Skip to content

A World Worth Protecting 142

บทที่ 142 ก้าวข้ามขีดจำกัดแห่งสวรรค์

“ศิษย์พี่หวัง เกิดอะไรขึ้น” โจวเผิงไห่ ผู้ฝึกตนในชุดสีน้ำเงินกำลังผ่อนคลายอยู่ในถ้ำที่พักส่วนตัว กำลังครุ่นคิดว่าจะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับหวังเป่าเล่ออย่างไรดี แล้วเขาก็ได้รับข้อความมาจากแหวนสื่อสารของหวังเป่าเล่อ เขานึกประหลาดใจ    และพอได้ฟังสิ่งที่หวังเป่าเล่อบอกมาก็ตะลึงงันไป พลางรีบถามหวังเป่าเล่อถึงเรื่องนี้ เขาเรียกอีกฝ่ายพี่หวังอย่างสุภาพ เห็นได้ชัดว่าไม่อยากทำตัวเลินเล่อ

ณ ตลาดเขตใต้ หวังเป่าเล่อเหยียบซุนฟางเอาไว้ขณะกล่าวน้ำเสียงใจเย็นไปทางแหวนสื่อสาร

“ไม่มีอะไรมากนักหรอก แค่สหายนามซุนฟางจากฝ่ายปกครองสำนักขู่จะดัดนิสัยข้า” หวังเป่าเล่อกล่าวพร้อมมองซุนฟางผู้ปั้นยิ้มเย้ยอยู่บนพื้น

หวังเป่าเล่อไม่ได้ใช้ระบบกระจายเสียง ซุนฟางจึงไม่ได้ยินบทสนทนาระหว่างเขากับโจวเผิงไห่ทางแหวนสื่อสาร

พอโจวเผิงไห่ได้ฟังคำตอบ เขาก็สูดหายใจลึกๆ แล้วรีบค้นหาว่าใครเป็นคนดำเนินการลงพื้นที่หนนี้ ครั้งพบว่าไม่ใช่คนในกลุ่มของตนเขาก็โล่งอก ทว่าทันใดนั้นดวงตาเขาพลันเป็นประกายเมื่อตระหนักได้ว่านี่เป็นโอกาสอันดีแก่ตัวเอง

เขาอยากแน่ใจว่าจะมีการจัดการกับเหตุการณ์นี้อย่างเหมาะสม จึงติดต่อยัง    ศิษย์ฝ่ายปกครองกลุ่มหลักในทันที น้ำเสียงเข้าฟังดูเข้มงวดเป็นพิเศษเพราะเขามีตำแหน่งระดับสูงในฝ่ายปกครองสำนัก และยังเป็นมือขวาของเฉินอวี่ถง และทาง  ศิษย์วินัยกลุ่มหลักเองก็ได้ทราบเกี่ยวกับหัวหน้ากลุ่มคนใหม่แล้วอีกด้วย

บัดนี้ ศิษย์ฝ่ายปกครองกลุ่มหลักสามสิบคนถ้วนเริ่มขยับตัวหลังได้ยินโจวเผิงไห่ พวกเขาร่วมกับโจวเผิงไห่มุ่งหน้าตรงไปยังตลาดเขตใต้

ระหว่างทาง เขาครุ่นคิดถึงปัญหากับติดต่อไปยังหัวหน้ากลุ่มหลักที่ดูแลกลุ่มซึ่งกำลังบุกตรวจค้นในพื้นที่เพื่อแจกแจงข้อมูล หัวหน้ากลุ่มหลักคนดังกล่าวดูจะกำลังหลอมวัตถุเวทอยู่เพราะโจวเผิงไห่ได้ยินเสียงบ่งบอกว่าการหลอมล้มเหลว

พอได้อธิบายสถานการณ์ โจวเผิงไห่ได้ยินเสียงหายใจ ดูท่าแล้วคนผู้นี้จะได้ยิน   มาจากเฉินอวี่ถงเช่นกันว่าหวังเป่าเล่อมีแนวโน้มจะเป็นคนที่เข้ามาดูแลฝ่าย    ปกครองสำนักต่อจากเขา

“ขอบคุณมาก พี่โจว ไอ้เวรซุนฟางนั่น…ข้าจะรีบไปทางนั้นเดี๋ยวนี้!”

ระหว่างที่ทั้งกลุ่มมุ่งไปยังตลาดเขตใต้ ซุนฟางผู้ยังอยู่ใต้เท้าหวังเป่าเล่อ พอเห็นว่ามีการส่งข้อความเสียงก็นึกกังวลเล็กน้อย แต่เขาประเมินสถานการณ์แล้วยังคงรู้สึกว่าจะไม่เกิดปัญหาอะไรจึงเริ่มหัวเราะข่ม

“สหายเอ๋ย เจ้านี่แสดงเก่งเสียจริง! เจ้าหมายความว่าอย่างไร ที่ว่าเจ้าไม่คุ้นกับศิษย์ฝ่ายปกครองกลุ่มหลักแล้วต้องการให้คนช่วยส่งต่อคำสั่งให้เจ้า นี่เจ้าคิดว่า       เจ้าเป็นใครกัน”

ซุนฟางเหน็บหวังเป่าเล่อ วันนั้นเขาออกจากที่พักล่วงหน้า จึงไม่ทันรับรู้ว่า     หวังเป่าเล่อได้รับแต่งตั้งเป็นหนึ่งในหัวหน้ากลุ่มหลักแล้ว และถ้าเขาเองยังไม่ทราบข่าวนี้ บรรดาศิษย์รอบๆ ด้านเขาก็ยิ่งไม่ทราบเรื่องกันแม้แต่น้อย เพราะหวังเป่าเล่อ   ก็เพิ่งได้รับการแต่งตั้งมาหมาดๆ

ทุกคนบริเวณนั้นถึงได้เริ่มหัวเราะ ยิ่งพอมองหวังเป่าเล่อเสียงหัวเราะก็ยิ่งออกไปทางเย้ยหยัน

“เจ้าคนนี้น่าสนใจดี…ตอนเขาพูดเมื่อครู่ฟังดูสมจริงจนข้าเกือบโดนหลอก!”

“อะไรนี่…คนที่มายั่วโมโหพวกเราช่างทรงอิทธิพลขนาดนี้เลยรึ ฮ่าฮ่า!”

ศิษย์จากฝ่ายปกครองสำนักพากันหัวเราะจนท้องแข็ง ในบรรดาพวกเขา        ชายหน้ายาวหัวเราะได้ดังและน้ำเสียงถากถางกว่าใครเพื่อน

หวังเป่าเล่อได้ยินถ้อยคำจากคนรอบตัวเช่นนั้น เขาก็เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ท่าทางสงบนิ่ง

พอเห็นหวังเป่าเล่อยังคงใจเย็น ซุนฟางทั้งสงสัยและประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ยังคิดว่าตนไม่ควรจะไปนึกกลัวอะไรกับเรื่องพรรค์นั้นแล้วกัดฟันพูดต่อ

“พวกเอ๋ย ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะเรียกรวมตัวทุกคนจากศิษย์ฝ่ายปกครองกลุ่มหลักมาได้จริงไหม ว่าเจ้า…” เขาไม่มีโอกาสได้พูดจนจบเพราะแหวนสื่อสารของเขาเริ่มสั่นอย่างหนัก

เมื่อพบว่าเป็นหัวหน้ากลุ่มหลักของเขาเองส่งข้อความเสียงมา ซุนฟางก็ตะลึงไปชั่วขณะ เขาเกิดสังหรณ์ว่ามีอะไรผิดพลาดไป ความรู้สึกไม่อยากเชื่อเล็กๆ ผุดขึ้นมาขณะทีเขารีบเปิดแหวนสื่อสาร เสียงโกรธจัดคำรามลั่นออกมาทางแหวนสื่อสารในทันที สนั่นแก้วหูเขาอื้อดั่งเสียงฟ้าผ่า

“ซุนฟาง เจ้าคนต่ำช้า! เจ้าคอยดูเถอะ! ข้าจะบั่นคอบรรพบุรุษเจ้าให้เหี้ยน!       เจ้าตาบอดหรืออย่างไรถึงไปยั่วโมโหหวังเป่าเล่อ ปล่อยเขาเดี๋ยวนี้! เดี๋ยวนี้!”

เสียงหัวหน้ากลุ่มหลักดังลั่นทำเอาซุนฟางสั่นไปทั้งตัว ใจเขาสับสนอลหม่านเนื่องจากไม่เคยได้ยินหัวหน้ากลุ่มหลักโกรธจัดเพียงนี้มาก่อนตลอดระยะเวลาที่ตนทำงานมา จังหวะหายใจเขาเร่งเร็วขึ้นจนพูดอะไรไม่ออก

หวังเป่าเล่อทำปากย่นไม่พูดไม่จา

แม้เสียงหัวหน้ากลุ่มหลักจะดังเป็นฟ้าคำราม แต่พวกศิษย์ที่อยู่ห่างออกไป        ซึ่งกำลังหัวเราะและโยนถ้อยคำดูถูกใส่หวังเป่าเล่ออยู่ล้วนไม่ได้ยิน

เมื่อพวกนั้นเห็นหัวหน้ากลุ่มตนได้รับข้อความเสียงก็ต่างระริกระรี้ขึ้นมา โดยเฉพาะชายหน้ายาวซึ่งอดใจมิได้ต้องตะโกนถาม “ศิษย์พี่ซุน คนของเราจาก     ฝ่ายปกครองสำนักมาถึงรึยัง”

“ฮ่าฮ่า พวก! ข้าอยากเห็นเสียจริงว่าเจ้าจะยังโอหังต่อไปได้ไหม!”

ขณะที่ฝูงชนรอบๆ ต่างตื่นเต้นยินดี ร่างซุนฟางสั่นเทิ้ม ลำคอขึ้นสีแดง “พวกเจ้าทั้งหมด หุบปาก!”

ใบหน้าซุนฟางเปลี่ยนเป็นซีดเซียวตอนเขาตะโกน เขาลอบมองยังหวังเป่าเล่อ แววประหลาดใจและสลดฉายแวบในดวงตาตอนเขาเอ่ยถามหวังเป่าเล่อดังนี้ด้วย  เสียงสั่นเครือ “เจ้า…เจ้าคือหวังเป่าเล่อรึ”

“เจ้ารู้ว่าข้าเป็นใครด้วยรึ” หวังเป่าเล่อถามเสียงนิ่ง ทว่าเมื่อถ้อยคำเหล่านั้น   แตะหูซุนฟางกลับไม่ต่างอะไรกับสายฟ้าฟาดสนั่นหวั่นไหว เขย่าเหมือนเขาเป็นกระชอน หน้าเขาบัดนี้เป็นสีขาวจนน่ากลัว เขาจวนเจียนจะร้องไห้ ผู้คนรอบเขาเริ่มสังเกตเห็นว่ามีอะไรแปลกไป พวกเขาเริ่มหายใจเร็วระรัวและไม่กล้าทำเสียงเอะอะกันอีกต่อไป ซุนฟางใกล้จะสติแตก เขาเปิดปากจะพูดต่อ

ทว่าในจังหวะเดียวกันนั้น มีเสียงขยับต่อเนื่องดังมาจากไกลๆ  ยานลาดตระเวนมาถึงทีละลำเป็นจำนวนมากกว่าสิบห้าลำ เพียงพริบตาเดียว บรรดายานลาดตระเวนก็เข้ามาใกล้และมีศิษย์กว่าสิบรายในเสื้อคลุมสำนักเต๋าจากฝ่ายปกครองสำนัก  กระโดดลงมา หนึ่งในนั้นมีศิษย์อาวุธเวทเก้าคน ทุกคนเข้ามาใกล้ ต่างดูเคร่งขรึมจริงจัง

มีสี่คนเดินนำหน้า คนอื่นนอกจากโจวเผิงไห่และชายหุ่นกำยำมีสีหน้าดุดัน         มีอีกสองคนท่าทางระเบียบจัดและสวมเสื้อคลุมศิษย์ฝ่ายปกครองสีดำ มองเพียง   แวบเดียวก็บอกได้ว่า เป็นหัวหน้ากลุ่มรองจากศิษย์ฝ่ายปกครองกลุ่มหลัก

วินาทีที่คนเหล่านี้ปรากฏตัว ผู้คนรอบด้านและพวกศิษย์ฝ่ายปกครองสำนักที่   ยืนอยู่ต่างสูดลมหายใจลึกด้วยความตื่นตกใจ ซุนฟางตัวสั่นหนักกว่าเดิมและเริ่มรู้สึกวิงเวียน

ทว่าสิ่งที่น่าตกใจที่สุด สิ่งที่ทำให้พวกเขาแตกตื่นรู้สึกอลหม่าน คือ ตอนที่หัวหน้า  กลุ่มรองสองคนจากศิษย์ฝ่ายปกครองกลุ่มหลักและศิษย์อีกประมาณสามสิบคนด้านหลังกระโจนข้ามคนอื่นๆ ปราดเข้าไปหาหวังเป่าเล่อทันทีที่เห็นเขา คนเหล่านี้บอกได้ทันทีว่าเป็นเขาทั้งที่เพิ่งเคยพบหน้าเป็นครั้งแรก

เมื่อเข้าไปใกล้ พวกเขาคุกเข่าลงแล้วกุมหมัดทักทายหวังเป่าเล่ออย่างนอบน้อม ทุกพยางค์เป็นทางการและสุภาพ

“คารวะ หัวหน้ากลุ่มหลัก!”

เมื่อพวกเขาเอ่ย ซุนฟางเหมือนถูกซัดเข้าอย่างจังที่หัว เขากรีดร้องอย่างน่าอนาถแล้วหมดสติไป ลูกน้องที่อยู่รายล้อมเองต่างตกใจจนทำตัวไม่ถูก ต่างรู้สึกสับสนอลหม่านอยู่ข้างใน พวกเขาต่างตะลึงงัน ปากเริ่มอ้าพะงาบค้าง

“หัว…หัวหน้ากลุ่มหลักรึ”

“เขา…เขาเป็นหัวหน้ากลุ่มหลักของศิษย์ฝ่ายปกครองกลุ่มหลักจริงๆ รึ”

“ให้ตาย…เป็น…เป็นไปได้อย่างไรกัน”

ชายหน้ายาวตกใจหนักกว่าใครทั้งหมด ทั้งร่างเขาเริ่มสั่นระริก ตัวเขามึนงงจมอยู่กับความกลัวและความรู้สึกไม่อยากเชื่อ

หวังเป่าเล่อค่อยๆ สูดลมหายใจ จากทุกอย่างที่เกิดขึ้น เขารู้สึกเสียหลักเล็กน้อย อันที่จริงแล้วเขาคุ้นเคยกับความรู้สึกนี้ดี เป็นความรู้สึกเดียวกับตอนเขาเป็น     หัวหน้าศิษย์ที่เกาะมหาปราชญ์ชั้นรอง เมื่อเขาได้ผ่านเข้ามาเกาะมหาปราชญ์ชั้นสูง เขาเสียอำนาจที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ทั้งที่ตัวเขาได้เลื่อนระดับขึ้นสูงไปอีก

จนกระทั่งเขาได้อำนาจกลับคืนมา เขาต้องการพักหายใจอย่างช่วยมิได้ แต่ก็รีบฟื้นตัวจากความรู้สึกไม่คุ้นเคยนี้อย่างรวดเร็ว เขายกขาขึ้นแล้วกล่าวอย่างสุขุม

“เอาตัวพวกมันไป!”

เพียงเขากล่าว ศิษย์ฝ่ายปกครองรอบด้านเขารีบปฏิบัติตามคำสั่ง พวกเขากระจายตัวออกไม่มีรีรอ เข้าจับกุมซุนฟางและลูกน้องที่เหลือทั้งหมด บรรดาผู้ถูกจับกุมต่างตกอยู่ใต้ความหวาดกลัวและขื่นขมเกาะกุมหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง        ตัวชายหน้ายาวที่สั่นเทิ้มหวาดผวา ซุนฟางเองได้สติ ณ จังหวะนั้นพอดี แต่พอนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก็หมดสติไปอีกรอบหนึ่ง

เมื่อศิษย์ฝ่ายปกครองกลุ่มหลักนำตัวซุนฟางกับพรรคพวกไปแล้ว โจวเผิงไห่และชายหนุ่มข้างกายเขาเดินไปหาหวังเป่าเล่อเพื่อทักทาย หลังได้โจวเผิงไห่แนะนำตัวให้ หวังเป่าเล่อจึงได้ทราบว่าชายอีกคนคือหัวหน้ากลุ่มหลักที่ดูแลกลุ่มสาขาซึ่งซุนฟางสังกัดอยู่ เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย

ชายคนนั้นหัวเราะขื่น แล้วอธิบายทุกอย่างคร่าวๆ หวังเป่าเล่อก็ไม่ได้ถามเรื่องนี้เพิ่มเติม ไม่นานทั้งสามก็พูดคุยกันได้ราบรื่นดี สร้างความโล่งใจให้แก่ชายหนุ่มคนนั้น ท้องฟ้ามืดลงในเวลาอันสั้น คนทั้งสองจึงกล่าวอำลาแล้วปลีกตัวไปจากหวังเป่าเล่อ

หวังเป่าเล่อทักทายบรรดาเจ้าของร้านในตลาด แล้วเริ่มเก็บขนมที่ซื้อขึ้นมา    ศิษย์พี่หลิวเจ้าของร้านดูสงบขึ้น แต่แววตาแสดงความรู้สึกซาบซึ้งชัดเจน หวังเป่าเล่อรู้สึกใจชื้นยิ่ง แล้วจากไปโดยไม่กล่าวอะไร

หวังเป่าเล่อเดินจากไป และเมื่อไม่เห็นเขาในระยะสายตาแล้ว ทั้งตลาดกลับมาวุ่นวาย ตอนหวังเป่าเล่อยืนอยู่ ไม่มีใครกล้าออกความเห็น ทว่าพอเขาไป บรรดาลูกศิษย์ซึ่งรวมถึงศิษย์พี่หลิวต่างเริ่มพูดคุยกันออกรส

“หวังเป่าเล่อรึ ข้าจำได้แล้ว…เขาเป็นยอดฝีมือระดับลมหายใจเที่ยงแท้ที่มีรากฐานวิญญาณแปดนิ้ว คนที่มีส่วนช่วยเหลือสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์มากที่สุด   ตอนเขาอยู่ในหมู่บ้านลมปราณวิญญาณ!”

“เขานั่นเอง! หวังเป่าเล่อที่เมื่อก่อนโดนว่าร้ายไปทั่วเครือข่ายวิญญาณ!            ข้าได้ยินว่าเขาเป็นหัวหน้าศิษย์สามโถงเพียงหนึ่งเดียวคนนั้นของสาขาอาวุธเวทที่  เกาะมหาปราชญ์ชั้นรอง ตำแหน่งที่ไม่เคยมีใครเป็นมาก่อนเชียวนะ!”

ท่ามกลางเสียงถกเถียง หวังเป่าเล่อนั่งยานลาดตระเวนตรงไปยังถ้ำที่พักของตัวเอง เขามัวแต่คิดถึงคำพูดที่บิดาเคยบอกไว้

ถ้าเจ้าไม่อยากโดนกลั่นแกล้ง เจ้าก็ต้องขึ้นไปอยู่บนสุด!

เมื่อคิดได้เช่นนั้น ปณิธานของหวังเป่าเล่อว่าจะบรรลุความฝันขึ้นเป็นผู้นำของสหพันธรัฐยิ่งกล้าแกร่ง

ข้าจะไม่ยอมให้เวลาที่ข้าใช้ไปกับการอ่านอัตชีวประวัติเจ้าพนักงานระดับสูงมาตลอดหลายปีสูญเปล่า ไม่ช้าก็เร็ว หวังเป่าเล่อที่ผอมเพรียวที่สุด หล่อเหลาที่สุดจากสหพันธรัฐจะต้อง…

หวังเป่าเล่อยกศีรษะขึ้นอย่างภาคภูมิและกำลังจะปฏิญาณตน ตอนนั้นเอง          มีคลื่นเสียงร้องตื่นเต้นดังก้องในหูและยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกำลังใกล้เข้ามา

คุ้นหูชะมัด…หวังเป่าเล่องุนงง แต่ก่อนจะทันได้ตั้งตัว พลันบังเกิดเสียงระเบิด    ดังก้องผืนฟ้า ยานลาดตระเวนที่เขานั่งอยู่ถูกฟาดเข้าเต็มแรงจนเบนทิศทางดิ่งลงพื้น!

“เกิดอะไรขึ้นน่ะ” หวังเป่าเล่อร้องเสียงหลง เขารู้สึกโลกหมุนไม่หยุด และเมื่อสังเกตเห็นอสูรวานรเพชรตัวมหึมาบนฟ้า เขาก็กรีดร้องลั่น

วานรเพชรตัวนั้นดูตื่นเต้น มันเอาสองมือทุบอกระรัวแล้วบดฟัน ทำเสียงเหมือนกำลังล้อเลียนหวังเป่าเล่อ เสียงนั่นแผ่ไปทุกทาง และเขย่าขวัญทัดเทียมความสามารถอันสูงส่งของหวังเป่าเล่อ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!