ตอนที่ 862 ความเสียใจของหยูเสิ่นชิง
ครืนนนนน!
หลังจากหยูเสิ่นชิงออกไปไม่นาน พลังปราณที่พยุงเพดานไว้ก็หายวับไป ทั้งห้องจึงพังพินาศ เศษซากปรักหักพังปลิวว่อนจนฝุ่นตลบ
เหล่าอัจฉริยะหนุ่มๆผู้ปราดเปรื่องรีบเผ่นออกจากห้อง ต่างก็มองซากปรักหักพังและฮ่องเต้ผู้กำลังวิ่งเร็วจี๋ขณะที่ตะโกนว่า “เข้าใจผิด!” พวกเขาถึงกับทำอะไรไม่ถูก
“ฝ่าบาทเป็นอะไรไป?” หลิวฉวนพึมพำยังงงงัน
เพิ่งเมื่อครู่นี้เองที่เขาออกคำสั่งอย่างวางอำนาจให้อีกฝ่ายออกจากวังไปและอย่าได้กลับมาอีก แต่เพียงชั่วพริบตาก็วิ่งแจ้นตามหมอนั่นและยืนยันว่าเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด
จะมีใครเปลี่ยนใจได้เร็วกว่านี้อีกไหม?
“ผมจะไปรู้ได้อย่างไร?” เสิ่นจวินก็งงกับความพิลึกพิลั่นของสถานการณ์ตรงหน้า
ตอนที่เห็นหยูเสิ่นชิงตำหนิติเตียนจางเซวียน เขาได้ลุกขึ้นยืนเพื่อจะซ้ำเติมหมอนั่น แต่พอหยูเสิ่นชิง เปลี่ยนใจกะทันหัน การกระทำของเขาก็กลายเป็นเรื่องตลกไปทันที เมื่อกลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้ จึงไม่แน่ใจว่าควรอยู่ต่อหรือออกจากงาน
“แล้วเราจะยังสั่งสอนบทเรียนหมอนั่นอยู่หรือเปล่า?” หลิวฉวนถามอย่างลังเล
ขนาดฮ่องเต้ยังวิ่งไล่ตามแหกปากตะโกนก้องว่าเป็นแค่การเข้าใจผิด แล้วพวกเขาคิดจะสั่งสอนอีกฝ่าย มันจะดีหรือ?
“ต้องสั่งสอนสิ! แต่เราต้องหาคนนอกมารับงาน ขอแค่แกะรอยมาไม่ถึงเราก็ใช้ได้ทั้งนั้น!” เสิ่นจวินพูดด้วยนัยน์ตาวาว
หากหยูเสิ่นชิงยังคงมีทีท่าเป็นปฏิปักษ์ต่อจางเซวียน เขาคงไม่มองว่าอีกฝ่ายเป็นตัวคุกคาม
เพราะสุดท้าย ด้วยตำแหน่งองค์หญิงแห่งจักรวรรดิหงหย่วน การแต่งงานของหยู่เฟยเอ๋อก็จะต้องถูกกำหนดโดยท่านพ่อของเธอ ตราบใดที่เขายังคัดค้าน ก็ไม่มีทางที่เธอกับจางเซวียนจะได้ลงเอยกัน ต่อให้ทั้งคู่จะสนิทสนมกันแค่ไหนก็ตาม
แต่จู่ๆ หยูเสิ่นชิงก็มาเปลี่ยนท่าทีกะทันหัน ถึงกับวิ่งไล่ตามจางเซวียน ดูตั้งอกตั้งใจจะไกล่เกลี่ยประนีประนอม ทำให้เขารู้สึกทันทีว่าภาระที่ตัวเองแบกไว้บนบ่าหนักอึ้งกว่าเดิม
ในเมื่อถึงขนาดนี้แล้ว เขาต้องหาทางกำจัดความคิดอยากแต่งงานกับหยู่เฟยเอ๋อออกจากหัวของจางเซวียนให้ได้เสียก่อน
…..
ขณะที่ทั้งคู่กำลังหารือกันว่าจะเล่นงานจางเซวียนอย่างไร หยูเสิ่นชิงก็มาถึงทางเข้าวัง เขาเห็นหยู่เฟยเอ๋อกับหลัวฉีฉียืนอยู่ด้วยกัน ส่วนจางเซวียนนั้นไม่รู้อยู่ที่ไหน
หยูเสิ่นชิงเดินเข้าไปถาม “ปรมาจารย์จางอยู่ไหนล่ะ?”
เขาอาจเป็นถึงฮ่องเต้ของจักรวรรดิหงหย่วน แต่จางเซวียนเป็นอาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์ มีอิทธิพลสูงส่งกว่าเขาเสียอีก
หากเขาทำให้อีกฝ่ายขุ่นเคืองใจ ก็แน่นอนว่าฝ่ายนั้นจะต้องตอบโต้ด้วยการที่สถาบันปรมาจารย์จะไม่ปกป้องราชวงศ์อีกต่อไป และยุคสมัยของตระกูลหยูก็คงต้องสิ้นสุดภายในเวลาไม่ถึงครึ่งเดือน
เหตุผลหลักที่ตระกูลหยูสามารถคุมอำนาจของจักรวรรดิหงหย่วนมาได้นานหลายปีนั้นไม่ใช่เพราะความแข็งแกร่งของตระกูล แต่เพราะบารมีของสถาบันปรมาจารย์ ด้วยการจับจ้องเฝ้าระวังของสถาบันปรมาจารย์ จึงไม่มีใครกล้าหาญชาญชัยพอจะทำการยึดอำนาจ
ยิ่งไปกว่านั้น การมีอยู่ของสถาบันปรมาจารย์ทำให้จักรวรรดิหงหย่วนมีอำนาจเพิ่มขึ้น อีกทั้งจักรวรรดิยังแข็งแกร่งด้วย ในจำนวนข้าราชบริพารกว่าร้อยคนที่เป็นนักรบขั้นการเรียงร้อยสวรรค์หรือสูงกว่านั้น, 99 คนถือเป็นหนี้บุญคุณต่อสถาบันปรมาจารย์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หากเกิดความร้าวฉานระหว่างสถาบันปรมาจารย์กับทางราชวงศ์ ก็แน่นอนว่าส่วนใหญ่ต้องเลือกอยู่ข้างสถาบันปรมาจารย์
ด้วยเหตุนี้ แม้ตัวเขาซึ่งเป็นถึงฮ่องเต้จะมีอำนาจไร้เทียมทานในจักรวรรดิหงหย่วน แต่ก็ไม่กล้าไขว้กับอาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์
นี่คือเรื่องจริง!
เขาคิดว่าจางเซวียนเป็นแค่คนกระจอกคนหนึ่งในสถาบันปรมาจารย์ ต่อให้ได้การยอมรับจากหัวหน้าโรงเรียนหลายคน ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกลัวเกรง เพราะตัวเขาเองก็มีสถานภาพทัดเทียมกับ 10 สุดยอดปรมาจารย์ แต่ใครจะไปคิดว่าหมอนั่นจะกลายเป็นอาจารย์ใหญ่คนต่อไป!
ทั้งยังได้รับความเห็นอย่างเป็นเอกฉันท์จากทั้ง 10 สุดยอดปรมาจารย์และปรมาจารย์มู่ด้วย!
เมื่อรู้แล้วว่าตัวเองทำอะไรลงไป หยูเสิ่นชิงก็รีบวิ่งแจ้นออกไปเพื่อหาทางไกล่เกลี่ยกับจางเซวียน
“ท่านอาจารย์บอกว่ามีเรื่องต้องไปจัดการ ขอตัวก่อน” หลัวฉีฉีพูด
“เขากลับไปแล้ว?” หยูเสิ่นชิงชะงัก
“ท่านพ่อ ปรมาจารย์จางเป็นผู้มีพระคุณของฉัน เขาทำอะไรให้ท่านพ่อขุ่นเคือง จนถึงต้องสั่งให้นักดนตรีไป๋หาเรื่องเขา?” หยู่เฟยเอ๋อถามท่านพ่อของเธออย่างอดรนทนทนไม่ไหว
คนอื่นๆในห้องอาจไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ในฐานะนักรบผู้ฝึกฝนจิตวิญญาณที่มีความสามารถ เธอบอกได้เลยว่านักดนตรีไป๋เป็นคนเริ่มก่อน และปรมาจารย์จางแค่ตอบโต้ด้วยความโมโหเท่านั้น
แน่นอนว่าท่านพ่อของเธออยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ เพราะไม่มีทางที่นักดนตรีไป๋จะกล้าโจมตีแขก!
“เอ่อ” หยูเสิ่นชิงไม่รู้จะอธิบายเรื่องนี้อย่างไร
หลังจากเงียบงันไปครู่หนึ่ง เขาก็ตัดสินใจเปิดเผยความจริง “ก่อนงานเลี้ยงจะเริ่ม มีใครคนหนึ่งเข้าไปท้าทายพันมรรคาขัดเกลาจิตวิญญาณด้วยความเร็วที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน ดูดซับเอาพลังจิตวิญญาณในห้องขัดเกลาจิตวิญญาณไปจนหมด ทั้งยังทำลายประติมากรรมโบร่ำโบราณของเราด้วย พ่อสงสัยว่าเป็นฝีมือของปรมาจารย์จาง”
“เป็นไปไม่ได้หรอก! ตั้งแต่มาถึงวัง ท่านอาจารย์ก็อยู่กับฉันตลอด เขาจะไปสร้างความวุ่นวายที่ห้องขัดเกลาจิตวิญญาณได้อย่างไร?” หลัวฉีฉีส่ายหน้า
“พ่อสงสัยว่าตัวการที่อยู่เบื้องหลังการพังทลายห้องขัดเกลาจิตวิญญาณนั้นเป็นจิตวิญญาณ ก่อนหน้านี้ปรมาจารย์จางเข้าภวังค์ไม่ใช่หรือ?” หยูเสิ่นชิงถาม
“เหตุผลที่เขาเข้าภวังค์ก็เพราะเขาเพิ่งรู้ว่าวันนี้เป็นวันเกิดของฉัน จึงได้คิดค้นและออกแบบเทคนิควรยุทธเพื่อฝึกฝนจิตวิญญาณให้ฉันโดยเฉพาะ” หยู่เฟยเอ๋อพูดแทรก เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เธอก็อดนัยน์ตาแดงก่ำไม่ได้
เธอไม่ได้บอกปรมาจารย์จางว่าวันนี้เป็นวันเกิดของเธอ อีกฝ่ายเพิ่งจะรู้เอาตอนที่มาถึงห้องโถงใหญ่เท่านั้น แต่เขาก็ยังอุตส่าห์สละเวลาลงทุนลงแรงออกแบบเทคนิควรยุทธให้เธอเป็นของขวัญ ขนาดนั้นแล้ว สุดท้ายก็ยังถูกเข้าใจผิด!
เรื่องจริงก็คือเขาถูกโจมตีกลางงานเลี้ยง
เขาจะเจ็บปวดใจแค่ไหนกับการถูกดูหมิ่นครั้งนี้?
“ออกแบบเทคนิควรยุทธ?” หยูเสิ่นชิงประหลาดใจเมื่อได้ยินคำพูดของหยู่เฟยเอ๋อ
“ใช่แล้ว ฉันเขียนเทคนิควรยุทธให้ดูดีไหมท่านพ่อ จะได้เห็นเองว่าคนที่คิดค้นเทคนิควรยุทธขึ้นได้ภายใน 2-3 ชั่วโมงน่ะ จะยังมีเวลาไปทำลายห้องขัดเกลาจิตวิญญาณหรือเปล่า!”
หยู่เฟยเอ๋อกัดฟันและหยิบพู่กันกับสมุดเล่มหนึ่งออกมา จากนั้นก็เขียนเทคนิควรยุทธที่ปรมาจารย์จางถ่ายทอดให้เธอลงไป
หยูเสิ่นชิงรับสมุดมา และอ่านไปเพียงครึ่งหนึ่งก่อนจะหน้าแดงก่ำด้วยความละอายใจ
รายละเอียดของเทคนิควรยุทธที่ปรากฏในสมุดนั้นช่างลึกซึ้งไร้เทียมทาน ทรงพลังยิ่งกว่าพันศิลปะการขัดเกลาจิตวิญญาณเสียอีก!
แม้ด้วยความสามารถระดับปรมาจารย์มู่ ก็ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อยหลายสิบปีกว่าจะประมวลเทคนิควรยุทธแบบนี้ได้ การคิดค้นขึ้นได้ในช่วงเวลาเพียงครู่เดียวแบบนี้ อีกฝ่ายต้องใช้ความพยายามอย่างสาหัสทีเดียว
แต่เขาก็ยังมาสงสัยว่าปรมาจารย์จางเป็นตัวการทำลายห้องขัดเกลาจิตวิญญาณเสียอีก!
มาถึงตอนนี้ก็พูดอะไรไม่ออก
“เทคนิควรยุทธนี้ออกแบบมาได้เหมาะสมกับสภาวะของตระกูลหยูของเราอย่างสมบูรณ์แบบ” หลังจากอ่านจบแล้ว หยูเสิ่นชิงรู้สึกอับอายขายหน้าจนแทบจะเอาหัวมุดดิน
เทคนิควรยุทธนี้ถูกคิดค้นขึ้นบนพื้นฐานของสภาวะพิเศษที่มีแต่สมาชิกในตระกูลหยูเท่านั้นถึงจะมี ไม่มีทางที่คนนอกจะนำไปฝึกฝนได้ จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เทคนิควรยุทธนี้จะถูกนำมาจากที่อื่น
หากเหล่าสมาชิกของตระกูลได้ฝึกฝนเทคนิควรยุทธอันล้ำลึกเช่นนี้ ประสิทธิภาพการต่อสู้ของตระกูลหยูจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 30%!
อย่าว่าแต่ห้องขัดเกลาจิตวิญญาณเลย คุณค่าของเทคนิควรยุทธนี้ อย่างน้อยๆก็มีค่าเท่ากับกว่าครึ่งของมูลค่าพระราชวังแล้ว!
เพื่อการคิดค้นเทคนิควรยุทธที่ลึกซึ้งระดับนี้ ก็เป็นธรรมดาที่ปรมาจารย์จางจะต้องเข้าภวังค์ แต่เขากลับสงสัยว่าอีกฝ่ายเป็นผู้กระทำผิดและถึงกับสั่งการให้คนของตัวเองทำการทดสอบ แถมสุดท้ายก็ยังไล่เขาออกไปอีก
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองทำเกินไป
หยูเสิ่นชิงหันกลับมาสั่งการ “หลัวฟู่ คฤหาสน์ของปรมาจารย์จางพังพินาศใช่ไหม? ส่งนายช่างฝีมือดีที่สุดของจักรวรรดิไปซ่อมแซมนะ ก่อนหมดวันนี้ ฉันต้องการเห็นคฤหาสน์อยู่ในสภาพที่งดงามยิ่งกว่าวังหลวง!”
“ขอรับ!” ขันทีเก่าแก่รีบออกไปจัดการ
คฤหาสน์มหึมาอย่างของจางเซวียนนั้น แน่นอนว่าการซ่อมแซมและตกแต่งใหม่ย่อมมีมูลค่ามหาศาล แต่แล้วอย่างไรล่ะ?
ขอแค่รื้อฟื้นความสัมพันธ์กับจางเซวียนได้ ก็จัดว่าคุ้มค่า
…..
จางเซวียนไม่รู้เรื่องรู้ราวกับความคิดของหยูเสิ่นชิง สุดท้ายก็มาถึงยอดเขาเล่หยวน
ยอดเขานั้นมีหิมะหนาเตอะปกคลุม ทำให้บรรยากาศเย็นเยือก
เขาเข้าไปในกระท่อมฟางซึ่งเป็นสถานที่ที่ได้พบกับอสูรตะวันไบแซนไทน์เป็นครั้งแรกและทรุดตัวลงนั่ง
ยังพอมีเวลาอีกครู่หนึ่งกว่าจะถึงชั่วโมงจื่อ ที่ 1 และหูเหยาเหย่ากับพรรคพวกก็ยังมาไม่ถึง เขาสามารถใช้เวลานี้ถ่ายทอดศาสตร์แห่งจิตวิญญาณขั้นการเรียงร้อยสวรรค์ให้กับตัวโคลน เพื่อให้หมอนั่นได้ยกระดับวรยุทธเช่นเดียวกับเขา
ตัวโคลนปรากฏขึ้นในห้องและร้องเรียก “ตัวต้นแบบ!”
“เกิดอะไรขึ้นตอนที่คุณปลอมตัวเป็นปรมาจารย์หยาง? ห้องรับรองอาจารย์พังพินาศได้อย่างไร?” จางเซวียนถาม
ภาพสุดท้ายที่จางเซวียนได้พบตัวโคลนของเขาก็คือตอนที่หมอนั่นปรากฏตัวในคราบของปรมาจารย์หยาง เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาจึงไม่มีเวลาไถ่ถามตัวโคลนก่อนที่จะยัดหมอนั่นกลับเข้าไปในรังนางพญามด ซึ่งทำให้การสื่อสารผ่านโทรจิตของทั้งคู่ต้องหยุดชะงักไป
ยังมีเหตุการณ์อีก 2-3 อย่างในครั้งนั้นที่จางเซวียนยังไม่แน่ใจ
“เป็นอานุภาพของไอ้โหดที่สั่งการผ่านลายมือปรมาจารย์ขง” ตัวโคลนตอบ
จางเซวียนเข้าใจขึ้นมาทันที
สิ่งที่เขาคาดคิดไว้ก็ไม่ได้ห่างไกลไปจากนี้ ด้วยการใช้ลายมือปรมาจารย์ขง ไม่เพียงแต่ไอ้โหดจะเสริมรังสีของตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้น แต่ยังสามารถปกปิดเจตนาสังหารในรังสีของตัวเองได้ด้วย ฉากหน้าจึงดูมีหลักการและชอบธรรมมากขึ้น
ตัวโคลนมีอานุภาพไร้เทียมทานขนาดนั้นก็ด้วยความแข็งแกร่งของไอ้โหด เล่นเอาทั้งปรมาจารย์มู่และ 10 สุดยอดปรมาจารย์ไม่กล้าพูดอะไรสักแอะ
จางเซวียนสะบัดข้อมือแล้วนำหนังสือเทียบฟ้าที่เป็นที่เก็บลายมือปรมาจารย์ขงและที่กักขังไอ้โหดออกมา
“ผมงานดี เห็นไหม? ผมไม่ได้โกหกเสียหน่อยตอนที่บอกว่าจะช่วยคุณได้มากหากคุณยอมให้ผมได้เห็นลายมือปรมาจารย์ขง” ทันทีที่ไอ้โหดเห็นจางเซวียน ก็รีบอวดอ้างความดีทันที
“ใช้ลายมือปรมาจารย์ขง? ฝันไปเถอะ!”
จางเซวียนส่ายหัวและคลี่ม้วนกระดาษลายมือปรมาจารย์ขงออก จากนั้นก็ผงะ เขาอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ “นี่มันอะไรกัน?”
ในม้วนกระดาษนั้น ถ้อยคำหลายร้อยคำหายไปหมด ทิ้งไว้เพียงพื้นผิวว่างเปล่า ราวกับไม่เคยมีถ้อยคำเหล่านั้นจารึกไว้มาก่อน
แต่เขาได้เห็นถ้อยคำเหล่านั้นแล้วจริงๆ ถึงกับได้รับประสบการณ์ของลายมือบ่มเพาะจิตวิญญาณด้วย
“ถ้าคุณไม่ให้ผมได้เห็นคำพวกนั้น ผมจะสำแดงพลังและรังสีทะลุทะลวงทั้งค่ายกลและสิ่งปลูกสร้างได้อย่างไร?” ไอ้โหดถาม
“ตกลงแกใช้มันไปแล้ว?” จางเซวียนหัวหมุนไปหมด
เขารู้ว่าตัวโคลนไม่ใช่คนที่จะไว้ใจได้ แต่ใครจะไปคิดว่าหมอนั่นจะเกินเลยถึงขนาดยอมให้ไอ้โหดทำแบบนั้น?
นี่มันลายมือปรมาจารย์ขงนะ เทคนิควรยุทธที่ซ่อนอยู่ในนั้นก็ถูกเจ้างั่งนี่เอาไปแล้ว แล้วเราจะปกปิดความลับต่อไปได้อย่างไร?
“ก็ใช่น่ะสิ!” ไอ้โหดพยักหน้าอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว ไม่เข้าใจว่าทำไมจางเซวียนวุ่นวายนัก
ส่วนจางเซวียน เมื่อเห็นไอ้โหดยอมรับ ก็แทบปล่อยโฮออกมา
ไม่มีปรมาจารย์คนไหนที่จะไม่ให้คุณค่ากับลายมือของปรมาจารย์ขงเทียบเท่าชีวิต และส่งต่อให้กับทายาทในฐานะมรดกตกทอดของตระกูล แต่ไอ้โหดใช้พลังจากถ้อยคำเหล่านั้นไปหมดแล้ว แล้วเขาจะมีหน้าไปพบปรมาจารย์ขงได้อย่างไร หากในอนาคตมีโอกาสได้พบ?
นี่มันอะไรกัน?
แต่อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เมื่อมันเกิดไปแล้ว จะต่อว่าทั้งคู่ก็ไม่มีประโยชน์
อีกอย่าง สถานการณ์ที่เขาเผชิญหน้ามาก็ช่างคับขัน ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าเขาจะเอาตัวรอดออกมาได้หากไม่ใช้การปรากฏตัวของปรมาจารย์หยาง
จางเซวียนถอนหายใจเฮือกเมื่อพบว่าถ้อยคำในม้วนกระดาษนั้นหายไปราวหนึ่งในสาม ซึ่งหมายความว่าเขาสามารถสร้างปรากฏการณ์แบบเมื่อครู่นี้ได้อีก 2 ครั้ง!
แต่ก็ช่างมันเถอะ เขาได้แต่ส่ายหน้าขณะปลอบใจตัวเอง
เทคนิควรยุทธของปรมาจารย์ขงอาจไร้เทียมทานก็จริง แต่ในฐานะนักรบผู้ฝึกฝนศิลปะเทียบฟ้า เขาจะได้เทคนิคนั้นมาหรือไม่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
หลังจากเก็บม้วนกระดาษกับไอ้โหดเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติแล้ว จางเซวียนก็ถ่ายทอดเทคนิควรยุทธขั้นการเรียงร้อยสวรรค์ให้กับตัวโคลน ก่อนจะปล่อยให้ตัวโคลนฝึกฝนวรยุทธโดยใช้น้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพี
เมื่อเสร็จทุกขั้นตอนแล้ว เขาพบว่ายังเหลือเวลา จึงตัดสินใจพิจารณาดูความแข็งแกร่งของตัวเอง
ตอนนี้ ระดับวรยุทธของจิตวิญญาณของเขาเข้าถึงการเรียงร้อยสวรรค์ขั้นสูงสุดแล้ว ทำให้เขามีพละกำลัง 20 ล้านติ่ง เมื่อบวกกับพละกำลังของพลังปราณ 17 ล้านติ่ง และพละกำลังของกายเนื้ออีก 8 ล้านติ่ง ก็เท่ากับตอนนี้จางเซวียนมีพละกำลังรวมที่ 45 ล้านติ่ง
พูดอีกอย่างก็คือ ความแข็งแกร่งของเขาทัดเทียมกับนักรบระดับกึ่งเซียนแล้ว!
สำหรับนักรบการเรียงร้อยสวรรค์คนหนึ่งที่มีพละกำลังเทียบเท่ากับนักรบที่แข็งแกร่งกว่าตัวเองถึง 2 ขั้น เป็นสิ่งที่ยอดขุนพลผู้มีชื่อเสียงยังไม่อาจทำได้เลย!
หลังจากตรวจสอบร่างกายของตัวเองแล้ว จางเซวียนก็พบว่าด้วยการฝ่าด่านวรยุทธมาหมาดๆของจิตวิญญาณของเขา ทำให้มันมีพละกำลังเหนือกว่ากายเนื้ออยู่เล็กน้อย เขาจึงจำเป็นต้องชะลอการฝึกฝนวรยุทธของจิตวิญญาณไปชั่วระยะหนึ่งก่อน
หลังจากรออยู่อีกครู่หนึ่ง จางเซวียนก็ได้ยินเสียงอสูรวิเศษอยู่ข้างนอก หูเหยาเหย่ากับพรรคพวกมาถึงแล้ว เขาจึงรีบเก็บตัวโคลนเข้าไปในรังนางพญามด และให้อสูรตะวันไบแซนไทน์อยู่หลังกระท่อมฟางก่อนจะออกไปพบกับคนอื่นๆ



