ตอนที่ 335 : สำรวจถนนเวอร์ดี้
‘สุขสม’ คือชื่อของลำดับ 6 เส้นทางแม่มด ไคลน์ทราบสูตรโอสถจากการสื่อวิญญาณมาดามเชอรอนสมัยตนยังเป็นเหยี่ยวราตรีเมืองทิงเก็น แม้จะไม่เคยจดจำรายละเอียดอย่างชัดเจนเอาไว้ จำเป็นต้องใช้เทคนิคทำนายเพื่อเรียกคืนความทรงจำ แต่เมื่อได้ยินชื่อวัตถุดิบหลักอันมีเอกลักษณ์อย่างต่อมใยแมงมุมแม่หม้ายดำ ไคลน์สามารถปะติดปะต่อข้อมูลในความทรงจำได้ทันที
มันหันไปมองผู้ซื้อโดยไม่รู้ตัว และยืนยันได้ว่าอีกฝ่ายเป็นเพศชายไม่ผิดแน่ ทุกองค์ประกอบระบุชัดเจน ทั้งสีผิว รูปร่าง น้ำเสียง รวมถึงเค้าโครงใบหน้าภายใต้หน้ากากเหล็ก
ลำดับก่อนถึง ‘สุขสม’ คือ ‘แม่มด’ โดยไม่ว่าจะเป็นเพศใด แต่ถ้าดื่มโอสถเข้าไปก็จะกลายเป็นเพศหญิงทันที แต่ผู้ซื้อในคราวนี้ไม่ใช่ผู้หญิงแน่นอน…ในเมื่อเขายังไม่ได้เป็นแม่มด แล้วทำไมถึงตามหาวัตถุดิบหลักของแม่มดสุขสม? หืม หรือมาซื้อให้คนอื่น? เป็นพวกพ้องของแม่มดอีกที?
ถึงอย่างนั้นก็น่าแปลก นิกายแม่มดเป็นองค์กรลับเก่าแก่โบราณ ไม่น่าจะขาดแคลนวัตถุดิบหลักของโอสถลำดับ 6 หากประเมินจากพฤติกรรมของพวกมัน มีโอกาสสูงว่าจะนำตะกอนพลังของอดีตสมาชิกซึ่งเสียชีวิตลง มาปรุงโอสถให้สมาชิกรุ่นใหม่ดื่มกิน…หรือว่าแม่มดเบื้องหลังชายคนนี้จะถูกขับไล่ออกจากนิกายแม่มด?
เมื่อพิจารณามาถึงจุดดังกล่าว ไคลน์นึกอยากสะกดรอยตามทันที
แต่หลังจากไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน มันปัดแนวคิดดังกล่าวทิ้ง เพราะต่อให้ไม่สนใจว่ามิสเตอร์เนตรแห่งปัญญาจะมีวิธีทยอยปล่อยสมาชิกเดินทางกลับจนสะกดรอยตามได้ยากเพียงใด แต่เบื้องหลังของอีกฝ่ายยังเป็นปริศนาเกินไป ผนวกกับการไม่มีเวลาทำนายยืนยันความจริง ก็มากพอจะทำให้ไคลน์ล้มเลิกแผนการ
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าอีกฝ่ายไม่ได้มีแม่มดแค่คนเดียว แต่เป็นกองทัพผู้วิเศษทรงพลังรอจัดการเราอยู่?
เหนือสิ่งอื่นใด การปล่อยให้แม่มดเลื่อนลำดับเป็นแม่มดสุขสมคือทางเลือกฉลาดกว่า เพราะเทคนิคสวมบทบาทของโอสถแรกคือการสร้างหายนะเป็นวงกว้างแก่ชาวเมืองบริสุทธิ์ แต่ถ้าเลื่อนลำดับกลายเป็นโอสถประเภทหลัง เทคนิคสวมบทบาทจะมุ่งเน้นไปในด้าน ‘สร้างความสุข’ สรุปโดยสั้น สังคมภาพรวมจะเป็นอันตรายน้อยกว่า.
ไคลน์ก้มหน้าตรึกตรอง
ต่อมใยของแมงมุมแม่หม้ายดำโตเต็มวัยถือเป็นวัตถุดิบวิเศษราคาแพงและหายาก เทียบเท่ากับต่อมใต้สมองกลายพันธุ์ของนักล่าพันหน้า และตะกอนพลังของเงามืดหนังมนุษย์ ซึ่งไคลน์ต้องใช้ในการเลื่อนเป็นลำดับ 6 และโดยทั่วไป ราคาของวัตถุดิบหลักลำดับ 6 จะเท่ากับครึ่งหนึ่งของราคาบ้านในเมืองหลวง
ความต้องการของผู้ซื้อจึงไม่ถูกสนอง
หรือระบุให้ชัดก็คือ ไม่มีใครเสนอขาย
บรรยากาศการชุมนุมเงียบลงเล็กน้อย จนกระทั่งนักปรุงยาร่างท้วมเริ่มเปิดการขายยาวิเศษของตัวเอง
มีสมาชิกให้ความสนใจมากพอสมควร เนื่องจากบางคนเคยซื้อไปใช้และพึงพอใจในสรรพคุณ จึงกลับมาซื้อซ้ำ ภายในเวลาไม่ถึงสามนาที นักปรุงยาได้ขายสินค้าของตัวเองจนหมดเกลี้ยง ทำเงินได้เกินกว่าห้าสิบปอนด์ในคราวเดียว
หลังจากเนตรแห่งปัญญาประกาศปิดการชุมนุม สมาชิกแต่ละคนทยอยกลับตามแต่ละช่องทางซึ่งผู้ช่วยจัดไว้ให้ ทางด้านไคลน์ได้คิวปานกลาง
หลังจากเดินมาจนถึงถนนเปลี่ยวเส้นหนึ่ง ชายหนุ่มถอดอุปกรณ์ปลอมตัวและมุ่งหน้าไปยังเขตตะวันออก เป้าหมายคือถนนปาล์มดำซึ่งมีบรรยากาศเย็นเฉียบและเหม็นฉุน ระหว่างทางได้แวะซื้อซองปืนรักแร้หนึ่งชุด และกลับเข้าหอพักซึ่งเช่าเตรียมไว้ล่วงหน้า
โดยไม่รีรอ มันหยิบปืนออกมาวางบนโต๊ะและเปิดกล่องกระสุนพิเศษสามชนิดสำรวจ จากนั้นก็หยิบกระสุนชำระล้างสองนัด กระสุนปราบมารสองนัด และกระสุนปัดเป่าหนึ่งนัด บรรจุลงในโม่และตบกลับ
ไคลน์ทดสอบตั้งท่าเล็ง พยายามทำตัวให้คุ้นเคยกับอาวุธคู่กายชิ้นใหม่ ก่อนจะเสียบกลับเข้าซองรักแร้และเตรียมความพร้อมในส่วนถัดไป
ตัวอย่างเช่น การตรวจสอบความผิดปรกติของ ‘ดวงตาดำล้วน’ ในกล่องบุหรี่โลหะ และการนำนกหวีดทองแดงของอะซิกใส่ภายในกล่องโลหะบรรจุกระสุนพิเศษ
ไคลน์อาศัยผงรัตติกาลศักดิ์สิทธิ์สร้างกำแพงวิญญาณเคลือบผิวกล่องกระสุนไว้ ถือเป็นเทคนิคผนึกกล่องกระสุนและนกหวีดอย่างแนบเนียน
หลังจากจัดระเบียบตำแหน่งยันต์สามชนิดให้ถูกต้องในแต่ละช่องกระเป๋า มันส่งตัวเองเข้ามิติสายหมอกเพื่อทำนายยืนยันในหลายเรื่อง ก่อนจะกลับโลกจริงและสวมหมวกแก๊ปเดินออกจากหอพัก
เป้าหมายคือย่านทิศใต้ของสะพาน อาคารหมายเลข 32 ถนนเวอร์ดี้ หากจำไม่ผิด จากปากคำของแวมไพร์เอ็มลิน·ไวท์ หัวขโมยอดีตเจ้าของมาสเตอร์คีย์ได้พบกุญแจดอกดังกล่าวภายในห้องใต้ดินบ้านหลังนั้น
จะต้องมีเบาะแสของเส้นทางผู้ฝึกหัดหรือสิ่งของเกี่ยวข้องเหลืออยู่แน่ ในทางความเป็นจริง ไคลน์ต้องการสำรวจบ้านหลังดังกล่าวมานานแล้ว เพียงแต่กังวลว่า ผู้วิเศษโชคร้ายซึ่งคลุ้มคลั่งและตายอย่างน่าอนาถ จะเปลี่ยนตัวเองกลายเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทวิญญาณอาฆาต มันจึงให้ไม่กล้าลงมือบุ่มบ่ามจนกว่าจะมีกระสุนชำระล้างไว้ต่อกร
นักมายากลต้องเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มแสดงกลเสมอ!
ไคลน์รีบเดินทางเพราะกังวลว่ารถไฟใต้ดิน-ระบบข่นส่งสาธารณะคุ้มค่าอันดับหนึ่งของชาวเมืองหลวง-จะหยุดให้บริการไปเสียก่อน
เมื่อลงสถานีรถไฟย่านทิศใต้ของสะพาน ชายหนุ่มเปลี่ยนไปขึ้นรถม้าสาธารณะเพื่อเดินทางต่อไปยังถนนเวอร์ดี้
ปัจจุบันค่อนข้างดึกสงัด อากาศเย็นยะเยือกปกคลุมกรุงเบ็คลันด์ทั่วทุกหัวระแหง แทบไม่ปรากฏคนเดินถนนให้เห็นสองข้างทาง แสงจากเสาตะเกียงยังขุ่นมัวเนื่องจากมีหยดของเหลวเกาะรอบแผ่นกระจก บรรยากาศของเมืองค่อนไปทางสลัวและหม่นหมอง
ไคลน์เดินเท้าวนหนึ่งรอบเพื่อสำรวจสถานการณ์ของอาคารหลายเลข 32 อย่างละเอียด เมื่อตัดสินใจได้ ชายหนุ่มปืนขึ้นไปบนชั้นสองของตัวบ้าน และย่องเข้าไปในอาคารผ่านประตูระเบียงหลัก แตกต่างจากหัวขโมยคนก่อนโดยสิ้นเชิง
วันนี้มันไม่ได้นำมาสเตอร์คีย์มาด้วย เพราะกลัวว่าสมบัติวิเศษบนเส้นทางเดียวกัน จะไปกระตุ้นให้เกิดความวุ่นวายภายในบ้าน
โครงสร้างของบ้านไม่มีสิ่งใดผิดปรกติ ทางเดินยาวติดระเบียงได้เชื่อมต่อกับทุกห้องบนชั้นสอง มีทั้งห้องนอนหลัก ห้องอาบน้ำ ห้องกระจก และห้องนั่งเล่น
ด้วยความช่วยเหลือจากแสงจันทร์สีแดงนวลซึ่งสาดส่องเข้ามาบนทางเดิน ไคลน์จึงมองเห็นว่าประตูทุกบานถูกเปิดอ้าซ่า สิ่งของมากมายหล่นกระจัดกระจายเต็มพื้นทั้งภายในห้องและทางเดินยาว
คงเป็นฝีมือของหัวขโมยคนก่อน ในเมื่อไม่สามารถขโมยทุกสิ่งกลับไปได้ ทางเลือกฉลาดคือการเลือกขโมยสมบัติมูลค่าสูง.
เดี๋ยวสิ…ในเมื่อมีมาสเตอร์คีย์ แล้วทำไมถึงต้องเปิดประตู?
มันเดินสำรวจทีละห้องอย่างใจเย็น เผื่อว่าจะได้พบสิ่งของเกี่ยวกับโลกผู้วิเศษ
จนกระทั่งผ่านไปสักระยะ ไคลน์ผู้สวมถุงมือหนังสีดำ เดินมาถึงบันไดโดยไม่มีความคืบหน้าใดเป็นชิ้นเป็นอัน
หลังจากก้าวลงบันไดไปได้สองขั้น ร่างของบุคคลผู้หนึ่งพลันปรากฏตรงมุมสายตา
ร่างกายของบุคคลปริศนานั่งติดกับผนังบันไดในสภาพหันหลังให้ไคลน์ เส้นผมสีดำสนิทดกหนาจนมองไม่เห็นต้นคอ
ถึงไคลน์จะเปิดเนตรวิญญาณค้างไว้สักพัก แต่มันกลับมิอาจตอบสนองได้ทันก่อนอีกฝ่ายจะเริ่มเคลื่อนไหว!
ร่างปริศนาหันหัวกลับพร้อมเสียง ‘กร็อบ’ โดยแผ่นหลังยังคงหันเข้าหาไคลน์ตามเดิม!
ท่ามกลางบรรยากาศสลัวสีแดงนวลจากพระจันทร์ด้านนอก ดวงตาของสิ่งมีชีวิตดังกล่าวพลันถลนออกจากเบ้าด้วยสีหน้าท่าทางหวาดผวาสุดชีวิต
ตุ้บ! ตุ้บ!
ดวงตาหล่นกระทบพื้นทั้งสองข้าง
ตึง!
ศีรษะของสิ่งมีชีวิตปริศนาหลุดออกจากบ่าและกลิ้งตกลงไปตามขั้นบันได
เสียชีวิตมานานแล้ว…ไม่มีแม้แต่แสงออร่าวิญญาณ…ไคลน์จ้องมองพลางประเมินสถานการณ์อย่างใจเย็น ประหนึ่งฉากเมื่อครู่เป็นเพียงการกลั่นแกล้งในบ้านผีสิง
เมื่อวิเคราห์จากเครื่องแต่งกายสีดำสนิทและการเปิดประตูห้องชั้นสองอ้าซ่าทุกบาน ไคลน์ค่อนข้างมั่นใจว่าศพดังกล่าวเป็นของหัวขโมยรายใหม่ซึ่งลงมือหลังจากรายแรก
โชคไม่ดีนัก ดวงของมันบังเอิญถึงฆาต
หมายความว่า มาสเตอร์คีย์ดอกนั้นช่วยสะกด ‘อันตราย’ บางอย่างในบ้านไว้ แต่หลังจากถูกนำออกไป อันตรายดังกล่าวจึงหลุดออกจากผนึก.
ไคลน์ชักลูกโม่ออกมาถือในท่าพร้อมยิง ตามด้วยการขยับเข้าไปใกล้ศพปริศนาตรงมุมบันไดทีละก้าว
ถัดมา มันย่อตัวลงและชะโงกหน้าสำรวจขั้นบันไดด้านล่าง แต่ก็ไม่พบความผิดปรกติใดนอกจากชิ้นส่วนศีรษะมนุษย์
หลังจากครุ่นคิดสักพัก ไคลน์ยืนตัวตรงและบรรจงก้าวลงบันไดอย่างระมัดระวัง ด้วยฝีเท้าอันแผ่วเบาของตัวตลก แม้จะเป็นบันไดไม้ก็ไม่ก่อให้เกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดขณะเดิน
หนึ่งก้าว.สองก้าว.สามก้าว
หลังจากเดินพ้นขั้นบันได ปลายเท้าไคลน์สัมผัสกับพื้นอาคาร
ฉากตรงหน้าคือทางเดินยาวเชื่อมติดกับทุกห้อง แสงจันทร์แดงนวลสาดส่อง ช่วยมอบความสว่างกึ่งสลัว เผยให้เห็นระเบียงใหญ่ด้านนอกตัวอาคาร นอกจากนั้น มันยังเห็นประตูห้องฝั่งซ้ายขวาทุกบานถูกเปิดอ้าซ่า สิ่งของจำนวนมากกระจัดกระจายเต็มพื้น
ไม่ปรากฏห้องรับแขก ห้องรับประทานอาหาร หรือห้องครัวในการมองเห็น
นี่มัน…ชั้นสอง!
ไคลน์เดินลงจากชั้นสอง เพื่อมายังชั้นสอง!
มันไม่พบความปรกติใดเลยระหว่างขั้นบันไดไม้เมื่อครู่!
ชายหนุ่มไม่แตกตื่น เพียงหันหลังกลับอย่างเชื่องช้า และได้พบกับขั้นบันไดสำหรับเดินลงไปยังชั้นล่าง!
แปลว่า ‘ความพิเศษ’ ของเราจะใช้ได้กับพลังจำพวกส่งผลต่อจิตใจโดยตรง เช่นการบุกรุกความฝันหรือสื่อวิญญาณ ความพิเศษของเราจะช่วยให้เราแยกแยะได้ว่า จิตปัจจุบันอยู่บนโลกจริงหรือไม่ แต่ใช้ไม่ได้กับภาพหลอน เพราะเรายังคงอยู่ในโลกจริง แต่เป็นโลกจริงซึ่งถูกแต่งเติม.
ไคลน์หยิบกล่องไม้ขีดไฟออกมาเปิดฝา พร้อมกับนำก้านไม้ขีดออกมาจำนวนหนึ่งด้วยมือขวาข้างถือลูกโม่
มันเดินลงบันไดพลางโยนไม้ขีดไว้ทุกขั้น ขณะเดียวกันก็นับเลขในใจ
เมื่อเดินตรงไปยังมุมบันได ศพไร้หัวยังคงนั่งนิ่งในจุดเดิม
ทันใดนั้น ไคลน์พลันสัมผัสได้ว่า มีสายลมเย็นเฉียบกำลังไหลเวียนบริเวนท้ายทอย เส้นขนทั่วร่างตั้งชันโดยไม่รู้ตัว
เป๊าะ!
ชายหนุ่มรีบดีดนิ้ว เปลวเพลิงสีแดงส้มลุกโชนจากพื้นด้านหลัง ลอยสูงถึงขึ้นถึงเพดาน
เปลวเพลิงดังกล่าวเกรี้ยวกราดประหนึ่งสัตว์ร้ายกำลังแยกเขี้ยวเงื้อกรงเล็บ แต่ในความเป็นจริง เพลิงส้มกลับไม่ได้แผดเผาสิ่งใด
ไคลน์มีแผนหันหลังกลับไปตรวจสอบด้วยเนตรวิญญาณ ทว่า ร่างกายพลันเกิดความรู้สึกเย็นยะเยือกประหนึ่งกำลังยืนบนทะเลสาปน้ำแข็งในฤดูหนาว
ทันใดนั้น มือซ้ายของมันบรรจงเลื่อนขึ้นมาบีบคอตัวเองโดยไม่ได้บังคับ แต่ไคลน์รีบกัดฟันเกร็งเอาไว้ทัน!
ชายหนุ่มถอนหายใจโล่งอก
มันฝืนเกร็งมือซ้าย นำไปล้วงกระเป๋าเสื้อเพื่อสลายกำแพงวิญญาณรอบกล่องโลหะบรรจุกระสุนพิเศษ
จากนั้น ไคลน์นำนกหวีดทองแดงอะซิกออกมาสะบัดหนึ่งครั้ง และโยนขึ้นไปในอากาศเหนือขั้นบันไดไม้
แทบจะในพริบตา ความเย็นยะเยือกปริศนาพลันจางหาย ร่างกายกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระอีกหน
สัมผัสทางวิญญาณได้บอกกับไคลน์ว่า ต้นตอของความเย็นเฉียบเมื่อครู่ ได้กระโจนออกจากร่างตนประหนึ่งสุนัขกระโดดคาบลูกบอล แต่คราวนี้เป็นนกหวีดทองแดง
ไคลน์ฉีกยิ้มพลางยกมือขวาเล็งไปทางนกหวีดของอะซิก จากนั้นก็สับไก
“ลาก่อน”
ปัง!
กระสุนชำระล้างสีทองแวววาวพุ่งออกจากปากกระบอก กระแทกใส่เป้าหมายซึ่งยังไม่แน่ใจว่าเป็นตัวอะไรกันแน่
ไม่ผิดคาด เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นจากความว่างเปล่า ตามด้วยเปลวเพลิงสีทองรูปร่างมนุษย์กำลังลุกโชนโชติช่วง
ภายใต้แสงสว่างอันอบอุ่นอ่อนโยน บรรยากาศเย็นยะเยือกและน่าสะอิดสะเอียนเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
เคร้ง!
นกหวีดทองแดงอะซิกหล่นกระทบขั้นบันไดไม้ และกลิ้งกระดอนอีกหลายครั้ง ก่อนจะส่งตัวเองไปอยู่บนพื้นห้องรับแขกชั้นหนึ่ง
เมื่อไคลน์ลองมองรอบตัว มีหลายสิ่งเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น ศีรษะของศพตรงมุมบันไดยังไม่หลุดออกจากบ่า แต่เป็นการตายในลักษณะใช้มือบีบคอตัวเอง
อะไรก็ง่ายไปหมดถ้าเตรียมตัวมาดี.
ไคลน์คิกคักในลำคอพลางเดินลงบันได คราวนี้เบื้องหน้าเป็นชั้นหนึ่งของจริง ชายหนุ่มก้มตัวเก็บนกหวีดทองแดงอะซิกและสะบัดสองสามครั้งเพื่อตรวจสอบว่า ยังมีวิญญาณอาฆาตหรือผีสางตนอื่นเหลืออยู่ไหม
เมื่อยืนยันว่าปัญหาจบลงแล้ว มันรีบตรงไปยังห้องใต้ดินเป็นลำดับแรก
หลังจากเปิดประตูห้องใต้ดินและก้าวเดินลงบันไดจนสุดทาง ไคลน์ได้พบฉากเดียวกับในนิมิตความฝันของตน
สมุดบันทึกเล่มหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะยาว
………………….



