บทที่ 329 เปลวไฟสีดำ
เจ้าลาตื่นกลัวจนตัวสั่น ความสุขหายไปจากใบหน้า มันรีบวิ่งเข้าไปหาหวังเป่าเล่อ ก่อนจะมองชายหนุ่มด้วยใบหน้าใสซื่อพลางเอาหัวถูขาอีกฝ่ายเพื่ออ้อนวอน พอรู้ว่า วิธีนี้ใช้ไม่ได้ผล มันก็ได้แต่ก้มหน้ายอมรับชะตาตนเอง
ก่อนที่หวังเป่าเล่อจะผสานจิตกับเจ้าลา เขาพออ่านสีหน้าของมันออกบ้าง แต่เมื่อจิตทั้งสองผสานกันแล้ว ชายหนุ่มก็เข้าใจมันมากขึ้น จึงเหยียดยิ้มออกมา
“ไม่ต้องมาต่อรอง! ไสหัวไป! ใช่แล้ว ตั้งแต่นี้ต่อไปข้าจะเรียกเจ้าว่าไอ้ ‘ไสหัวไป’ ถ้าเจ้าไม่พอใจก็ร้องออกมาสองครั้ง” หวังเป่าเล่อกระแอมกระไอ ชำเลืองมองไปทางเจ้าลาน้อย
เจ้าลารู้ว่าชื่อที่ชายหนุ่มตั้งให้นั้นไม่ได้มีความหมายที่ดีเลยจึงเริ่มร้อนรนขึ้นมา อยากจะเปล่งเสียงออก แต่ก็ทำไม่ได้เพราะปากของมันปิดสนิทอยู่
“เหมือนว่าเจ้าจะชอบชื่อนี้มาก ในเมื่อเจ้าเห็นชอบ ต่อไปนี้ชื่อของเจ้าคือ ‘ไสหัวไป!’” หวังเป่าเล่อลูบท้องตนเองด้วยความผาสุกก่อนจะหยิบขนมออกมาอวดหราหน้าเจ้าลาที่มองดูด้วยตาเบิกกว้าง เขาเปิดถุงขนมออกช้าๆ และหยิบขนมขึ้นมากินเต็มปาก
เจ้าลาจ้องขนมในมือหวังเป่าเล่อตาไม่กะพริบ มันเกือบจะสติแตกไป ไม่ว่าจะพยายามเพียงใดก็ไม่สามารถอ้าปากขึ้นได้
มันได้แต่จ้องหวังเป่าเล่ออย่างแค้นเคืองใจจนชายหนุ่มกินขนมจนหมดซอง เจ้าลารู้สึกไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป มันนอนราบกับพื้น มองซองขนมเปล่าตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า
ภาพตรงหน้าทำให้หวังเป่าเล่อเริ่มใจอ่อน แต่เขาก็นึกขึ้นได้ว่าเจ้าลามักจะมีท่าทีเช่นนี้หลังจากเขาทุบตี แต่หลังจากนั้นมันก็จะลืมไปหมดและกลับมาป่วนอีกครั้ง
หวังเป่าเหล่อจึงเมินเฉยไม่สนใจ ในที่สุดเขาก็ได้รับความสงบสุขกลับมาจึงมุ่งหน้าเริ่มฝึกวิชา
สามวันผ่านไป ตลอดสามวันที่ผ่านมา บรรดาอาจารย์และสานุศิษย์ในสำนักศึกษา เต๋าหมอกขุนเขาต่างตกอยู่ในความงุนงง เพราะเจ้าลาตรงหน้ามีพฤติกรรมต่างไปจากแต่ก่อนโดยสิ้นเชิง ไม่ส่งเสียง ไม่วิ่งป่วนไปทั่ว ไม่แม้แต่จะกัดกินทุกสิ่งอย่างที่อยู่ เบื้องหน้า
“ต้องมีอะไรผิดปกติในตัวเจ้าลาแน่!”
“จริงด้วย มันเดินผ่านตอนข้าถือศิลาวิญญาณ แต่กลับไม่แม้แต่จะเหลียวตามอง…”
“ไม่มีร่องรอยพืชผักหรือตึกอาคารในสำนักศึกษาโดนแทะเลยตลอดหลายวันที่ผ่านมา…”
หลายคนเริ่มสังเกตเห็นว่ามีอะไรแปลกๆ เกิดขึ้นกับเจ้าลา พวกเขาเห็นมันมักจะไปนอนอยู่บนสะพานเหนือแม่น้ำในสำนักศึกษา เหม่อมองสายน้ำไหลผ่านด้วยแววตาเศร้าสร้อย จึงเริ่มมีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่ว
เหล่าศิษย์หญิงใจดีต่างพากันสงสารเจ้าลากันยกใหญ่ พวกนางซื้ออาหารมาให้ แต่พอวางไว้หน้าเจ้าลา มันก็หันมามอง ก่อนจะเข้ามาดมและปล่อยโฮออกมา!
มันร้องไห้อย่างน่าเวทนาขณะดมอาหารตรงหน้าแต่ไม่ยอมอ้าปากกิน
“เอาเลย กินสิจ๊ะ” ศิษย์คนหนึ่งในกลุ่มพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่ไม่ว่า พวกนางจะทำอย่างไร เจ้าลาก็ไม่ยอมอ้าปากแม้แต่นิด ท้ายที่สุด มันก็เศร้าใจหนัก จนเตะอาหารทิ้ง ก่อนจะหันหลังพุ่งทะยานกลับที่พักของหวังเป่าเล่อ
ตอนนี้หวังเป่าเล่อถือสันโดษอยู่ ก่อนจะถือสันโดษนั้น เขาได้เข้าไปบอกเจ้าลาไว้ล่วงหน้าว่าถ้ามันกล้ามารบกวนแม้แต่นิดเดียว จะเพิ่มเวลาลงโทษขึ้นไปอีกสิบวัน
พอกลับมาถึงที่พัก เจ้าลาจึงทำได้เพียงนอนนิ่งอยู่บนพื้น เหม่อมองฟ้าครามด้วยความทุกข์ระทม นัยน์ตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ซูบผอมลงไปมากทีเดียว มันมักจะหันมองไปทางที่หวังเป่าเล่ออยู่ ราวกับกำลังเฝ้ารอให้ชายหนุ่มปรากฏกายและ ปลดเปลื้องมันออกจากความทุกข์ทรมานนี้เสียที
ระหว่างที่เจ้าลาเฝ้ารออย่างเชื่อฟัง หวังเป่าเล่อที่อยู่ในห้องฝึกตนลับก็สำเร็จกระบวนท่าเต๋าสายฟ้าขั้นต้นระดับกลาง เมื่อระดับปราณในกายพุ่งสูงขึ้น พลังของอัสนีสวรรค์ในขาทั้งสองข้างก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ดอกบัวสีเขียวในกายก็แกร่งพลังขึ้นจากเมล็ดดูดกลืนที่คอยสูบเอาปราณวิญญาณเข้ามา การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือร่างกายของหวังเป่าเล่อซึ่งดูแข็งแกร่งขึ้นกว่าแต่ก่อนอย่างชัดเจน
เมื่อสัมผัสได้ถึงพละกำลังที่เพิ่มพูนขึ้น หวังเป่าเล่อก็รู้สึกว่าตนไม่ต้องปลดปล่อยพลังปราณก็สามารถล้มอสูรร้ายลงได้โดยใช้เพียงกำปั้น!
แต่ชายหนุ่มก็ยังไม่พอใจ กลับรู้สึกเป็นทุกข์เสียด้วยซ้ำ…เขารู้สึกว่าตนยังฝึกวิชาแห่งศาสตร์มืดได้ไม่สำเร็จเสียที คิดเช่นนั้นหวังเป่าเล่อก็ทุกข์ใจ เริ่มรู้สึกสงสัยในความสามารถของตนเอง
แม่นางน้อยบอกว่าใช้เวลาแค่เดือนเดียวนางก็ฝึกวิชาแห่งศาสตร์มืดได้สำเร็จแล้ว ส่วนข้า ผ่านมาเป็นปีแล้ว… หวังเป่าเล่อปวดหัวทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องการฝึกวิชาแห่งศาสตร์มืด เขาทราบรายละเอียดทั้งหมดในตัววิชา ท่องคาถาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้หมด แต่ไม่ว่าจะเชี่ยวชาญเรื่องพวกนั้นสักเท่าใด ชายหนุ่มก็ยังไม่สามารถสัมผัสสิ่งที่เรียกว่ากายาวิญญาณขั้วลบได้
ทุกครั้งที่เขาพยายามฝึกฝนวิชานี้ จะได้รับแต่ความปวดล้าร่างกายเกินจะทนไหวทั้งภายนอกและภายในกลับมา
การฝืนทนแบกรับความเจ็บปวดนี้คงไม่ใช่ปัญหาอะไรหากเขาสามารถฝึกวิชาได้สำเร็จ แต่หลังจากพร่ำฝึกมาแรมปี ก็ยังไม่เห็นผลแม้แต่นิด ทำให้ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกอยาก ยอมแพ้ขึ้นมา
ช่างเถอะ แค่ปีเดียวเอง จะยอมแพ้ได้อย่างไรกัน ข้าจะลองทนต่ออีกสักเดือน! หวังเป่าเล่อสูดหายใจเข้าลึก คิดในใจว่าตนช่างเป็นคนใจเด็ดเดี่ยว ขนาดตอนที่ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากกับหลี่หว่านเอ๋อร์เพียงสองคน แม้ไฟราคะจะร้อนรุ่มสักเพียงใด เขาก็ยังแน่วแน่ต่อศีลธรรมไม่ฉวยโอกาสทำอะไรไม่ดีแม้แต่น้อย
คิดดังนั้น หวังเป่าเล่อก็สูดหายใจลึก เริ่มพยายามฝึกวิชาแห่งศาสตร์มืดอีกครั้ง!
วิชาแห่งศาสตร์มืดนั้นเกี่ยวโยงกับการซึบซับกายาวิญญาณขั้วลบที่มีอยู่ใน ปราณวิญญาณ วิชานี้ไม่มีให้เห็นในสหพันธรัฐ แม้แต่ในโลกที่แม่นางน้อยจากมา วิชานี้ยังถือเป็นวิชาต้องห้าม
ในด้านหนึ่ง พลังของวิชานี้มากล้นเกินจะคาดเดาได้ หากมีผู้ใดสำเร็จวิชานี้ไปแล้ว แต่ไม่สามารถยับยั้งความโลภในใจได้ ย่อมต้องมีโศกนาฏกรรมเลวร้ายเกิดขึ้นตามมา
นอกจากนี้ ยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง…การฝึกฝนวิชานี้เป็นเรื่องยากมาก ยิ่งการฝึกเคล็ดวิชาต่างๆ ที่ตามมายิ่งเป็นเรื่องยากยิ่งกว่า อาจจะต้องพึ่งโชคสักเล็กน้อย จวบจนปัจจุบัน ในโลกที่กระบี่สำริดเขียวโบราณจากมา มีผู้คนเพียงหนึ่งหยิบมือเท่านั้นที่ฝึกวิชาแห่งศาสตร์มืดซึ่งสืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณกาลได้สำเร็จ
กลุ่มคนที่สำเร็จวิชาแห่งศาสตร์มืดส่วนใหญ่ยังอยู่ที่ขั้นรากฐานตั้งมั่น วิชาแห่งศาสตร์มืดขั้นสูงบ้างก็หายไปตามกาลเวลา บ้างก็ไม่สมบูรณ์ ดังนั้นมันจึงยากเกินกว่าจะฝึกฝนได้สำเร็จไม่ว่าจะทุ่มเทหนักเพียงใดก็ตาม
อาจบอกได้ว่าไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าวิชาแห่งศาสตร์มืดนั้นมีทั้งหมดกี่ขั้น ที่รู้ๆ กันคือมีอย่างน้อยเจ็ดขั้น และตอนนี้ไม่มีใครที่สามารถฝึกฝนจนไปถึงขั้นที่ห้าได้ ขั้นที่หกและขั้นที่เจ็ดยิ่งไม่ต้องพูดถึง
หวังเป่าเล่อไม่ได้รู้ข้อมูลดังกล่าวเลยแม้แต่นิด เขารู้เพียงว่าแม่นางน้อยสำเร็จวิชาในหนึ่งเดือน แต่ตนนั้นฝึกมาเป็นปีแล้วยังไม่สำเร็จทำให้ชายหนุ่มเริ่มท้อแท้ เขาสูดหายใจลึก ทำตามขั้นตอนวิชาแห่งศาสตร์มืดเพื่อเข้าสู่กระบวนการบีบอัดและดูดซึมปราณวิญญาณรอบๆ
ตามบันทึกวิชาแห่งศาสตร์มืด หากต้องการดูดซึมกายาวิญญาณขั้วลบ จะต้องบีบอัดปราณวิญญาณให้มีสถานะเป็นของแข็งก่อน เมื่อผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลงแล้วจึงจะปรากฏกายาวิญญาณขั้วลบออกมา นอกจากนี้กายาวิญญาณขั้วลบยังไม่สามารถรับเข้าผ่านปากหรือจมูก ต้องดูดซึมผ่านรูขุมขนบนผิวหนังเท่านั้น
สำหรับผู้ที่ไม่สามารถสัมผัสกายาวิญญาณขั้วลบได้นั้น เมื่อฝึกฝนจะรู้สึกเหมือนมีเข็มแหลมมากมายทิ่มแทงไปทั่วร่าง เนื่องจากปราณวิญญาณที่ถูกบีบอัดจะมีสถานะกึ่งของแข็งกึ่งแก๊สและไหลผ่านรูขุมขนไม่หยุดหย่อน
หวังเป่าเล่อเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อย หลังจากบีบอัดปราณวิญญาณรอบตัวได้ เขาก็กัดฟันแน่นเตรียมรับความเจ็บปวด รูขุมขนทั่วกายของชายหนุ่มเปิดกว้าง ดูดรับเอาปราณวิญญาณสภาพกึ่งของแข็งเข้าสู่ร่าง ทันใดนั้นหวังเป่าเล่อก็ตัวสั่นเทิ้ม ก่อนจะเบิกตาโพลง
แตกต่างไปจากเดิม! หวังเป่าเล่อหายใจถี่รัวขณะที่สำรวจร่างกาย แรกๆ ก็รู้สึกสับสน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเคลือบแคลงใจ และในที่สุดก็เริ่มตื่นเต้นดีใจขึ้นมา
เขาไม่รู้สึกเจ็บปวดเหมือนอย่างเคย นอกจากนั้นเขายังสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่ซึมซับเข้ามาผ่านรูขุมขน เป็นสัมผัสเย็นยะเยือกแตกต่างจากปราณวิญญาณอย่างสิ้นเชิง และมันก็ไหลเวียนเข้าร่างอย่างต่อเนื่อง
ร่างกายของเขาสั่นเทาจากสัมผัสเยือกเย็น ไม่รู้สึกเจ็บอีกแล้ว มีความหนาวเหน็บเข้ามาแทนที่จนเขาหายใจเป็นไอ ความรู้สึกไม่สบายตัวแปรเปลี่ยนเป็นความเบาบางที่ทำให้รู้สึกสบายกายยิ่งกว่าตอนที่ฝึกกระบวนท่าเต๋าสายฟ้าเสียอีก
หวังเป่าเล่อสุขใจยิ่งนัก เมื่อนึกถึงความรู้สึกที่อธิบายไว้ในวิชาแห่งศาสตร์มืดก็เริ่มตื่นเต้นขึ้นมา เขากระตุ้นเมล็ดดูดกลืนเพื่อเร่งกระบวนการดูดซึมในทุกอณูรูขุมขน สัมผัสเยือกเย็นจำนวนมากไหลผ่านเข้าสู่ร่างชายหนุ่มในทันใด
ตามที่อธิบายไว้ในวิชาแห่งศาสตร์มืด สัมผัสเยือกเย็นนี้คือกายาวิญญาณขั้วลบ การจะตรวจสอบให้มั่นใจก็ทำได้ง่ายๆ ถ้าสามารถสร้างเป็นเปลวไฟสีดำได้ แสดงว่ามันคือ กายาวิญญาณขั้วลบ! หวังเป่าเล่อสูดหายใจลึก เขามุ่งสนใจแค่เรื่องการฝึกวิชาจนลืมทุกสิ่งอย่างไปจนหมด ชายหนุ่มพยายามเพ่งความสนใจไปที่สัมผัสเยือกเย็นตามคำอธิบายในวิชาแห่งศาสตร์มืด
เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่มีใครทราบ ร่างหวังเป่าเล่อสั่นเทิ้มเมื่อสัมผัสเยือกเย็นในร่างของเขาเข้มข้นขึ้นจนไม่สามารถดูดซึมเข้ามาเพิ่มได้ ทันใดนั้นเขาก็เริ่มขั้นตอนสุดท้ายในการฝึกวิชาแห่งศาสตร์มืด!
สิ่งที่เขาต้องทำคือสร้างเปลวไฟสีดำโดยการจุดเพลิงชีวีให้สัมผัสเยือกเย็นลุกไหม้!
ทันใดนั้นใบหน้าของชายหนุ่มก็ขึ้นสีเขียว อุณหภูมิในร่างลดลงเฉียบพลัน มีเกล็ดน้ำแข็งขึ้นเกาะบนคิ้วและเส้นผม อุณหภูมิโดยรอบลดลงอย่างรวดเร็ว ร่องรอยการเน่าเปื่อยแผ่กระจายไปทั่วห้องฝึกตนลับ!
เสียงผู้คนร้องห่มร้องไห้ที่คนภายนอกไม่ได้ยินดังขึ้นอย่างเลือนรางในหูของ หวังเป่าเล่อ ราวกับมีมารมารวมตัวกัน
หวังเป่าเล่อไม่รู้ว่าเสียงเหล่านั้นคืออะไร คนภายนอกเองก็ไม่สามารถรู้สึกได้ มีเพียงเจ้าลาที่นอนเซื่องซึมอยู่ด้านนอกเท่านั้นที่สัมผัสได้ มันรีบลุกยืนขึ้น มองไปทางห้องฝึกตนลับด้วยแววตาหวาดระแวง รู้สึกสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้น
