บทที่ 802 : สูบกลืนพลังปณิธานมารและกัดกินหัวใจมนุษย์!
ระเบิดตัวเอง!
ชายหนุ่มเงียบงันไป ด้วยสะเทือนความรู้สึกประหนึ่งดวงใจถูกคลื่นใหญ่ถั่งโถมก็มิปาน
ถึงแม้เยี่ยฉวนไม่ได้ร่วมในเหตุการณ์ปีนั้น ทว่าชายหนุ่มจินตนาการถึงเหตุวิปโยคในครั้งนั้นของสำนักแมวดำได้เป็นอย่างดี
เสียงแผ่วต่ำของท่านไป่ดังมาอีกว่า “สิ่งที่น่ากลัวของสำนักแมวดำคือความศรัทธาและความกล้าหาญที่มีอยู่ในตัว”
ว่าแล้วหันหน้าไปมองเยี่ยฉวน “นี่คือสิ่งที่ดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยางของเราไม่มี”
สีหน้าของคนฟังบอกความไม่แน่ใจบางอย่าง จากนั้นจึงค่อยๆ เอ่ยขึ้นว่า “นายท่าน ข้าอาจจะถามไร้เดียงสาไปสักหน่อย เหตุใดพวกท่านสองฝ่ายจึงไม่นั่งคุยหารือกันดีๆ เล่าขอรับ?”
ท่านไป่เหยียดมุมปากยกยิ้ม “ไม่ได้ไร้เดียงสาไปสักนิด เพราะที่จริงเคยคิดอยู่เหมือนกัน ทว่าโชคร้ายที่ถึงคราวเคราะห์เสียก่อนจนไม่อาจเจรจากันได้อีกต่อไป”
เยี่ยฉวนสีหน้างงงัน “ทำไมขอรับ?”
ท่านไป่ยิ้มแค่นพร้อมตอบว่า “เจ้าครอบครองสมบัติล้ำค่า มีคนจำนวนมากต้องการครอบครองสมบัตินั่น คิดว่าจะเจรจาต่อรองกับพวกเขาได้งั้นหรือ?”
คนฟังได้แต่นิ่งเงียบ…
ท่านไป่กล่าวต่อว่า “หลายครั้งที่คนเราจำต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากจะทำ หลายหนไม่มีอะไรผิดอะไรถูก อยู่ที่ว่า……ต่างที่ต่างเวลาเท่านั้น”
หลังจากนั้น หยิบน้ำเต้าใส่สุราออกมาก่อนจะค่อยๆ เทราดลงไปที่พื้นเบื้องหน้าหลุมฝังศพ เสร็จแล้วจึงหันหลังกลับ เดินจากไปเงียบๆ
โดยมีเยี่ยฉวนเดินตามมาข้างหลัง
ขณะที่เดินออกมานั้น ท่านไป่พูดขึ้นว่า “เจ้าเคยคิดไหมว่าเหตุใดกองกำลังต่างๆ จึงไม่จู่โจมแล้วชิงสมบัติล้ำค่าไปเสียตอนที่เจ้าอยู่ในดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยาง?”
เยี่ยฉวนสั่นศีรษะ
อีกฝ่ายกล่าวเสียงแผ่วเบาว่า “ท่านประมุขเข้าไปช่วยระงับยับยั้งกองกำลังเหล่านั้นไว้ยังไงล่ะ! แล้วปล่อยให้เจ้าเดินทางมาถึงที่นี่เพื่อที่จะได้คุ้มครองความปลอดภัยให้ อีกทั้งยังเกรงว่าจะไปยั่วโมโหใครจนเกิดความขัดแย้งกับกองกำลังทั้งหลายเหล่านั้นด้วย”
ท่านประมุข!
ชายหนุ่มพึมพำเสียงขรึม “ข้าไม่เคยรู้จักนาง!”
ท่านไป่หัวเราะเบาๆ “บางทีนางอาจจะรู้จักเจ้า!”
คนเดินตามส่ายหน้าอย่างจนปัญญาพลางยิ้ม “ก็อาจเป็นไปได้!”
ท่านไป่ยังคงเดินไปข้างหน้าอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่เยี่ยฉวนเดินตามหลังมาช้าๆ
ครู่ต่อมาคนหยุดเดินแล้วหันมาบอกยิ้มๆ ว่า “ข้าเกือบลืมธุระเสียแล้ว!”
ว่าแล้ว ชี้นิ้วไปทางต้นไม้ต้นใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยจั้ง “จากตรงนี้ไปถึงที่นั่น ระยะห่างนับร้อยจั้ง ไหนลองแสดงให้ข้าเห็นความรวดเร็วของกระบี่สักหนสิ!”
เยี่ยฉวนคำรามเบาๆ ขณะนั้นเอง ชายหนุ่มดีดนิ้วไปข้างหน้าเล็กน้อยเพียงชั่วพริบตา ไกลออกไปราวสามร้อยจั้ง ปรากฏใบไม้ที่ค่อยๆ ปลิดหลุดจากขั้ว ก่อนจะปลิวลงสู่พื้นดินอย่างเงียบเชียบ
ท่านไป่รำพึงกับตนเองเบาๆ “พลังชี่ขั้นสูง พลังสุญญากาศขั้นสูงเสียด้วย……กระบี่นี่ เทียบกับระดับชั้นที่เท่ากับกระบี่ถือว่ารวดเร็วก็จริง ทว่ายังไม่พอ เจ้าต้องทำให้เร็วกว่านี้อีก!”
เยี่ยฉวนรีบก้มศีรษะค้อมกายแสดงคารวะ “กรุณาชี้แนะให้ด้วย ขอรับ!”
เสียงคนตรงหน้าพูดทันที “วิญญาณ!”
ว่าแล้วเขามองมาที่เยี่ยฉวน “เหนือกว่านั้นคือการใช้จิตอิทธิฤทธิ์ ซึ่งมุ่งเน้นในพลังแห่งดวงวิญญาณและจิตวิญญาณ เพียงแต่เจ้าทำให้สองสิ่งสัมพันธ์กัน ทว่าไม่ได้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ถูกต้องไหม?”
เยี่ยฉวนพยักหน้า ภายในใจรู้สึกเลื่อมใสอยู่ไม่น้อย คนผู้นี้มองเขาเพียงแวบเดียว สามารถเข้าใจได้อย่างทะลุปรุโปร่ง!
อันที่จริงชายหนุ่มเรียนรู้พลังจิตอิทธิฤทธิ์และจิตวิญญาณเพียงระดับเริ่มต้นเท่านั้น!
ท่านไป่หัวเราะ หึ “จั่วชิงที่เป็นยอดฝีมือ แต่ใช่ว่าจะฉลาดกว่า ทว่ามีในสิ่งที่เจ้าไม่มี นั่นคือนับตั้งแต่ที่เขาเริ่มฝึกฝน จะมีผู้แกร่งกล้าแห่งสำนักแมวดำคอยชี้แนะชี้นำ อย่างในเรื่องพลังจิตอิทธิฤทธิ์ ถ้าเป็นคนธรรมดาบางทีอาจกินเวลาสามหรือสี่ปีจึงเรียนรู้ เข้าใจได้อย่างถี่ถ้วน ทว่าด้วยการชี้แนะนี้เองทำให้ใช้เวลาเพียงวันเดียวเท่านั้นจึงประสบความสำเร็จ!”
จากนั้น เขาใช้ฝ่ามือกดลงบนบ่าของเยี่ยฉวนทันที ก่อนจะค่อยๆ ยกขึ้นอย่างช้าๆ ทันใดนั้นดวงวิญญาณของชายหนุ่มถูกแยกออกจากกายเนื้ออย่างสิ้นเชิง!
ข้างเยี่ยฉวนซึ่งบัดนี้กลายเป็นร่างดวงวิญญาณถึงกับตกตะลึง อีกทั้งรู้สึกกระวนกระวายอย่างบอกไม่ถูก ด้วยรับรู้ได้ทันทีว่าบัดนี้ตนเองไร้ซึ่งพลังทั้งสิ้นแล้ว!
เสียงท่านไป่บอกมาให้ได้ยิน “ในสถานการณ์ปกติวิญญาณของมนุษย์ค่อนข้างเปราะบาง ไม่อาจแยกออกจากกายเนื้อได้ มิเช่นนั้นวิญญาณจะถูกพลังต่างๆ มากมายมหาศาลในโลกทำลายเสีย อย่างไรก็ตาม เจ้ามีความพิเศษด้วยดวงวิญญาณที่มีพลังแกร่งกล้าอย่างยิ่ง”
ชายหนุ่มมองดูท่านไป่ “นายท่าน หลังจากที่ดวงวิญญาณและกายเนื้อของข้าแยกจากกันแล้ว ข้าจะ……”
อีกฝ่ายตัดบทว่า “วิญญาณยังเป็นวิญญาณ ส่วนเจ้ายังเป็นเจ้า สมรรถนะความสามารถไม่หายไปไหน ถ้าไม่เชื่อก็ลองดู!”
เยี่ยฉวนผงกศีรษะ จากนั้นเผยฝ่ามือทั้งสองข้าง ทันใดนั้นกระบี่ชี่ค่อยๆ กลั่นตัวบนฝ่ามือ ครู่ต่อมาชายหนุ่มผลักฝ่ามือออก พลันกระบี่ชี่หายวับไปจากสายตา บริเวณที่ห่างไกลกว่าร้อยจั้งบังเกิดลำแสงกระบี่พุ่งทะลุผ่านต้นไม้
ทว่าดูจะช้าไปเล็กน้อย!
เยี่ยฉวนหันไปมองท่านไป่ อีกฝ่ายจึงพูดเสียงแผ่วเบาว่า “เจ้าใช้เพียงพลังอำนาจของดวงวิญญาณและจิตวิญญาณ ดังนั้นกระบี่จึงไม่รวดเร็วเท่าการใช้กายเนื้อร่วมกับดวงวิญญาณไปพร้อมกัน เรื่องที่ต้องทำในตอนนี้คือฝึกฝนพลังอำนาจดวงวิญญาณและอำนาจจิตวิญญาณแล้วแยกออกจากกัน เพราะถ้าสองสิ่งนี้ไม่แยกออกจากกัน กายเนื้อจะกลายเป็นข้อจำกัดการใช้พลังของทั้งสองสิ่ง”
ชายหนุ่มพึมพำตอบ “เข้าใจแล้วขอรับ”
ท่านไป่กล่าวว่า “เพื่อความมั่นใจในการฝึกฝนการบ่มเพาะพลัง อยู่เสียที่นี่จะได้ไม่มีใครมารบกวน”
หลังจากนั้นไม่นานเขาจึงกลับออกไป
ณ สถานที่แห่งนั้นเยี่ยฉวนเริ่มการฝึกฝนทันที
ท่านไป่ลับหลังไปทางด้านหนึ่ง อากุ้ยโผล่ออกมาข้างหลังทันที
คนที่เพิ่งปรากฏกายเอ่ยถาม “ท่านอยากฝึกเขางั้นหรือ?”
คนถูกถามพยักหน้า “แม้ว่าโจวเซิงเซิงจะไม่ด้อยกว่าจั่วชิง ทว่าเขาจะรับมือเทียนซาและตี้ซา เพราะฉะนั้นเยี่ยฉวนต้องรับมือจั่วชิง”
อากุ้ยพูดว่า “เช่นนั้นโม่เยี่ย…”
ท่านไป่พูดต่อ “ข้ามองคนผู้นี้ไม่ทะลุปรุโปร่ง”
คนตรงข้ามเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ถ้าเป็นไป่อี้ต่อสู้กับเขาโอกาสที่จะเอาชนะมากน้อยแค่ไหน?”
ท่านไป่ตอบเสียงเรียบ “สี่จากสิบส่วน บางทีอาจน้อยกว่านั้น!”
สีหน้าของอากุ้ยเปลี่ยนไปเล็กน้อย “ทำไม?”
คนถูกถามกล่าวว่า “รอบตัวชายคนนั้นล้อมด้วยมารกิเลน มันสูบกลืนพลังปณิธานมาร กัดกินหัวใจมนุษย์… มีสมรรถนะการต่อสู้ไม่ด้อยเลย เทียบเท่ามนุษย์ขั้นพลังก่อเกิดชั้นเนรมิตทีเดียว อีกอย่างสัตว์อสูรนั่น ยังอยู่ในวัยเด็ก ถ้าเมื่อใดเติบโตเต็มที่ล่ะก็…”
ว่าแล้วคนพูดส่ายหน้าเล็กน้อย “ข้าไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะพิชิตสัตว์อสูรตัวนี้ได้อย่างไร”
อากุ้ยนิ่งงัน…
ขณะนั้น เสียงท่านไป่พูดขึ้นอีกครั้ง “ถ้านางยังอยู่ที่นี่…”
อากุ้ยเงียบเฉย
นาง!
ณ ตอนนั้น นางคือยอดฝีมือที่โดดเด่นที่สุดในเขตกำแพงใหญ่จางเถี่ยน ทุกคนล้วนรู้สึกทึ่งในตัวนาง แต่ยากที่จะยอมรับได้!
โชคร้าย……
“อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ดีกว่า เราต้องเชื่อมั่นในตัวไป่อี้”
จากนั้นคนพูดหันกลับเดินจากไป
อากุ้ยเบือนหน้ามองไปทางเยี่ยฉวน ซึ่งขณะนั้นยังคงฝึกฝนเพลงกระบี่อยู่ไม่ไกลนัก “ทำไมข้ารู้สึกเชื่อมั่นในคนผู้นี้มากกว่า……”
นึกพลางส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะหันหลังกลับออกไป
…
ในสถานที่ไกลห่าง เยี่ยฉวนเริ่มฝึกพลังวิญญาณของตนอย่างเอาเป็นเอาตาย ภายหลังจากแยกดวงวิญญาณออกจากกายเนื้อแล้ว จึงพบว่ามีความแตกต่างของทั้งสองส่วนนี้อย่างแท้จริง
นั่นคืออำนาจแห่งเทวจิตและพลังจิตวิญญาณที่ปราศจากกายเนื้อ มีความแข็งแกร่งมากกว่าตอนที่รวมเข้าด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม ในแง่ของความแกร่งกล้าของวิญญาณและพลังจิตวิญญาณ เมื่อรวมกันไม่ถือว่าเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด!
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อปราศจากกายเนื้อ ชายหนุ่มกลับรู้สึกว่างเปล่าอีกทั้งยังขาดความเชื่อมั่นเสียด้วยซ้ำ
ในระหว่างการฝึก เกิดความคิดหนึ่งผุดวาบขึ้นในหัว เยี่ยฉวนแบมือข้างขวายื่นออกไป ทันใดนั้นบนฝ่ามือปรากฏกระบี่เจิ้นหุน
ขณะที่กำกระบี่เจิ้นหุนไว้ในอุ้งมือ ชายหนุ่มรู้สึกราวกับได้ยาขนานเอก พลันเกิดความปลอดโปร่งโล่งใจขึ้นทันที เมื่อใจสงบพลอยให้ร่างกายผ่อนคลายตาม นอกจากนั้น รู้สึกด้วยว่ามีพลังวิญญาณจากกระบี่เจิ้นหุนกำลังกำซาบเข้าสู่ร่างอีกด้วย!
เยี่ยฉวนรีบถามออกไปในใจ “อาหุน ความรู้สึกนี้คืออะไร?”
เสียงเจ้าหุนตอบว่า “นายท่าน สิ่งนี้คือพลังดวงวิญญาณที่ข้าเคยสูบกลืนเอาไว้ ท่านนำไปใช้ได้เลย!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายหนุ่มจึงนิ่งงันไป
หมายความว่าอะไร?
หมายถึงเขาสามารถสูบกลืนเอาพลังดวงวิญญาณไปใช้ได้งั้นหรือ!
พลังดวงวิญญาณที่ชายหนุ่มกำลังสูบอยู่นี้ จะเสริมพลังดวงวิญญาณของตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้น!
พลันมีเสียงเจ้าหุนพูดว่า “นายท่านอย่าเพิ่งสูบกลืนเข้าไปมากนัก วิญญาณเหล่านี้มิใช่พลังบริสุทธิ์ ถ้าสูบเข้าไปจะเกิดผลทางอารมณ์ในด้านลบ ทำให้อุปนิสัยแปลกไป เมื่อนั้นอาจเกิดเรื่องที่ไม่ดีอย่างมาก!”
เยี่ยฉวนถามอย่างสงสัย “เป็นอย่างไร?”
เจ้าหุนนิ่งเงียบไปชั่วขณะ จึงค่อยตอบกลับว่า “ท่านจะกลายเป็นคนที่มีความคิดแปรปรวน”
คำตอบที่ได้ฟังทำให้ชายหนุ่มมีสีหน้าเคร่งเครียดไปทันที
เจ้าหุนบอกมาอีกว่า “แน่นอน ตราบใดที่ไม่สูบกลืนโดยขาดการยับยั้งชั่งใจคงไม่มีปัญหา ขั้นพลังของนายท่านตอนนี้ ความแกร่งกล้าสามารถสูบกลืนได้เต็มที่ไม่เกินหมื่นดวงวิญญาณ หลังจากนั้น พลังดวงวิญญาณจะแข็งแกร่งขึ้น อีกอย่างถ้าให้ข้าอยู่ในร่างวิญญาณ ท่านสามารถสำแดงพลังของข้าออกมาได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม หากปราศจากกายเนื้อ สมรรถนะของดวงวิญญาณจะลดทอนลง อ้ออออ……นี่คือสิ่งที่มีความขัดแย้งกันสินะ!”
หลังจากนิ่งฟังเงียบๆ เยี่ยฉวนจึงเอ่ยถาม “มีหนทางที่จะทำให้สมบูรณ์แบบกว่านี้ไหม?”
เสียงตอบมาว่า “มี! เมื่อฝึกการบ่มเพาะพลังดวงวิญญาณถึงระดับหนึ่งจนแข็งแกร่งเทียบเท่ากายเนื้อ ทำให้เกิดความสมดุลระหว่างดวงวิญญาณและกายเนื้อ แต่โชคร้ายด้วยขั้นพลังที่เป็นอยู่ จึงเป็นไปได้ยากที่นายท่านจะฝึกได้สำเร็จ”
ชายหนุ่มรำพึงกับตนเอง “ถ้าไม่ลองจะรู้ว่าทำได้หรือไม่ได้ ได้อย่างไร?”
ว่าแล้วเยี่ยฉวนเริ่มสูบกลืนดวงวิญญาณในกระบี่เจิ้นหุน!
ดวงวิญญาณที่ปรากฏ ล้วนเป็นศัตรูเก่าที่เคยประมือกันมาก่อน ดังนั้นการสูบกลืนจึงทำได้อย่างสบายใจไร้กังวล!
ชายหนุ่มทำการสูบเอาดวงวิญญาณเหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง ชายหนุ่มเริ่มรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปทีละนิดทีละน้อย
ถัดมาราวหนึ่งชั่วยาม เสียงเจ้าหุนร้องบอก “พอได้แล้วนายท่าน!”
เยี่ยฉวนจึงรีบระงับไว้เพียงเท่านั้นทันที แล้วรีบสูดลมหายใจเข้าปอด ความรู้สึกของการสูบกลืนดวงวิญญาณช่างน่าอัศจรรย์นัก! ชายหนุ่มอยากสูบเข้าไปเรื่อยๆ ทว่าความคิดกลับบังคับให้หยุดยั้งไว้เพียงนั้น!
หลายคนต้องตายเพราะความละโมบไม่รู้จักพอ!
ชายหนุ่มผุดลุกขึ้นยืน พร้อมกับขยับกระบี่เจิ้นหุนไว้ถนัดมือแล้วตวัดฟันลงไปตรงหน้า ทันใดนั้น ช่องอากาศที่ว่างเปล่ากลายเป็นสิ่งเปราะบางปานแผ่นกระดาษ แล้วขาดกระจุยไม่มีชิ้นดี!
เยี่ยฉวนนิ่งคิดนิดหนึ่ง จากนั้น กระโจนออกไปพร้อมกับฟาดกระบี่ไปอีกครั้ง
‘หนึ่งกระบี่ชี้ชะตา!’
เพลงกระบี่นี้ สตรีลึกลับได้มอบให้กับเขา!
หลังจากนั้น ทั่วบริเวณพลันนิ่งงันไร้การเคลื่อนไหว!
ขณะเดียวกัน เจ้าตัวยืนมองด้วยความตกตะลึง!
เจ้าหุนพึมพำเสียงแผ่ว “พลังฟาด……รุนแรงนัก!”
เยี่ยฉวนพูดไม่ออกไปชั่วครู่ “อาหุน จะหัวเราะเยาะข้าอีกสินะ!”
เสียงเจ้าหุนกล่าวว่า “นายท่าน เข้าใจผิดเสียแล้ว! แม้ว่าพลังฟาดครั้งนี้ ดูเหมือนไม่เกิดความเคลื่อนไหวใดๆ เป็นเพราะมุ่งเป้าไปที่ดวงวิญญาณ ถ้ามีศัตรูอยู่ตรงหน้า ท่านจงใช้ทักษะนี้ โดยเฉพาะกับกระบี่ข้า จะทำให้ยึดดวงวิญญาณของฝ่ายตรงข้ามได้ด้วยพลังฟาดเพียงครั้งเดียว ทักษะนี้มุ่งร้ายต่อดวงวิญญาณโดยตรง ไม่เกิดอันตรายต่อกายเนื้อ เพลงกระบี่และข้า เป็นเพียงสิ่งที่คู่ควรแก่กันและกัน ต่อให้เผชิญหน้ากับยอดฝีมือในขั้นพลังก่อเกิดชั้นเนรมิต ท่านสามารถดึงเอาดวงวิญญาณมาด้วยพลังฟาดโดยที่พวกมันไม่ทันตั้งตัว!”
ชายหนุ่มตะลึงงันก่อนถามเสียงเร็ว “ทรงพลังขนาดนั้นเลยหรือ?”
เจ้าหุนตอบกลับ “อำนาจแข็งแกร่งมาก! ผู้คิดค้นเพลงกระบี่ชนิดนี้เป็นยอดฝีมือมากพลังยิ่งกว่าท่าน……”
คนฟังรีบขัดจังหวะ โดยไม่รออีกฝ่ายว่าจนจบ “หยุดเลย หยุด……เราไม่ได้กำลังคุยเรื่องนี้กันสักนิด!”
เจ้าหุนเงียบเสียงลงไปทันที
หลังจากนั้น ชั่วครู่เยี่ยฉวนเริ่มทำการฝึกฝน ตอนนี้ชายหนุ่มไม่เพียงฝึกบ่มเพาะพลังดวงวิญญาณเท่านั้น ทว่าฝึกฝนควบคู่กันไประหว่างกายเนื้อและดวงวิญญาณ!
ภาพเหตุการณ์ที่บังเกิดขึ้น ช่างน่าแปลกประหลาดยิ่งนัก เป็นภาพของการผสานดวงวิญญาณของเยี่ยฉวนเข้ากับกายเนื้อ แล้วแยกออกจากกันอีกครั้ง ขณะต่อมาร่างชายหนุ่มเหมือนไม่ได้มีเพียงร่างเดียว ทว่าเกิดเป็นร่างสองร่าง……



