บทที่ 695 ไม่ว่าผู้ใดที่ฝ่าฝืนจำต้องตาย! (ต้น)
สตรีผู้นั้นที่อยู่ในห้วงความคิดของเขานั้น แท้จริงแล้วภาพของนางได้เลือนรางไปอย่างมาก
หรือว่าเขาจะค่อยๆ ลืมนางไปเสียแล้ว!
ความเกลียดชังหรือ?
แน่นอนว่าเขาจงเกลียดจงชังนาง เหตุเพราะยามที่นางจากเขาไป เขาอายุเพียง 12 ปีเท่านั้น มันเห็นได้ชัดว่านางจากไปอย่างกะทันหัน เขาและน้องสาวเกือบต้องตายในบ้านตระกูลเยี่ย
ฉะนั้นหลายปีที่ผ่านมานั้นเขาไม่เคยออกตามหานางเลย
ทว่าคนจากตระกูลนางกลับมาตามหาเขาในเวลานี้
ด้านหน้าของโถง หัวหน้าผู้อาวุโสพูดกับเยี่ยฉวน “หากเจ้าไม่ต้องการกลับไปที่ตระกูลตู๋กู สถานศึกษาเต๋าอี้จะปกป้องเจ้าให้ถึงที่สุด ทว่าหากเจ้าต้องการจะกลับไป พวกข้าจะไม่ห้ามเจ้า ทว่าการที่ตระกูลตู๋กูต้องการให้เจ้ากลับไปคงจะมีแรงจูงใจแอบแฝงอยู่!”
เยี่ยฉวนขมวดคิ้วน้อยๆ “แรงจูงใจแอบแฝงหรือ? ท่านหัวหน้าผู้อาวุโส ท่านหมายความว่าอย่างไรขอรับ?”
หัวหน้าผู้อาวุโสกดเสียงต่ำ “ข้าคาดเดาว่าพวกนั้นคงต้องการสมบัติที่อยู่กับเจ้า!”
เยี่ยฉวนเงียบงันไปชั่วขณะ จากนั้นจึงกล่าวออกมา “ให้ข้าพบพวกเขาได้หรือไม่ขอรับ?”
หัวหน้าผู้อาวุโสพยักหน้าน้อยๆ “ข้าจะจัดการให้”
เยี่ยฉวนคำนับน้อยๆ แล้วจากนั้นก็จากไป
ในโถงนั้นเอง หัวหน้าผู้อาวุโสทอดถอนหายใจเสียงต่ำ “เป็นแน่ว่าเขาเป็นผู้สืบทอดอันเยาว์วัยที่มากด้วยพรสวรรค์ เคราะห์ร้ายที่เขาถือครองสมบัติอันทรงคุณค่า ข้าเกรงว่าสถานศึกษาเต๋าอี้ของพวกเราจะไม่สามารถปกป้องเขาได้!”
เบื้องล่างนั้นชายชราผงกศีรษะน้อยๆ “เป็นไปตามที่ท่านว่า หากเขายังอยู่ในสถานศึกษาเต๋าอี้ของพวกเรา ข้าเกรงว่าเขาจะนำหายนะอันใหญ่หลวงมาให้ที่นี่เป็นแน่”
ทุกคนภายในโถงที่ได้ยินคำดังกล่าวต่างเงียบงันไป
ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ มีผู้คนมากมายมายังสถานศึกษาเต๋าอี้เพื่อมองหาเยี่ยฉวน
และสถานศึกษาเต๋าอี้ได้ปฏิเสธผู้คนมากมายเพื่อเยี่ยฉวน รวมถึงตระกูลอวิ๋นและตระกูลตู๋กู
พวกเขารู้ว่าสถานศึกษาคงไม่สามารถหนุนหลังเยี่ยฉวนได้อีกนานนัก!
ของล้ำค่าที่อยู่ในทำเนียบขุมทรัพย์จักรดารานั้นล่อตาล่อใจกองกำลังจากทั่วทุกที่!
ยามนั้นเอง หัวหน้าผู้อาวุโสก็ลุกขึ้นยืนและถอนหายใจเสียงต่ำ “ข้าสงสัยว่าท่านอาจารย์ใหญ่ของพวกเราจะกลับมาหรือ……”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนในโถงก็หัวเราะออกมาอย่างขมขื่น
เหตุเพราะอาจารย์ใหญ่ของพวกเขาไม่ได้ดำรงอยู่ในสถานศึกษามาหลายปีแล้ว
ทางฟากเยี่ยฉวนซึ่งตอนนี้ได้กลับไปที่เรือนไม้ของตัวเองแล้ว โดยที่หมิงคุนและคนอื่นๆ ต่างพากันเฝ้ารอเขาอยู่ที่นั่น
เมื่อเห็นว่าเยี่ยฉวนกลับมาอย่างปลอดภัย หมิงคุนและคนอื่นๆ ต่างโล่งใจ
เยี่ยฉวนกล่าวยิ้มๆ “ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่กันล่ะ?”
หมิงคุนกล่าวเสียงเครียด “พี่เยี่ย ข้าได้ข่าวว่ามีกองกำลังสองกลุ่มกำลังตามตัวท่าน! ดูแล้วพวกมันมาด้วยเจตนาไม่ดีแน่ๆ!”
เยี่ยฉวนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “พี่หมิงคุน ท่านช่างรู้ดียิ่งนัก มีกองกำลังที่กำลังตามตัวข้าอยู่อย่างที่ท่านว่า ทว่ามันก็ไม่เป็นปัญหาอะไรหรอก ข้าจัดการได้!”
หมิงคุนพูดกับเยี่ยฉวนอีกครั้ง “หากท่านต้องการความช่วยเหลือ โปรดบอกพวกเรา”
เสี่ยวเก้อพยักหน้าตามคำทันที “ศิษย์สาขาภายในของพวกเราไม่เคยเกรงกลัวใครหรือพ่ายแพ้ในการต่อสู้!”
เยี่ยฉวนพยักหน้ารับ “หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงการต่อสู้ได้ ข้าจะบอกพวกเจ้า!”
เสี่ยวเก้อกล่าวอย่างยินดี “เป็นอันว่าตกลงตามนั้น!”
เยี่ยฉวนพยักหน้าเป็นอันว่าตกลง ก่อนจะคลี่ยิ้มประกาศข่าวดี “เอาเถิด เราควรรวมตัวกันและสนทนากันให้เพลิดเพลินในค่ำคืนนี้!”
เวลาต่อมาเสียงหัวเราะของกลุ่มคนก็ดังขึ้นจากในห้อง
ยามเที่ยงคืนนั้นเยี่ยฉวนเดินออกมาจากเรือนไม้ไผ่ เขานั่งลงบนขั้นบันไดหินด้านหน้าเรือนและทอดมองไปที่ผืนฟ้า
พระจันทร์ส่องสว่างลอยอยู่บนท้องนภาอันมืดมิด
เยี่ยฉวนนั่งลงอย่างเงียบสงบ หลังจากนั้นครู่หนึ่งหมิงคุนก็ออกมา ก่อนจะเดินมานั่งลงข้างๆ เขา
หมิงคุนมองหน้าเยี่ยฉวนครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดอะไรออกมา “เป็นตระกูลตู๋กูและตระกูลอวิ๋นที่ตามหาตัวท่าน ท่านรู้จักสองตระกูลนี้หรือไม่?”
เยี่ยฉวนส่ายหัวดิก
หมิงคุนกดเสียงต่ำ “มีตระกูลอันแข็งแกร่งมากมายในดินแดนสวรรค์ และตระกูลตู๋กูเป็นหนึ่งในนั้น ตระกูลตู๋กูเป็นตระกูลที่แข็งแกร่งและมีอิทธิพลอย่างมาก โดยเฉพาะหลายร้อยปีก่อนหน้านี้ กองกำลังทั้งหมดแม้แต่อารามเว่ยหยางยังเกรงกลัวตระกูลนี้ ผ่านไปหลายปีผู้มีพรสวรรค์แห่งตระกูลตู๋กูลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ทว่ายังคงมีผู้มีพรสวรรค์อันโดดเด่นอยู่บ้าง กระนั้นมันยังคงมากด้วยพลังอำนาจที่เหลือล้น”
เมื่อกล่าวเช่นนี้เขาก็มองไปเยี่ยฉวนแล้วเอ่ย “สถานศึกษาเต๋าอี้ไม่สามารถต่อกรกับมันได้ เว้นแต่สถานศึกษาเต๋าอี้จะอยู่ในยุคสมัยของผู้ก่อตั้งมู่ พวกเขาอาจจะต่อกรกับมันได้ บัดนี้หากทั้งสองฝ่ายต้องการจะต่อสู้กันจนตัวตาย ยังคงไม่มั่นใจว่าสถานศึกษาเต๋าอี้จะเอาชนะได้!”
เยี่ยฉวนเอ่ยเสียงเบา “แล้วตระกูลอวิ๋นล่ะ?”
หมิงคุนกล่าว “ตระกูลอวิ๋นเป็นตระกูลชนชั้นสูงแห่งการหล่ออาวุธ มีจุดยืนที่ดีในดินแดนสวรรค์เพราะว่ามีกองกำลังมากมายขอให้พวกเขาหล่ออาวุธให้ แม้แต่กับอารามเว่ยหยางเอง ถึงแม้ว่าพละกำลังของพวกเขาจะไม่แข็งแกร่งเท่าตระกูลตู๋กู แต่เส้นสายของพวกเขานั้นมีมากเสียยิ่งกว่าตระกูลตู๋กู”
เยี่ยฉวนยิ้มแหย “เท่าที่ฟังมา หมายความว่าข้าไม่มีทางเลือกนอกเสียจากถูกสังหารหรือ?”
หมิงคุนเงียบงันไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “พี่เยี่ย ท่านสามารถทำให้สองกองกำลังนี้หมายหัวท่าน ข้าเดาว่าคงมีบางสิ่งที่ไม่ธรรมดาในตัวท่านใช่หรือไม่?”
เยี่ยฉวนส่ายหัวก่อนจะตอบยิ้มๆ “ไม่ถึงขั้นนั้นหรอก ท่านคงได้ยินแล้วว่ามีสิ่งล้ำค่าที่ข้าถือครองอยู่ ด้วยทรัพย์สมบัตินี้ข้าเกรงว่าข้าจะต้องพบเจอกับปัญหาหลายรูปแบบไปตลอด”
หมิงคุนผงกศีรษะน้อยๆ ดวงตายังจับจ้องเยี่ยฉวนขณะปากถาม “พี่เยี่ย สมบัติขั้นสุดยอดอยู่กับท่านจริงๆ หรือ?”
เยี่ยฉวนไม่ตอบแต่ถามกลับยิ้มๆ “ท่านคิดว่าอย่างไร?”
หมิงคุนยิ้มเฝื่อน “พี่เยี่ย ท่านช่างโชคดีนัก ทว่าการมีสมบัติขั้นสุดยอดนี้ ข้าเกรงว่าท่านจะต้องเข้าไปพัวพันกับปัญหามากมาย”
เมื่อกล่าวเช่นนี้เขาก็หยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ “บัดนี้พวกเราคงทำได้เพียงเฝ้ารอและดูว่าสถานศึกษาของพวกเราจะสามารถต้านทานความกดดันจากสองกองกำลังนี้ได้หรือไม่”
เยี่ยฉวนทำเพียงยิ้ม ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดตอบกลับ
ยามที่ฟ้ากำลังจะสว่าง หัวหน้าผู้อาวุโสก็มาที่เรือนไม้ไผ่นี่ เยี่ยฉวนลุกขึ้นและกล่าวอย่างขยันขันแข็ง “ไปกันเถิด!”
หัวหน้าผู้อาวุโสพยักหน้าและพาเยี่ยฉวนไปที่โรงน้ำชาในเมืองเต๋าอี้
ในโรงน้ำชานั้นเยี่ยฉวนเห็นชายชราผู้หนึ่ง ชายชรานั้นสวมใส่เสื้อคลุมผ้าไหมงดงามและมีแหวนหยกสีขาวอยู่ที่นิ้วมือข้างขวา บนแหวนหยกสีขาวนั้นมีคำเล็กๆ สลักอยู่ ตู๋กู!



