I Shall Seal The Heaven Chapter 102

ตอนที่ 102

เวทผนึกอสูรรุ่นแปด!

เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้วพูดพึมพำกับตัวเอง เขามองไปยังหลุมดำนั้น ในตอนนี้ ไม่ได้มีบุรุษชุดขาวเพียงคนเดียว ที่ลอยอยู่ที่นั่น แต่มีถึงแปดคน ในตำแหน่งที่แตกต่างกัน กระบอกตาที่มีแต่คราบโลหิต ติดแน่นอยู่บนใบหน้าของแต่ละคน

แม้เมิ่งฮ่าวจะมองไม่เห็นลูกตาของพวกมัน แต่เขาก็รู้สึกหนาวเย็นไปทั่วร่าง สถานที่นี้แปลกประหลาดอย่างน่าเหลือเชื่อ และเขาก็รู้สึกอยากจะออกไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

แต่เมื่อเขามองลงไปยังชิ้นหยกโบราณที่อยู่ในมือ ก็ตัดสินใจได้ในทันที เขากัดปลายลิ้นเล็กน้อย ปล่อยให้โลหิตหยดลงไปบนหยกโบราณชิ้นที่สองนั้น

เมื่อโลหิตหยดกระจายไปบนหยกโบราณชิ้นนั้น มันก็เริ่มสั่นไปมา กลุ่มควันก็ปรากฎขึ้นตรงหน้าเมิ่งฮ่าว ซึ่งรวมตัวกันเป็นพลังลมปราณสีเทา พุ่งตรงมาที่เขา เข้าไปในร่างตรงจุดกึ่งกลางระหว่างคิ้ว

เกิดเสียงคำรามขึ้นในจิตใจ จากนั้นเสียงโบราณนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง ตอนนี้ฟังได้ชัดเจนมากขึ้น ราวกับว่าเจ้าของเสียง มายืนพูดอยู่ข้างหูเขา

“ก่อนที่เฟิงเยาเต้าจุนรุ่นเจ็ดจะตายไป ได้ทิ้งคำสั่งเสียไว้ที่ด้านนอกของภูเขาลูกที่หก และข้าก็ได้บรรลุการรู้แจ้งของคำสั่งเสียนั้นที่นั่น ทำให้กลายเป็นเฟิงเยาเต้าจุนรุ่นแปด ข้าเต็มใจที่จะตัดวิถีทางเดิมของข้าทิ้งไป เปลี่ยนเป็นสืบทอดวิถีแห่งเต๋าของรุ่นเจ็ด

ข้าตระเวณท่องเที่ยวไปทั่ว และในที่สุด ก็นำทะเลครึ่งหนึ่ง ที่อยู่ด้านนอกของภูเขาลูกที่หกมากลั่นเป็นหยกผนึกอสูร ซึ่งจำเป็นต้องใช้ในแต่ละรุ่น

ด้วยการช่วยเหลือของหยกผนึกอสูร ทำให้ข้าเข้าใจถึงเวทผนึกอสูรของรุ่นเจ็ด ตั้งแต่ครั้งโบราณกาลเป็นต้นมา ผู้ผนึกอสูรแต่ละรุ่น ต้องสร้างเวทผนึกสำหรับตัวเองขึ้นมาใหม่

ดังนั้น ข้าจึงได้สร้างเวทผนึกอสูรรุ่นแปดออกมา ตลอดชั่วชีวิตของข้า ได้พยายามค้นหาเวทผนึกอื่นๆ อยู่ตลอดเวลา แต่โชคร้ายที่ทัณฑ์แห่งเต๋า ของเก้าขุนเขา และหนึ่งทะเลได้มาถึง ทำให้ข้าหาเจอเพียงสามเวทผนึกเท่านั้น ช่างน่าเสียดายนัก

ผู้สืบทอด ถ้าเจ้าโชคดี สามารถที่จะดูดซับเวทผนึกอสูรรุ่นแปด และสร้างเวทผนึกอสูรรุ่นเก้าได้ สหพันธ์ผนึกอสูรก็จะสอดคล้องกับกฎแห่งเต๋า

สหพันธ์ผนึกอสูร พยายามที่จะค้นหาอสูรอันยิ่งใหญ่ แห่งสวรรค์และปฐพี เพื่อดึงเอาพลังลมปราณของพวกมันทั้งหมดออกมา ใต้หลุมฝังศพแห่งสวรรค์ ยึดชีวิต, สกัดโลหิตของอสูรเหล่านั้น ใช้มัน และจากนั้น…ก็เป็นแนวคิดของการผนึกอสูร คือ การสร้างอสูร และการเปลี่ยนร่างเป็นอสูร…

ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นผู้ผนึกอสูรรุ่นที่เท่าไหร่ อาจจะเป็นรุ่นเก้า ถ้าใช่ เจ้าก็โชคดี แต่ก็โชคร้ายเช่นเดียวกัน เก้าเป็นเลขสูงสุด เป็นจุดสูงสุดของการเสื่อมลง เส้นทางที่เจ้าต้องเดิน…เต็มไปด้วยความแปรปรวนมากมาย

ร่างจำแลงนี้ รู้เพียงเวทผนึกอสูรรุ่นแปด ข้าจะส่งต่อให้เจ้าในตอนนี้ เวทอาคมนี้ใช้ปราณอสูรเป็นพื้นฐาน และสามารถ…ผนึกร่าง, ผนึกวิญญาณ, ผนึกเซียน, ผนึกเทพ, ผนึกโชคชะตาจากสวรรค์, ผนึกสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในโลกนี้!”

เสียงดังก้องอยู่ในศีรษะของเมิ่งฮ่าว ชัดเจนมากขึ้น และมากขึ้น จนกระทั่งกลายเป็นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ประทับลงไปในจิตใจของเขา การประทับนี้จารึกเป็นตัวอักษรโบราณ, ตัวอักษรสำหรับการผนึก!

ในที่สุดเสียงคำรามก้องนั้นก็จางหายไป เมิ่งฮ่าวไม่รู้ว่า โลกภายนอกได้ผ่านไปสิบวันแล้ว ขณะที่เขากำลังจมอยู่ใน ขั้นตอนการจารึกตัวอักษรโบราณนั้น จันทร์เต็มดวงก็มาถึงอีกครั้ง

ที่ด้านนอกหุบเขา แสงจันทร์แทงทะลุเข้าไปในกลุ่มหมอก ทำให้มันปั่นป่วนพลุ่งพล่านราวกับน้ำทะเล เฒ่าคางคกก็มาถึงที่บริเวณนี้อีกครั้งหนึ่ง

ครั้งนี้ มีผู้ฝึกตนระดับเก้า ขั้นรวบรวมลมปราณ เพิ่มขึ้นมา เห็นได้ชัดว่ามันเพิ่งจะบรรลุถึงระดับเก้า อย่างไรก็ตาม ก็ได้ทำให้บุคคลกลุ่มนี้มึความมั่นใจมากขึ้น

“ตอนนี้ท่านพี่ซุนทะลวงผ่านพลังฝึกตนได้สำเร็จแล้ว พวกเราต้องดึงเชือกนั่น ออกมาได้ถึงห้าร้อยจ้างอย่างแน่นอน!”

“ใช่แล้ว พวกเรารอวันนี้มานานมาก ถ้าพวกเราดึงได้ห้าร้อยจ้าง วิญญาณบรรพบุรุษของพวกเรา ก็จะถูกปลุกให้ตื่นขึ้น พลังฝึกตนของพวกเราก็จะก้าวไปอีกขั้น ถ้าโชคดี พวกเราอาจจะก้าวไปถึงพื้นฐานลมปราณ!”

“มันยากที่จะไปให้ถึงขั้นพื้นฐานลมปราณ แต่จากบันทึกโบราณที่ส่งผ่านมาถึงรุ่นพวกเรา การดึงได้ถึงห้าร้อยจ้าง ก็จะนำโชคบางอย่างมาให้อย่างแน่นอน”

พวกมันสบตากัน จากนั้นก็เตรียมออกไปดึงเชือกสีแดง ภายใต้แสงจันทร์ที่กำลังส่องสว่างในทันที เมิ่งฮ่าวไม่ได้อยู่ในจิตใจของพวกมันอีกต่อไป ยิ่งนานวันพวกมันก็ยิ่งคิดว่า เขาได้ตายไปนานแล้ว

พวกมันพ่นโลหิตอันเข้มข้นออกมา และรวมตัวกันเป็นใบมีดสีดำ กลุ่มหมอกเริ่มหมุนคว้างเป็นสายน้ำวน จากนั้นเชือกสีแดงก็ปรากฎขึ้น เฒ่าคางคกจับเชือกไว้ และส่งเสียงกู่ร้องขณะที่ลากดึง

เสียงกึกก้องราวสายฟ้าดังออกมา และเชือกก็เริ่มขยับ การเคลื่อนไหวของมัน ส่งผลลงไปจากหุบเขาเข้าไปในถ้ำ ตลอดเส้นทางจนไปถึงจุดที่เมิ่งฮ่าวยืนอยู่ จากนั้นก็ลงไปยังหลุมที่ถูกผนึกโดยเวทอาคม

เมื่อเชือกเริ่มเคลื่อนไหว ความตกใจก็ปรากฎขึ้นบนใบหน้า ของบุรุษชุดขาวทั้งแปดคน ทันใดนั้น ปีศาจที่ดูคล้ายเด็กอายุเจ็ดถึงแปดขวบ สิบสองตนก็ปรากฎตัว พวกมันส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน ดังสะท้อนออกไปจากส่วนลึกของถ้ำ

สิ่งหนึ่งที่แปลกๆ ของเชือกนี้ก็คือ เมื่อมันถูกดึงออกไป มันก็เริ่มกระจายความหนาวเย็นอันรุนแรง และส่งกลิ่นเน่าเหม็น ออกมาจำนวนมากมาย เกราะอาคมที่เรืองแสงอยู่เริ่มสั่นไปมา ราวกับว่ามันอาจจะพังทะลายลงไปได้ทุกเมื่อ

เวลาผ่านไป เจ็ดบุรุษที่อยู่ด้านนอก ซึ่งกำลังฉุดลากเชือกอยู่ ก็ดึงออกไปได้ห้าสิบจ้าง เสียงกรีดร้องดังเข้มข้นมากขึ้น และความหนาวเย็นก็กระจายออกมามากเช่นเดียวกัน กลิ่นเน่าเหม็นก็เพิ่มรุนแรงขึ้นเป็นหลายเท่า

ในไม่ช้า…เสียงเหนื่อยหอบก็ได้ยินอยู่ในถ้ำ เป็นเสียงที่คล้ายกับสิ่งมีชีวิตบางอย่าง ตกอยู่ท่ามกลางการกระเสือกกระสนดิ้นรน เงาร่างปรากฎขึ้น ส่งเสียงกรีดร้องแหลมเล็ก เข้าไปใกล้เกราะอาคมนั้น

เกราะอาคมสั่นไปมา และรอยแตกก็ปรากฎขึ้นบนริมขอบ

เป็นเวลาเดียวกับที่สายตาของเมิ่งฮ่าว เริ่มเห็นได้ชัดเจนเต็มทื่ เขาขยับตัว และสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แสงสว่างปรากฎขึ้นในดวงตา เมื่อเขาเริ่มรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในถ้ำโบราณแห่งนี้ มองเห็นเชือกกำลังขยับเคลื่อนไหว รวมถึงเกราะป้องกันที่กำลังจะพังทะลายลงอย่างรวดเร็ว

ไม่มีเวลาให้ขบคิด เขาประสานมือ และโค้งคารวะไปที่ซากศพ จากนั้นก็พุ่งกลับออกไปที่ปากถ้ำ พร้อมกลุ่มหมอกสายฟ้า ก่อนที่เขาจะออกไปได้ไม่เกินสิบจ้าง เกราะอาคมก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ

ปีศาจผอมซูบสิบตนก็พุ่งออกมา ตามด้วยบุรุษผมขาวอีกแปดคน พวกมันทั้งหมดพุ่งเป้ามาที่เมิ่งฮ่าว ส่งเสียงกรีดร้องขณะที่ใกล้เข้ามา

ด้านหลังพวกมัน กระแสสีดำเล็กๆ ลอยขึ้นมาจากหลุมลึกนั้น มองดูเหมือนเส้นผม เสียงเหนื่อยหอบจากภายในหลุมนั้นเริ่มชัดเจนมากขึ้น

บางสิ่งที่อยู่ด้านในหลุมนั้น กำลังดิ้นรนตะเกียกตะกายอย่างรุนแรง ราวกับว่ามันไม่สนใจเรื่องอื่นใด นอกจากออกมาจากหลุมนั้นให้ได้

ใบหน้าเมิ่งฮ่าวซีดขาว แต่ดวงตาสาดประกายเจิดจ้า เสาแห่งเต๋าเริ่มหมุนวน ส่งพลังของพื้นฐานลมปราณไหลผ่านร่างกายออกมา พุ่งทะยานออกไปไกลกว่าสิบจ้าง แต่โชคร้ายที่ ปีศาจร่างผอมแห้งคล้ายเด็ก ที่ด้านหลังรวดเร็วกว่า ทีละตน ทีละตน พวกมันปะทะเข้าไปในหมอกสายฟ้าของเขา

เสียงระเบิดกึกก้องดังออกมา เมื่อหมอกสายฟ้าเริ่มเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว ปีศาจร่างเด็กดูเหมือนจะไม่รู้สึกเจ็บปวดอันใด ทุกครั้งที่พวกมันถูกสายฟ้ากระแทกออกมา พวกมันก็พุ่งกลับเข้าไปอีกครั้ง ทุกที่ ที่เมิ่งฮ่าวมองไป ก็จะมีปีศาจพุ่งเข้ามา

รังสีกระบี่ส่องประกายเจิดจ้าออกมา ขณะที่กระบี่ไม้ วนไปมารอบๆ ร่าง ขนนกหมุนคว้าง ทำให้มีลมพัดออกไป เมิ่งฮ่าวเคลื่อนที่ต่อไปด้วยความเร็วมากที่สุด เท่าที่จะเร็วได้

เมื่อบุรุษผมขาวทั้งแปดใกล้เข้ามา ในเวลาเดียวกับที่ ปีศาจร่างเด็กหลายตน ปรากฎขึ้นที่เบื้องหน้า ขัดขวางเส้นทางของเขา เมิ่งฮ่าวก็รู้สึกถึงอันตราย โดยไม่ลังเล เขาตบไปที่ถุงสมบัติ กระบี่บินนับร้อยเล่มก็ปรากฎขึ้น รวมตัวกันเป็นพิรุณกระบี่ พุ่งตรงออกไป

“ตูม!”

ทันทีที่เมิ่งฮ่าวพูดออกมา กระบี่บินก็ระเบิดออก กลายเป็นกลุ่มเมฆแห่งความแหลมคม กวาดไปที่พวกปีศาจจนล้มลงไป เมิ่งฮ่าวพุ่งผ่านพวกมัน ตรงไปยังปากถ้ำ ซึ่งตอนนี้อยู่ห่างอีกห้าร้อยจ้าง

เสียงกรีดร้องด้านหลัง ส่งเสียงเข้มข้นขึ้น เส้นผมสีดำเลื้อยออกมามากขึ้น และมากยิ่งขึ้น พวกมันอยู่ด้านหลัง ห่างออกไปไม่เกินร้อยจ้าง

เมิ่งฮ่าวไม่มีเวลาที่จะดูในระยะใกล้ เขารู้ว่าถ้าขืนชักช้าแม้แต่ก้าวเดียว เขาก็อาจจะเสียชีวิตได้ แม้แต่การลังเลเพียงน้อยนิด ในการเคลื่อนไหวของเขา ก็อาจจะทำให้เขาจบสิ้นไป

“ยิ่งเสี่ยงมาก ก็ได้รับมากขึ้น การได้เวทผนึกรุ่นแปด ทำให้รู้สึกคุ้มค่า แต่โชคร้าย ที่ข้าไม่รู้แจ้งเกี่ยวกับเวทอาคมนั้นทั้งหมด มิเช่นนั้น ข้าก็สามารถใช้มันได้แล้วในตอนนี้” เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และพุ่งตรงออกไปด้วยความเร็วสูงสุด ตอนนี้เขาอยู่ห่างจากปากถ้ำสี่ร้อยจ้าง

ในตอนนั้นเองที่ กลุ่มบุรุษชุดขาวด้านหลัง ยกมือของพวกมันขึ้น และโบกสะบัดนิ้วตรงมาที่เขา

การโจมตีจากดรรชนีนั้น ทำให้ทั่วทั้งร่างของเมิ่งฮ่าวหนาวเย็น โดยไม่ลังเล เขาขยับมือเป็นรูปแบบการร่ายเวท และโบกไปที่ด้านหลัง ขนนกที่อยู่รอบตัว ก็พุ่งออกไป จากนั้นก็ระเบิดขึ้นในทันที กระบี่บินอีกร้อยเล่ม ก็ปรากฎขึ้นจากถุงสมบัติ พวกมันพุ่งไปด้านหลัง และระเบิดขึ้นเช่นเดียวกัน

เสียงระเบิดรุนแรงดังก้องไปทั่วทั้งอุโมงค์ในถ้ำ ดังก้องออกไปด้านนอก และลดพลังการโจมตีจากดรรชนีของบุรุษชุดขาว แต่ถึงอย่างนั้น พวกมันก็ยังคงพุ่งตรงมาที่เมิ่งฮ่าว

สีหน้าของเขาซีดขาว เมื่อหมอกสายฟ้ารอบๆ เขาสั่นไปมา ช่องว่างเปิดขึ้น ร่างของเขาก็ถูกแช่แข็งในทันที กระอักโลหิตออกมา จนกลายเป็นน้ำแข็งโลหิตในทันใด

รู้สึกราวกับว่า พลังฝึกตนของเขาตกลงไปเกือบครึ่ง เขาอยู่ในช่วงอันตรายอย่างที่สุด แต่ในท่ามกลางอันตรายนั้น เมิ่งฮ่าวก็รีบคว้าจับเชือกสีแดงในทันที เขาลากดึงมัน ยืมพลังจากเส้นเชือกพุ่งออกไป

ในเวลาเดียวกันนั้น นอกหุบเขา เจ็ดบุรุษอ้าปากหอบหายใจ กัดฟันแน่น ฉุดดึงเชือกสีแดงต่อไป ดึงต่อไปเรื่อยๆ ด้านหลังพวกมันมีสัตว์พิษมากกว่าสิบสองตัว เอาปากคาบไปที่เส้นเชือก ช่วยกันลากดึงด้วยความตั้งใจจนน่าเหลือเชื่อ

“บัดซบ, ทำไมมันถึงหนักขึ้นมาในทันที!?”

“เกิดอะไรขึ้น? พวกเราดึงออกมาได้แค่ร้อยจ้างเอง มันไม่ควรเป็นเช่นนี้!” บุรุษทั้งเจ็ดตกใจ และความกระวนกระวายก็ปรากฎขึ้น บนใบหน้าของพวกมัน ทันใดนั้น เส้นเชือกก็ถูกดึงกลับไป ลากพวกมันไปด้านหน้าหลายจ้าง จากนั้นแรงดึงก็หายไป

แต่หลังจากนั้น ถึงแม้พวกมันจะกัดฟันจนแน่น และลากดึงเส้นเชือกอีกครั้ง มันก็ถูกดึงกลับไปด้วยพลังอันแข็งแกร่ง

ขณะที่พวกมันส่งเสียงร้องด้วยความปั่นป่วนวุ่นวาย เมิ่งฮ่าวที่อยู่ด้านในของถ้ำ ก็ลากดึงเส้นเชือกออกไป เขากระอักโลหิตออกมา โดยไม่ลังเล เขากลืนเม็ดยาลงไป ไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่น้อย ที่จะใช้พลังทั้งหมดเพื่อหลบหนีจากไป

สีหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้น หมอกสายฟ้ารอบๆ ตัวเริ่มเปล่งแสงริบหรี่ลง จางลงไปเรื่อยๆ ถ้าเขามีปฏิกิริยาเชื่องช้าแม้แต่น้อย ในตอนที่ถูกโจมตีด้วยดรรชนีจากบุรุษชุดขาว ร่างของเมิ่งฮ่าวก็คงจับตัวเป็นน้ำแข็งจนตายไป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น