Skip to content

A World Worth Protecting 304

บทที่ 304 เจ้าหมูน้อยห้าร้อยตัว

เสียงของหวังเป่าเล่อดังก้องไปทั่วจัตุรัสสาธารณะ เหล่าศิษย์พร้อมใจกันแสดงท่าทีประหลาดใจ และหลังจากได้ยินว่าหวังเป่าเล่อจะถ่ายทอดวิชาที่ยากหาสิ่งใดเทียบเทียมให้ ทุกคนก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก

สิ่งที่ทำให้ทุกคนประหลาดใจมากที่สุดคือชื่อวิชา ‘ทักษะเป่าเล่อดูดกลืนสวรรค์…’

ชื่อนี้ทำให้ทุกคนตาเบิกกว้างด้วยความงุนงง หลายคนเริ่มพูดคุยกันอย่างเงียบๆ

“ชื่อนี้… มันแปลกๆ ชอบกล…”

“ความจริงแล้วชื่อวิชาคงมีแค่คำว่าทักษะดูดกลืนสวรรค์! แต่คำว่า ‘เป่าเล่อ’      รองเจ้าสำนักหวังคงเติมเข้ามาเองกระมัง”

“ข้าว่ามันแอบฟังดูงี่เง่า…”

ขณะที่ศิษย์หลายคนกำลังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน จินตั้วจื่อจากกลุ่มไตรจันทราและศิษย์คนอื่นๆ ซึ่งผ่านประสบการณ์ที่หน้าโรงแรมขวานศึกมา ต่างพากัน           หันกลับมามองศิษย์ที่พูดคุยกันด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว

“หุบปากเสีย พวกเจ้าไม่ได้รู้เสียหน่อยว่าวิชานี้ทรงพลังเพียงใด!”

“รองเจ้าสำนักของเรามีเมตตาถึงขนาดถ่ายทอดวิชาลับของตนให้ แต่พวกเจ้ากลับนินทาว่าร้ายท่านลับหลังกระนั้นหรือ ลองฟังดูอีกรอบสิ ชื่อทักษะเป่าเล่อดูด  กลืนสวรรค์นี้แค่ฟังดูก็ทรงพลังแล้ว ชื่อของวิชานี้ฟังดูไร้เทียมทานเสียยิ่งกว่าเคล็ดวิชาที่ถ่ายทอดกันมาในตระกูลข้าหลายเท่านัก!”

ขณะที่กลุ่มผู้บูชาหวังเป่าเล่อกำลังเขม็งมองไปที่ฝูงชนอย่างโกรธเกรี้ยวนั้น จินตั้วจื่อก็เดือดพล่านด้วยโทสะ เขาตะโกนเสียงดังกว่าใครเพื่อน

“แค่ตั้งชื่อเคล็ดวิชาตามชื่อตัวเองมันผิดตรงไหน ในเมื่อท่านรองเจ้าสำนักก็คิดค้นวิชานี้ขึ้นมาเอง ข้าว่าที่ท่านตั้งชื่อวิชาตามชื่อตนเองนั้นก็เหมาะสมแล้ว แถมยังเป็นตัวบอกด้วยว่าท่านมั่นใจในวิชานี้เพียงใด!

“ยิ่งไปกว่านั้น คำว่า ‘ดูดกลืนสวรรค์’ ยังบอกโดยนัยว่ารองเจ้าสำนักเป็นบุคคลที่น่าเกรงขามและยิ่งใหญ่มาก นี่ก็เพื่อทำให้พวกเรารู้สึกอยากตั้งใจเรียนและฝึกฝนอย่างแข็งขัน ท่านรองเจ้าสำนักยังอยากบอกว่าผู้ฝึกตนรุ่นเราไม่ควรคิดว่าสวรรค์คือขีดจำกัด วันหนึ่งเราจะต้องทลายขีดจำกัดนั้นและสร้างชื่อเสียงให้ตนเองโดยการดูดกลืนสวรรค์ให้สั่นสะเทือน!”

“นี่ทำให้พวกเราเปี่ยมไปด้วยความหวัง ท่านรองเจ้าสำนักยอมเสียสละตนเองเพื่อให้พวกเราประสบความสำเร็จ ดังนั้นชื่อของเคล็ดวิชานี้จึงเปรียบเสมือนความหวังที่ท่านมีต่อพวกเรา ความไม่เกรงกลัวเต๋าสวรรค์ของท่าน และความปรารถนาของท่านที่อยากให้พวกเราซาบซึ้งในธรรมของมหาเต๋า เพื่อที่พวกเราจะทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริง เหตุใดพวกเจ้าจึงไม่เข้าใจปณิธานอันยิ่งใหญ่นี้กันนะ” น้ำเสียงของจินตั้วจื่อเจ็บปวดมาก ราวกับเขาเข้าใจสิ่งที่ยิ่งใหญ่และล้ำค่าซึ่งคนอื่นมองข้ามไปได้อย่างถ่องแท้ ขณะที่เขาพูด ศิษย์รอบกายก็เริ่มรู้สึกถึงอารมณ์หลากหลายที่ถาโถม เมื่อทุกคนหันกลับมามองหวังเป่าเล่อ ดวงตาก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นกระตือรือร้น

คำอธิบายของจินตั้วจื่อทำให้เด็กๆ กลับมามีกำลังใจอีกครั้งเมื่อนึกภาพตนเองเหยียบลงไปบนปุยเมฆ ดูดกลืนสวรรค์และผืนดิน

ไม่นานนักหลายคนที่ตั้งคำถามต่อหวังเป่าเล่อหรือกำลังงุนงงอยู่ในคราแรกก็เลิกกังขา ทุกคนเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่เข้ามาแทนที่ ดวงตาที่พวกเขามองหวังเป่าเล่อเต็มไปด้วยความรักเคารพ ขณะที่รอวีรบุรุษในดวงใจของตนถ่ายทอดความรู้มาให้

จินตั้วจื่อยืดอกขึ้นอย่างภูมิใจในผลงาน และประสานมือโค้งคำนับหวังเป่าเล่อเสียต่ำ เด็กหนุ่มประกาศทันทีที่เงยหน้าขึ้น

“ขอบพระคุณที่ท่านเมตตาถ่ายทอดความรู้ให้พวกเราขอรับ ท่านรองเจ้าสำนัก!”

ทันทีที่เขาเอ่ย ศิษย์รอบกายก็พากันทำตาม เสียงแสดงความขอบคุณหวังเป่าเล่อดังก้องไปทั่วบริเวณ กลายเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ

แม้แต่หวังเป่าเล่อเองยังประหลาดใจกับเหตุการณ์ตรงหน้า เขาคิดชื่อขึ้นมาอย่างไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมาย และไม่ได้คาดคิดว่าจินตั้วจื่อจะตีความออกไปเช่นนั้น

แน่นอนว่าหวังเป่าเล่อไม่ใช่คนเดียวที่งุนงง หลังจากที่ได้ยินชื่อเคล็ดวิชาของ     หวังเป่าเล่อ หลินเทียนหาวที่ยืนอยู่ข้างกายตัดสินใจเขยิบตัวออกห่างหัวหน้าโดยสัญชาตญาณ อาจารย์หลายคนที่รายล้อมก็ดูงุนงงเช่นกัน แต่เมื่อได้ยินคำอธิบายของจินตั้วจื่อแล้ว พวกเขากลับมีแววลังเลในดวงตา คำพูดของจินตั้วจื่อค่อนข้าง…          มีเหตุผล

ชายหนุ่มเจ้าของวิชากะพริบตาปริบมองจินตั้วจื่อด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจในตัวลูกศิษย์ และอดคิดไม่ได้ว่าจินตั้วจื่อช่างเป็นหนุ่มน้อยที่มีพรสวรรค์ จากนั้นเขาก็กระแอมกระไอและโบกมือหนึ่งครั้ง

“ในเมื่อพวกเจ้าทุกคนเข้าใจแล้วว่าปณิธานของข้าคืออะไร พวกเจ้าก็ต้องตั้งใจฝึกฝนวิชานี้อย่างเอาเป็นเอาตาย สี่ร้อยคนจะถูกคัดออก ร้อยคนที่เหลือรอดจะถือว่าเป็นศิษย์เอกของข้าในยุคต่อไปของสหพันธรัฐ!” หวังเป่าเล่อประกาศอย่างภาคภูมิ ขณะที่เสียงของเขาดังก้องไปทั่วจัตุรัส ศิษย์ห้าร้อยคนก็เริ่มตื่นเต้นตาเป็นประกายมากขึ้นกว่าเดิม

ความมุ่งมั่นอันแรงกล้าโชติช่วงอยู่ในดวงตาของศิษย์ส่วนใหญ่แม้จะไม่หมดทุกคน หวังเป่าเล่อพึงพอใจเมื่อเห็นบรรยากาศนี้ เมื่อบริเวณถูกกั้นไว้เรียบร้อย               หลินเทียนหาวรวมถึงคณาจารย์คนอื่นๆ ก็จากลานฝึกไป หวังเป่าเล่อจึงเริ่มถ่ายทอดทักษะดูดกลืนสวรรค์ให้ศิษย์ทั้งห้าร้อยคน

แม้ทักษะดูดกลืนสวรรค์จะเป็นภาคง่ายของวิชากลืนปราณมหาสูญจึงไม่ก่อให้เกิดเมล็ดแห่งการดูดกลืน แต่พลังการดูดก็ถือได้ว่าน่าประทับใจ โดยเฉพาะเมื่อวิชานี้บรรลุได้ง่ายโดยไม่ต้องพบเจอกับความยากลำบากที่มีนัยสำคัญใดๆ

ศิษย์ทั้งห้าร้อยคนตั้งใจเป็นอย่างมากในการจดจำวิชานี้ และเริ่มฝึกฝนในทันที พลังของทักษะดูดกลืนสวรรค์น่าตกใจมาก เรียกได้ว่าแซงหน้าวิชาค้ำจุนปราณไปไกล คนที่ฝึกวิชาจนสมบูรณ์แล้วจะรู้สึกได้ทันทีว่าพลังดูดกลืนภายในร่างกายนั้นได้ดูดเอาพลังปราณรอบกายเข้าหาตัวในความเร็วที่มากกว่าปกติหลายเท่า

“ให้ตายเถิด! ทักษะเป่าเล่อดูดกลืนสวรรค์นี่ช่างเหลือเชื่อจริงๆ !”

“รวดเร็วเป็นบ้า… นี่มันห้าเท่าจากที่ข้าเคยทำได้ก่อนหน้านี้เชียวนะ!”

“จินตั้วจื่อพูดถูกจริงๆ เสียด้วย! นี่แหละคือเหตุผลที่รองเจ้าสำนักโด่งดังและ   ทรงพลังเสียขนาดนั้น! วิชานี้ช่าง… ยากหาสิ่งใดเทียบเทียม!”

หลังจากที่มีประสบการณ์ตรงเรียบร้อยแล้ว ศิษย์ทุกคนก็ตื่นเต้นถึงขีดสุด         ในบรรดาศิษย์ทั้งหมดนี้ มีหลายสิบคนที่เรียกได้ว่ามีความสามารถเป็นที่น่าจับตา     อยู่แล้ว เมื่อฝึกวิชาใหม่เรียบร้อย ศิษย์พรสวรรค์เหล่านี้ก็จับเคล็ดวิชาได้ไวและมีพลังมากกว่าเพื่อน แม้แต่ปราณโลหิตของพวกเขาก็เข้มข้นมากขึ้น ความสำเร็จนี้กระตุ้นให้สหายร่วมสำนักเร่งความเร็วในการฝึกฝนอย่างแข็งขันเช่นกัน ต่างรู้สึกตื่นเต้นดีใจ     ที่ตนได้รับการถ่ายทอดวิชาแสนล้ำค่านี้มา

หลายวันผ่านไป

ศิษย์ทั้งห้าร้อยคนบรรลุทักษะดูดกลืนสวรรค์เป็นที่เรียบร้อย หลังจากที่ได้รับรู้ถึงความทรงพลังของวิชานี้ด้วยตนเอง ความกระตือรือร้นที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนก็พลันปะทุขึ้นในใจพวกเขา

ในด้านหนึ่งแต่ละคนต่างต้องแข่งขันกันเองเพื่อแย่งชิงตำแหน่งหนึ่งร้อยคน      แต่อีกด้านหนึ่งประสิทธิภาพของทักษะดูดกลืนสวรรค์ก็ทำให้พวกเขารู้สึกตื่นเต้นเร้าใจอย่างอธิบายไม่ถูกขณะมุ่งมั่นฝึกทักษะดูดกลืนสวรรค์ไปเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้ศิษย์     ทั้งห้าร้อยคนจึงมุ่งมั่นเต็มที่ในการฝึกวิชา

การตั้งใจศึกษาเล่าเรียนนี้เป็นพฤติกรรมที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตศิษย์เหล่านี้ ด้วยความที่ทุกคนมาจากบ้านที่ร่ำรวยจึงมีความขี้เกียจอยู่ในตัวพอประมาณ เมื่อมีโอกาสอู้พวกเขาก็จะรับมันไว้แต่โดยดี

แต่ตอนนี้สถานการณ์หลายๆ อย่างที่รายล้อมทำให้ทุกคนมุ่งมั่นตั้งใจที่จะพัฒนาตนเอง เมื่อเทียบกับความสามารถก่อนและหลังการเรียนเคล็ดวิชาของหวังเป่าเล่อ พัฒนาการของศิษย์เหล่านี้เรียกได้ว่าพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่ใช่แค่อาจารย์จากสำนักศึกษาเต๋าหมอกขุนเขาเท่านั้นที่สังเกตเห็น แต่บิดามารดาของเด็กๆ ก็รู้สึกเช่นกันว่าบุตรของตนเติบโตขึ้น และต่างรู้สึกประทับใจไม่น้อย

มีผู้ปกครองหลายคนที่เป็นห่วงจนต้องตรวจสอบทักษะนี้ด้วยตนเอง แม้เด็กๆ   จะไม่ได้บอกพวกเขาโดยตรง แต่บิดามารดาก็ถามจนรู้ประมาณหนึ่ง เมื่อค้นหาข้อมูลด้วยตนเองเรียบร้อย พวกเขาก็แน่ใจว่าทักษะนี้ไม่ได้มีอันตรายใดๆ การฝึกฝนมีแต่จะทำให้ลูกๆ บรรลุขั้นปราณได้เร็วขึ้น เมื่อทราบดังนี้บิดามารดาของศิษย์เหล่านี้          ก็ส่งเสริมให้บุตรของตนฝึกฝนทักษะนี้อย่างแข็งขัน อีกทั้งความรู้สึกสงสัยใคร่รู้ในตัวหวังเป่าเล่อรวมถึงความรู้สึกขอบคุณในตัวชายหนุ่มก็ทวีเพิ่มมากขึ้น

“นี่คงจะเป็นเคล็ดวิชาที่หวังเป่าเล่อคิดค้นขึ้นมาเองจากประสบการณ์การฝึกตน…”

“ทุกคนล้วนพยายามปกปิดให้วิชาลับของตนเองเป็นความลับต่อไป แต่หวังเป่าเล่อกลับถ่ายทอดวิชานี้ให้ลูกของข้า…”

“ดูเหมือนข้าจะติดหนี้หวังเป่าเล่อเข้าให้แล้ว! เคล็ดวิชานี้เหมาะกับผู้ฝึกปราณ  ขั้นการฝึกตนโบราณเหลือเกิน แต่ในเมื่อหวังเป่าเล่อเสียสละสอนเด็กๆ ด้วยตนเอง พวกเราคงเอาความลับของเขาไปแพร่งพรายไม่ได้ มิฉะนั้นคงจะไม่ยุติธรรมกับตัวเขาเอาเสียเลย”

บรรดาผู้ปกครองต่างเห็นพ้องต้องกัน ทุกคนตระหนักด้วยว่าจะมีการประลองระหว่างสองสำนักศึกษาเกิดขึ้นในอีกสามเดือนต่อจากนี้ เมื่อได้รับแรงสนับสนุนจากพ่อแม่ เหล่าศิษย์ก็มุ่งมั่นตั้งใจฝึกวิชาขึ้นอีกหลายเท่า

ในเวลาเดียวกันนั้นหวังเป่าเล่อก็แจกจ่ายรายการสิ่งของที่ต้องการเพื่อให้ศิษย์นำไปแจ้งให้ผู้ปกครองทราบ เมื่อเห็นว่าสำนักศึกษาจะนำสิ่งของเหล่านี้ไปใช้ฝึกฝนลูกๆ ของพวกเขา บรรดาผู้ปกครองก็ยินดีบริจาค

ด้วยเหตุนี้ครึ่งเดือนก็เดินหน้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว ศิษย์ทุกคนยังคงความมุ่งมั่นตั้งใจไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ปราณโลหิตของพวกเขาเข้มข้นขึ้นวันต่อวัน แต่ทักษะดูดกลืนสวรรค์ก็มีผลข้างเคียงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ซึ่งนานวันยิ่งเห็นชัด

นั่นก็คือ… ความอ้วน!

ในเวลาครึ่งเดือนที่ศิษย์ห้าร้อยคนเดินหน้าฝึกตนอย่างเอาเป็นเอาตาย พลังปราณที่พวกเขาดูดซึมเข้าร่างก็แปรสภาพไปเป็นไขมันวิญญาณ ทุกคนเห็นกับตาว่าน้ำหนักของศิษย์ผู้มุ่งมั่นเหล่านี้เพิ่มขึ้นทุกวันไม่ว่าจะหญิงหรือชาย เด็กห้าร้อยคนเริ่มเปลี่ยนไปเป็นเด็กอ้วนอย่างช้าๆ …

ครึ่งเดือนก่อนทุกคนมีหุ่นผอมเพรียว แต่ตอนนี้ศิษย์ห้าร้อยคนที่ยืนเรียงหน้ากันอยู่ในจัตุรัสสาธารณะมีรูปร่างเหมือนหมูน้อยห้าร้อยตัว ทุกคนตุ้ยนุ้ยน่ารักน่ากอด   แต่ขณะเดียวกัน พลังปราณโลหิตในตัวพวกเขาก็เข้มข้นขึ้นเกือบสองเท่าจากเมื่อ   ครึ่งเดือนก่อนหน้า

ศิษย์พรสวรรค์บางคนเช่นจินตั้วจื่อ ที่มีความเชื่อมั่นในตัวหวังเป่าเล่ออย่างแรงกล้า บัดนี้มีรูปร่างอ้วนอืดยิ่งกว่าหวังเป่าเล่อเสียอีก พัฒนาการด้านพลังปราณในตัวเขา     ก็น่าตกใจมากที่สุดเช่นกัน ปราณโลหิตของจินตั้วจื่อพัฒนาไปจนถึงขีดสุดของขั้นปราณโลหิต และกำลังจะก้าวเข้าสู่ขั้นผนึกกายาในไม่ช้า ปราณโลหิตของเขาพัฒนาขึ้นจากระดับเดิมถึงหกเท่า

กระนั้นน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นและความจริงที่ว่าทุกคนกลายร่างเป็นหมูอ้วนทำให้  ศิษย์บางคนตกใจ โดยเฉพาะศิษย์หญิงที่ตกตะลึงเป็นพิเศษ ศิษย์หญิงเหล่านี้ให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ของตนเองมากและเริ่มคิดจะถอนตัว

ไม่เพียงแค่ศิษย์หญิงเหล่านี้เท่านั้นที่ตกใจ แม้แต่หลินเทียนหาว อาจารย์คนอื่นๆ รวมถึงผู้ปกครองของศิษย์ก็ทั้งดีใจและหงุดหงิดใจไปพร้อมๆ กัน ศิษย์ทั้งห้าร้อยคนนี้ดูเหมือนหวังเป่าเล่อตัวน้อยอย่างไรอย่างนั้น…

หวังเป่าเล่อคิดอยู่แล้วว่าจะต้องเกิดเรื่องนี้ขึ้น เมื่อเห็นว่าศิษย์ของตนกลายเป็นเด็กอ้วน เขาก็เรียกทุกคนรวมตัวที่จัตุรัสสาธารณะ ชายหนุ่มกินขนมตุ้ยๆ ขณะพูดกับเด็กๆ

“ไม่ต้องกลัวอันใดไป ทำใจให้สบายเข้าไว้ทุกคน ข้าวางแผนเรื่องนี้เอาไว้เรียบร้อยแล้ว น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งในรากฐานการฝึกตนของพวกเจ้า หลังจากนี้ข้าจะนำพวกเจ้าลดน้ำหนักและพัฒนาปราณของทุกคนไปพร้อมๆ กัน!

“นั่นเพราะวิชาที่ข้าจะถ่ายทอดให้พวกเจ้านั้นมีคุณค่าเสียยิ่งกว่าทักษะดูดกลืนสวรรค์ มันคือ… เคล็ดวิชาการลดน้ำหนัก!”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!