ตอนที่ 478 สมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกล
“นายน้อย…คุณถามเรื่องหุ่นโลหะไร้วิญญาณหรือยัง?”
เห็นนายน้อยตัวสั่น ผู้อาวุโสรู้ดีว่าขืนพูดเรื่องนี้ต่อไป เขาคงคลั่งแน่ จึงรีบเปลี่ยนเรื่อง
“ฮะ? ผมลืม!”
ซ่งเชายืนมึน
เขาเพิ่งมีโอกาสพูดแค่ประโยคเดียว ก่อนที่อีกฝ่ายจะร่ายยาวถึงอาการต่างๆ นานาที่เขาต้องทุกข์ทรมานอยู่ จากนั้น…เขาก็เข้าภวังค์ไปกับคำพูดเหล่านั้น และสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไป
อย่าว่าแต่หุ่นโลหะไร้วิญญาณเลย จะพูดก็ยังแทบไม่ได้พูด
จะให้เขาตั้งคำถามอะไร ในเมื่อมัวแต่เข้าภวังค์อยู่?
“ถ้าอย่างนั้น…ผมจะลองถามดู…” ผู้อาวุโสพูด
“ก็ได้, ไปสิ ระวังตัวด้วย!” ซ่งเชาพยักหน้าหลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกกลัว หากขืนเข้าไปพูดกับจางเซวียนอีกก็อาจจะโดนมนต์ขลังเข้าไปอีกรอบ ส่งลูกน้องไปน่าจะเป็นความคิดที่ดีกว่า
แต่ในเมื่ออีกฝ่ายสามารถใช้การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ แถมยังระบุต้นตอของปัญหาที่เขาประสบอยู่ได้ ระดับขั้นของความเป็นปรมาจารย์ย่อมจะสูงกว่าเขาแน่ คงเป็นธรรมดาที่คนระดับนั้นจะต้องเก็บหุ่นโลหะไร้วิญญาณเอาไว้ศึกษา แล้วจะยอมมอบให้เขาง่ายๆ ได้อย่างไร?
“ขอรับ!”
ผู้อาวุโสพยักหน้า เขารีบเดินไปหาจางเซวียนซึ่งเดินลิ่วไปไกลแล้ว “ปรมาจารย์จาง พวกเราอยากขอซื้อหุ่นโลหะไร้วิญญาณ ไม่ทราบว่า…คุณคิดจะขายหรือเปล่า? นายน้อยของผมยินดีมอบตราสัญลักษณ์เข้ารับฟังคำชี้แนะของปรมาจารย์ระดับกึ่ง 5 ดาวสองอันเป็นของแลกเปลี่ยน!”
“หินวิเศษสี่หมื่นก้อน!” จางเซวียนหยุด
“ราคานี้ก็สูงแล้ว ขนาดนายน้อยก็ยังมีตราแบบนี้แค่สามอันเท่านั้น…เดี๋ยว, คุณว่าอะไรนะ!”
ผู้อาวุโสคิดว่าปรมาจารย์จางคงจะปฏิเสธทันที แต่ตรงกันข้ามกับที่คิดไว้ อีกฝ่ายกลับเสนอราคามาง่ายๆ เขาถึงกับผงะและพยายามยืนยันให้แน่ใจด้วยการตั้งคำถามซ้ำ “คุณบอกว่าจะขายให้เราในราคา…หินวิเศษสี่หมื่นก้อน?”
ฟึ่บ!
ยังไม่ทันพูดจบ เงาดำๆ ก็พุ่งผ่านสายตาของเขาไป หุ่นโลหะไร้วิญญาณตนหนึ่งหล่นมากองอยู่บนพื้น
“ถ้าคุณหาหินวิเศษมาให้ผมได้ เอาหุ่นโลหะตัวนี้ไปเลย ผมไม่รับตราสัญลักษณ์ใดๆ ทั้งนั้น ถ้าไม่มีเงินจ่าย…ก็กลับไปเสีย!”
จางเซวียนโบกมือ
เขาใจร้อน อยากประมวลและศึกษาเคล็ดวิชาเทียบฟ้าเต็มที ไม่มีเวลาจะมาอ้อยอิ่งตรงนี้
เพราะตัวเขาได้ศึกษาหุ่นตัวนี้อย่างถี่ถ้วนแล้ว จึงไม่มีประโยชน์อีกต่อไป แทนที่จะเก็บไว้ สู้ขายทำกำไรจะดีกว่า
“…ง่ายๆ แบบนี้?”
ซ่งเชาที่รออยู่ข้างหลังคิดว่าผู้อาวุโสคงล้มเหลวแน่ นึกไม่ถึงเลยว่าจะจบง่ายๆ …
ถ้าเขารู้สักหน่อยว่าหมอนั่นคิดจะขายอยู่แล้ว ก็คงไม่ต้องวางท่าและสร้างภาพด้วยการให้คำชี้แนะ เพราะลงท้าย ไม่เพียงแต่จะล้มเหลว ยังกลายเป็นคนถูกชี้แนะเสียเอง แค่วันนี้ก็อับอายขายหน้าอย่างสาหัสแล้ว…
ซ่งเชาแทบจะคลั่ง
ในฐานะปรมาจารย์ เขาสามารถล่วงรู้เจตนาและความคิดที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของคนอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย แต่กับชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า ดูเหมือนเขาจะไม่ทำตัวตามสามัญสำนึกใดๆ เสียเลย เล่นเอาซ่งเชารู้สึกเหมือนโดนทุบหัว ทุกการกระทำของอีกฝ่ายทำให้เขาปวดเศียรเวียนเกล้าไปหมด
“ปรมาจารย์จาง คุณจะขายหุ่นโลหะไร้วิญญาณให้ผมในราคาหินวิเศษสี่หมื่นก้อนจริงๆ หรือ?”
ซ่งเชาอดรนทนไม่ไหว เขาก้าวออกมา
“คุณมีเงินไหม? ถ้าจ่ายไม่ไหว ก็จบ!”
จางเซวียนเก็บหุ่นโลหะไร้วิญญาณเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติ และเตรียมตัวจะจากไป
“ผมซื้อ…”
ซ่งเชารีบบอกด้วยใบหน้าแดงก่ำ
ฟึ่บ!
หลังจากพูดจบ หินวิเศษกองเท่าภูเขาก็ปรากฎขึ้นต่อหน้าต่อตา รวมสี่หมื่นก้อนพอดี
“เอ้า หุ่นโลหะเป็นของคุณแล้ว!” จางเซวียนเก็บหินวิเศษและยื่นหุ่นโลหะไร้วิญญาณให้อีกฝ่าย จากนั้นก็หันหลังกลับและเดินจากไป
“ขอบคุณปรมาจารย์จาง…”
เมื่อได้หุ่นโลหะไร้วิญญาณมาแล้ว ซ่งเชาก็รีบเก็บเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติของเขาเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจขึ้นมา แต่ทันทีที่เก็บหุ่นเสร็จ เขาก็ตัวแข็งไป อยากเอาหัวโขกเสาหินที่ไหนสักแห่งให้ตายไปเสียรู้แล้วรู้รอด
“ผมหลงกลอีกแล้ว! หินวิเศษสี่หมื่นก้อนของผม…”
มันเรื่องอะไรเขาถึงไม่ยอมต่อราคาเลย? เห็นชัดๆ ว่าเขาเข้าภวังค์ไปกับการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์อีกครั้ง ทำให้ควักหินวิเศษกองใหญ่ขนาดนั้นออกมาง่ายๆ …
ทั้งหมดนั่นคือทรัพย์สมบัติที่เขาเก็บสะสมมาหลายต่อหลายปี ไม่นึกเลยว่าจะใช้ทีเดียวหมดง่ายๆ แบบนี้…ทำไมจะต้องบ้าบอขนาดนั้น?
หมอนั่นเป็นปีศาจชนิดไหน?
“ยินดีด้วยนายน้อย ในที่สุดคุณก็ได้หุ่นโลหะไร้วิญญาณมา…” ผู้อาวุโสประสานมือ
“ไปให้พ้น!”
ซ่งเชาอารมณ์เสียอย่างหนักอยู่แล้ว เมื่อได้ยินคำแสดงความยินดี ก็หัวร้อนขึ้นมาทันที
“เอ่อ…ได้!”
ผู้อาวุโสเกาหัวอย่างงุนงงสงสัย นายน้อยเป็นอะไรไป สมองได้รับความเสียหายบ้างหรือเปล่า?
จางเซวียนเดินกลับห้องด้วยความเริงร่าสุดขีดที่ได้หินวิเศษมาอีกสี่หมื่นก้อนโดยไม่ต้องพยายามเลย เขาสะบัดข้อมือหนึ่งครั้ง และชั้นหนังสือหลายชั้นก็ปรากฎขึ้นตรงหน้า
ด้วยหินวิเศษที่ได้มา เขาจะไม่ต้องกังวลใจกับการเพิ่มระดับวรยุทธไปได้อีกระยะหนึ่ง
เรื่องด่วนตอนนี้คือการอ่านหนังสือให้ได้มากขึ้นเพื่อที่จะได้ยกระดับวรยุทธ
จางเซวียนไล่นิ้วไปตามชั้นหนังสือ และหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่เหมือนกันเป๊ะก็ปรากฎในหัว
ไม่ช้า หนังสือเทคนิควรยุทธและเทคนิคการต่อสู้ที่ประธานไซ่รวบรวมมาให้ก็ถูกถ่ายโอนเข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้า
“ประมวล!”
จางเซวียนวางหนังสือเทคนิควรยุทธของนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 -อายุขัยยืนยาวไว้ด้วยกัน และตั้งสมาธิ
ฟึ่บ!
หนังสือใหม่เอี่ยมหนึ่งเล่มปรากฎขึ้นในหัวของเขา
จางเซวียนรีบพลิกดู
“นักรบเหนือมนุษย์ หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อนักรบทะลุมิติ เป็นชื่อของระดับขั้นวรยุทธที่เหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไป แต่ละขั้นจะมีพละกำลังห่างกันมาก ในการที่จะสำเร็จเป็นนักรบเหนือมนุษย์ ผู้นั้นจะต้องงดเว้นการใช้พละกำลังในร่างกาย และหันมารวบรวมเอาพลังจิตวิญญาณจากในอากาศแทน ผู้ที่ใช้พลังงานจากวัตถุนั้น แม้จะปราดเปรื่องแต่ก็มีอายุขัยสั้น แต่ผู้ที่ใช้พลังจิตวิญญาณ จะทั้งปราดเปรื่องและมีอายุขัยยืนยาว…”
รายละเอียดมากมายปรากฎออกมา
หลังจากผ่านไปอีกครู่ใหญ่ จางเซวียนก็ระบายลมหายใจยาวและลืมตาขึ้น
เขาทำความเข้าใจหลักการของเคล็ดวิชาเทียบฟ้าเหนือมนุษย์ขั้น 1 แล้ว และตอนนี้ก็พร้อมจะฝึกฝน
“เริ่มเลย!”
เขาลงนั่งขัดสมาธิบนเตียง สะบัดข้อมือ และนำหินวิเศษออกมา จางเซวียนขับเคลื่อนพลังปราณตามวิธีการที่เทคนิควรยุทธระบุไว้ เขาเริ่มซึมซับพลังจิตวิญญาณจากหินวิเศษทันที
เคร้ง!
แค่ 2 อึดใจต่อมา หินวิเศษก้อนนั้นก็แหลกเป็นผุยผง
“ฮะ? เอาแบบนี้เลย…”
จางเซวียนหน้าเบ้
หินวิเศษเป็นสมบัติจากธรรมชาติ พวกมันมีพลังจิตวิญญาณอยู่ภายใน และแต่ละก้อนก็ใสกระจ่าง…หากจะว่ากันตามเหตุผล ก็ย่อมจะแข็งแกร่งทนทานมาก ทำไมแค่แป๊บเดียวก็แหลกสลายแบบนี้?
เขาก้มหน้าลงประเมินสถานการณ์ จากนั้นก็มีสีหน้าประหลาด
“พลังจิตวิญญาณที่อยู่ภายใน…ถูกซึมซับไปหมดแล้วหรือ?”
เมื่อมองดูหินวิเศษที่แหลกสลายอยู่บนพื้น มันมีสีขาว ชวนให้นึกถึงขี้เถ้า แน่นอนว่าพลังจิตวิญญาณที่อยู่ภายในได้ถูกซึมซับไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว
“เอ่อ…แล้วจะต้องใช้หินวิเศษสักเท่าไร เราถึงจะฝ่าด่านวรยุทธไปเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 ได้?”
จางเซวียนถึงกับปวดหัว
เขาคิดว่าหินวิเศษสักหลายร้อยก้อนก็น่าจะเพียงพอให้เขาได้เป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 แล้ว และในเมื่อตอนนี้ก็มีอยู่ในครอบครองหลายหมื่นก้อน ก็ยิ่งน่าจะเป็นเรื่องง่าย แต่ดูเหมือนเขาจะประเมินอัตราการซึมซับพลังของตัวเองต่ำไป
การเป็นนักรบเหนือมนุษย์ก็หมายถึงการพัฒนาขึ้นจนเหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป
ร่างกายของเขาได้การฟูมฟักจากพลังปราณเทียบฟ้า ทำให้เหนือชั้นกว่าคนธรรมดา ดังนั้น ความยากในการก้าวจากความเป็นมนุษย์ไปสู่ขั้นต่อๆ ไปก็ยิ่งยากขึ้นกว่าคนอื่นเป็นร้อยเท่า
มันเป็นเรื่องง่ายที่จะขยายอะไรสักอย่างที่มีรังสีระยะ 1 เมตรให้กว้างขึ้นเป็น 2 เท่า แต่การขยายมหาสมุทรให้กว้างขึ้นเป็น 2 เท่านั้น…ยากกว่ากันมาก!
ตัวจางเซวียนก็เป็นแบบเดียวกัน
ด้วยการบ่มเพาะจากหอสมุดเทียบฟ้า ร่างกายและจิตวิญญาณของเขาจึงเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นมาก ทำให้เหนือชั้นกว่านักรบที่มีระดับวรยุทธขั้นเดียวกัน แต่สิ่งนี้ก็ทำให้การฝ่าด่านวรยุทธเป็นไปได้ยากขึ้น
“ถ้าต้องซึมซับพลังจิตวิญญาณจากมันทีละก้อน ไม่ทันไรก็คงเหนื่อยตายเสียก่อน…”
ตอนนี้จางเซวียนมีหินวิเศษอยู่หลายหมื่นก้อนแล้ว ถือว่าเกินพอสำหรับการฝ่าด่านวรยุทธ แต่พลังจิตวิญญาณที่มีอยู่ในหินวิเศษขั้นต่ำเหล่านี้ล้วนแต่มีจำกัด และอัตราการใช้พลังจิตวิญญาณของเขาก็สูงมาก…หากยังเป็นแบบนี้ต่อไป การฝึกฝนวรยุทธก็จะต้องหยุดชะงักทุก 2 อึดใจเพื่อเปลี่ยนหินวิเศษก้อนใหม่ คงไม่ดีแน่!
ใครจะรู้ว่าอีกนานแค่ไหนกว่าเขาจะได้เป็นนักรบเหนือมนุษย์ หากต้องใช้วิธีเตาะแตะแบบนี้?
ต่อให้มีน้ำอยู่ในขวดใบหนึ่งมากพอที่จะดับกระหาย แต่หากดื่มได้แค่ทีละหยด ก็คงขาดน้ำตายเสียก่อน
พูดง่ายๆ ก็คือ จางเซวียนต้องหาวิธีซึมซับพลังจิตวิญญาณจากหินวิเศษเหล่านี้ให้ได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องหยุดชะงัก
“ค่ายกล!”
เขาขมวดคิ้ว และอาชีพหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของจางเซวียน
การถือหินวิเศษไว้ทีละก้อนขณะยกระดับวรยุทธคงไม่ดีแน่ หากต้องการให้หินวิเศษหลายร้อยหรือหลายพันก้อนมอบพลังจิตวิญญาณให้เขารวดเดียวพร้อมๆ กัน ก็เหลืออยู่วิธีเดียว…ค่ายกล!
เมื่อตอนที่จางเซวียนทำลายล้างตระกูลหลิน เขาได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับค่ายกลอยู่หลายเล่ม และเรียนรู้ว่ามี ‘ค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณ’ ที่สามารถสกัดพลังจิตวิญญาณจากหินวิเศษจำนวนหนึ่งและนำมารวบรวมไว้ในพื้นที่เดียวกันได้
หากเขามีค่ายกลชนิดนั้น ก็แค่นำหินวิเศษใส่ลงไป จากนั้นพลังจิตวิญญาณที่อยู่ภายในก็จะถูกส่งออกมาโดยอัตโนมัติ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น การยกระดับวรยุทธของเขาจะราบรื่นขึ้นอีกมาก
“ต้องไปหาค่ายกลแบบนั้นมา!”
จางเซวียนลุกขึ้นยืน
เมื่อระดับวรยุทธสูงขึ้น ความต้องการพลังจิตวิญญาณของเขาก็สูงขึ้นด้วย ถึงเขาจะมีหินวิเศษมากพอ แต่การยกระดับวรยุทธก็ทำได้ยากกว่าเดิมมาก
จางเซวียนเดินออกจากห้องเพื่อไปตามหาประธานไซ่
“ประธานไซ่ ไม่ทราบว่าในเมืองหงไห่มีสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลหรือเปล่า? ถ้ามี คุณช่วยพาผมไปที่นั่นได้ไหม?”
ประธานไซ่มองหน้าจางเซวียนและให้คำตอบ “ในฐานะศูนย์กลางการค้าขายขนาดใหญ่ ไม่มีเหตุผลที่เมืองหงไห่จะไม่มีสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกล ปรมาจารย์จางอยากซื้อแผ่นค่ายกลสำหรับการเดินทางไปสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณหรือ?”
แผ่นค่ายกลคือค่ายกลย่อส่วนที่สามารถพกพาติดตัวไปไหนมาไหนได้ง่าย ต่อให้ผู้นั้นไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลก็สามารถใช้งานมันได้ เพียงแค่ถ่ายทอดพลังปราณเข้าไป ดังนั้น แผ่นค่ายกลจึงเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ของสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลที่ผู้คนตามหาซื้อกันมากที่สุด
การเดินทางไปเยือนสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณเต็มไปด้วยอันตราย หากมีค่ายกลอยู่ในมือ จางเซวียนก็จะอุ่นใจในความปลอดภัยของเขาขึ้นมาได้อีกระดับหนึ่ง
“แผ่นค่ายกล? ใช่, ผมอยากไปดูว่าที่นั่นมีอะไรน่าซื้อบ้าง!”
จางเซวียนพยักหน้า
หากเขาหาแผ่นค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณได้สักอันหนึ่ง ก็สามารถพกติดตัวและนำมาใช้ได้ทุกเวลาที่ต้องการ ซึ่งแน่นอนว่าจะสะดวกกว่าค่ายกลจริงๆ มาก
“เพื่อนเก่าของผมเป็นประธานสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกล, ประธานเจิ้งจิ่งเฟิง เขามีแผ่นค่ายกลในระดับขั้นสูงสุดเท่าที่มีในเมืองหงไห่ ให้ผมพาคุณไปที่นั่นก็แล้วกัน ผมแน่ใจว่าคุณจะหาสิ่งที่พอใจได้” ประธานไซ่ตอบ
“ถ้าอย่างนั้น ผมต้องขอรบกวนประธานไซ่ด้วย” รู้ดีว่านี่คือการแสดงความปรารถนาดีจากอีกฝ่ายจางเซวียนจึงไม่อยากปฏิเสธ
สมาคมนักตรวจสอบสมบัติมีบทบาทสำคัญในเมืองหงไห่ มันจึงตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมือง ไม่ห่างจากสมาคมอื่นๆ ดังนั้น อีกสิบนาทีต่อมาพวกเขาก็มาถึงสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกล
ก่อนหน้านี้ ที่อาณาจักรเทียนหวู่ จางเซวียนก็เคยแวะไปที่สมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลเพื่ออ่านหนังสือที่มีอยู่ในนั้น แต่ถ้าเปรียบเทียบกับสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้ สมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลที่อาณาจักรเทียนหวู่ก็ไม่ได้เรื่องเลยสักนิด
ประตูทางเข้าสมาคมนั้นสูงใหญ่และโอ่อ่า มีอักษร 8 ตัวสลักไว้บนนั้น ให้ความรู้สึกลึกลับอย่างมาก
เมื่อก้าวเข้าไปในสมาคม จางเซวียนก็รู้สึกได้ทันทีว่าบรรยากาศรอบตัวเขาเปลี่ยนแปลงไป อุณหภูมิในนั้นกำลังสบาย และออกจะชุ่มชื้นเล็กน้อย มีพลังจิตวิญญาณเข้มข้นล่องลอยอยู่โดยรอบ ให้ความรู้สึกราวกับเดินเข้าไปชมสวนดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ ความรู้สึกผ่อนคลายและเงียบสงบอย่างเกินจะบรรยายเข้าท่วมท้นตัวเขา
“โห…”
จางเซวียนกระพริบตาปริบๆ
นี่มันปลายฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาวก็ใกล้เข้ามาแล้ว ที่นี่ยังอบอุ่นราวกับฤดูใบไม้ผลิได้อย่างไร?
“ประธานสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลได้จัดวางค่ายกลไว้ที่นี่ เพื่อให้เป็นฤดูใบไม้ผลิตลอดเวลา…” เห็นสีหน้าของจางเซวียน ประธานไซ่ก็รู้ทันทีว่าคิดอะไรอยู่ เขาลูบเครา “อย่าห่วงเลย ค่ายกลนี้ให้ความอุ่นสบายเท่านั้น ไม่มีอานุภาพทำลายล้างใดๆ จึงไม่มีอะไรให้ต้องกังวล!”
“จัดวางค่ายกลที่ซับซ้อนขนาดนี้เพียงเพื่อความสบาย…สุดยอดท่านประธานจริงๆ !” จางเซวียนออกความเห็นอย่างยำเกรง
การจัดวางค่ายกลขนาดใหญ่แบบนี้ไว้ในพื้นที่จำกัดอย่างภายในสมาคมถือเป็นงานที่ยากมาก ประธานสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลแห่งสมาพันธุ์นานาอาณาจักรช่างเก่งกาจเสียจริงๆ ลำพังแค่ตัวค่ายกลนี้ก็น่าจะเป็นเกรด 3 ขั้นสูงสุด หรือไม่ก็เกรด 4!



