Skip to content

A World Worth Protecting 143

บทที่ 143 ปัญหามาอีกแล้ว

“เจ้าอีกแล้ว!” หวังเป่าเล่อกลับมาหงุดหงิดพอแหงนหน้าขึ้นมองหลังจากพยายามประคองยานลาดตระเวนไว้เต็มที่ เขาไม่รู้ว่าตนมีความสัมพันธ์ชิดใกล้      เป็นพิเศษกับวานรเพชรหรืออย่างไร แต่นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่เขาเจอเข้ากับเจ้าหมอนี่ สีหน้าวานรเพชรฟ้องชัดว่ามันจำยานลาดตระเวนของหวังเป่าเล่อได้

“ข้าไม่ได้บินไปสูงกว่าระดับชั้นเมฆ เจ้าลิงหน้าขนนี่ก็ยังโจมตีข้า เขากำลังหาเรื่องข้าเพราะข้าทำตัวดีรึ” หวังเป่าเล่อฉุนกึก ไม่อยากมองข้ามปัญหานี้ไป แต่พอเขานึกถึงขุมกำลังและระดับการฝึกตนของวานรเพชรแล้ว…

“ข้าจะทนไปก็ได้!” หวังเป่าเล่อกัดฟันกรอดพลางคิดหาทางออกจาก            ยานลาดตระเวน แล้วเก็บยานไปเสีย เขาคำนึงถึงว่าตนไม่ควรยั่วโมโหวานรเพชร   และบางทีวานรเพชรอาจจะไม่โจมตีเขาอีกถ้าเก็บยานไปให้พ้นตามัน

แต่ก่อนเขาจะทันก้าวออกจากยาน วานรเพชรซึ่งดูจะมากประสบการณ์และมีฟันขาววาววับกับแววตาเดียดฉันท์ก็พุ่งเข้าใส่ยานลาดตระเวนของหวังเป่าเล่อแล้วฟาดเข้าอย่างจังอีกครั้ง

เสียงปะทะดังสนั่น หวังเป่าเล่อร้องอนาถขณะที่ยานลาดตระเวนโดนเขวี้ยงเหมือนลูกบอล ยานลอยไปในอากาศ หมุนควงหลายรอบอย่างเช่นหนก่อน จากนั้นก็ฝืนทรงตัวเอาไว้ หวังเป่าเล่อโกรธทะลุปรอท แต่เขายังที่คนอื่นใจดีให้คำแนะนำว่าอย่าต่อว่าเจ้าลิงนั่นเด็ดขาด เขาจึงตัดใจจะกล้ำกลืนฝืนทน แม้ว่าเจ้าลิงจะยังคง      บิดกายทำท่าน่าเกลียด ทั้งขยับส่ายก้นและแยกเขี้ยวมาทางเขา

บางอย่างในหัวหวังเป่าเล่อสะดุดกึก เขาทนต่อไปไม่ไหวแล้วเปิดประตูยานขึ้น ออกไปยืนตะโกนใส่วานรเพชรพร้อมชี้หน้าประกอบ

“เจ้าลิงขนดก! เจ้าตัวจิตป่วยน่ารำคาญ! เจ้าอันธพาล! ช่างหัวเจ้าสิ! เจ้ากล้ารอสู้กับข้าหลังจากข้าบรรลุปราณระดับลมหายใจเที่ยงแท้ไหมเล่า ถ้าเจ้าไม่กล้า เจ้าก็เรียกข้าว่าบิดาเสีย! เจ้าคิดเจ้าแค้นเก่งนักรึ ข้าคือคนที่จำฝังใจเก่งกว่าใครทั้งหมด!        เรื่องระหว่างเราจะไม่มีวันจบง่ายๆ แน่นอน!”

ในระหว่างที่หวังเป่าเล่อระบายความโกรธ เขาไม่ทันคิดหรอกว่าถ้าลิงเป็นลูกเขา แบบนั้นจะหมายความว่าอย่างไร บัดนี้เสียงดังลั่นของเขาเริ่มแผ่ออกไป

บนเกาะมหาปราชญ์ชั้นสูง ศิษย์จากหลายตำหนักต่างเห็นการโต้ตอบระหว่างวานรเพชรและหวังเป่าเล่อ ตอนแรกพวกเขาเพียงรับชม แต่พอได้ยินเสียงหวังเป่าเล่อ สีหน้าพวกเขาเปลี่ยนกะทันหัน

“นั่นเจ้าคนใหม่รึ ให้ตายสิ เขากล้าไปดุด่าวานรเพชร! พวกเราต้องหนีแล้ว!”

“เขาไม่รู้รึอย่างไรว่าเวลาวานรเพชรโกรธขึ้นมา มันจะจำใบหน้าคนที่ทำมารยาททรามใส่มันไว้ ทางออกเดียวคือ ต้องยอมให้มันเล่นด้วยสามครั้ง จะเล่นอย่างไรก็ได้แค่     สามครั้งเท่านั้น หากทนได้ก็จบ หลังจากนั้นตำหนักฝึกอสูรจะค่อยชดเชยให้!”

“ปัญหามาอีกแล้ว!”

พวกศิษย์จากหลายตำหนักที่ยืนอยู่บริเวณนั้นต่างมีสีหน้าตกใจ พวกเขารีบถอย ยิ่งไกลจากตรงนั้นยิ่งปลอดภัย

วานรเพชรทุบอกตัวเองและแยกเขี้ยวใส่ในอากาศ พอได้ยินหวังเป่าเล่อด่า      ทั้งตัวมันเกิดสั่น มันเลิกอวดฟันกับทุบอก ลมหายใจเร่งแรงขึ้น ดวงตามันกลายเป็น   สีแดงโกรธพร้อมเสียงมันคำรามเดือดดาลไปทางหวังเป่าเล่อ

เสียงกู่ร้องนั้นดังหูแทบดับและแผ่ไปทุกทิศทุกทาง เมื่อเสียงดังกังวานไป        พวกศิษย์ซึ่งกำลังหลบหนี ล้วนรู้สึกเหมือนหัวจะระเบิด พวกเขาพากันเร่งฝีเท้า      บ้างถึงขั้นนำเรือบินของตนออกมา

“ปั่นป่วนกันใหญ่แล้ว! วิ่ง!”

“วานรเพชรจะระเบิดโทสะแล้ว!”

พวกเขาหนีกันแตกตื่น ขณะเดียวกันนั้นเอง บนภูเขาล่องลอยตรงตำหนักฝึกอสูร ผู้คนต่างอ้าปากค้าง ศิษย์หลายต่อหลายคนจากตำหนักฝึกอสูรตกอยู่ในความโกลาหล พวกเขารีบหยิบหน้ากากมาสวมกันให้เร็วที่สุด แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่หายกังวล        พวกเขาเร่งหาห้องป้องกันภัย…

ในระหว่างนั้น หวังเป่าเล่อยังอึ้งอยู่กับเสียงกู่ร้องเกรี้ยวกราดของวานรเพชร    เขารู้สึกถึงแรงลมซัดมาถึงตัวตอนวานรเพชรเปลี่ยนท่าทีเป็นดุร้ายในชั่วพริบตา

“จะต้องเป็นถึงขนาดนี้ด้วยรึ ข้าแค่ดุเจ้านิดเดียว ไม่ได้อัดเจ้าเสียหน่อย!       ความอดทนเจ้ามันจะบางไปแล้ว!” หวังเป่าเล่อทำหน้าตกใจ เขากำลังจะขยับตัวแต่ทันใดนั้น วานรเพชรบนฟ้าหันหนีไปอีกทาง มันเขม่นเขาโกรธๆ แล้วหันหลังให้     หวังเป่าเล่อ เหมือนว่ากำลังพยายามควบคุมตัวเอง

“นั่นแหละที่ข้าหมายถึง! เจ้าก็มีเหตุมีผลเหมือนกัน จะอย่างไร…” พอเห็นว่า   เกิดอะไรขึ้นต่อ หวังเป่าเล่อก็ถอนหายใจโล่งอก เขาคิดว่าตนไม่ควรไปยั่วโมโห     วานรเพชรต่อ ตัวมันอารมณ์ร้ายกว่าเขาเสียอีก เขาจึงควบคุมยานลาดตระเวนแล้วตรงดิ่งกลับถ้ำที่พักจังหวะที่วานรเพชรยังคงหันหลังให้

แต่เพียงหวังเป่าเล่อกำลังจะขับยานจากไป วานรเพชรที่ยังหันหลังอยู่ก็เริ่มสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ แรงสูบตอนมันสูดลมนั้นรุนแรงจนเกิดลมหมุนบนท้องฟ้าตรงหน้า พืชพรรณและต้นไม้ชนิดอื่นๆ บนภูเขาล่องลอยเองโดนดึงเข้าไปด้วย     วานรเพชรค่อยๆ ยกก้นขึ้นระหว่างสูดลมหายใจ

หวังเป่าเล่อซึ่งกำลังเร่งขับยานหนีไปตัวแข็งทื่อตกตะลึงพอเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น เขานิ่งงงงันจับจ้องด้วยดวงตาเบิกกว้าง

“นี่มันอะไรกัน”

ทันทีที่หวังเป่าเล่อเปิดปาก วานรเพชรยิ่งยกก้นสูงแล้วสูดลมหายใจให้มากพอ    จะเต็มท้องมันเอง พริบตาต่อมา มันหดกล้ามเนื้อ พลันเสียงดังสนั่นก็ดังขึ้นมา    หมอกทึบแผ่พุ่งอัดเข้าใส่หวังเป่าเล่อเหมือนคลื่นที่มองไม่เห็น

หวังเป่าเล่อสับสนความคิดยุ่งเหยิง เขาไม่เคยคาดมาก่อนว่าวานรเพชรที่น่าเกรงขามจะผายลมใส่เขาเพียงเพราะโดนดุด่า!

“นี่…นี่…” หวังเป่าเล่อสูญเสียการควบคุมที่เขาพยายามยื้อไว้

เหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่หวังเป่าเล่อดุวานรเพชรไปจนถึงมันล้างแค้นได้อย่าง     น่ากลัวเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา หวังเป่าเล่อตัวสั่น ตะลึงจนเสียสติ ลมจากกระเพาะถล่มมาหาเขา เข้าปกคลุมหวังเป่าเล่อและยานลาดตระเวน

หมอกดูจะรวมตัวเข้ากับพลังพิเศษ ยานลาดตระเวนทำงานผิดปกติทันทีที่   หมอกแทรกตัวเข้ามา ซึ่งไม่มีวิธีจะกั้นหมอกออกไปได้เลย มันแผ่ทั่วห้องบนยาน   เพียงสูดเข้าไปนิดเดียว หวังเป่าเล่อก็ส่งเสียงร้องโหยหวน

“นี่ไม่ใช่ตดแล้ว นี่มันพิษชัดๆ!” กลิ่นผายลมนั่นฉุนแสบ หวังเป่าเล่อไม่เคยได้กลิ่นอะไรแบบนี้มาก่อนในชีวิต เขาแทบอาเจียนตอนโดนลมตดหุ้มตัว แต่ก็ไม่กล้าจะออกจากยานไปพอเห็นว่าหมอกด้านนอกหนาแน่นเพียงใด เขาจึงเลือกฝืนคงสติตัวเองไว้ แล้วปล่อยปราณวิญญาณทั้งหมดออกมาขณะที่ตนยังร้องโอดโอยด้วย            ความทรมานทรกรรม หลังจากดิ้นรนเต็มที่ ยานก็พุ่งออกจากหมอกไปอย่างรวดเร็ว หวังเป่าเล่อไม่เสียเวลาควบคุมยานแล้ว เขารีบกระโดดออกจากยานทันที

แต่ถึงแม้เขาจะหนีจากยานสำเร็จ อากาศรอบตัวยังคงส่งกลิ่นแสบจมูก       หมอกแพร่กระจายตัวไป แทบทุกตำหนักในเกาะมหาปราชญ์ชั้นสูงต่างโดนปกคลุม   มีเสียงกรีดร้องทรมานและเกรี้ยวกราดดังขึ้นทุกหนแห่งจากบรรดาศิษย์ที่ไร้ทางสู้และโกรธจัด…

หวังเป่าเล่อดมกลิ่นเข้าแล้วอาเจียนออกมาหลังจากกลั้นต่อไปไม่ไหว เขารู้สึกเหมือนโดนวางยาพิษ ชายหนุ่มโงศีรษะขึ้นมองวานรเพชรในอากาศอย่างเดือดดาล

บัดนี้วานรเพชรดูชื่นมื่น มันทุบอกอีกครั้ง และแยกเขี้ยวใส่หวังเป่าเล่อขณะกู่ร้อง แววตาก็ล้อเลียนหวังเป่าเล่อไปด้วย

ฟันของมันขาวจัดสวยงามน่าอัศจรรย์ ท่าทางที่มันยิงฟันก็เหมือนกำลังโอ้อวด หวังเป่าเล่อยิ่งนึกเกลียดชังฝังลึกในใจ

“เจ้าคอยดูเถอะ!” หวังเป่าเล่อกัดฟันกรอดๆ เขากำลังจะไปจากตรงนั้น แต่ทว่า มีเสียงคำรามต่ำดังมาจากตำหนักฝึกอสูรบนภูเขาล่องลอย

“เจ้าดำ เจ้าเกเรอีกแล้ว! หนนี้เจ้าจะต้องโดนลงโทษขังไว้สามเดือน            กลับมาเดี๋ยวนี้!”

เสียงนั้นดังกึกก้องไปทั่วทุกทิศ วานรเพชรซึ่งลอยอยู่ในอากาศเกิดสั่นไปทั้งตัว      ดูทั้งน่าหวาดกลัวและขุ่นเคือง มันก้มหัวลงแล้วมองยังหวังเป่าเล่ออย่างดุดัน        ก่อนจะหันพุ่งไปยังตำหนักฝึกอสูร

โทสะของหวังเป่าเล่อยังไม่บรรเทาดีแม้จะได้เห็นวานรเพชรถูกลงโทษ เขารู้สึกว่าโทษนั้นเบาเกินไป แต่เขาก็ไม่มีอำนาจจะกำหนดสิ่งนั้นด้วยตัวเอง เขาจึงพยายามระงับความโกรธแล้วมองยานลาดตระเวนในสภาพเสียหายหลังจากถูกฟาดลงกับพื้น เขานึกอยากร้องไห้แต่กลับร้องไม่ออก

หวังเป่าเล่อนำยานกลับไปยังถ้ำอาศัยด้วยอารมณ์หงุดหงิด ฟันขบบดกัน เขานึกหาทางล้างแค้น แต่ยังไม่ทันคิดออก ก็มีศิษย์จากตำหนักฝึกอสูรมาหาสองวันให้หลัง เวลาเดียวกับที่เสื้อคลุมศิษย์เอกอาวุธเวทสำนักเต๋าส่งมาถึง ศิษย์คนนั้นขอโทษแทนพฤติกรรมของวานรเพชร และมอบสิ่งชดเชยให้หวังเป่าเล่อ

“ศิษย์พี่เป่าเล่อ ได้โปรดอย่าได้ขุ่นเคืองกัน วานรเพชรนั้นดื้อมาก พวกเราเองก็มีปัญหากับมัน”

พอได้เห็นท่าทางอ่อนน้อมจากทางศิษย์ของตำหนักฝึกอสูร หวังเป่าเล่อก็ยั้ง  ความโกรธตนไว้ เขาทำเป็นยกโทษให้เจ้าลิงสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ใจจริงแล้วยัง    เก็บงำความแค้นเอาไว้เงียบๆ

เจ้าลิงน่ารังเกียจ! ข้า หวังเป่าเล่อ จะจำความแค้นนี้ไว้! หวังเป่าเล่อกระแอม  เสียงต่ำเยือกเย็น กลบฝังเรื่องนี้ไว้ในหัวใจ จากนั้นจึงฝึกตนและร่ำเรียนบนเกาะ    มหาปราชญ์ชั้นสูงต่อ ชื่อเสียงเขาในฝ่ายปกครองสำนักแพร่กระจายกว้างขึ้นพอมีเรื่องที่ตลาดหลุดออกไป

ข่าวลือเรื่องอำนาจของศิษย์ฝ่ายปกครองกลุ่มหลักที่เขาจะเข้ามาดูแลก็กลายเป็นที่พูดถึง ในหลายวันต่อมา นอกจากศิษย์ฝ่ายปกครองจากกลุ่มหลักที่รายงานต่อเขาเป็นประจำแล้ว ยังมีคนอื่นอีกมากมาเยี่ยมเยียนด้วย

ชื่อเสียงของหวังเป่าเล่อค่อยๆ เป็นที่คุ้นหูของศิษย์ทั้งหลายจากตำหนักอาวุธเวท

ในขณะเดียวกันหวังเป่าเล่อก็มิได้ละเลยงานหลอมวัตถุเวท พอเขาหลอมวัตถุเวทระดับหนึ่งสำเร็จ หวังเป่าเล่อคิดจะหลอมอาวุธเวทระดับสองทั้งที่การประเมินศิษย์   ไม่จำเป็นต้องหลอมวัตถุเวทระดับสองให้สมบูรณ์ ทว่าต้องหลอมสมบัติเวทระดับ   สามแทน แต่หวังเป่าเล่อรู้สึกว่าสิ่งนี้จะมีความสำคัญสำหรับการปูรากฐาน             เขาจึงเลือกจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง แล้วทุ่มเทกำลังหลอมอาวุธเวทระดับสองอันไร้ที่ติขึ้นมา

ส่วนเรื่องฝักกระบี่ที่แม่นางน้อยในหน้ากากเสนอไว้ หวังเป่าเล่อก็เริ่มศึกษาวิธีหลอมไปด้วยระหว่างนั้น

วันเวลาดำเนินต่อไปเช่นนั้น จนถึงวันหนึ่งที่ตำหนักการยุทธ์มีประกาศไปทั่วเกาะ   มหาปราชญ์ชั้นสูง ยังความวุ่นวายมาสู่ทุกตำหนักบนเกาะ ดวงตาผู้คนล้วนเป็นประกายเมื่อพวกเขาวางแผนว่าจะทำเช่นไรต่อไป

โดยเฉพาะบรรดาศิษย์จากตำหนักหลอมโอสถและตำหนักอาวุธเวท พอพวกเขาได้เห็นประกาศแจ้งของตำหนักการยุทธ์ต่างก็พากันตื่นเต้นยินดี

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!