ตอนที่ 838 พบปรมาจารย์ขงอีกครั้ง
ฟู่!
เวลาผ่านไปอีกครู่ใหญ่ จางเซวียนถอนหายใจเฮือกอย่างโล่งอก ประกายคมปลาบปรากฏขึ้นในดวงตาของเขา
ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของเราเพิ่มขึ้นอีก 2.0!
ด้วยอานุภาพของลายมือบ่มเพาะจิตวิญญาณที่เขาเพิ่งได้รับ ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของจางเซวียนจึงเพิ่มขึ้นจาก 19.1 ไปเป็น 21.1
เงื่อนไขพื้นฐานของการเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวก็คือต้องมีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่ 21 พูดอีกอย่างก็คือ ในแง่ของระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ จางเซวียนเทียบเท่ากับปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวแล้ว!
สำหรับปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวคนหนึ่งที่มีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณเทียบเท่ากับปรมาจารย์ระดับ 7 ดาว หากใครล่วงรู้เรื่องนี้ คงพากันช็อกตายเป็นแถบๆ
เรื่องยากที่สุดที่ทำให้ปรมาจารย์ส่วนใหญ่ต้องชะงักกลางทางไม่ใช่ระดับวรยุทธหรืออาชีพรองรับ แต่เป็นระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ
คราวนี้ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของเขาเพิ่มขึ้นทีเดียวถึง 2.0 ถือว่าการเดินทางไม่เสียเปล่า
ขณะที่จางเซวียนกำลังจะหยิบม้วนกระดาษขึ้นมา ก็เกิดแสงสว่างวาบ ชายหนุ่มท่าทางทรงภูมิในเสื้อคลุมสีขาวคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น
มันเป็นเพียงภาพลวงตาจากแสงสว่าง แต่ร่างของชายหนุ่มคนนั้นดูชัดเจนราวกับเป็นคนจริงๆ
“ไม่ตกหลุมพรางของความเคารพเชื่อมั่น แถมยังหาข้อบกพร่องในการหยั่งรู้ของผมเจอด้วย คุณทำได้ดีมาก!”
ชายหนุ่มดูมีอายุราว 20 ต้นๆ เขายิ้มน้อยๆและมองจางเซวียนอย่างชื่นชม
จางเซวียนตาโตและถึงกับผงะไป “คุณคือปรมาจารย์ขง?”
ร่างที่อยู่ตรงหน้าเขาอาจจะยังหนุ่ม แต่มีประพิมพ์ประพายคล้ายกับชายชราที่เขาได้พบที่อาณาจักรเทียนหวู่เมื่อครั้งได้รับการยกย่องให้เป็นปรมาจารย์ฟ้าประทานเป็นครั้งแรก
เป็นไปได้ว่าอีกฝ่ายคือปรมาจารย์ขงในวัยหนุ่ม
ตำนานระบุว่าปรมาจารย์ขงได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 9 ดาวก่อนอายุ 30 ปี และพวกเขาก็อยู่ที่แท่นสถาปนาเซียนซึ่งเป็นสถานที่ที่ปรมาจารย์ขงได้สำเร็จวรยุทธระดับเซียน ปรมาจารย์ที่เห็นอยู่ตรงหน้าน่าจะเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว ดังนั้น หากกะคร่าวๆ อายุของอีกฝ่ายก็คงจะอยู่ในวัย 20 ต้นๆเช่นกัน
“แซ่ของผมคือแซ่ขง”
ปรมาจารย์ขงในวัยหนุ่มหัวเราะหึๆ “ตอนนี้ผมเป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของเจตจำนง จึงไม่อาจรักษาสภาพไว้ได้นานนัก ในเมื่อคุณค้นพบข้อบกพร่องในการเรียนรู้ของผมและตีความเจตนาที่แท้จริงของผมได้อย่างถูกต้อง ก็หมายความได้อย่างเดียวว่าวาสนาของเราต้องกัน ม้วนกระดาษในมือของคุณนั้นมีเทคนิควรยุทธที่ผมใช้เมื่อครั้งฝ่าด่านวรยุทธไปสู่ระดับเซียน ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนให้ดี บางทีมันอาจเป็นประโยชน์ต่อการฝึกฝนวรยุทธในอนาคตของคุณ”
“ในม้วนกระดาษนี้คือเทคนิควรยุทธของคุณ?” จางเซวียนชำเลืองมองม้วนกระดาษ
เนื้อหาที่อยู่ในม้วนกระดาษนั้นเหมือนกันกับที่จารึกไว้บนหน้าผา แตกต่างเพียงอย่างเดียวตรงที่ในม้วนกระดาษนี้เป็นลายมือของปรมาจารย์ขงและมีรังสีอันยิ่งใหญ่ของเขา
เมื่อตอนที่อยู่ข้างนอก จางเซวียนก็ได้ใช้หอสมุดเทียบฟ้าวิเคราะห์ถ้อยคำบนหน้าผาแล้ว แต่กลับไม่เห็นเทคนิควรยุทธใดๆเลย
หรือเขาไม่ได้ดูให้ถี่ถ้วนพอ?
ดูเหมือนจะต้องพิจารณาให้ละเอียดลออกว่านี้เมื่อมีเวลา
“ยิ่งไปกว่านั้น ถ้อยคำเหล่านี้ยังมีลมหายใจและวิญญาณของผมหลังจากที่สำเร็จวรยุทธขั้นเซียนแล้วด้วย ใช้มันให้ดี มันจะเป็นประโยชน์กับคุณมาก!”
ปรมาจารย์ขงในวัยหนุ่มพูดยิ้มๆ “ผมขอจบเพียงเท่านี้ เพราะถึงอย่างไรการฝึกฝนวรยุทธก็เป็นการเดินทางของแต่ละคน ตั้งใจและหมั่นเพียรฝึกฝนให้หนัก บางทีวาสนาอาจนำพาให้เราได้พบกันอีก!”
หลังจากพูดจบ ภาพตรงหน้าจางเซวียนก็ค่อยๆพร่าเลือนและสั่นสะท้าน ดูพร้อมจะเสื่อมสลายไปได้ทุกขณะ
เมื่อเห็นว่าปรมาจารย์ขงกำลังจะหายตัวไป จางเซวียนจะยอมเสียเวลาได้อย่างไร? เขาทิ้งเรื่องเทคนิควรยุทธไว้ก่อนแล้วละล่ำละลักถาม “รอเดี๋ยว! ผมยังมีคำถาม จากตำนานโบร่ำโบราณ ผมรู้มาว่าคุณมีสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิด ไม่ทราบว่าคุณรักษามันได้อย่างไร?”
เขารู้ว่าปรมาจารย์ขงเองก็ต้องทนทุกข์ทรมานกับสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิด และโอกาสที่จะได้ไต่ถามเรื่องนี้กับอีกฝ่ายก็แสนยาก เขาจะปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือไปไม่ได้ง่ายๆ
“คุณก็มีสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดหรือ?” ปรมาจารย์ขงในวัยหนุ่มชะงักไป
“ใช่แล้ว!” จางเซวียนละล่ำละลัก “ผมจะแก้ปัญหาได้อย่างไร?”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ผมก็ไม่ได้โดดเดี่ยวสินะ!”
แทนที่จะให้คำตอบ ปรมาจารย์ขงตาลุกวาวและหัวเราะอย่างสบายใจ “สุดท้ายก็มีใครอีกคนที่เหมือนกับผม เยี่ยมเลย”
ฟึ่บ!
ยังพูดไม่ทันขาดคำ ร่างของปรมาจารย์ขงในวัยหนุ่มก็หายวับไป พร้อมกับน้ำเสียงที่ค่อยๆจางหายไปจากห้องนั้น
เศษเสี้ยวหนึ่งของเจตจำนงที่ถูกทิ้งไว้ตั้งแต่หลายหมื่นปีก่อนไม่อาจคงสภาพอยู่ได้นานนัก ที่อยู่ได้นานขนาดนี้ก็ถือว่าบุญโขแล้ว
จางเซวียนแทบจะคลุ้มคลั่ง
คุณยังไม่ได้ตอบคำถามของผมเลย
เจ้าหนุ่มคนนั้นคือปรมาจารย์ขงจริงๆหรือเปล่า?
ว่ากันว่าปรมาจารย์ขงมีจิตใจโอบอ้อมอารีต่อโลกใบนี้ ยอมแบกรับสวัสดิภาพของมวลมนุษย์ไว้บนบ่าของเขา เป็นคนดีอย่างนั้นอย่างนี้?
แล้วทำไมถึงทำตัวแบบนี้ล่ะ?
รู้ทั้งรู้ว่าเราได้รับผลกระทบจากสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิด ไอ้การไม่ยอมบอกวิธีรักษาก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ทำท่าตื่นเต้นราวกับว่าไม่ใช่ตัวเองคนเดียวที่เป็น มีเพื่อนร่วมชะตากรรมด้วย คุณดีอกดีใจที่เห็นคนอื่นโชคร้ายแบบคุณหรือ?
ยิ่งไปกว่านั้น ยังบอกว่าเยี่ยม? เยี่ยมกับผีอะไร!
จางเซวียนหน้าดำคร่ำเครียด เขานึกว่าคงเป็นโอกาสดีที่จะได้ค้นหาความลับเรื่องสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดเมื่อได้พบกับเจตจำนงของปรมาจารย์ขง แต่ใครจะไปรู้ว่านอกจากเขาจะไม่ได้อะไรเลย ยังถูกหัวเราะเยาะด้วย
ช่างมันเถอะ ปรมาจารย์ขงในวัยนี้อาจยังไม่พบวิธีการแก้ไขก็ได้ จางเซวียนปลอบใจตัวเอง
เพราะเจตจำนงที่ถูกทิ้งไว้นี้เป็นช่วงเวลาหลังจากที่ปรมาจารย์ขงได้สำเร็จวรยุทธระดับเซียน อย่างมากที่สุดเขาก็คงเป็นแค่ปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว ในเมื่อยังไม่ได้รักษาสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดของตัวเอง ก็คงไม่แปลกที่เขาจะไม่รู้วิธีแก้ไข
หากอยากรู้วิธีรักษา จางเซวียนก็จะต้องหาตัวปรมาจารย์ขงที่เป็นปรมาจารย์ระดับ 9 ดาวให้เจอ
จางเซวียนส่ายหัวและปัดเรื่องน่าหงุดหงิดใจให้พ้นตัวไปก่อน แล้วหันมาศึกษาม้วนกระดาษในมือ
ม้วนกระดาษนั้นทำจากเยื่อไผ่ แม้จะเก่าคร่ำคร่าหลายหมื่นปีแล้ว ก็ยังไม่มีร่องรอยของการบุบสลายหรือฉีกขาดแม้แต่น้อย
จางเซวียนพินิจพิจารณาถ้อยคำที่อยู่บนนั้นอย่างถี่ถ้วน และได้รู้ว่ามันไม่ได้ถูกจารึกด้วยน้ำหมึก แต่เป็นการจารึกด้วยวิธีการพิเศษที่ทำให้ถ้อยคำแลดูงดงามเป็นพิเศษ
ถ้าเราศึกษาลายมือนี้อย่างถี่ถ้วนจนเชี่ยวชาญ ความก้าวหน้าในวิชาชีพจิตรกรจะต้องเพิ่มขึ้นอีกแน่ จางเซวียนคิดอย่างตื่นเต้นขณะที่รู้สึกได้ถึงแรงบันดาลใจที่พลุ่งพล่านอยู่ภายในถ้อยคำเหล่านั้น
ในฐานะปรมาจารย์คนแรก ปรมาจารย์ขงมีทักษะเชี่ยวชาญในหลากหลายอาชีพ และอาชีพจิตรกรก็เป็นหนึ่งในนั้น แม้เขาจะเป็นแค่ปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวเมื่อครั้งที่จารึกถ้อยคำเหล่านี้ แต่ความรู้ความเข้าใจในวิชาชีพจิตรกรของเขาก็เทียบเท่ากับจิตรกรระดับ 7 ดาวหรือแม้แต่ระดับ 8 ดาวแล้ว
ถ้าจางเซวียนสามารถศึกษาลายมือปรมาจารย์ขง ความรู้ในวิชาชีพจิตรกรของเขาก็คงพัฒนาขึ้นไปสู่ระดับ 6 ดาวหรือ 7 ดาวได้โดยไม่ยาก
ในส่วนของเทคนิควรยุทธที่ปรมาจารย์ขงพูดถึงก่อนหน้านี้ จางเซวียนยังหาอะไรไม่เจอ ดูเหมือนเขาคงต้องสืบเสาะและค้นหาความลับที่อยู่ภายในนั้นไปทีละน้อย
รู้ดีว่าหลัวลั่วชิงกำลังรอเขาอยู่ จางเซวียนกำลังจะเก็บม้วนกระดาษเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติ ก็พอดีกับที่รู้สึกถึงอะไรบางอย่าง เขามองไปรอบๆ และเมื่อแน่ใจว่าหลัวลั่วชิงไม่อยู่แถวนั้น ก็หยิบหนังสือออกมาจากเสื้อคลุม
มันคือหนังสือเทียบฟ้าที่กักขังไอ้โหดเอาไว้ภายใน
ก่อนหน้านี้ เพราะความเกรงกลัวว่าจะถูกยำเละหลังจากที่ตัวเองทำลายหน้าผาของแท่นสถาปนาเซียน จางเซวียนจึงหยิบหนังสือออกมาจากแหวนเก็บสมบัติไว้ก่อนเพื่อเตรียมรับมือกับอะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้นกับเขา
จางเซวียนเปิดหนังสือออก และถามหัวใจ “มีอะไร?”
หมอนั่นเต้นตุบๆอย่างบ้าคลั่งราวกับพยายามจะบอกอะไรบางอย่าง
“นั่นคือลายมือปรมาจารย์ขง มีเจตจำนงของเขาอยู่ในนั้น ทำไมคุณถึงไม่ให้ผมได้ซึมซับมัน? ด้วยลายมือของปรมาจารย์ขง พละกำลังของผมจะฟื้นคืนขึ้นมาอีกไม่น้อย และจะช่วยเหลือคุณได้มากขึ้น!” ไอ้โหดพูดอย่างกระหาย
“อย่าแม้แต่จะคิด!”
จางเซวียนดีดนิ้วใส่หัวใจที่อยู่ในหนังสือโดยไม่ลังเล
นั่นคือลายมือปรมาจารย์ขง สมบัติที่ประเมินค่ามิได้ เขาจะปล่อยให้ตกไปอยู่ในมือของไอ้โหดได้อย่างไร?
“คุณก็จดจำถ้อยคำในนั้นได้หมดแล้วนี่ ม้วนกระดาษก็ไม่มีความหมายอะไรแล้ว ถ้าผมได้ซึมซับมัน ผมจะได้ชำระเจตนาสังหารของผมให้บริสุทธิ์ขึ้นและเป็นไปตามแนวทางที่เหมาะสมมากขึ้น อันที่จริง ผมอาจทำได้ถึงขนาดเลียนแบบรังสีของปรมาจารย์ขงเพื่อไว้สั่งสอนบทเรียนให้กับคนอื่นๆแทนคุณด้วยนะ!”
เมื่อโดนจางเซวียนดีดนิ้วใส่เข้าให้ ไอ้โหดหมุนติ้วอยู่หลายรอบก่อนจะหยุดนิ่ง แต่ด้วยความที่ไม่อยากพลาดโอกาสที่จะได้ฟื้นคืนพละกำลังของตัวเอง จึงละล่ำละลักพูดต่อทันทีที่หายหัวหมุน “ถึงอย่างไรผมก็ถูกหนังสือเล่มนี้ของคุณกักขังไว้ ไม่ต้องห่วงว่าผมจะหลุดรอดออกไปได้หรอก แต่ถ้าผมยิ่งแข็งแกร่งขึ้นมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น”
“อย่าแม้แต่จะฝัน! ฉันจะหาวิธีฟื้นคืนพละกำลังของแกทีหลัง!” จางเซวียนโบกมือก่อนจะเก็บทั้งม้วนกระดาษและหนังสือ
กว่าเขาจะได้ลายมือปรมาจารย์ขงมาก็ยากเย็น จึงไม่อาจปล่อยให้ใครได้ใช้มันง่ายๆ อีกอย่าง เขาได้สิ่งนี้มาก็ด้วยความช่วยเหลือของหลัวลั่วชิง มันจึงควรจะเป็นทั้งของเขาและของเธอด้วย
เขาจะต้องปรึกษาหารือกับเธอก่อนว่าจะทำอย่างไรกับม้วนกระดาษนี้
แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่ไอ้โหดพูดถูก ยิ่งมันแข็งแกร่งขึ้นเท่าไหร่ เขาก็จะยิ่งปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น
จางเซวียนเชื่อมั่นในประสิทธิภาพของหนังสือเทียบฟ้า เขาจึงไม่ห่วงเรื่องที่ไอ้โหดจะลุกขึ้นมาเหิมเกริมใส่ และอีกอย่าง ต่อให้ใครหรืออะไรจะมีอานุภาพแค่ไหน จะสูงส่งไปกว่าสวรรค์ได้หรือ? ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถึงอย่างไรไอ้โหดก็ยังต้องเชื่อฟังคำสั่งของเขาอยู่ดี
แต่ช่างมันเถอะ เรื่องนี้ไว้ค่อยคิดทีหลัง มาครุ่นคิดตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์ จางเซวียนส่ายหน้าแล้วเดินออกไปนอกกระท่อม
ครู่ต่อมา เขาก็เห็นร่างของหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ในทุ่งหญ้าไม่ห่างออกไปนัก แต่ด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง ร่างนั้นดูเศร้าๆและสิ้นหวัง
เมื่อรู้สึกได้ว่าจางเซวียนกำลังเดินมา หญิงสาวหันมายิ้มให้แล้วถามว่า “เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ผมได้รับประโยชน์มากทีเดียวแหละ แล้วคุณล่ะ? คุณได้ในสิ่งที่คุณตามหาหรือเปล่า?” จางเซวียนย้อนถาม
อีกฝ่ายบอกว่ามาที่นี่เพื่อหาทางยืนยันข้อสันนิษฐานบางอย่างของเธอ พวกเขาได้ค้นพบตำแหน่งที่แท้จริงที่ปรมาจารย์ขงสำเร็จวรยุทธระดับเซียนแล้ว แต่ส่วนเรื่องของเธอจะสำเร็จหรือไม่นั้นยังไม่รู้
“ฉันพบอะไรบางอย่าง แต่ช่างมันเถอะ อย่าไปพูดถึงมันเลย”
หลัวลั่วชิงส่ายหน้าและไม่เต็มใจจะพูดต่อ “คุณได้รับประโยชน์จากลายมือบ่มเพาะจิตวิญญาณก็ดีแล้ว การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้สูญเปล่า เอาล่ะ ฉันคิดว่าเราควรจะไปกันเสียที!”
“ใช่” จางเซวียนพยักหน้าก่อนจะพลันนึกได้ถึงม้วนกระดาษ เขาหยิบมันออกมาจากแหวนเก็บสมบัติ “ในเมื่อเราค้นพบสิ่งนี้ร่วมกัน คุณก็มีส่วนเป็นเจ้าของมันด้วย คุณคิดจะจัดการกับมันอย่างไร?”
หลัวลั่วชิงยิ้ม “คุณต่างหากที่เป็นคนค้นพบมิติลี้ลับแห่งนี้ เพราะฉะนั้นมันจึงควรเป็นของคุณ”
หลัวลั่วชิงรู้ดีว่าการค้นพบมิติลี้ลับนี้ไม่ใช่ความตั้งใจของจางเซวียนที่จะทำลายหน้าผา แต่เป็นเพราะเขาได้ผ่านบททดสอบบางอย่างที่ปรมาจารย์ขงทิ้งไว้ จึงส่งผลให้กลไกบางอย่างถูกเปิดใช้งาน
จางเซวียนส่ายหน้า “ไม่ดีหรอก เราพบมันด้วยกัน ผมจะเก็บไว้เป็นของตัวเองได้อย่างไร?”
ถ้าไม่ใช่เพราะหลัวลั่วชิงพาเขามา เขาก็คงไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีแท่นสถาปนาเซียน อย่าว่าแต่จะมาถึงที่นี่เลย
อย่างน้อยที่สุดเขาก็ได้รับการบ่มเพาะจากลายมือบ่มเพาะจิตวิญญาณแล้ว แต่เธอยังไม่ได้อะไรสักอย่าง เรื่องนี้ทำให้จางเซวียนออกจะรู้สึกผิดที่จะเก็บม้วนกระดาษไว้เป็นสมบัติของตัวเอง
เห็นทีท่าของจางเซวียน หลัวลั่วชิงหัวเราะเบาๆ “ในโลกนี้น่ะไม่มีใครที่ไม่อยากเก็บลายมือของปรมาจารย์ขงไว้เป็นสมบัติส่วนตัวหรอก มีแต่คุณนี่แหละที่พยายามจะนำมาให้ฉัน”
ของสิ่งนี้ไม่ใช่ต้นหญ้าริมทาง แต่เป็นลายมือของปรมาจารย์ขงนะ!
แม้แต่ตระกูลนักปราชญ์ก็ยังรบราฆ่าฟันกันเพื่อจะให้ได้มา แต่หมอนี่กลับไม่สนใจใยดีเลย บอกไม่ถูกว่าเขาเป็นคนโง่เง่าหรืออะไรกันแน่
“เอาเถอะ ม้วนกระดาษนี้ไม่มีประโยชน์กับฉัน ถ้าฉันอยากได้ ก็ยังมีวิธีที่จะหามาให้ได้อีก ม้วนนี้คุณเก็บเอาไว้เถอะ” หลัวลั่วชิงพูด
“ไม่มีประโยชน์สำหรับคุณ?” จางเซวียนชะงัก
แม้เขาจะไม่รู้ว่าเหตุใดของล้ำค่าขนาดนี้ถึงไม่มีประโยชน์กับหลัวลั่วชิง แต่ก็ดูเหมือนเธออยากให้เขารับไว้จริงๆ
เราเองก็ไม่แน่ใจนะเรื่องตระกูลลูกหลานนักปราชญ์ แต่บางทีพวกเขาอาจจะมีลายมือปรมาจารย์ขงอยู่แล้วก็ได้! จางเซวียนพลันนึกขึ้นได้
เมื่อคิดได้ว่าอีกฝ่ายมาจากตระกูลนักปราชญ์, ตระกูลหลัว และตระกูลเหล่านั้นมีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายพันปี ก็คงไม่น่าแปลกหากพวกเขาจะมีลายมือปรมาจารย์ขงเก็บไว้เป็นสมบัติของตระกูล
อีกอย่าง ลายมือฉบับนี้ก็เป็นลายมือที่ปรมาจารย์ขงทิ้งไว้เมื่อครั้งที่เขาสำเร็จวรยุทธระดับเซียน ยังไม่ได้ก้าวขึ้นถึงจุดสุดยอด บางทีอาจจะไม่ดีพอดึงดูดใจลูกหลานตระกูลนักปราชญ์อย่างเธอก็ได้
“ถ้าอย่างนั้นผมไม่เกรงใจล่ะนะ”
เมื่อเห็นแล้วว่าหลัวลั่วชิงไม่ต้องการ จางเซวียนจึงเก็บม้วนกระดาษกลับเข้าแหวนเก็บสมบัติของเขา จากนั้นก็มองไปรอบๆอย่างสับสนและถามว่า
“เราจะออกจากมิติลี้ลับแห่งนี้ได้อย่างไร?”



