Skip to content

A World Worth Protecting 303

บทที่ 303 ทักษะดูดกลืนสวรรค์

หวังเป่าเล่อฟังด้วยดวงตาเบิกกว้าง ลมหายใจถี่กระชั้น วิธีแก้ปัญหาของ        หลินเทียนหาวแตกต่างจากที่เขาคิดเอาไว้ก่อนหน้านี้มาก และช่วยเปิดโลกเขามากขึ้นกว่าเดิม

ข้าน่าจะคิดได้ตั้งแต่แรก! เสียชื่อเป็นบ้าที่เคยอ่านอัตชีวประวัติเจ้าพนักงานระดับสูงอย่างเอาเป็นเอาตาย! หวังเป่าเล่อตาเป็นประกาย สำหรับเขาแล้ว การออกคำสั่งให้คนอื่นไปดำเนินการแทนโดยใช้ชื่อหัวหน้าเป็นเครื่องบังหน้า มีความเป็นไปได้ที่จะสำเร็จผลเกือบร้อยทั้งร้อยเลยทีเดียว!

บัดนี้ชายหนุ่มมองหลินเทียนหาวด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป และเริ่มสงสัยขึ้นมาว่าหลินเทียนหาวได้อ่านอัตชีวประวัติเจ้าพนักงานระดับสูงมาเหมือนกันหรือไม่ แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าบิดาของหลินเทียนหาวเป็นถึงขุนนางระดับสองชั้นรอง ชายหนุ่มก็รู้ว่าลูกน้องของเขาคนนี้ไม่จำเป็นต้องอ่านชีวประวัติของใครทั้งสิ้น เนื่องจากได้เรียนรู้มาแต่อ้อนแต่ออกผ่านประสบการณ์ตรงจากบิดา คิดได้ดังนี้หวังเป่าเล่อก็หัวเราะ     พลางตบบ่าหลินเทียนหาวอย่างหนักแน่น

“เทียนหาว ไม่มีหน้าที่ใดเหมาะสมกับเจ้าไปมากกว่านี้แล้ว เจ้าไม่เคยทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ สมแล้วที่ข้าหมายมั่นปั้นมือว่าจะชื่นชมเจ้าให้ท่านเจ้าสำนักฟัง สิ่งที่เจ้าพูดมาเหมือนกับที่ข้าคิดไว้ไม่มีผิดเพี้ยนเลยทีเดียวเชียว” หวังเป่าเล่อพูดด้วยรอยยิ้ม

หลินเทียนหาวรู้สึกขยะแขยงเมื่อได้ยินแต่ก็ไม่ได้แสดงอารมณ์ออกทางสีหน้า ชายหนุ่มเดินหน้าประจบหวังเป่าเล่อต่อด้วยหมัดเด็ดลูกต่อไป

“นั่นเพราะข้าได้เรียนรู้งานมากมายในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านมานานหลายปี” เมื่อพูดออกไปดังนั้น หลินเทียนหาวก็รู้สึกว่าใบหน้าของตนเองแดงก่ำด้วยความ      อับอาย เขาสบถพึมพำเสียงเบาราวลมหายใจ พลางนึกไปว่าหวังเป่าเล่อเปรียบเสมือนคำสาปในชีวิตเขา

หวังเป่าเล่อเป็นคนพาลที่ชอบข่มเหงรังแกคนอื่นที่สำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ และยิ่งทำตัวแย่ขึ้นไปอีกเมื่ออยู่บนดาวอังคาร ความพาลที่ทวีคูณขึ้นทุกวันของหวังเป่าเล่อทำให้เขาไม่มีกระจิตกระใจต่อต้านอีกต่อไป หลินเทียนหาวตัดสินใจได้ว่าตนเองจะทำตัวตามน้ำไปเสีย

รองเจ้าสำนักหวังพออกพอใจเมื่อได้ยินหลินเทียนหาวพยายามยกยอปอปั้นตนเอง แม้คำยกยอของหลินเทียนหาวจะไม่น่าประทับใจเท่าหลิวต้าวปินก็ตามที เนื่องจาก      ตัวหลินเทียนหาวเองไม่ค่อยคุ้นชินกับการประจบสอพลอ ชายหนุ่มพูดด้วยรอยยิ้มและเชิญหลินเทียนหาวมานั่งที่เก้าอี้บุนวม

“เทียนหาว ดูเหมือนว่าเจ้าจะเข้าใจจุดประสงค์ของการมาทำงานที่สำนักศึกษานี้อย่างถ่องแท้ บิดาของเจ้าซึ่งเป็นถึงขุนนางระดับสองชั้นรองวางแผนให้เจ้ามา         รับราชการที่นี่ ข้าเกือบจะต้องเตือนเจ้าถึงจุดประสงค์ของการมาเป็นอาจารย์ที่   สำนักศึกษาแห่งนี้แล้วไหมเล่าหากเจ้ายังหลงทางอยู่เช่นนี้” หวังเป่าเล่อยิ้ม ขณะเอ่ย และตั้งใจเผยแววตาล้ำลึกให้หลินเทียนหาวได้เห็น

ในความเป็นจริงแล้วชายหนุ่มก็เพิ่งตระหนักได้เช่นกันว่าสำนักศึกษาสำหรับ     ชนชั้นสูงแห่งนี้ไม่ได้ไร้ประโยชน์อย่างที่คิดไว้ในตอนแรก แต่กลับเป็นบันไดขั้นสำคัญที่จะส่งให้เขาไปถึงจุดหมาย!

หากได้ควบคุมสำนักศึกษาที่มีชื่อเสียง และเป็นที่ยกยอสรรเสริญของเหล่า     ศิษย์น้อยใหญ่ หวังเป่าเล่อก็จะสามารถพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่สรรหาบริวารมากมายมาใช้สอยเมื่ออยู่บนดาวอังคาร และบริวารเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งยวดในเวลาที่ต้องการ

แต่นี่ไม่ใช่ส่วนที่สำคัญที่สุด เมื่อศิษย์ของเขาเติบใหญ่ขึ้น หวังเป่าเล่อก็จะได้รับประโยชน์อย่างล้นเหลือจากการเคยเป็นอาจารย์ของศิษย์เหล่านี้

เมื่อคิดได้เช่นนั้น ในใจของชายหนุ่มก็พลุ่งพล่านด้วยความตื่นเต้น แม้ภายนอกจะดูเฉยเมยไม่แยแส แต่บัดนี้เขาเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าตำแหน่งนี้ไม่ได้ต่ำต้อย       แม้แต่น้อย และกลับคิดว่าตนเองส้มหล่นเสียด้วยซ้ำ

ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดเสนาบดีหลินถึงอยากให้ลูกชายมาประจำตำแหน่งที่นี่… หวังเป่าเล่อตระหนักขึ้นมาได้ แต่ก็ไม่ได้แสดงออกผ่านทางสีหน้าในขณะที่กำลังยิ้มให้หลินเทียนหาว

ตัวหลินเทียนหาวเองลังเลอยู่ชั่วครู่ และเริ่มสับสนว่าหวังเป่าเล่อล่วงรู้ถึงประโยชน์จากการมาทำงานที่นี่ตั้งแต่แรกหรือไม่ หรือแค่มีปฏิกิริยาตอบรับเพราะเพิ่งคิดได้กันแน่ แต่เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างตนเองและหวังเป่าเล่อที่ดูเป็นไปในเชิงบวกมากขึ้น ชายหนุ่มก็ตัดสินใจแบไต๋อย่างหมดเปลือก

“ท่านรองเจ้าสำนัก ในคราแรกข้าไม่ต้องการมาประจำที่นี่เลยแม้แต่น้อย แม้บิดาข้าจะประสงค์เช่นนั้น แต่ข้าก็เปลี่ยนใจคล้อยตามเมื่อบิดาข้าบอกว่าอย่าได้ดูแคลน  สำนักศึกษาสำหรับชนชั้นสูงบนดาวอังคาร ศิษย์ที่สำนักศึกษาแห่งนี้มีผู้ปกครองที่ทั้งร่ำรวย มีหน้ามีตาในสังคม มีอำนาจยิ่งใหญ่บนดาวอังคารและมีเส้นสายแน่นหนา    การได้เป็นอาจารย์ของเด็กๆ เหล่านี้ก็เหมือนกับการได้ควบคุมแกนหลักที่ขับเคลื่อนดาวอังคาร… แน่นอนว่าย่อมหมายถึงการเข้าถึงสายสัมพันธ์อันมีประโยชน์อย่างลึกซึ้งที่พวกเขามี

“ยิ่งไปกว่านั้น อาจารย์ที่ขัดเกลาและสั่งสอนศิษย์เหล่านี้จะได้รับการยกระดับมากขึ้นทั้งในเรื่องสถานะและชื่อเสียง เมื่อศิษย์กลายเป็นผู้ฝึกตนมากฝีมือ

“บิดาข้าแนะให้ข้ามาประจำที่นี่เพื่อฝึกวิชา และเสริมสร้างรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้ข้าขยายเครือข่ายบริวารของตัวเองต่อไปในอนาคต…”

หวังเป่าเล่อประหลาดใจและอดรู้สึกไม่ได้ว่าเสนาบดีหลิน บิดาของหลินเทียนหาวผู้นี้ เหมาะสมแล้วกับตำแหน่งเจ้าเมืองในฐานะขุนนางระดับสองชั้นรอง แม้กลยุทธ์นี้จะดูเรียบง่ายแต่ก็แสดงให้เห็นว่าเสนาบดีหลินเป็นคนมองโลกได้กว้างไกลเพียงใด       ท่านใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบัน แต่ก็วางรากฐานสำหรับอนาคตไปพร้อมๆ กัน

หวังเป่าเล่อพูดคุยกับหลินเทียนหาวต่ออีกสักพักเพื่อสรุปรายละเอียดของข่าวลือที่จะนำไปปล่อยรวมถึงขั้นตอนการทำงาน หลังจากนั้นชายหนุ่มก็มอบหน้าที่การจัดการทั้งหมดให้หลินเทียนหาว ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นเพื่อส่งลูกน้องของตนออกไป

อาจารย์วิชาอาวุธเวทรีบลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นท่าทีของผู้บังคับบัญชา ก่อนกล่าวอำลาอย่างเร่งรีบ

หวังเป่าเล่อวางถ้วยชาลงขณะมองหลินเทียนหาวเดินจากไปลิบๆ เขาหายใจเร็วด้วยความตื่นเต้น ดวงตาโชนประกายเจิดจ้า ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนและเดินวนไปรอบๆ ห้องทำงานด้วยความสุขใจท่วมท้น

ข้าจะต้องนำชัยชนะมาครองให้ได้ในอีกสามเดือนนับจากนี้! หวังเป่าเล่อเริ่มวางแผนอันแสนสมบูรณ์แบบในทันทีด้วยความมุ่งมั่นแรงกล้าที่จะกำชัย เขานึกถึงศิษย์ที่บัดนี้มีพลังปราณขั้นแรกของการฝึกตนโบราณ หากต้องการพัฒนาขั้นปราณให้ไปถึงขั้นสูงของการฝึกตนโบราณ เด็กๆ จะต้องมีพลังกายที่แข็งแกร่งกว่านี้

มีเพียงทางนี้เท่านั้นที่จะทำให้สานุศิษย์สะสมปราณโลหิตได้มากพอที่จะบรรลุปราณขั้นผนึกกายา และขั้นบำรุงชีพจรได้ในที่สุด

ร่างกายก็เป็นปัจจัยหนึ่ง อีกปัจจัยหนึ่งคือ… ไพ่ตายของข้า!

ขณะที่หวังเป่าเล่อกำลังจัดหลักสูตรการฝึกอยู่นั้น เขาก็พลันคิดไปถึงตนเองในอดีต ชายหนุ่มรู้สึกว่าตนเองตอนที่อยู่ในขั้นการฝึกตนโบราณนั้นแข็งแกร่งไร้เทียมทานเป็นอย่างมาก หากเขาสามารถสร้างกองทัพศิษย์หลายสิบหลายร้อยคนที่แข็งแกร่ง      เฉกเช่นเดียวกับตนเองได้ ชัยชนะคงอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ

เพราะเหตุนี้ไพ่ตายถึงสำคัญนัก เมื่อคิดถี่ถ้วนแล้ว หวังเป่าเล่อก็ตัดสินใจถ่ายทอดกระบวนท่าการต่อสู้ระยะประชิดของตนให้ศิษย์เหล่านี้ แต่จะเรียกว่าถ่ายทอดก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะกระบวนท่านี้เป็นทักษะซึ่งใครก็ตามที่ได้เห็นการสาธิตก็สามารถทำตามได้ไม่ยาก แค่ต้องฝึกให้ชินมือชินเท้าเพียงเท่านั้น

แต่ไม่ว่าจะฝึกจนคุ้นชินเพียงใด ก็คงไม่มีใครทำได้ยอดเยี่ยมไร้ที่ติเท่าหวังเป่าเล่อ นั่นเพราะหวังเป่าเล่อมีเมล็ดแห่งการดูดกลืน ที่ทำให้กระบวนท่าของเขาได้ผล     อย่างชะงัดทุกครั้งที่ใช้!

วิชากลืนปราณมหาสูญคือ ทักษะตั้งต้นของข้า ข้าคงถ่ายทอดให้ใครไม่ได้        แม่นางน้อยคงไม่ยอมให้ข้าทำเช่นนั้นแน่ เมื่อคิดได้ดังนั้นหวังเป่าเล่อก็เริ่มรู้สึกมีปัญหาขึ้นมาเล็กน้อย เขาคิดอยู่อีกสักพัก และตัดสินใจเดินทางเข้ามิติมายาเพื่อ     ขอคำแนะนำจากนางในหน้ากาก

มิติมายายังคงปกคลุมไปด้วยหิมะและน้ำแข็งเฉกเช่นเดิม แต่คราวนี้เขากลับไม่พบแม่นางน้อยแต่อย่างใด เมื่อชายหนุ่มหยิบเอาหน้ากากนิลออกมาและถามคำถาม หน้ากากก็เรืองแสงเล็กน้อยก่อนแสดงตัวอักษรเป็นคำตอบ

หวังเป่าเล่อรีบก้มลงอ่าน จากนั้นดวงตาก็เป็นประกายเหมือนเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

เป็นไปได้กระนั้นหรือ หวังเป่าเล่อสูดหายใจเข้าลึก หน้ากากนิลแนะนำเคล็ดวิชาฝึกตนที่คล้ายกับวิชากลืนปราณมหาสูญแต่แตกต่างออกไปเล็กน้อย อาจเรียกได้ว่าเคล็ดวิชาใหม่นี้เป็นขั้นง่ายของวิชากลืนปราณมหาสูญก็ย่อมได้

วิชาขั้นง่ายนี้จะไม่ทำให้เกิดเมล็ดแห่งการดูดกลืนในตัวผู้ใช้ แต่จะสร้างแรงดูดเพียงระดับหนึ่งเท่านั้นเพื่อให้กระบวนท่าการต่อสู้ระยะประชิดใช้ได้ผล แต่นั่น        ไม่สำคัญเท่าอีกประโยคหนึ่งบนหน้ากากนิลที่กล่าวว่า ทุกคนที่ฝึกวิชาขั้นง่ายนี้จะถูกควบคุมโดยเมล็ดแห่งการดูดกลืนของหวังเป่าเล่อ

แม้จะเป็นอะไรที่คาดคะเนไม่ได้แต่ก็ยังมีประโยชน์อยู่พอตัว นอกจากนี้          การฝึกวิชานี้จะทำให้ผู้มีปราณขั้นการฝึกตนโบราณได้ประโยชน์ใหญ่หลวงและ   พัฒนาขั้นปราณของตนได้เร็วขึ้น

อาจพูดได้ว่าศิษย์ที่ฝึกวิชานี้ไม่มีอะไรต้องกลัวหากพวกเขาไม่ได้กลายเป็นศัตรูของหวังเป่าเล่อในอนาคต แต่จะได้ประโยชน์จากวิชานี้เป็นอันมาก

หวังเป่าเล่อใคร่ครวญถึงวิชากลืนปราณมหาสูญขั้นง่ายแล้วก็ตัดสินใจได้ในทันที ชายหนุ่มออกจากมิติมายาและเริ่มจัดตารางการฝึกฝนให้บรรดาลูกศิษย์ ในขั้นแรกเขาต้องการฝึกลูกศิษย์ทั้งหมดห้าร้อยคน

สามเดือนถัดจากนี้ ศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดร้อยคนจากห้าร้อยจะได้เข้าร่วมการประลอง การประลองบนดาวอังคารไม่ได้เน้นการต่อสู้ตัวต่อตัว หากแต่เป็นการต่อสู้แบบกลุ่มร้อยปะทะร้อย

การต่อสู้นี้ไม่เพียงทดสอบความสามารถในการต่อสู้ของเด็กๆ แต่ยังเป็นการประเมินการทำงานร่วมกัน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ท้าทายขึ้นไปอีก แต่ก็สอดคล้องกับประเพณีความสามัคคีของสหพันธรัฐเป็นอย่างดี

สหพันธรัฐต้องการวีรบุรุษ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องการความยิ่งใหญ่โดยองค์รวมเช่นกัน

เจ้าสำนักศึกษาเต๋าหมอกขุนเขามอบอำนาจการตัดสินใจในเรื่องนี้ทั้งหมดให้   หวังเป่าเล่อ สามวันต่อมา ชายหนุ่มยืนเอามือไพล่หลังอยู่ข้างๆ หลินเทียนหาวที่มี       สีหน้าเข้มงวดกวดขันอยู่ในบริเวณที่สำนักศึกษาเต๋าหมอกขุนเขาจัดไว้ให้สำหรับ    การฝึกปราณของเหล่าศิษย์ นอกจากคนทั้งคู่แล้วยังมีคณาจารย์อยู่อีกหลายสิบคน ทั้งหมดล้วนมีสีหน้าเข้มงวดจริงจังเช่นกัน

เบื้องหน้าของหวังเป่าเล่อมีศิษย์ห้าร้อยคนยืนเรียงแถวเป็นระเบียบอยู่ในลานจัตุรัสสาธารณะ ในห้าร้อยคนนี้แบ่งเป็นชายและหญิงจำนวนเท่าๆ กัน ทั้งหมดมี       สีหน้าตื่นเต้นกระตือรือร้นขณะมองไปที่หวังเป่าเล่อ

ดวงตาของเหล่าศิษย์เอ่อล้นไปด้วยความเคารพและความชื่นชม โดยเฉพาะนักเรียนบางกลุ่ม เช่น จินตั้วจื่อ ที่แสดงความบูชาและความรักอย่างชัดเจน

หวังเป่าเล่อยืนเอามือไพล่หลังมองกองทัพขนาดย่อมที่ชื่นชมในตัวเขาอย่างพึงพอใจ เขากวาดสายตามองลูกศิษย์ก่อนพูดอย่างสงบ

“วันนี้ข้าจะถ่ายทอดวิชาที่ไร้เทียมทานยากหาใครเสมอเหมือนให้พวกเจ้า วิชานี้มีพลานุภาพมากและจะติดตัวพวกเจ้าไปตลอดชีวิต และยังเรียกได้ว่าเป็นวิชาที่ทำให้ข้าแข็งแกร่งเกินใครเทียบ!

“ข้าอยากให้พวกเจ้าจำเอาไว้ว่า หากไม่ได้รับอนุญาตจากข้า พวกเจ้าห้ามนำ    วิชานี้ไปสอนคนอื่นเด็ดขาด!

“วิชานี้มีนามว่า…. ทักษะเป่าเล่อดูดกลืนสวรรค์!”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!