I shall seal the heaven Chapter 1005

ผนึกสวรรค์ สยบมาร สะท้านเทพ ภาค 7

เซียนโบราณ

ตอนที่ 1005

ความหวังเกี่ยวกับอาณาจักรโบราณ

ขณะที่รังสีสังหารของดวงดาวทั้งหมดเริ่มปกคลุมไปรอบๆ ร่างจี้ซิ่วฟาง เสียงเก่าแก่โบราณที่เยือกเย็นก็ดังออกมาจากขุนเขาที่เก้า ดังก้องไปทั่วทั้งขุนเขาทะเลที่เก้าทั้งหมด

“พี่ฟาง…” เสียงนั้นกล่าวขึ้น ดูเหมือนว่าจะเต็มไปทั่วทั้งท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวแห่งขุนเขาทะเลที่เก้า ทำให้ดวงดาวสั่นสะเทือน และระลอกคลื่นนับไม่ถ้วนก็หดตัวลงไปเพื่อก่อตัวเป็นดวงตาขึ้นมาหนึ่งดวง

ภายในดวงตานั้น มีชายชราผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ มีเส้นผมที่ขาวโพลนไปทั่วศีรษะ และดูเก่าแก่โบราณมากเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่มันพูดออกมา ก็ยกมือขวาขึ้นและชี้ตรงไปยังดาวตงเซิ่ง

เมื่อมันชี้นิ้วออกไป ระลอกคลื่นอันไร้ขอบเขตก็กระจายออกไปทั่วทั้งท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว ปกคลุมดาวตงเซิ่งไว้ราวกับว่าป้องกันไม่ให้ปรมาจารย์รุ่นแรกโจมตีกลับมา

จนกระทั่งถึงตอนนี้ ปรมาจารย์รุ่นแรกก็ไม่ได้พูดจาออกมาแม้แต่คำเดียว แต่ตอนนี้เสียงอันแหบแห้งของท่านได้ดังก้องออกไป พูดออกมาหนึ่งประโยคจนทำให้ระลอกคลื่นในท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวต้องหยุดชะงักนิ่งไปในทันใด

“ข้า, ต้องทำให้เสร็จสิ้น!”

ในเวลาเดียวกันนั้น จี้ซิ่วฟางก็แผดร้องอย่างน่าอนาถใจออกมา เสียงนั้นดังก้องออกไปขณะที่ศีรษะของนางถูกแยกออกมาจากร่างกาย จากนั้นร่างของนางก็ถูกบดขยี้จนกลายเป็นชิ้นๆ ราวกับว่ามีหัตถ์ยักษ์มาบดขยี้นางไป

นางถูกทำลายไปทั้งร่างกายและวิญญาณ!

 

แม้แต่ผู้แข็งแกร่งอาณาจักรเต๋าอันยิ่งใหญ่ ก็ยังไม่อาจจะต่อต้านกับการโจมตีมาเพียงแค่ครั้งเดียว จากรังสีสังหารของปรมาจารย์รุ่นแรกได้!

ในตอนที่จี้ซิ่วฟางตกตายไป เสียงระเบิดก็ได้ยินมา ขณะที่รังสีสังหารกระแทกเข้าไปยังเกราะผนึกป้องกันที่อยู่รอบๆ ดาวตงเซิ่งอย่างรุนแรง เสียงแตกร้าวได้ยินมาเมื่อเวทผนึก ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยการรวมพลังกันของสามผู้แข็งแกร่งอาณาจักรเต๋าตระกูลจี้ พังทลายกลายเป็นเสี่ยงๆ ไป

เวทผนึกแตกกระจายกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยนับไม่ถ้วน ถูกม้วนกวาดออกไปโดยสายลมอันรุนแรง ซึ่งจากนั้นได้พัดพาพวกมันให้ห่างไกลออกไปจากดาวตงเซิ่ง ต่อมารอยแตกร้าวนับไม่ถ้วนก็เกิดขึ้นในความว่างเปล่า กระจายออกไปจนคล้ายกับเป็นใยแมงมุม

สามผู้แข็งแกร่งอาณาจักรเต๋ามองไปด้วยความหวาดกลัว และจิตใจก็เต็มไปด้วยเสียงกระหึ่ม สีหน้าสลดลงขณะที่พยายามทำทุกวิถีทางเท่าที่จะคิดได้เพื่อหลบหนีจากไป จนถึงจุดที่ได้ปลดปล่อยแก่นแท้แห่งพลังออกมา

อย่างไรก็ตาม…รังสีสังหารจากดาวตงเซิ่งก็ยังคงเข้มข้นเหมือนเช่นเคย เพียงพอที่จะทำให้ขุนเขาทะเลที่เก้าต้องสั่นสะเทือนไปทั้งหมด

“ท่านปรมาจารย์, ช่วยพวกเราด้วย!!” สามผู้แข็งแกร่งอาณาจักรเต๋าหวาดกลัวจนรู้สึกราวกับว่าหนังศีรษะกำลังจะระเบิดออกไป ความรู้สึกถึงวิกฤตอันร้ายแรงเต็มอยู่ในจิตใจ เป็นความหวาดกลัวที่พวกมันไม่เคยพบเจอมานาน, นานมากแล้ว ราวกับว่า…รังสีสังหารจากดาวตงเซิ่งต้องการจะกวาดล้างพวกมันออกไปจากขุนเขาทะลที่เก้าให้หมดสิ้น

ไม่ว่าใครก็ตามในกลุ่มคนเหล่านี้ สามารถที่จะทำให้ดาวดวงใดๆ ก็ตามในขุนเขาทะลที่เก้าต้องสั่นสะเทือนได้

แค่พวกมันชำเลืองมองไปเพียงแวบเดียว ก็อาจจะทำให้สำนักเจริญรุ่งเรืองจนถึงขีดสุดหรือล่มสลายลงไปได้ แต่ตอนนี้พวกมันต่างก็รู้สึกหวาดกลัวจนจิตใจต้องเต้นรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

พวกมันรู้ว่ารังสีสังหารของปรมาจารย์รุ่นแรกแห่งตระกูลฟาง…สามารถที่จะทำให้พวกมันไม่อาจจะไปกำเนิดใหม่ได้ และจะต้องถูกกำจัดออกไปจากโลกนี้อย่างแท้จริง

พวกมันได้แต่มองดูขณะที่รังสีสังหารนั้นแผ่ขยายมายังตนเอง ซึ่งเป็นปรมาจารย์อาณาจักรเต๋าทั้งสามแห่งตระกูลจี้ ในตอนนี้เองที่ระลอกคลื่นได้พุ่งผ่านออกไปทั่วทั้งท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวมากขึ้น ราวกับว่ามีพลังบางอย่างกำลังสอดแทรกเข้ามาอยู่ระหว่างรังสีสังหารและสามชายชรา ระลอกคลื่นนั้นได้ก่อตัวเข้าด้วยกันจนกลายเป็นดวงตาขนาดใหญ่หนึ่งดวง

ดวงตานั้นดูเก่าแก่โบราณ และทันทีที่มันปรากฏขึ้น ก็เริ่มจ้องนิ่งไปยังรังสีสังหารนั้น

“พี่ฟาง พอได้แล้ว! ท่านไม่อาจจะสู้ข้าได้”

รังสีสังหารมาหยุดอยู่ที่เบื้องหน้าของดวงตา ประกายแสงระยิบระยับพุ่งกระจายออกมา ขณะที่มันก่อตัวเป็นรูปร่างของคนผู้หนึ่ง ซึ่งก็คือปรมาจารย์รุ่นแรก กำลังลอยตัวอยู่ที่นั่น เป็นรูปร่างที่ก่อตัวขึ้นมาจากจุดแสงนับไม่ถ้วน ทำให้ใบหน้าของท่านดูเลือนรางไม่ชัดเจน

ในเวลาเดียวกันนั้น ชายชราที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ภายในดวงตาก็มองไปยังปรมาจารย์รุ่นแรกด้วยความเยือกเย็น

“ข้าอาจจะไม่สามารถผนึกสวรรค์ได้ แต่ข้าสามารถจะทำลายสวรรค์แห่งขุนเขาทะเลที่เก้าให้แตกกระจายออกไปได้” ปรมาจารย์รุ่นแรกกล่าวเสียงราบเรียบ ขณะที่เสียงของท่านดังก้องออกไป

เมิ่งฮ่าวที่กำลังยืนอยู่บนดาวตงเซิ่ง ถึงแม้ว่าเขาจะมีพื้นฐานฝึกตนแค่ระดับนี้ก็ตามที แต่ก็ยังสามารถจะมองเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ได้ เขามองขึ้นไปในท้องฟ้าและมองเห็นรังสีสังหารของปรมาจารย์รุ่นแรก เขามองเห็นท่านสังหารผู้แข็งแกร่งอาณาจักรเต๋า และจากนั้นก็ทำให้ผู้ฝึกตนอาณาจักรเต๋าอีกสามคนต้องหลบหนีเอาชีวิตรอด ทั้งหมดนี้ทำให้ดวงตาเมิ่งฮ่าวต้องสาดประกายขึ้นด้วยแสงแปลกๆ ออกมา

“สักวันหนึ่ง ข้าจะต้องแข็งแกร่งเช่นเดียวกับท่าน!” เมิ่งฮ่าวคิด หอบหายใจออกมา เมื่อได้ยินคำพูดของปรมาจารย์รุ่นแรก แม้แต่ใบหน้าของเขาก็ยังต้องแสดงสีหน้าที่แปลกๆ ออกมา

“ทำไมถึงดูเหมือนว่าคนทั้งสองกำลังเล่นหมากรุกกันอยู่? หนึ่งในนั้นรู้ว่าไม่อาจจะเอาชนะอีกคนได้ แต่ก็ยังคงเกิดเป็นแรงกดดันขึ้นมาว่า ถ้าทำให้มีโทสะขึ้นมา ก็สามารถจะพลิกสถานการณ์บนกระดานได้…” เมิ่งฮ่าวกระแอมไอออกมาเบาๆ ด้วยเหตุผลบางอย่าง ทำให้ทันใดนั้นเขารู้สึกว่าค่อนข้างจะชอบการกระทำของปรมาจารย์รุ่นแรกเป็นอย่างยิ่ง

สูงขึ้นไปในท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว ชายชราที่อยู่ในดวงตาขนาดใหญ่ไม่กล่าวตอบปรมาจารย์รุ่นแรกตระกูลฟาง

“ตระกูลจี้ไม่มีสิทธิ์เข้ามาในท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวที่อยู่รอบๆ ดาวตงเซิ่งได้แม้แต่ครึ่งก้าว” ปรมาจารย์รุ่นแรกกล่าวขึ้นมาช้าๆ

ชายชราที่อยู่ในดวงตายักษ์มองไปยังปรมาจารย์รุ่นแรกอย่างลึกซึ้ง จากนั้นก็พยักหน้าให้อย่างช้าๆ ในที่สุดดวงตานั้นก็ลอยกลับไปทางด้านหลัง ปกคลุมไปยังสามผู้แข็งแกร่งอาณาจักรเต๋า และจากนั้นก็หายตัวไป

เรื่องของจี้ซิ่วฟาง และสามชายชราเสมือนเต๋าไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูด…เห็นได้ชัดว่า ตระกูลจี้ยินดีที่จะส่งมอบพวกมันออกไป ในฐานะที่เป็นค่าตอบแทนเพื่อชดใช้ให้กับตระกูลฟางเพื่อจบสถานการณ์ในครั้งนี้

เมื่อดวงตายักษ์จางหายไป ภาพของปรมาจารย์รุ่นแรกก็หายไป มองไม่เห็นร่องรอยใดๆ อีก และรังสีสังหารก็หายไปด้วยเช่นกัน ทุกสิ่งทุกอย่างกลับคืนมาเป็นปกติเหมือนเดิม

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นที่ทำให้ขุนเขาทะเลที่เก้าต้องเริ่มสั่นสะเทือนขึ้นมาเท่านั้น

สำนักและตระกูลทั้งหมดในขุนเขาทะเลที่เก้า ต่างก็ได้เป็นสักขีพยานมองเห็นความรุ่งโรจน์ของตระกูลฟางในวันนั้น พวกมันได้เห็นด้วยสองตาของตัวเองขณะที่ตระกูลฟางเริ่มประกาศศักดา จากตระกูลที่สงบนิ่งเงียบมานานหลายปี ได้กลายเป็นหนึ่งในกองกำลังอันยิ่งใหญ่มากที่สุดในขุนเขาทะเลที่เก้าขึ้นอีกครั้ง

แม้แต่ตระกูลจี้ก็ยังต้องจ่ายค่าตอบแทนออกไป ทำให้ผู้ฝึกตนทั้งหมดต้องอ้าปากค้าง ตอนนี้พวกมันได้มองตรงไปยังตระกูลฟางด้วยสีหน้าที่ตกตะลึงและหวาดกลัว

ตระกูลฟางได้ตกอยู่ในความเงียบสงบมาเป็นเวลานาน ทำให้ผู้คนมากมายในขุนเขาทะเลที่เก้าเชื่อว่าพวกมันดูแข็งแกร่งแต่เพียงเปลือกนอกเท่านั้น แต่ในตอนนี้ความคิดเช่นนั้นถูกทำให้แตกกระจายออกไปแล้ว ตระกูลฟางแสดงให้คนทั้งหมดมองเห็นได้ชัดเจนว่า พวกมันยังคงแข็งแกร่งเหมือนเช่นเคย!

การมาปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งของปรมาจารย์รุ่นแรก ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่ร่างจำแลง หรือจะพูดให้ถูกต้องก็คือว่า เป็นแค่วิญญาณของดาวตงเซิ่งเท่านั้น แต่ก็ทำให้คนทั้งหมดที่ได้เห็นเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นมาโดยตลอดต้องสั่นสะท้านอยู่ภายในใจ ยิ่งไปกว่านั้นก็เริ่มเป็นที่รับรู้กันว่า นอกเหนือจากปรมาจารย์รุ่นแรกแล้ว ตระกูลฟางก็ยังมีผู้แข็งแกร่งอาณาจักรเต๋าอีกสองท่าน แต่สุดท้ายแล้ว ก็เป็นตัวของปรมาจารย์รุ่นแรกเองที่น่าหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด

เมื่อคิดว่าตระกูลจี้ไม่อาจจะกำจัดตระกูลฟางไปได้ แล้วสำนักและตระกูลอื่นๆ จะมีคุณสมบัติที่จะไปก้าวก่ายพวกมันได้อย่างไรกัน?

ขุนเขาทะเลที่เก้าตกอยู่ในความสั่นสะเทือนไปโดยสิ้นเชิง

เหล่าปรมาจารย์อาณาจักรเต๋าของสำนักและตระกูลต่างๆ ครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างเงียบๆ ด้วยความระมัดระวังตัวและหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพวกมันมองตรงไปยังดาวตงเซิ่งและตระกูลฟาง

การสังหารผู้แข็งแกร่งอาณาจักรเต๋าไปของปรมาจารย์รุ่นแรก ได้สร้างเป็นความหวาดกลัวขึ้นมาอย่างช้าๆ จนพวกมันได้แต่ต้องอ้าปากค้างต่อการกระทำนั้นเท่านั้น

“เมื่อตระกูลฟางเป็นเช่นนี้ ก็เหมาะสมแล้วที่พวกมันจะถูกเรียกว่า…ผู้ทรงอำนาจแห่งขุนเขาทะเลที่เก้า”

“เมื่อตระกูลฟางได้หงายไพ่ไม้ตายของพวกมันออกมา และปล่อยให้คนทั้งหมดได้เห็น ซึ่งทำให้คิดว่าพวกมันอาจจะมีความลี้ลับน้อยลงไปบ้าง แต่…ไพ่ไม้ตายนั้นก็ยิ่งทำให้รู้สึกแปลกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง…”

หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่เป็นเวลานาน เหล่าปรมาจารย์อาณาจักรเต๋าก็ถอนหายใจออกมา และกลับเข้าไปในสำนักและตระกูลของพวกมัน

ด้วยเหตุนี้กลียุคของตระกูลฟางจึงได้สิ้นสุดลง ตระกูลฟางคือผู้ชนะที่แท้จริง เขี้ยวเล็บของตระกูลจี้ถูกตัดออกไปจนหมดสิ้น และพวกมันก็ถูกบังคับให้ต้องจ่ายค่าตอบแทนออกมาด้วยหนึ่งผู้แข็งแกร่งอาณาจักรเต๋า และสามผู้ฝึกตนเสมือนเต๋า

ในเวลาเดียวกันนั้น ปัญหาของผู้ทรยศที่อยู่ภายในตระกูลฟางก็ถูกจัดการไปโดยสมบูรณ์ หลังจากที่ทำการชำระล้างด้วยโลหิต ตระกูลฟาง…ก็ยิ่งมีความมั่นคงมากขึ้นกว่าเดิม

นอกเหนือจากการปรากฏตัวขึ้นของปรมาจารย์รุ่นแรกแล้ว ตระกูลฟางยังได้มีผู้สืบทอดที่ทรงคุณค่าอีกด้วย

คนแรกคือเมิ่งฮ่าว ซึ่งทำให้คนทั้งหมดต้องตกตะลึงขึ้นเกินกว่าผู้ใดจะมาเทียบได้ เป็นบุคคลที่ขุนเขาทะเลที่เก้าไม่มีทางจะลืมเลือนไปได้ อีกคนก็คือฟางเว่ย

จากความจริงที่ว่าฟางเว่ยได้มุ่งเน้นไปที่การปกป้องตระกูลจนถึงแก่ความตายไป เป็นสิ่งที่ผู้คนมากมายต้องจารึกไว้ในจิตใจ

ตอนนี้เมิ่งฮ่าวและฟางเว่ยได้กลายเป็นหัวข้อสนทนา ที่เต็มไปด้วยความชื่นชมและความอิจฉาของสำนักและตระกูลต่างๆ ไปแล้ว

“ตอนแรกพวกมันมีเมิ่งฮ่าว ซึ่งได้สะกดข่มคนในรุ่นเดียวกันกับมันทั้งหมดไป! เส้นทางของมัน…จะต้องยืดยาวออกไปไกลจนไร้ขอบเขตอย่างแน่นอน และจากนั้นก็ยังมีฟางเว่ยอีกคน มันอาจจะอ่อนแอกว่าเมิ่งฮ่าวเล็กน้อย แต่ก็แข็งแกร่งเพียงพอที่จะปกป้องตระกูลได้!”

“หนึ่งจะต่อสู้อยู่ที่ด้านนอกของตระกูล อีกหนึ่งจะคงอยู่ภายในเพื่อปกป้อง! ด้วยคนทั้งสองนี้ ตระกูลฟางจะต้องรุ่งเรืองขึ้นไปมากกว่าเดิมเป็นแน่…”

“ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมตระกูลจี้ถึงได้ไปโจมตีตระกูลฟาง คงอีกไม่นานก่อนที่…ตระกูลฟางจะแข็งแกร่งเพียงพอที่จะต่อสู้กับราชันจี้เพื่อควบคุมสวรรค์อีกครั้ง นอกจากนั้นพวกมันก็คือตระกูลฟาง ที่เคยเป็นเหมือนกับตระกูลจี้มาก่อน เป็นตระกูลนักรบที่แข็งแกร่ง!”

“ตระกูลจี้มีเวทแห่งกรรม และตระกูลฟางก็มีเวทกำเนิดใหม่ สองตระกูลนักรบที่เคยทำให้เกิดเป็นพิรุณโลหิตปกคลุมไปทั่วทั้งขุนเขาทะเลที่เก้า จะกลับมาอีกครั้งในสักวันหนึ่ง…”

สงครามของตระกูลฟางได้จบสิ้นลงแล้ว แต่ไม่นานนักก่อนที่สำนักและตระกูลต่างๆ ในขุนเขาทะเลที่เก้าต้องมีปฏิกิริยาขึ้นมาอีกครั้ง เหล่าปรมาจารย์ต่างๆ ได้เตรียมการด้วยตัวเอง ให้ผู้ถูกเลือกของพวกมัน ไปยังดาวตงเซิ่งเพื่อส่งมอบของขวัญร่วมแสดงความยินดี อันเนื่องมาจากการปรากฏตัวขึ้นมาของปรมาจารย์รุ่นแรก

หลังจากที่ตระกูลจี้จากไป ดาวตงเซิ่งก็กลับคืนเป็นปกติเหมือนเดิม มีเพียงสิ่งเดียวที่ยังเหลืออยู่สำหรับกลุ่มผู้ทรยศของตระกูลก็คือโลหิตที่แปดเปื้อนไปทั่วพื้นดิน และกลิ่นไอของโลหิตที่เต็มอยู่ในอากาศ กลุ่มคนในตระกูลที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ภายใต้การนำของผู้เฒ่าสูงสุด งานฟื้นฟูตระกูลก็เริ่มขึ้น

ฟางเว่ยยืนอยู่ที่นั่นอย่างเงียบๆ หลังจากที่มองไปรอบๆ ความขมขื่นก็พุ่งขึ้นมาในจิตใจ ทำให้ต้องก้มศีรษะลงไป

ปรมาจารย์รุ่นแรกไม่ได้พูดอะไรออกมา กลุ่มคนในตระกูลทั้งหมดโค้งตัวลงต่ำเพื่อแสดงความคารวะ ขณะที่ท่านผ่านเข้าไปในรอยแยกของดินแดนบรรพบุรุษอีกครั้ง ในช่วงก่อนที่ท่านจะหายตัวไป ก็ได้หันหน้ากลับมาและมองไปยังเมิ่งฮ่าวอยู่ชั่วขณะ

ในตอนนั้น แรงสั่นสะเทือนก็ได้วิ่งผ่านไปทั่วร่างเมิ่งฮ่าว และเสียงของปรมาจารย์รุ่นแรกจู่ๆ ก็ดังขึ้นมาอยู่ในจิตใจ

“เจ้ามีสัญลักษณ์ของมรดกแห่งราชันหลี่อยู่บนร่าง…มรดกแห่งราชันหลี่ถูกเชื่อมต่อกับดาวตงเซิ่ง แต่มรดกนั้นไม่ได้อยู่บนดาวตงเซิ่ง มันจะถูกครอบครองโดยผู้ฝึกตนจากดาวดวงนี้”

“สำหรับการที่ตระกูลจี้มาสร้างความวุ่นวายอยู่ในตระกูลฟางนี้ ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับมรดกนั้นเช่นเดียวกัน อันที่จริงมรดกนั้นได้ถูกนำมาใช้เพื่อให้ตระกูลจี้ต้องถอนตัวออกไป ในฐานะที่เป็นกลยุทธ์ก็แค่นั้นเอง อย่างไรก็ตามเมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้งานมัน ถ้ามันถูกเชื่อมต่อกับเจ้าด้วยโชคชะตา เจ้าก็น่าจะสามารถกระทำเช่นนั้นได้”

“หนึ่งรำพึงกลายเป็นดวงดาว…ถ้าไม่มีร่างจำแลงสายโลหิต ก็ไม่อาจจะฝึกฝนไปจนถึงระดับสุดท้ายได้!”

“ผลเนี่ยผาน…ใช้พวกมันให้ดี คนของตระกูลฟางมีสี่ชีวิต ถ้าเจ้ารวมพวกมันเข้าด้วยกันในเวลาที่เหมาะสม เจ้าก็สามารถจะเปิด…ประตูไปสู่อาณาจักรโบราณได้!”

“เจ้าและข้าถูกเชื่อมต่อกันด้วยโชคชะตา มาพบเจอกันด้วยสายโลหิต…อาณาจักรโบราณเริ่มต้นด้วยผลไม้เต๋า แต่สำหรับเจ้า…ถ้าเจ้าเริ่มด้วยผลเนี่ยผาน เจ้าก็สามารถจะทำบางสิ่งบางอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนได้สำเร็จ จนทำให้จิ่วต้าซานไห่ (เก้าขุนเขาทะเลอันยิ่งใหญ่) ต้องสั่นสะเทือนไปโดยสิ้นเชิง!”

เสียงโบราณนั้นดังก้องอยู่ในหูของเมิ่งฮ่าวก่อนที่จะจางหายไป เมิ่งฮ่าวสั่นสะท้านขณะที่มองไปยังปรมาจารย์รุ่นแรกที่ก้าวเท้าเข้าไปในรอยแยก และจากนั้นก็หายตัวไป

หลังจากที่ได้ยินคำพูดของปรมาจารย์รุ่นแรก ดวงตาเมิ่งฮ่าวก็เริ่มสาดประกายขึ้น เขาเริ่มมีความเข้าใจในสิ่งใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ก่อนหน้านี้เขาเคยรู้สึกสับสนต่อบทบาทของผลเนี่ยผานในเรื่องราวทั้งหมดนี้ พวกมันจะมีผลกระทบอะไรบ้าง ถ้าฟางเฮ่อซานสามารถจะต่อต้านการเกิดขึ้นของวสันตฤดู? ถ้ามันเกิดขึ้นเช่นนั้น ก็คงไม่ได้หมายความว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นไม่อาจจะเกิดขึ้นมาได้?

ตอนนี้เมิ่งฮ่าวเข้าใจแล้วว่าแกนหลักของแผนการไม่ได้อยู่ที่ผลเนี่ยผานของตนเอง แต่เป็นการปรากฏขึ้นของมรดกแห่งราชันหลี่ จึงเป็นเหตุผลที่ทำไมตระกูลจี้ถึงได้ขยับตัวเคลื่อนไหว

“หนึ่งรำพึงกลายเป็นดวงดาว…เป็นเวทแห่งเต๋าที่เมื่อฝึกฝนไปจนถึงระดับสูงสุดแล้ว ก็สามารถจะใช้เพื่อกำเนิดใหม่เป็นดวงดาว…” ศิลาดวงดาวที่อยู่ในดวงตาข้างซ้ายของเมิ่งฮ่าวสาดประกายขึ้น ทำให้จิตใจต้องเต้นรัวมากขึ้นกว่าเดิม สืบเนื่องมาจากสิ่งที่ปรมาจารย์รุ่นแรกได้กล่าวไว้ อาณาจักรโบราณ…อยู่ห่างไม่ไกลจากตัวเขาแล้ว

“ข้ามีสองผลเนี่ยผานจากท่านปรมาจารย์รุ่นแรก และสองผลของข้าเอง ผลเนี่ยผานช่วยให้คนในสายโลหิตของตระกูลฟางมีชีวิตอยู่ถึงสี่ชีวิต!”

“สี่ผลเนี่ยผาน เมื่อข้าสามารถดูดซับพวกมันเข้าไปได้ทั้งหมดด้วยเวลาที่ไร้ขีดจำกัด…นั่น…คือตอนที่ข้าจะก้าวเท้าเข้าไปในอาณาจักรโบราณ!” ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกายขึ้นด้วยแสงอันเจิดจ้า ภาพที่ปรมาจารย์รุ่นแรกได้ทำการสังหารกลุ่มคนในอาณาจักรเต๋าไป ได้แวบขึ้นมาในจิตใจเขาอีกครั้ง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น