Skip to content

A World Worth Protecting 333

บทที่ 333 ช่วยด้วย!

“ลูกข้า! ลูกข้า!” เจ้าลาดำสุขใจยิ่งนักเมื่อได้เห็นเผ่าพันธุ์เดียวกันเป็นครั้งแรก ขณะที่มันพุ่งไปข้างหน้า ลาขาวของกงเต๋าก็พลันเงยหน้าขึ้นอย่างหยิ่งผยองก่อนจะยกขาเตะออกไปอย่างรวดเร็ว

มันเร็วมากเสียจนลาดำไม่ทันได้ตั้งตัว จึงโดนลูกเตะเข้าอย่างจังจนเกิดเสียงดังสนั่น ร่างของเจ้าลาปลิวกลับหลังไป…

เจ้าลาดำหล่นลงพื้นดังตุบ มันไม่ได้บาดเจ็บอะไร เพียงแค่ดูงุนงงไปเนื่องจากไม่ได้คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะเตะตนเช่นนี้

“ปักษาเพลิงขาว!” กงเต๋าเตือนลาของตนเอง ลาขาวหยุดนิ่งในทันที มันมองเจ้าลาดำที่กำลังงงงวยด้วยแววตาเหยียดหยามก่อนจะกลับไปเคลียคลอตรงขาของกงเต๋าอย่างว่านอนสอนง่าย กงเต๋ากุมกำปั้นคำนับให้เฉินเฟิ่งก่อนจะกลับออกไปพร้อม     เจ้าลาขาวผู้เย่อหยิ่ง

หวังเป่าเล่อโกรธจัดเมื่อได้เห็นเหตุการณ์ตรงหน้า เขาจ้องเขม็งไปทางเจ้าลาใบหน้าใสซื่อที่ยังงุนงงไม่หาย จะพูดอะไรออกไปก็ทำไม่ได้เพราะอยู่ในฐานทัพ        เจ้าลาน้อยผิดเองที่เสนอหน้าพุ่งไปให้อีกฝ่ายเตะเอา

ชายหนุ่มพูดคุยกับเฉินเฟิ่งเรื่องปืนใหญ่เป่าเล่อต่อ แสร้งทำเป็นว่าเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่ได้เกิดขึ้น ไม่นานพวกเขาก็มาถึงจุดที่ใช้ประกอบปืนใหญ่ หวังเป่าเล่อขอตัวออกไปเข้าห้องน้ำ จากนั้นก็ลากเจ้าลาเข้าไปด้วย…

ทันทีที่ทั้งคู่เข้ามาข้างใน หวังเป่าเล่อก็หันไปจ้องเจ้าลาที่กำลังหูตกด้วยความโกรธจัดจากความไร้น้ำยาของมัน

“ทีแบบนี้ทำไมอ่อนแอขึ้นมา ไม่ขายขี้หน้าบ้างเลยหรือ เจ้าเพิ่งโดนลาตัวเมียเตะเข้า! ตอนอยู่ที่พักเจ้าเก่งกาจกล้าดีถึงขนาดจะกัดข้า! แล้วตอนนี้ล่ะ เอาความองอาจไปทิ้งไว้ไหนหมด!”

เจ้าลาตัวสั่น ดวงตาแดงก่ำ ดูมันจะเข้าใจสิ่งที่หวังเป่าเล่อพูด

“หวังเป่าเล่อผู้นี้แสนทรงเสน่ห์ กล้าหาญไร้เทียมทาน มีความสามารถเหนือชั้นกว่าคนรุ่นเดียวกัน ไม่เคยให้ใครมาเอาเปรียบ มีแต่ข้าเองต่างหากที่ไปใช้ประโยชน์จากคนอื่น แต่เจ้ากลับแสนโง่เง่า แค่ลาตัวเมียแค่ตัวเดียวก็จัดการไม่ได้ โดนซัดกลับมาแทน เจ้ามีความเป็นชายอยู่บ้างไหม ช่างน่าขายหน้าเสียจริง!”

หวังเป่าเล่อดุด่าเป็นการใหญ่ก่อนจะถอนหายใจ ลาของกงเต๋าทรงพลังก็จริง    แต่เจ้าลาของเขากลับเสนอหน้าไปให้อีกฝ่ายเตะเอา ถ้าไม่ติดว่าอยู่ในฐานทัพ        ชายหนุ่มคงจะตอบโต้กลับไปแล้ว

เจ้าลาได้ยินที่หวังเป่าเล่อพูดพร้อมกับสบสายตาเหยียดหยามที่มองมา ลมหายใจของมันสะดุด ดวงตาแดงก่ำ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ความใสซื่อในแววตาหายไปหมด ถูกแทนที่ด้วยความโกรธแค้น มันหันหัวไปทางหนึ่งราวกับว่าสามารถมองทะลุกำแพงและจับสัมผัสของลาขาวได้ มันจ้องมองไปยังทิศทางนั้นอยู่เนิ่นนานพร้อมทั้งกัดฟันแน่น

ความแค้นในใจฝังรากลึกเข้ากระดูกดำ

“จะสาปแช่งไปทำไม ถ้าเจ้าแข็งแกร่งขึ้น เจ้าก็สามารถไปล้มมันได้ ที่เจ้าควรทำคือซัดมันให้หมอบ! เอาให้มันรู้ว่าเจ้ามีดีอย่างไร!” หวังเป่าเล่อแค่นเสียงทางจมูกหลังจากด่าเจ้าลาเป็นการใหญ่ เขาหันมาถอนหายใจอีกครั้งขณะที่กำลังจะเดินออกจากห้องน้ำไป

“น่าขายหน้ายิ่งนัก!”

หวังเป่าเล่อไม่ทันสังเกตเห็นดวงตาอันแดงก่ำของเจ้าลาขณะที่เดินออกจากห้องน้ำ เจ้าลามองตรงไปทางจุดที่ลาขาวอยู่ ดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น         ผูกใจเจ็บว่าจะต้องแก้แค้นให้ได้สักวัน

หวังเป่าเล่อพยายามกลบฝังความไม่พอใจภายในไว้ขณะเดินออกจากห้องน้ำเพื่อกลับไปให้คำแนะนำเรื่องการประกอบปืนใหญ่ ด้วยคำแนะนำของเขา ปืนใหญ่เป่าเล่อลำแรกก็ประกอบขึ้นสมบูรณ์ พวกเขานำปืนใหญ่ไปทดสอบและจดบันทึกข้อมูลต่างๆ แม่ทัพเฉินกล่าวชื่นชมตลอดกระบวนการขณะที่ชายหนุ่มคอยให้คำแนะนำต่างๆ อย่างละเอียดหมดเปลือก

ผ่านไปครึ่งวัน หวังเป่าเล่อก็บอกรายละเอียดข้อมูลการประกอบต่างๆ รวมถึงรหัสลับให้เหล่าที่ปรึกษาของกองทัพได้ทราบจนหมด ชายหนุ่มคอยดูแลขั้นตอนทั้งหมดควบคู่ไปกับเฉินเฟิ่ง พอมั่นใจดีแล้วว่าไม่น่ามีปัญหาอะไรอีก หวังเป่าเล่อก็เตรียมตัวกลับ

“ท่านแม่ทัพเฉิน ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ข้า…” หวังเป่าเล่อหันมาพูดกับเฉินเฟิ่ง        แต่ไม่ทันจะได้พูดจนจบประโยค แหวนสื่อสารของเฉินเฟิ่งก็สั่นเตือนขึ้น

สีหน้าของเฉินเฟิ่งเปลี่ยนไปทันทีที่เขาได้อ่านข้อความ

“เป่าเล่อ เจ้ากลับไปก่อนได้เลย ข้ามีเรื่องต้องไปจัดการ คงจะไม่ได้ส่ง” พูดจบเฉินเฟิ่งก็หันกลับออกไปทันทีด้วยสีหน้าเคร่งเครียด หวังเป่าเล่อรู้สึกได้ว่าน่าจะมี  เรื่องร้ายแรงอะไรเกิดขึ้น ตอนแรกเขาตั้งใจจะถามเกี่ยวกับหลินเทียนหาว แต่ดูแล้วน่าจะไม่เหมาะที่จะถามตอนนี้ ขณะกำลังจะกลับ ก็มีเสียงดังขึ้นมาจากแหวนสื่อสารของชายหนุ่ม

“หวังเป่าเล่อ ข้าเพิ่งได้รับรายงานมาว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นกับกลุ่มของหลินเทียนหาว ข้าก็ไม่แน่ใจในรายละเอียด ถ้ามีข้อมูลเพิ่มเติมข้าจะแจ้งกลับไป” ข้อความเสียงมาจากหลี่หว่านเอ๋อร์

หวังเป่าเล่อนิ่งไปเมื่อได้รับข้อความเสียงจากหลี่หว่านเอ๋อร์ เขาเริ่มมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นเมื่อนึกได้ถึงสีหน้าของเฉินเฟิ่งเมื่อสักครู่ จึงเงยหน้าขึ้นมองไปทาง    เฉินเฟิ่งที่กำลังเดินจากไปอย่างเร่งรีบ ชายหนุ่มตัดสินใจตะโกนออกไป ไม่มัวห่วงมารยาทความเหมาะสม

“ท่านแม่ทัพเฉิน หลินเทียนหาว รองเจ้าสำนักศึกษาของข้าได้ไปปฏิบัติภารกิจร่วมกับกลุ่มของกองทัพแทนข้า ท่านทราบอะไรเกี่ยวกับเขาบ้างไหม”

เฉินเฟินที่กำลังเดินตรงไปอย่างเร่งรีบหยุดนิ่งไปเมื่อได้ยินที่หวังเป่าเล่อพูด      เขาหันกลับมามองลึกเข้าไปในตาของอีกฝ่าย กำลังจะอ้าปากขึ้นตอบ ชายหนุ่มตรงหน้าก็เอ่ยขัดเสียก่อน

“ข้าได้คุยกับบิดาของหลินเทียนหาว เขาทราบดีว่าหลินเทียนหาวไปปฏิบัติภารกิจแทนข้า ท่านแม่ทัพเฉิน ข้าต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ต่อท่านเสนาบดีหลินโยว!”

หวังเป่าเล่อตรึกตรองสิ่งที่พูดออกไปเป็นอย่างดี หากเป็นแค่เรื่องส่วนตัว เฉินเฟิ่งคงจะไม่บอกอะไรเป็นแน่ แม้ว่าเขาจะมีความสัมพันธ์อันดีกับกองทัพประจำสหพันธรัฐ แต่กองทัพประจำดาวอังคารนั้นอยู่คนละภาคส่วนกัน

เมื่อมีเสนาบดีหลินโยวเข้ามาเกี่ยวข้อง…เฉินเฟิ่งก็ชั่งใจว่าจะต้องทำเช่นไรดี     เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของหวังเป่าเล่อ

“ข้าก็ยังไม่รู้รายละเอียดมาก ตามข้ามา!”

เมื่อเฉินเฟิ่งพูดจบ เหล่าทหารที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็เข้าไปตรวจสอบหวังเป่าเล่อก่อนจะพาเขาขึ้นเรือบินของเฉินเฟิ่งไป เรือบินทะยานขึ้นฟ้า มุ่งหน้าไปทางศูนย์ควบคุมประจำเขตสามสิบหก

เฉินเฟิ่งไม่ได้พูดอะไรกับหวังเป่าเล่อตลอดการเดินทาง เขายุ่งอยู่กับการฟังรายงานต่างๆ ที่ได้รับ หวังเป่าเล่อเองก็ไม่รู้จะเริ่มบทสนทนาอย่างไรดี เขารู้สึกว่าอาจจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น ขณะที่ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ พวกเขาก็มาถึง       ศูนย์ควบคุมของทางกองทัพ ทั้งสองลงจากเรือบิน มุ่งหน้าเข้าไปในห้องกว้างที่มีหน้าจอวิญญาณขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ภายในห้องมีผู้คนมากมายกำลังยุ่งอยู่กับงานของตน มีชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามารายงานสิ่งที่เกิดขึ้นกับเฉินเฟิ่ง

“มีการยืนยันแล้วว่าเราสูญเสียการติดต่อกับกลุ่มปฏิบัติการที่หกและเจ็ด…ทุกคนในทีมไม่ว่าจะเป็นนักหลอมวงแหวนปราณ นักหลอมอาวุธเวท คนของทางกองทัพ รวมไปถึงนักพรตต่างสูญหายไปกันหมด!

“วงแหวนปราณของเราจับสัมผัสของหมู่บ้านสีโลหิตไม่ได้แล้ว จู่ๆ มันก็หายวับไปในอากาศ!

“หมอกสีโลหิตก็จางหายไปเช่นกัน…พวกเราค้นจนทั่วทุกพื้นที่ในดาวอังคารก็ไม่พบร่องรอยของหมอกเลยแม้แต่นิด!” เฉินเฟิ่งตั้งใจฟังรายงานต่างๆ สีหน้าของ      หวังเป่าเล่อดูเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ เริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี

ทันใดนั้นเขาก็ได้รับข้อความจากหลี่หว่านเอ๋อร์ นางบอกหวังเป่าเล่อว่ากองทัพได้จัดตั้งกลุ่มปฏิบัติภารกิจตรวจสอบเหตุการณ์หมอกสีโลหิตขึ้นมาเจ็ดกลุ่ม ปัจจุบันกลับจากการปฏิบัติภารกิจแล้วห้ากลุ่ม กลุ่มหกและกลุ่มเจ็ดนั้นต้องเดินทางไปตรวจสอบในจุดที่ไกลจากฐานไปมาก จึงคาดการณ์ว่าจะกลับมาล่าช้ากว่ากลุ่มอื่นๆ

ทุกอย่างเป็นไปตามแผนการที่วางไว้ ทั้งเจ็ดกลุ่มค้นพบข้อมูลและทรัพยากรสำคัญต่างๆ แต่เมื่อหนึ่งชั่วโมงที่แล้ว จู่ๆ พวกเขาก็ขาดการติดต่อกับกลุ่มหกและ  กลุ่มเจ็ดไป หลังจากใช้วงแหวนปราณตรวจดูก็พบว่าทั้งสองกลุ่มได้หายวับไปในอากาศ!

ทางอาณานิคมดาวอังคารให้ความสนใจในเรื่องนี้เป็นอย่างสูง ไม่นานเจ้านคร รองเจ้านครและหัวหน้าจากฝ่ายต่างๆ ก็เดินทางมาถึงศูนย์ควบคุม หลี่หว่านเอ๋อร์เองก็เป็นหนึ่งในนั้น

มีหลายคนพยักหน้าให้เมื่อสังเกตเห็นหวังเป่าเล่อแต่ก็ไม่มีเวลาได้ทักทายพูดคุย ทุกคนต่างเป็นกังวลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กองทัพประจำดาวอังคารได้ส่งกองกำลังช่วยเหลือเข้าไปตรวจสอบทันทีที่ทำได้ เจ้านครดาวอังคารก็ใช้สิทธิ์เข้าใช้งาน          วงแหวนปราณเพื่อตรวจสอบอีกครั้ง

เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ยามเย็นมาเยือน ไม่ว่าจะตรวจสอบละเอียดเท่าใด       ก็ไม่ได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติม เรือบินช่วยเหลือไปถึงจุดเกิดเหตุที่ทั้งสองกลุ่มหายไป     แต่ก็ไม่พบเบาะแสอะไร หมอกสีโลหิต หมู่บ้านลึกลับ และกลุ่มปฏิบัติภารกิจทั้ง    สองกลุ่มต่างหายไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับว่าไม่เคยมีอยู่จริง

ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน ไม่มีเสียงพูดคุยแม้แต่นิด ทุกคนต่างให้ข้อสรุปว่าเหล่าผู้คนที่หายไปนั้น…อาจจะตายกันหมดแล้ว

หวังเป่าเล่อจำไม่ได้ว่าตนรอดกลับมายังสำนักศึกษาได้อย่างไร เขาเองยังตื่นตะลึงไม่หาย สมองหยุดทำงานไปสักพัก ชายหนุ่มนั่งจ้องกำแพงสี่ด้านอยู่ในที่พำนัก         ไม่ปริปากพูดอะไรแม้แต่น้อย

ชายหนุ่มยังทำใจเชื่อไม่ลงว่าหลินเทียนหาว…ได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย…

หลินเทียนหาวต้องไปปฏิบัติภารกิจแทนหวังเป่าเล่อ หากเขาไม่ได้ติดอยู่ในถ้ำกับหลี่หว่านเอ๋อร์ คงจะไม่มีชื่อหลินเทียนหาวอยู่ในรายนามผู้สูญหาย

ชายหนุ่มโทษตัวเองว่าหลินเทียนหาวต้องมาประสบชะตากรรมเลวร้ายแทนตนเอง ภายในใจรู้สึกยุ่งเหยิงไปหมด

แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ เมื่อหลินโยวได้ทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็พักงาน       ทุกอย่างไว้และออกเดินทางมายังดาวอังคาร

ท่ามกลางความเงียบงัน อารมณ์ซับซ้อนและความขมขื่นภายในใจทำให้หวังเป่าเล่อฝึกวิชาไม่ได้ เขานั่งรอเงียบๆ ขณะพยายามเสาะหาข้อมูลเพิ่มเติม สองวันล่วงเลย   ผ่านไป

ไม่มีเบาะแสเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหล่าผู้คนที่หายสาบสูญ…กลางดึกของวันที่สอง   หวังเป่าเล่อหยิบเหล้าไวน์ออกมากระดกอึกใหญ่ ในใจเต็มไปด้วยความกังวลและความรู้สึกผิด ปณิธานแน่วแน่ฉายชัดในแววตาของชายหนุ่ม เขาตั้งใจจะออกค้นหาด้วยตนเอง หากไม่ทำเช่นนั้นคงไม่สามารถลบความรู้สึกผิดในใจไปได้

ขณะที่กำลังคิดเช่นนั้น แหวนสื่อสารก็สั่นเตือนทำลายความเงียบสงัดยามค่ำคืน เสียงคุ้นหูดังขึ้น เป็นเสียงอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรงของหลินเทียนหาว!

“ช่วยข้าด้วย…”

นัยน์ตาของหวังเป่าเล่อเบิกกว้างเมื่อได้ยินเสียงนั้น เขาเริ่มหายใจถี่รัว รีบหันไปมองแหวนสื่อสารในทันใด“

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!