Skip to content

Library Of Heaven’s Path 478

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 478 สมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกล

“นายน้อย…คุณถามเรื่องหุ่นโลหะไร้วิญญาณหรือยัง?”

C

เห็นนายน้อยตัวสั่น ผู้อาวุโสรู้ดีว่าขืนพูดเรื่องนี้ต่อไป เขาคงคลั่งแน่ จึงรีบเปลี่ยนเรื่อง

“ฮะ? ผมลืม!”

ซ่งเชายืนมึน

เขาเพิ่งมีโอกาสพูดแค่ประโยคเดียว ก่อนที่อีกฝ่ายจะร่ายยาวถึงอาการต่างๆ นานาที่เขาต้องทุกข์ทรมานอยู่ จากนั้น…เขาก็เข้าภวังค์ไปกับคำพูดเหล่านั้น และสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไป

อย่าว่าแต่หุ่นโลหะไร้วิญญาณเลย จะพูดก็ยังแทบไม่ได้พูด

จะให้เขาตั้งคำถามอะไร ในเมื่อมัวแต่เข้าภวังค์อยู่?

“ถ้าอย่างนั้น…ผมจะลองถามดู…” ผู้อาวุโสพูด

“ก็ได้, ไปสิ ระวังตัวด้วย!” ซ่งเชาพยักหน้าหลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง

ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกกลัว หากขืนเข้าไปพูดกับจางเซวียนอีกก็อาจจะโดนมนต์ขลังเข้าไปอีกรอบ ส่งลูกน้องไปน่าจะเป็นความคิดที่ดีกว่า

แต่ในเมื่ออีกฝ่ายสามารถใช้การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ แถมยังระบุต้นตอของปัญหาที่เขาประสบอยู่ได้ ระดับขั้นของความเป็นปรมาจารย์ย่อมจะสูงกว่าเขาแน่ คงเป็นธรรมดาที่คนระดับนั้นจะต้องเก็บหุ่นโลหะไร้วิญญาณเอาไว้ศึกษา แล้วจะยอมมอบให้เขาง่ายๆ ได้อย่างไร?

“ขอรับ!”

ผู้อาวุโสพยักหน้า เขารีบเดินไปหาจางเซวียนซึ่งเดินลิ่วไปไกลแล้ว “ปรมาจารย์จาง พวกเราอยากขอซื้อหุ่นโลหะไร้วิญญาณ ไม่ทราบว่า…คุณคิดจะขายหรือเปล่า? นายน้อยของผมยินดีมอบตราสัญลักษณ์เข้ารับฟังคำชี้แนะของปรมาจารย์ระดับกึ่ง 5 ดาวสองอันเป็นของแลกเปลี่ยน!”

“หินวิเศษสี่หมื่นก้อน!” จางเซวียนหยุด

“ราคานี้ก็สูงแล้ว ขนาดนายน้อยก็ยังมีตราแบบนี้แค่สามอันเท่านั้น…เดี๋ยว, คุณว่าอะไรนะ!”

ผู้อาวุโสคิดว่าปรมาจารย์จางคงจะปฏิเสธทันที แต่ตรงกันข้ามกับที่คิดไว้ อีกฝ่ายกลับเสนอราคามาง่ายๆ เขาถึงกับผงะและพยายามยืนยันให้แน่ใจด้วยการตั้งคำถามซ้ำ “คุณบอกว่าจะขายให้เราในราคา…หินวิเศษสี่หมื่นก้อน?”

ฟึ่บ!

ยังไม่ทันพูดจบ เงาดำๆ ก็พุ่งผ่านสายตาของเขาไป หุ่นโลหะไร้วิญญาณตนหนึ่งหล่นมากองอยู่บนพื้น

“ถ้าคุณหาหินวิเศษมาให้ผมได้ เอาหุ่นโลหะตัวนี้ไปเลย ผมไม่รับตราสัญลักษณ์ใดๆ ทั้งนั้น ถ้าไม่มีเงินจ่าย…ก็กลับไปเสีย!”

จางเซวียนโบกมือ

เขาใจร้อน อยากประมวลและศึกษาเคล็ดวิชาเทียบฟ้าเต็มที ไม่มีเวลาจะมาอ้อยอิ่งตรงนี้

เพราะตัวเขาได้ศึกษาหุ่นตัวนี้อย่างถี่ถ้วนแล้ว จึงไม่มีประโยชน์อีกต่อไป แทนที่จะเก็บไว้ สู้ขายทำกำไรจะดีกว่า

“…ง่ายๆ แบบนี้?”

ซ่งเชาที่รออยู่ข้างหลังคิดว่าผู้อาวุโสคงล้มเหลวแน่ นึกไม่ถึงเลยว่าจะจบง่ายๆ …

ถ้าเขารู้สักหน่อยว่าหมอนั่นคิดจะขายอยู่แล้ว ก็คงไม่ต้องวางท่าและสร้างภาพด้วยการให้คำชี้แนะ เพราะลงท้าย ไม่เพียงแต่จะล้มเหลว ยังกลายเป็นคนถูกชี้แนะเสียเอง แค่วันนี้ก็อับอายขายหน้าอย่างสาหัสแล้ว…

ซ่งเชาแทบจะคลั่ง

ในฐานะปรมาจารย์ เขาสามารถล่วงรู้เจตนาและความคิดที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของคนอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย แต่กับชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า ดูเหมือนเขาจะไม่ทำตัวตามสามัญสำนึกใดๆ เสียเลย เล่นเอาซ่งเชารู้สึกเหมือนโดนทุบหัว ทุกการกระทำของอีกฝ่ายทำให้เขาปวดเศียรเวียนเกล้าไปหมด

“ปรมาจารย์จาง คุณจะขายหุ่นโลหะไร้วิญญาณให้ผมในราคาหินวิเศษสี่หมื่นก้อนจริงๆ หรือ?”

ซ่งเชาอดรนทนไม่ไหว เขาก้าวออกมา

“คุณมีเงินไหม? ถ้าจ่ายไม่ไหว ก็จบ!”

จางเซวียนเก็บหุ่นโลหะไร้วิญญาณเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติ และเตรียมตัวจะจากไป

“ผมซื้อ…”

ซ่งเชารีบบอกด้วยใบหน้าแดงก่ำ

ฟึ่บ!

หลังจากพูดจบ หินวิเศษกองเท่าภูเขาก็ปรากฎขึ้นต่อหน้าต่อตา รวมสี่หมื่นก้อนพอดี

“เอ้า หุ่นโลหะเป็นของคุณแล้ว!” จางเซวียนเก็บหินวิเศษและยื่นหุ่นโลหะไร้วิญญาณให้อีกฝ่าย จากนั้นก็หันหลังกลับและเดินจากไป

“ขอบคุณปรมาจารย์จาง…”

เมื่อได้หุ่นโลหะไร้วิญญาณมาแล้ว ซ่งเชาก็รีบเก็บเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติของเขาเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจขึ้นมา แต่ทันทีที่เก็บหุ่นเสร็จ เขาก็ตัวแข็งไป อยากเอาหัวโขกเสาหินที่ไหนสักแห่งให้ตายไปเสียรู้แล้วรู้รอด

“ผมหลงกลอีกแล้ว! หินวิเศษสี่หมื่นก้อนของผม…”

มันเรื่องอะไรเขาถึงไม่ยอมต่อราคาเลย? เห็นชัดๆ ว่าเขาเข้าภวังค์ไปกับการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์อีกครั้ง ทำให้ควักหินวิเศษกองใหญ่ขนาดนั้นออกมาง่ายๆ …

ทั้งหมดนั่นคือทรัพย์สมบัติที่เขาเก็บสะสมมาหลายต่อหลายปี ไม่นึกเลยว่าจะใช้ทีเดียวหมดง่ายๆ แบบนี้…ทำไมจะต้องบ้าบอขนาดนั้น?

หมอนั่นเป็นปีศาจชนิดไหน?

“ยินดีด้วยนายน้อย ในที่สุดคุณก็ได้หุ่นโลหะไร้วิญญาณมา…” ผู้อาวุโสประสานมือ

“ไปให้พ้น!”

ซ่งเชาอารมณ์เสียอย่างหนักอยู่แล้ว เมื่อได้ยินคำแสดงความยินดี ก็หัวร้อนขึ้นมาทันที

“เอ่อ…ได้!”

ผู้อาวุโสเกาหัวอย่างงุนงงสงสัย นายน้อยเป็นอะไรไป สมองได้รับความเสียหายบ้างหรือเปล่า?

จางเซวียนเดินกลับห้องด้วยความเริงร่าสุดขีดที่ได้หินวิเศษมาอีกสี่หมื่นก้อนโดยไม่ต้องพยายามเลย เขาสะบัดข้อมือหนึ่งครั้ง และชั้นหนังสือหลายชั้นก็ปรากฎขึ้นตรงหน้า

ด้วยหินวิเศษที่ได้มา เขาจะไม่ต้องกังวลใจกับการเพิ่มระดับวรยุทธไปได้อีกระยะหนึ่ง

เรื่องด่วนตอนนี้คือการอ่านหนังสือให้ได้มากขึ้นเพื่อที่จะได้ยกระดับวรยุทธ

จางเซวียนไล่นิ้วไปตามชั้นหนังสือ และหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่เหมือนกันเป๊ะก็ปรากฎในหัว

ไม่ช้า หนังสือเทคนิควรยุทธและเทคนิคการต่อสู้ที่ประธานไซ่รวบรวมมาให้ก็ถูกถ่ายโอนเข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้า

“ประมวล!”

จางเซวียนวางหนังสือเทคนิควรยุทธของนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 -อายุขัยยืนยาวไว้ด้วยกัน และตั้งสมาธิ

ฟึ่บ!

หนังสือใหม่เอี่ยมหนึ่งเล่มปรากฎขึ้นในหัวของเขา

จางเซวียนรีบพลิกดู

“นักรบเหนือมนุษย์ หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อนักรบทะลุมิติ เป็นชื่อของระดับขั้นวรยุทธที่เหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไป แต่ละขั้นจะมีพละกำลังห่างกันมาก ในการที่จะสำเร็จเป็นนักรบเหนือมนุษย์ ผู้นั้นจะต้องงดเว้นการใช้พละกำลังในร่างกาย และหันมารวบรวมเอาพลังจิตวิญญาณจากในอากาศแทน ผู้ที่ใช้พลังงานจากวัตถุนั้น แม้จะปราดเปรื่องแต่ก็มีอายุขัยสั้น แต่ผู้ที่ใช้พลังจิตวิญญาณ จะทั้งปราดเปรื่องและมีอายุขัยยืนยาว…”

รายละเอียดมากมายปรากฎออกมา

หลังจากผ่านไปอีกครู่ใหญ่ จางเซวียนก็ระบายลมหายใจยาวและลืมตาขึ้น

เขาทำความเข้าใจหลักการของเคล็ดวิชาเทียบฟ้าเหนือมนุษย์ขั้น 1 แล้ว และตอนนี้ก็พร้อมจะฝึกฝน

“เริ่มเลย!”

เขาลงนั่งขัดสมาธิบนเตียง สะบัดข้อมือ และนำหินวิเศษออกมา จางเซวียนขับเคลื่อนพลังปราณตามวิธีการที่เทคนิควรยุทธระบุไว้ เขาเริ่มซึมซับพลังจิตวิญญาณจากหินวิเศษทันที

เคร้ง!

แค่ 2 อึดใจต่อมา หินวิเศษก้อนนั้นก็แหลกเป็นผุยผง

“ฮะ? เอาแบบนี้เลย…”

จางเซวียนหน้าเบ้

หินวิเศษเป็นสมบัติจากธรรมชาติ พวกมันมีพลังจิตวิญญาณอยู่ภายใน และแต่ละก้อนก็ใสกระจ่าง…หากจะว่ากันตามเหตุผล ก็ย่อมจะแข็งแกร่งทนทานมาก ทำไมแค่แป๊บเดียวก็แหลกสลายแบบนี้?

เขาก้มหน้าลงประเมินสถานการณ์ จากนั้นก็มีสีหน้าประหลาด

“พลังจิตวิญญาณที่อยู่ภายใน…ถูกซึมซับไปหมดแล้วหรือ?”

เมื่อมองดูหินวิเศษที่แหลกสลายอยู่บนพื้น มันมีสีขาว ชวนให้นึกถึงขี้เถ้า แน่นอนว่าพลังจิตวิญญาณที่อยู่ภายในได้ถูกซึมซับไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว

“เอ่อ…แล้วจะต้องใช้หินวิเศษสักเท่าไร เราถึงจะฝ่าด่านวรยุทธไปเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 ได้?”

จางเซวียนถึงกับปวดหัว

เขาคิดว่าหินวิเศษสักหลายร้อยก้อนก็น่าจะเพียงพอให้เขาได้เป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 แล้ว และในเมื่อตอนนี้ก็มีอยู่ในครอบครองหลายหมื่นก้อน ก็ยิ่งน่าจะเป็นเรื่องง่าย แต่ดูเหมือนเขาจะประเมินอัตราการซึมซับพลังของตัวเองต่ำไป

การเป็นนักรบเหนือมนุษย์ก็หมายถึงการพัฒนาขึ้นจนเหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป

ร่างกายของเขาได้การฟูมฟักจากพลังปราณเทียบฟ้า ทำให้เหนือชั้นกว่าคนธรรมดา ดังนั้น ความยากในการก้าวจากความเป็นมนุษย์ไปสู่ขั้นต่อๆ ไปก็ยิ่งยากขึ้นกว่าคนอื่นเป็นร้อยเท่า

มันเป็นเรื่องง่ายที่จะขยายอะไรสักอย่างที่มีรังสีระยะ 1 เมตรให้กว้างขึ้นเป็น 2 เท่า แต่การขยายมหาสมุทรให้กว้างขึ้นเป็น 2 เท่านั้น…ยากกว่ากันมาก!

ตัวจางเซวียนก็เป็นแบบเดียวกัน

ด้วยการบ่มเพาะจากหอสมุดเทียบฟ้า ร่างกายและจิตวิญญาณของเขาจึงเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นมาก ทำให้เหนือชั้นกว่านักรบที่มีระดับวรยุทธขั้นเดียวกัน แต่สิ่งนี้ก็ทำให้การฝ่าด่านวรยุทธเป็นไปได้ยากขึ้น

“ถ้าต้องซึมซับพลังจิตวิญญาณจากมันทีละก้อน ไม่ทันไรก็คงเหนื่อยตายเสียก่อน…”

ตอนนี้จางเซวียนมีหินวิเศษอยู่หลายหมื่นก้อนแล้ว ถือว่าเกินพอสำหรับการฝ่าด่านวรยุทธ แต่พลังจิตวิญญาณที่มีอยู่ในหินวิเศษขั้นต่ำเหล่านี้ล้วนแต่มีจำกัด และอัตราการใช้พลังจิตวิญญาณของเขาก็สูงมาก…หากยังเป็นแบบนี้ต่อไป การฝึกฝนวรยุทธก็จะต้องหยุดชะงักทุก 2 อึดใจเพื่อเปลี่ยนหินวิเศษก้อนใหม่ คงไม่ดีแน่!

ใครจะรู้ว่าอีกนานแค่ไหนกว่าเขาจะได้เป็นนักรบเหนือมนุษย์ หากต้องใช้วิธีเตาะแตะแบบนี้?

ต่อให้มีน้ำอยู่ในขวดใบหนึ่งมากพอที่จะดับกระหาย แต่หากดื่มได้แค่ทีละหยด ก็คงขาดน้ำตายเสียก่อน

พูดง่ายๆ ก็คือ จางเซวียนต้องหาวิธีซึมซับพลังจิตวิญญาณจากหินวิเศษเหล่านี้ให้ได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องหยุดชะงัก

“ค่ายกล!”

เขาขมวดคิ้ว และอาชีพหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของจางเซวียน

การถือหินวิเศษไว้ทีละก้อนขณะยกระดับวรยุทธคงไม่ดีแน่ หากต้องการให้หินวิเศษหลายร้อยหรือหลายพันก้อนมอบพลังจิตวิญญาณให้เขารวดเดียวพร้อมๆ กัน ก็เหลืออยู่วิธีเดียว…ค่ายกล!

เมื่อตอนที่จางเซวียนทำลายล้างตระกูลหลิน เขาได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับค่ายกลอยู่หลายเล่ม และเรียนรู้ว่ามี ‘ค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณ’ ที่สามารถสกัดพลังจิตวิญญาณจากหินวิเศษจำนวนหนึ่งและนำมารวบรวมไว้ในพื้นที่เดียวกันได้

หากเขามีค่ายกลชนิดนั้น ก็แค่นำหินวิเศษใส่ลงไป จากนั้นพลังจิตวิญญาณที่อยู่ภายในก็จะถูกส่งออกมาโดยอัตโนมัติ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น การยกระดับวรยุทธของเขาจะราบรื่นขึ้นอีกมาก

“ต้องไปหาค่ายกลแบบนั้นมา!”

จางเซวียนลุกขึ้นยืน

เมื่อระดับวรยุทธสูงขึ้น ความต้องการพลังจิตวิญญาณของเขาก็สูงขึ้นด้วย ถึงเขาจะมีหินวิเศษมากพอ แต่การยกระดับวรยุทธก็ทำได้ยากกว่าเดิมมาก

จางเซวียนเดินออกจากห้องเพื่อไปตามหาประธานไซ่

“ประธานไซ่ ไม่ทราบว่าในเมืองหงไห่มีสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลหรือเปล่า? ถ้ามี คุณช่วยพาผมไปที่นั่นได้ไหม?”

ประธานไซ่มองหน้าจางเซวียนและให้คำตอบ “ในฐานะศูนย์กลางการค้าขายขนาดใหญ่ ไม่มีเหตุผลที่เมืองหงไห่จะไม่มีสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกล ปรมาจารย์จางอยากซื้อแผ่นค่ายกลสำหรับการเดินทางไปสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณหรือ?”

แผ่นค่ายกลคือค่ายกลย่อส่วนที่สามารถพกพาติดตัวไปไหนมาไหนได้ง่าย ต่อให้ผู้นั้นไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลก็สามารถใช้งานมันได้ เพียงแค่ถ่ายทอดพลังปราณเข้าไป ดังนั้น แผ่นค่ายกลจึงเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ของสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลที่ผู้คนตามหาซื้อกันมากที่สุด

การเดินทางไปเยือนสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณเต็มไปด้วยอันตราย หากมีค่ายกลอยู่ในมือ จางเซวียนก็จะอุ่นใจในความปลอดภัยของเขาขึ้นมาได้อีกระดับหนึ่ง

“แผ่นค่ายกล? ใช่, ผมอยากไปดูว่าที่นั่นมีอะไรน่าซื้อบ้าง!”

จางเซวียนพยักหน้า

หากเขาหาแผ่นค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณได้สักอันหนึ่ง ก็สามารถพกติดตัวและนำมาใช้ได้ทุกเวลาที่ต้องการ ซึ่งแน่นอนว่าจะสะดวกกว่าค่ายกลจริงๆ มาก

“เพื่อนเก่าของผมเป็นประธานสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกล, ประธานเจิ้งจิ่งเฟิง เขามีแผ่นค่ายกลในระดับขั้นสูงสุดเท่าที่มีในเมืองหงไห่ ให้ผมพาคุณไปที่นั่นก็แล้วกัน ผมแน่ใจว่าคุณจะหาสิ่งที่พอใจได้” ประธานไซ่ตอบ

“ถ้าอย่างนั้น ผมต้องขอรบกวนประธานไซ่ด้วย” รู้ดีว่านี่คือการแสดงความปรารถนาดีจากอีกฝ่ายจางเซวียนจึงไม่อยากปฏิเสธ

สมาคมนักตรวจสอบสมบัติมีบทบาทสำคัญในเมืองหงไห่ มันจึงตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมือง ไม่ห่างจากสมาคมอื่นๆ ดังนั้น อีกสิบนาทีต่อมาพวกเขาก็มาถึงสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกล

ก่อนหน้านี้ ที่อาณาจักรเทียนหวู่ จางเซวียนก็เคยแวะไปที่สมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลเพื่ออ่านหนังสือที่มีอยู่ในนั้น แต่ถ้าเปรียบเทียบกับสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้ สมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลที่อาณาจักรเทียนหวู่ก็ไม่ได้เรื่องเลยสักนิด

ประตูทางเข้าสมาคมนั้นสูงใหญ่และโอ่อ่า มีอักษร 8 ตัวสลักไว้บนนั้น ให้ความรู้สึกลึกลับอย่างมาก

เมื่อก้าวเข้าไปในสมาคม จางเซวียนก็รู้สึกได้ทันทีว่าบรรยากาศรอบตัวเขาเปลี่ยนแปลงไป อุณหภูมิในนั้นกำลังสบาย และออกจะชุ่มชื้นเล็กน้อย มีพลังจิตวิญญาณเข้มข้นล่องลอยอยู่โดยรอบ ให้ความรู้สึกราวกับเดินเข้าไปชมสวนดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ ความรู้สึกผ่อนคลายและเงียบสงบอย่างเกินจะบรรยายเข้าท่วมท้นตัวเขา

“โห…”

จางเซวียนกระพริบตาปริบๆ

นี่มันปลายฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาวก็ใกล้เข้ามาแล้ว ที่นี่ยังอบอุ่นราวกับฤดูใบไม้ผลิได้อย่างไร?

“ประธานสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลได้จัดวางค่ายกลไว้ที่นี่ เพื่อให้เป็นฤดูใบไม้ผลิตลอดเวลา…” เห็นสีหน้าของจางเซวียน ประธานไซ่ก็รู้ทันทีว่าคิดอะไรอยู่ เขาลูบเครา “อย่าห่วงเลย ค่ายกลนี้ให้ความอุ่นสบายเท่านั้น ไม่มีอานุภาพทำลายล้างใดๆ จึงไม่มีอะไรให้ต้องกังวล!”

“จัดวางค่ายกลที่ซับซ้อนขนาดนี้เพียงเพื่อความสบาย…สุดยอดท่านประธานจริงๆ !” จางเซวียนออกความเห็นอย่างยำเกรง

การจัดวางค่ายกลขนาดใหญ่แบบนี้ไว้ในพื้นที่จำกัดอย่างภายในสมาคมถือเป็นงานที่ยากมาก ประธานสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลแห่งสมาพันธุ์นานาอาณาจักรช่างเก่งกาจเสียจริงๆ ลำพังแค่ตัวค่ายกลนี้ก็น่าจะเป็นเกรด 3 ขั้นสูงสุด หรือไม่ก็เกรด 4!

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!