย ขนาดตัวผมก็ยังระบุไม่ได้ว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่สิ่งเดียวที่ผมแน่ใจก็คือมันเป็นของล้ำค่า…”

พ่อค้ากัดฟันและแค่นหัวเราะ “เอาเถอะ ในเมื่อคุณชายเป็นลูกค้าประจำ ผมก็จะให้พิเศษ เอาอย่างนี้ดีไหม คุณเสนอราคามา ถ้าผมรับได้ คุณก็เอาไป ถ้าไม่อย่างนั้น…ก็ลืมเสียเถอะ”

“ค่อยยังชั่ว ถ้าอย่างนั้น ผมให้หินวิเศษ 15 ก้อน!”

เห็น ‘กลยุทธลูกค้าเก่าแก่’ ของเธอใช้ได้ผล จ้าวเฟยอู่ตอบอย่างลิงโลด

“15 ก้อน? นี่ก็คงเป็นวาสนาสินะ แต่ก็เอาเถอะ ขายให้คุณในราคาหินวิเศษ 15 ก้อน ผมคงล้มละลายแน่!” พ่อค้าพูดด้วยสีหน้าเจ็บช้ำ

“แบบนี้ก็ได้เหรอ?”

จ้าวหย่าและพรรคพวกถึงกับผงะ พวกเขาตาโต

หั่นราคาจาก 100 ก้อนมาเป็น 15 ก้อนในชั่วพริบตา พวกเขาคิดว่าพ่อค้าคงแทบคลั่ง แต่ฝ่ายนั้นกลับตอบตกลงในทันที…

จะเหลือเชื่อไปไหน!

ถ้าไม่เห็นกับตา จะไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด

“ดี!” เห็นอีกฝ่ายตอบรับ จ้าวเฟยอู่รู้สึกเหมือนเพิ่งรบชนะ เธอหันมามองจางเซวียนอย่างลิงโลดและพูดว่า “ที่นี้คุณก็จ่ายได้แล้ว!”

“จ่าย?”

จางเซวียนส่ายหน้า

เขาก็อยากจะจ่าย แต่…หินวิเศษ 15 ก้อนก็ยังเป็นเงินมหาศาลอยู่ดี ต่อให้เขาขายทรัพย์สมบัติทั้งหมดของตัวเอง ก็ยังหาเงินไม่ได้มากขนาดนั้น

“ผมว่าหินวิเศษ 15 ก้อนก็ยังแพงไป!” จางเซวียนมองหน้าพ่อค้า

“15 ก้อนก็แพงไป? สหาย คุณล้อเล่นแล้วล่ะ นี่เป็นราคาต่ำสุดที่ผมให้ได้แล้วนะ…” พ่อค้ายิ้มแหยๆ

“ราคานี้สมเหตุสมผลแล้วล่ะคุณ ถ้าคุณสนใจก็ซื้อเถอะ” เห็นอีกฝ่ายพยายามจะต่อราคาอีกทั้งๆ ที่เธอหั่นราคาจาก 100 เหลือ 15 ก้อนแล้ว จ้าวเฟยอู่ถึงกับเลิกคิ้ว

คุณมาที่นี่เพื่อซื้อหุ่นโลหะไร้วิญญาณไม่ใช่หรือ? ถ้าไม่มีหินวิเศษสักหลายพันหรือสักหมื่นก้อน ก็ไม่มีทางได้ซื้อแน่

แถมของชิ้นที่คุณสนใจก็มีราคาเท่ากับหินวิเศษ 15 ก้อนเท่านั้น ยังคิดว่าแพง?

“งั้นหรือ? ถ้าอย่างนั้นขอผมดูใกล้ๆ หน่อยได้ไหม จะได้ตัดสินใจว่าจะต่อไม่ต่อ?” จางเซวียนถาม

“ได้สิ!” พ่อค้ายื่นวัตถุสีเทานั้นให้จางเซวียน

เมื่อมองใกล้ๆ จางเซวียนถึงได้รู้ว่ามันคืออะไร

มันมีขนาดราวฝ่ามือ มีเหลือบสีน้ำตาลเข้ม รูปร่างออกจะโค้งมนเล็กน้อย ทำให้นึกถึงเกล็ดปลาขนาดยักษ์

มีตัวอักษรหน้าตาแปลกๆ จารึกไว้ด้านใน แต่บางส่วนก็พร่าเลือนไปจนไม่รู้ว่าคืออะไรกันแน่

“ข้อบกพร่อง!”

เมื่อดูรูปลักษณ์ภายนอกของมันคร่าวๆ แล้ว จางเซวียนก็พึมพำในใจ

แม้ดวงตาหยั่งรู้จะใช้การไม่ได้กับวัตถุชิ้นนี้ แต่หอสมุดเทียบฟ้าจะต้องบอกได้แน่ว่ามันคืออะไร

ฟึ่บ!

หนังสือเล่มหนึ่งปรากฎขึ้นในหอสมุด เมื่อพลิกดู จางเซวียนก็ถึงกับตาโตและหายใจถี่

“เป็นของล้ำค่าจริงๆ …”

รายละเอียดของวัตถุชิ้นนี้ถูกระบุไว้ในหนังสือ รวมถึงชื่อและข้อบกพร่องของมัน

“เครื่องรางเกล็ดมังกร รังสรรค์โดยนายช่างระดับ 6 ดาว, ไป่ชี เมื่อ 2000 ปีก่อน, สามารถปกป้องผู้ครอบครองจากการโจมตีของนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 9 ได้ 3 ครั้ง : ข้อบกพร่อง…”

จางเซวียนกำหมัดแน่น

ไม่ว่ามันจะทำอย่างอื่นได้อีกหรือไม่ แต่ลำพังแค่อานุภาพในการปกป้องผู้ใช้จากการโจมตีของนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 9 ได้ถึง 3 ครั้ง ก็ถือว่าน่าสะพรึงแล้ว

ถ้าเขาได้มันไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ลู่ชงคงไม่ต้องอยู่ในภาวะโคม่า

“เราต้องเอามันมาให้ได้!”

ตอนแรก จางเซวียนเข้ามาดูเพราะความอยากรู้ ไม่นึกเลยว่ามันจะเป็นของล้ำค่าจริงๆ เขาพยายามข่มความตื่นเต้นไว้ไม่ให้ออกนอกหน้า และกำลังจะต่อรองกับพ่อค้าอีก ก็พอดีกับที่เสียงหนึ่งดังขึ้น

“หินวิเศษ 15 ก้อนใช่ไหม? ผมซื้อเอง!”

เมื่อหันกลับไป จางเซวียนก็เห็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังจับจ้องเครื่องรางเกล็ดมังกรในมือของเขาด้วยนัยน์ตาวาววับ

“บรมครูนักตรวจสอบสมบัติหลิ่วชาง!”

พ่อค้าดูจะรู้จักอีกฝ่ายเป็นอย่างดี เขาตอบอย่างกระตือรือร้น “เห็นคุณสนใจ ผมก็อยากขายให้ แต่สหายผู้นี้ได้หมายตาไว้ก่อนแล้ว…คุณสองคนจะว่าอย่างไร?”

“บรมครูนักตรวจสอบสมบัติ?”

เมื่อได้ยินพ่อค้าเรียกอีกฝ่าย จางเซวียนก็ตั้งต้นประเมินชายวัยกลางคนผู้นี้ทันที

เขามีตราสัญลักษณ์ติดอยู่ที่อกเสื้อ ดาวสองดวงเปล่งประกายอยู่บนนั้น

นักตรวจสอบสมบัติระดับ 2 ดาว

บรรดานักตรวจสอบสมบัติจะแวะเวียนมาแถวนี้เป็นครั้งคราว เพื่อเดินชมและซื้อหาสินค้าบางอย่างที่พวกเขาสนใจ หากใครเกิดสะดุดตากับสมบัติล้ำค่าชิ้นเดียวกัน ก็แทบจะฆ่ากันได้

นักตรวจสอบสมบัติหลิ่วชางขมวดคิ้ว เขาออกคำสั่งกับจางเซวียน “ผมสนใจของชิ้นนี้ คุณวางมันลงเสียเถอะ!”

“ขอโทษนะ แต่ผมก็สนใจเหมือนกัน ไม่คิดจะวางหรอก!” จางเซวียนส่ายหน้า

ล้อเล่นน่ะ! ถ้าผมไม่รู้ว่ามันคืออะไร คงยื่นให้คุณเสียแล้ว แต่ในเมื่อรู้แล้วว่ามันล้ำค่าแค่ไหน ถึงฆ่าผมให้ตาย คุณก็ไม่มีทางได้มันไปหรอก!

เครื่องรางชิ้นนี้จะสามารถช่วยชีวิตผมได้ถึง 3 ครั้ง ขืนให้ไปก็โง่ตาย

“ไม่วางหรือ?”

นักตรวจสอบสมบัติหลิ่วชางถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ เขาเมินหน้าจากจางเซวียนไปหาพ่อค้าและพูดว่า “เขาหมายตาไว้ก็จริง แต่ยังไม่ได้จ่ายนี่ ใช่ไหม? ก็เป็นธรรมดาที่จะตั้งราคาให้สูงกว่านี้ได้ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ผมให้หินวิเศษคุณ 50 ก้อน ขายให้ผมซะ!”

“50 ก้อน?”

“50 ก้อน?”

พ่อค้าถึงกับตาโต

เขาได้ของชิ้นนี้มาโดยบังเอิญ จึงไม่รู้ว่ามันมีราคาจริงๆ เท่าไร แต่เท่าที่ดู หินวิเศษ 50 ก้อนก็ถือเป็นราคาต่อรองที่ดีแล้ว

พ่อค้าหันไปทางจางเซวียนอย่างลุกลี้ลุกลน และพูดว่า “สหาย, บรมครูหลิ่วเสนอราคาให้แล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าคุณไม่เสนอราคาที่สูงกว่านี้ให้ผม ผมคงต้องขอสินค้าชิ้นนี้คืน…”

จางเซวียนมองหน้าพ่อค้าและตอบว่า “ถ้าอย่างนั้นผมก็จะเสนอราคาให้เหมือนกัน หากคุณเห็นดีล่ะก็ ขายให้ผมซะ!”

“ได้สิ!” พ่อค้าพยักหน้า

“50 เหรียญทอง!” จางเซวียนประกาศ

“50 …เหรียญทอง?”

พ่อค้าถึงกับตัวแข็ง เขาแทบกระอักเลือดออกมา

อีกฝ่ายเสนอหินวิเศษให้ 50 ก้อน…แต่คุณกล้าเสนอ 50 เหรียญทอง?

น้องชาย นี่เห็นผมเป็นไอ้งั่งหรือ?

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!