บทที่ 330 ความเปราะบางทางจิตใจ
ขณะที่เจ้าลากำลังยืนมองด้วยความสับสน ห้องฝึกตนลับของหวังเป่าเล่อก็ เน่าเปื่อยลงอย่างรวดเร็ว เสียงร้องไห้โหยหวนที่มาจากการรวมตัวของหมู่มารดังขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่ามีพลังบางอย่างปรากฏขึ้นเพื่อขัดขวางการฝึกวิชาของชายหนุ่ม แต่พลังนั้นก็อยู่ไกลแสนไกลจนไม่สามารถทำอะไรได้มาก
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า สองสัปดาห์ล่วงเลยผ่านไป!
ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา หวังเป่าเล่อนั่งขัดสมาธินิ่งไม่ไหวติง ร่างของเขาแข็งทื่อ ลมหายใจหายไป ทั่วทั้งร่างถูกปกคลุมไปด้วยเกล็ดน้ำแข็ง สภาพของชายหนุ่มตอนนี้เป็นดังศพ ไม่รู้สึกรู้สาถึงสิ่งใดแม้แต่เพลิงชีวี
กลางดึกคืนถัดมา หวังเป่าเล่อที่นั่งขัดสมาธิอยู่กระตุกร่าง ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ทันใดที่เขาลืมตา เกล็ดน้ำแข็งรอบกายก็พลันหายไป ร่องรอยการเน่าเปื่อยเลือนหาย ทุกสิ่งทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพก่อนหน้า เสียงร้องโหยหวนสงบไปในทันที
ขณะที่ทุกอย่างเริ่มกลับคือสู่สภาพปกติ หวังเป่าเล่อก็ลืมตาขึ้นสุด!
ทันทีที่ลืมตา ไอหนาวเย็นพลังมากล้นก็พวยพุ่งออกมาจากนัยน์ตาและร่างกายของชายหนุ่ม หากคนรู้จักของหวังเป่าเล่อได้มาเห็นเขาในตอนนี้คงจะตื่นตะลึงไป อาจจะจำเขาไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
แต่จริงๆ แล้ว…ชายหนุ่มผู้นี้คือหวังเป่าเล่อตัวจริงที่ถือกำเนิดมาจากประสบการณ์ฆ่าฟันมากมายบนเขตจันทราเวท!
ปกติแล้วเขามักจะให้คนเห็นอีกด้านหนึ่ง เป็นตัวตนด้านดีที่แสดงให้เห็นเพื่อที่จะเก็บซ่อนตัวตนแสนร้ายกาจไว้ภายใน ทันใดนั้น ตาข้างซ้ายของหวังเป่าเล่อก็ปรากฏเปลวไฟสีดำขึ้น!
ชายหนุ่มนั่งนิ่งมองไปรอบๆ สัมผัสถึงเปลวไฟสีดำในตาอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะหลับตาลง เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง ไอเย็นรอบกายและเปลวไฟสีดำในดวงตาข้างซ้ายก็หายไป ถูกเขาเก็บซ่อนเอาไว้
“นี่สินะ…วิชาแห่งศาสตร์มืด…” หวังเป่าเล่อพูดพึมพำกับตัวเอง เขาคิดว่าตนยังไม่ได้เชี่ยวชาญในวิชาแห่งศาสตร์มืดมากนัก ถือว่ายังเป็นมือใหม่อยู่
ทว่าแม้จะเป็นเพียงมือใหม่ หวังเป่าเล่อก็รู้สึกถึงสิ่งที่เขาไม่เคยสัมผัสได้มาก่อน จะให้อธิบายออกมาเป็นคำพูดก็ทำไม่ได้ รู้สึกเพียงว่า…ความเป็นความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเปลี่ยนจุดหนึ่ง
“ข้ายังสับสนอยู่นิดหน่อย…” หวังเป่าเล่อไม่รู้จะสรรหาคำใดมาอธิบายความรู้สึกของเขาในตอนนี้ ขณะที่พึมพำกับตัวเองอยู่ก็นึกถึงแม่นางน้อยขึ้นมา รู้สึกอิจฉาที่นางสามารถฝึกวิชาได้สำเร็จภายในเวลาเพียงเดือนเดียว
ต่อไปข้าไม่ควรอวดดีอีก ควรจะคอยถ่อมตนและหมั่นฝึกฝนอย่างหนัก หวังเป่าเล่อหายใจลึก หยิบเอาหน้ากากออกมาก่อนจะเข้าสู่มิติมายาไป
เมื่อเข้ามาในมิติมายา หวังเป่าเล่อก็มองไปรอบๆ แต่ไม่เห็นแม้แต่เงาของแม่นางน้อย เขาคุ้นชินกับสถานการณ์เช่นนี้แล้วจึงยืนพูดเสียงดังอยู่ตรงนั้น
“แม่นางน้อย ข้ามีอะไรอยากจะถาม
“คือ…พอเปลวไฟสีดำปรากฏ ข้ารู้สึกแปลกๆ เหมือนกับว่าข้าควบคุมความเป็นความตายได้ แต่ก็ยังดูคลุมเครือ ข้าก็อธิบายไม่ได้…รู้สึกเหมือนมีเสียงเรียกจากที่ ไกลแสนไกล ข้าก็ไม่แน่ใจ แล้วก็มีเสียงประหลาดดังขึ้นให้ได้ยินเรื่อยๆ ตอนที่เจ้าสำเร็จวิชานี้ เจ้าเจออะไรเช่นนี้บ้างไหม” หวังเป่าเล่อถามอย่างจริงจังเนื่องจากอยากรู้เหตุผล เขาคิดว่าถ้าเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากกว่านี้คงจะเป็นประโยชน์ในการ ฝึกวิชาต่อไปในภายภาคหน้า
พอถามเสร็จ หวังเป่าเล่อก็ตั้งใจจะตรวจดูว่ามีคำอธิบายอะไรปรากฏขึ้นบนหน้ากากหรือไม่ ทว่ายังไม่ทันจะได้ก้มหัวลง เขาก็ได้ยินเสียงตื่นตะลึงดังขึ้น
“อะไรนะ! เปลวไฟสีดำอย่างนั้นหรือ” แม่นางน้อยปรากฏตัวข้างหวังเป่าเล่อทันทีที่เสียงดังก้องไปทั่วมิติมายา นางหายใจถี่รัว ดวงตาเบิกกว้าง
หวังเป่าเล่อตกใจเมื่อเห็นแม่นางน้อยปรากฏตัวขึ้นพร้อมท่าทีตื่นตระหนก เขาคิดว่าอาจจะมีบางอย่างผิดพลาดในการฝึกวิชา จึงรีบถามขึ้น
“แม่นางน้อย ข้าทำอะไรผิดพลาดไปหรือเปล่า”
“เมื่อกี้เจ้าบอกว่าฝึกวิชาจนเปลวไฟสีดำปรากฏแล้วอย่างนั้นหรือ”
แม่นางน้อยไม่สนใจคำถามของหวังเป่าเล่อ นางเอ่ยถามข้อสงสัยของตัวเองอย่างกระวนกระวายใจ
“ใช่ ข้าทำได้แล้ว แต่ข้าก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรเลย ใช้เวลาไปตั้งหนึ่งปีถึงจะฝึกได้สำเร็จ” หวังเป่าเล่อถอนหายใจ ทุกถ้อยคำนั้นเอ่ยออกมาอย่างจริงใจ
พูดจบ เขาก็หลับตาลง รู้สึกว่าเมื่อมาอยู่ต่อหน้าแม่นางน้อยผู้เชี่ยวชาญวิชาแห่งศาสตร์มืด ตนก็เป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่ง เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง เปลวไฟสีดำ ก็ปรากฏขึ้นในดวงตาข้างซ้าย
เมื่อเปลวไฟสีดำปรากฏขึ้น สภาพแวดล้อมรอบกายที่หนาวเหน็บอยู่แล้วก็ยิ่งเย็นเยียบขึ้นไปอีก ไอเย็นยะเยือกพวยพุ่งออกมาจากร่างชายหนุ่มพร้อมด้วยการเสริมพลังจากเปลวไฟสีดำ
แม่นางน้อยผงะไป นางถอยหลังทันทีพร้อมกับตะโกนขึ้น
“ดับมันไปเดี๋ยวนี้!” แม่นางน้อยตื่นตระหนก นางรู้สึกหวาดกลัวเปลวไฟสีดำราวกับเป็นสัญชาตญาณโดยกำเนิด
นางมองหวังเป่าเล่อราวกับว่าเขาเป็นอสูรร้าย รู้สึกสับสนปนเปไปหมด เกือบจะดุด่าเป็นการใหญ่ออกไป
เมื่อได้ยินที่แม่นางน้อยสั่ง หวังเป่าเล่อก็รีบหลับตา พอลืมตาขึ้นอีกครั้ง เปลวไฟสีดำก็หายวับไป ท่าทีของแม่นางน้อยทำให้เขาสับสนยิ่งนัก
เมื่อเห็นท่าทีสับสนของหวังเป่าเล่อ แม่นางน้อยก็จ้องไปทางชายหนุ่มก่อนจะพูดเสียงแข็ง
“ช่างอวดดีจริงๆ เป็นแค่มือใหม่แท้ๆ ไม่รู้หรือว่าการใช้เปลวไฟสีดำสุ่มสี่สุ่มห้าจะเป็นอันตรายต่อชีวิตเจ้า จำไว้ว่าผู้ฝึกวิชาแห่งศาสตร์มืดเช่นเราไม่สามารถสำแดง เปลวไฟสีดำให้ใครเห็นโดยง่าย ยิ่งต่อหน้าคนที่สำเร็จวิชาแห่งศาสตร์มืดขั้นสูงกว่าแล้วยิ่งไม่ได้ใหญ่!”
หวังเป่าเล่อตกใจสุดขีดรีบพยักหน้าทันทีเมื่อเข้าใจทุกอย่างมากขึ้น
“แม่นางน้อย เจ้าพูดถูกแล้ว ข้ายอมรับผิด”
ใช่ก็บ้าแล้ว! แม่นางน้อยแอบคิดในใจด้วยความหงุดหงิด พอเห็นว่าหวังเป่าเล่อไม่ได้สงสัยอะไรก็โล่งใจขึ้นมา นางเก็บงำความหงุดหงิดที่ทวีคูณขึ้นภายในไว้ไม่ได้ แต่จะให้เลิกเสแสร้งก็ทำไม่ได้อีกเช่นกัน นางไม่คาดคิดว่าชายหนุ่มจะฝึกวิชาได้สำเร็จจึงโกหกไปครั้งแล้วครั้งเล่า แต่พอทุกอย่างมาถึงจุดนี้ ถ้าความลับนี้ถูกเปิดโปง ภาพพจน์ของนางก็คงจะพังทลายลง นางจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากโกหกต่อไป…
แต่ในใจก็รู้สึกสงสัยอยู่เต็มอก จึงอดถามข้อสงสัยออกไปไม่ได้
“หวังเป่าเล่อ เจ้าฝึกวิชาจนสำเร็จได้อย่างไรกัน”
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ข้ามันไร้พรสวรรค์ ใช้เวลาฝึกอยู่ตลอดทั้งปีก็พบแต่ความล้มเหลว แต่ไม่รู้ทำไมจู่ๆ ถึงฝึกได้สำเร็จ ข้าเองก็งง แล้วเจ้าฝึกวิชาจนสำเร็จได้อย่างไรหรือ ทำไมจู่ๆ ข้าก็ฝึกวิชาได้สำเร็จกัน” หวังเป่าเล่อถอนหายใจ หากอยู่ต่อหน้าคนอื่น เขาคงจะมีท่าทีโอหังมากกว่านี้ แต่พออยู่ต่อหน้าแม่นางน้อย ชายหนุ่มก็รู้สึกต้อยต่ำยิ่งนัก
เมื่อได้ยินหวังเป่าเล่อพูดซ้ำๆ ว่าตนเองไร้ซึ่งพรสวรรค์ แม่นางน้อยก็รู้สึกเหมือนถูกตบหน้า ทว่านางยังคงรักษาท่าทีโอหังไว้ได้และพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เจ้ามีความสามารถธรรมดาสามัญอย่างที่ว่า ฝึกวิชาสำเร็จได้อย่างไรเจ้าเองก็ยังไม่รู้ ส่วนตัวข้านั้น…ก็แค่ดึงกายาวิญญาณขั้วลบออกมาจากปราณวิญญาณจากนั้นก็เพ่งความสนใจไปที่กายาวิญญาณขั้วลบในชั่วลมหายใจ ที่บอกว่าฝึกวิชาอยู่หนึ่งเดือน ถึงสำเร็จก็เพราะกลัวจะไปทำให้เจ้าหมดกำลังใจ จริงๆ ข้าใช้เวลาแค่ห้าวัน!” แม่นางน้อยเชิดคางขึ้นและพูดอย่างไม่แยแส
“ห้าวัน…” หวังเป่าเล่อตกใจอีกครั้ง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง แม่นางน้อยแอบเย้ยหยันอยู่ในใจ แต่ก็รู้สึกสงสัยจนแน่นอกจึงเอ่ยถามขึ้นอีก
“หวังเป่าเล่อ กายาวิญญาณขั้วลบมีหน้าตาเป็นอย่างไร”
“มันไม่เหมือนอะไรเลย ข้ามองไม่เห็นมัน สัมผัสได้แค่ไอเย็นในอากาศ พอซึมซับเข้าร่างก็รู้สึกสบายกาย แม่นางน้อย เจ้าไม่รู้หรือ” หวังเป่าเล่อเริ่มสงสัย คิดว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล
แม่นางน้อยคิดในใจว่าตนจะรู้ได้อย่างไร แต่ภายนอกกลับแสร้งทำเป็นเมินหวังเป่าเล่อ ก่อนแสร้งพูดขึ้นราวกับเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“ข้าจำไม่ได้ ตอนนั้นข้าอายุแค่เจ็ดขวบ ข้าจำได้แค่ว่าข้าฝึกฝนอย่างหนัก ไม่ได้สนใจสิ่งอื่นใด พอโตขึ้นก็เริ่มฝึกวิชาแห่งศาสตร์มืดในระดับที่สูงขึ้น พอเวลา ผ่านไป ข้าก็สูญเสียกายหยาบ ทุกสิ่งอย่างกลายเป็นความว่างเปล่า” น้ำเสียงของ แม่นางน้อยฟังดูมืดหม่นขณะพูด
“ในฐานะมือใหม่ รู้มากไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา สิ่งที่เจ้าต้องรู้มีเพียงว่ากายาวิญญาณขั้วลบนั้นเป็นแค่ขั้นแรกเริ่มของวิชาแห่งศาสตร์มืด พอเจ้าเปลี่ยนเปลวไฟ สีดำเป็นพลังแห่งความมืดได้ก็จะเริ่มสัมผัสได้ถึงปราณมืด แต่พวกนี้เป็นเรื่องยากเกินไปสำหรับเจ้า ข้าเองก็ต้องใช้เวลาแรมเดือนกว่าจะฝึกได้สำเร็จ
“ส่วนเสียงที่ได้ยินและความรู้สึกที่เจ้าอธิบายไม่ได้นั้น…จะบอกให้ก็ได้ เสียงนั่นมาจากจิตแห่งจักรพิภพโบราณ ข้าเรียกมันว่า…วิญญาณแห่งความมืด!
“อย่าเพิ่งกังวลกับสิ่งที่เจ้าเจอมากเกินไป จงจำเอาไว้ว่าเมื่อสำเร็จวิชาแห่งศาสตร์มืดได้จนถึงจุดหนึ่ง เจ้าจะมีพลังควบคุมความเป็นความตาย มีอยู่คนหนึ่งที่ฝึกไปได้จนถึงขั้นที่สี่ เขาเป็นเพื่อนของข้าเอง มีสมญานามว่ามรณะอมตะ!
“กล่าวกันว่าวิชาแห่งศาสตร์มืดมีอยู่เจ็ดขั้น!
“เจ้ากลับไปได้แล้ว ข้าเหนื่อย” แม่นางน้อยกล่าวเสียงเรียบ เสียงของนางฟังดูสัมผัสได้ถึงความมีอายุ ใบหน้าของนางดูหม่นหมอง ราวกับว่าหวังเป่าเล่อได้ไปรื้อฟื้นความทรงจำอันแสนเจ็บปวดของนางขึ้นมา
สีหน้าและคำพูดของแม่นางน้อยทำให้เขาตะลึงงันไป รู้สึกละอายใจที่ไปนึกสงสัยในตัวนาง เขาอยากจะเอ่ยอะไรสักอย่างออกไป แต่ก็ตัดสินใจกลับออกไปหลังจาก กุมมือขึ้นเพื่อกล่าวลา
ทว่าทันทีที่หวังเป่าเล่อกลับออกไป สีหน้าและดวงตาเศร้าโศกของแม่นางน้อยก็พลันหายไป แทนที่ด้วยความเจ็บแค้น ไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่เกิดขึ้นได้ลง
เจ้าอ้วนน่ารำคาญนี่มาจากนรกขุมไหนกัน
เจ้า…เจ้านั่นดันฝึกวิชาได้จนสำเร็จ ตอนที่มารดาข้าบอกให้หยุดฝึกวิชานี้ นางยังบอกว่านี่เป็นวิชาที่ไม่มีใครฝึกได้!
แม่นางน้อยตกอยู่ในความคลุ้มคลั่ง นึกสงสัยขึ้นมา ไม่นานสีหน้าของนางก็พลันเปลี่ยนไป
ที่ข้าพูดไปทั้งหมดก็เพื่อจะเสแสร้งต่อ มีแต่เรื่องที่ข้าแต่งขึ้นมาเองมั่วๆ มีความจริง อยู่แค่นิดเดียว เจ้านั่นคงจะไม่ซึมซับปราณมืดได้จริงๆ เข้าสักวันหนึ่งหรอกมั้ง
แม่นางน้อยตัวสั่นเทิ้ม รู้สึกว่าคงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ขณะที่กำลังจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางก็นึกขึ้นได้ว่าหวังเป่าเล่อทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นจริงขึ้นมานักต่อนักแล้ว นางถอนหายใจยาวด้วยความท้อแท้ รู้สึกเหนื่อยล้ามากล้นในใจ…
