I Shall Seal The Heaven Chapter 101

0 Comments

ตอนที่ 101

ผู้ผนึกอสูรรุ่นแปด

“ถ้าข้าไม่ยอมไปตรวจสอบ เนื่องจากเห็นว่ามีอันตรายอยู่ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นในวันข้างหน้า เมื่อข้าต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่อันตรายยิ่งกว่านี้? มันไม่ใช่นิสัยที่ดี ในการเผชิญหน้ากับกฎแห่งป่าของโลกแห่งการฝึกตนนี้ ด้วยการไม่ยอมตรวจสอบใดๆ

หยกผนึกอสูรที่ได้มาจากปรมาจารย์เอกะเทวะ เห็นได้ชัดว่ามันเป็นสิ่งประดิษฐ์จากสำนักผนึกอสูร ยิ่งไปกว่านั้น…ข้าก็เป็นศิษย์ของสำนักผนึกอสูรด้วย ข้าต้องค้นหาสาเหตุให้ได้!”

ดวงตาของเมิ่งฮ่าวสาดประกาย เมื่อเขาคิดไปถึงวิชาอสูรที่ถูกใช้โดยซ่างกวนซิว และเวทอสูรของปรมาจารย์เอกะเทวะ จิตใจก็เต็มไปด้วยความดื้อรั้น ขณะที่เขาเดินเข้าไปในถ้ำ

“ข้าต้องระมัดระวังตัวให้มาก ถ้ามีร่องรอยของศัตรูที่ข้าไม่สามารถต่อสู้ด้วยได้ ข้าก็จะจากไปในทันที โดยไม่ต้องนึกเสียใจในภายหลัง” ดวงตาของเมิ่งฮ่าว ส่องประกายด้วยความมุ่งมั่น

หมอกสายฟ้าปกคลุมไปรอบๆ ตัว กระบี่ไม้สองเล่มก็ลอยวนอยู่รอบๆ และขนนกก็หมุนคว้างไปมาเพื่อคอยคุ้มครอง ความระวังตัวอย่างสูงสุดปรากฎขึ้นบนใบหน้า และพลังลมปราณก็กระจายออกมาจากร่าง ถ้ามีอันตรายใดๆ เกิดขึ้น เขาก็จะเผชิญหน้ากับมันได้ในทันที

สำหรับผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ ร่างกายจะมีความแข็งแกร่งมากขึ้น สามารถเหาะได้ และมีจิตสัมผัส ทั้งหมดนี้ช่วยปกป้องดูแลตัวเองได้ง่ายขึ้น และมั่นใจได้ว่ามีอายุที่ยาวนานมากขึ้น ช่วยให้การเผชิญหน้ากับสถานการณ์อันตรายต่างๆ ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

ในตอนนี้ ถ้าเมิ่งฮ่าวยังอยู่ในขั้นรวบรวมลมปราณ ถึงเขาจะมีความกล้าหาญที่จะเข้าไปในถ้ำ เขาก็ไม่สามารถเข้าไปได้อย่างแน่นอน

มันมีแต่ความมืดมิด และเมิ่งฮ่าวก็รู้สึกถึงแรงกดดันที่คุกคามออกมา ของความหนาวเย็นอันรุนแรง ซึ่งกระจายออกมาจากด้านหน้าอย่างต่อเนื่อง

ภายในความหนาวเย็นนี้ ก็ยังมีลมปราณโลหิตที่มีกลิ่นชวนให้สะอิดสะเอียน ซึ่งเข้มข้นมากขึ้น และมากยิ่งขึ้น เมื่อเมิ่งฮ่าวเดินลึกเข้าไป ความระมัดระวังปรากฎขึ้นบนใบหน้า

ขณะที่เดินลึกเข้าไปหนึ่งร้อยจ้าง เขาก็หยุดลงชั่วครู่ และใช้กระบี่ไม้ตัดเป็นหลุมเข้าไปในผนังดิน จากนั้น ก็ตบไปที่ถุงสมบัติ หยิบยันต์อาคมออกมา วางเข้าไปด้านในของหลุมนั้น

ยันต์อาคมนี้ เขาได้มาจากหวังเถิงเฟย เมื่อนานมาแล้ว

เขามุ่งหน้าต่อไป จนกระทั่งลึกเข้าไปในถ้ำสองร้อยจ้าง ที่นั่น เขาหยุดลง และเรียกกระบี่บินสิบเล่ม ออกมาจากถุงสมบัติ บังคับให้แทงเข้าไปในผนัง

เมื่อเขาเข้าไปในถ้ำลึกมากขึ้น ก็จะหยุดอยู่ทุกๆ หนึ่งร้อยจ้าง และเตรียมการป้องกันไว้เช่นนั้น ถ้ามีสิ่งที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น เขาก็จะมีเครื่องช่วยชีวิต ในช่วงที่หลบหนีออกไป

ตามเวลาที่เมิ่งฮ่าวลึกเข้าไปในถ้ำ ประมาณสี่ร้อยจ้าง กลุ่มหมอกที่อยู่รายรอบตัว ก็เริ่มเดือดพล่าน และปั่นป่วนไปมา เสียงคร่ำครวญของสายลมก็ได้ยินออกมา

สีหน้าของเขาจดจ่อมีสมาธิมากยิ่งขึ้น หยุดลงชั่วคราว มองไปรอบๆ ด้วยความระวังสักพัก ก่อนที่จะเดินลึกเข้าไปข้างใน ตามเส้นเชือกสีแดงที่มองเห็นอยู่เลือนราง

ไม่นานเขาก็ลึกเข้าไปห้าร้อยจ้าง ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องแหลมเล็ก ก็ดังออกมาจากซอกหลืบด้านในของถ้ำ ตามมาด้วยเสียงกระหึ่มกึกก้องจนแก้วหูแทบฉีกขาด

หมอกที่อยู่รอบๆ ร่าง ซึ่งเต็มไปด้วยสายฟ้าจำนวนมากมาย ก็รวมตัวเข้าด้วยกันกลายเป็นรูปทรงกลมสายฟ้า พุ่งตรงไปกระแทกเข้ากับเงาร่างเลือนลางที่ด้านหน้า เงาร่างนั้นส่งประกายริบหรี่ และจางหายไป

เมิ่งฮ่าวอ้าปากค้าง ธวัชสายฟ้าผืนนี้แข็งแกร่งยิ่งนัก และยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นไปอีก เมื่อเขาอยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณในตอนนี้ ความจริงที่ว่า มันไม่อาจกำจัดเงาร่างเลือนลางนั้นได้ ก็พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของร่างเลือนลางนั้น

เมิ่งฮ่าวหยุดลงชั่วครู่ เขามองไปข้างหน้า ลึกเข้าไปในถ้ำด้วยความลังเล กำหยกผนึกอสูรในมือไว้แน่น กัดฟันเดินตรงเข้าไป

เดินต่อไปอีกสองร้อยจ้าง ทำให้เขาลึกเข้าไปในถ้ำถึงเจ็ดร้อยจ้าง ความหนาวเย็นอันรุนแรง ทำให้ร่างเขาสั่นสะท้าน ลมปราณโลหิตพุ่งเข้ามาปะทะ เต็มอยู่ในรูจมูกทุกๆ ลมหายใจที่เข้าสูดเข้าไป ชิ้นส่วนสีแดงเข้ม, คล้ำ เริ่มปรากฎขึ้นบนผิวหนัง และดวงตาของเขาก็เรืองแสงสีแดงออกมา

“ข้าเข้ามาลึกถึงเจ็ดร้อยจ้างแล้ว อีกเพียงแค่ร้อยจ้างก็จะถึงปลายทาง…” ดวงตาของเขาส่องประกายสีแดงเข้มกว่าเดิม ในตอนนี้เขาไม่ต้องการที่จะทำอะไรด้วยความวู่วาม เดินหน้าต่อไป

โคจรพลังพื้นฐานลมปราณเตรียมพร้อมรับมือ เสาแห่งเต๋าเปล่งประกาย ส่งพลังลมปราณอันไร้ขอบเขต หมุนวนไปทั่วร่าง เขาเคลื่อนที่เร็วขึ้น เร่งความเร็วตรงเข้าไปในถ้ำนั้น

เพียงชั่วระยะหายใจเข้าออกไม่กี่ครั้ง เขาก็เห็นสิ่งที่ปรากฎขึ้นในปลายสุดของถ้ำ และก็เห็นกระบี่ที่เขาส่งเข้ามาก่อนหน้านี้

เมื่อทุกอย่างเห็นได้ชัดขึ้น เขาก็ตระหนักว่า ถ้ำนี้ไม่ได้ลึกแปดร้อยจ้างอย่างที่คิด แปดร้อยจ้างนี้เป็นความยาวของพื้นเวทีรูปวงกลม ในตรงกลางของมันมีหลุมอยู่ กว้างประมาณสองจ้าง!

เส้นเชือกซึ่งชุ่มโชกไปด้วยโลหิต หายเข้าไปในความลึกของหลุมนี้ ที่ดูเหมือนจะลึกลงไปอย่างไร้ที่สิ้นสุด

กระบี่ของเมิ่งฮ่าว แทงเข้าไปในด้านข้างของพื้นเวทีนั้น ซึ่งทำให้คิดว่าถ้ำนี้ลึกถึงแปดร้อยจ้าง เขารู้สึกแปลกใจที่เห็นเช่นนี้ แต่หลังจากนั้น ดวงตาก็ต้องหดแคบลง

หยกผนึกอสูรในตอนนี้ ได้เปล่งประกายแสงอันเจิดจ้าบาดตาขึ้นมาอย่างมากมาย ในตอนนั้นเองที่เขาได้สังเกตเห็นซากศพ นั่งขัดสมาธิอยู่ข้างๆ พื้นเวทีนั้น!

ซากศพนั้นมีแผ่นหยกที่ดูโบราณถืออยู่ในมือ แผ่นหยกนั้นก็เปล่งแสงอันเจิดจ้าออกมาด้วยเช่นเดียวกัน ราวกับว่ามันกำลังเชื่อมต่อกับแผ่นหยกที่เขาถืออยู่ในมือ

ก่อนที่เมิ่งฮ่าวจะมีโอกาสทำอะไร เสียงกรีดร้องแหลมเล็ก ก็ดังไปทั่วบริเวณนั้น เงาร่างเลือนลางพุ่งตรงมาที่เขา แต่ก่อนที่เมิ่งฮ่าวจะเห็นได้ชัดเจน มือที่มีนิ้วหกนิ้วก็กดลงมา หยุดห่างจากเขาประมาณสองจ้าง เมื่อประกายสายฟ้ารวมตัวกันต้านมันไว้

ความหนาวเย็นอย่างน่ากลัว กระจายออกมาจากมือข้างนั้น ซึ่งปรากฎว่าเป็นของ, ไม่ใช่ผู้ใหญ่, แต่เป็นเด็ก!

ตูม!

เมิ่งฮ่าวถูกกระแทกจนต้องถอยหลังออกไป ดวงตาสาดประกาย เขาโบกสะบัดมือ กระบี่ไม้สองเล่มก็พุ่งตรงไปยังเงาร่างเลือนลางนั้น ถึงแม้ว่าความเร็วของกระบี่จะเพิ่มมากขึ้น

แต่เงาร่างนั้นรวดเร็วยิ่งกว่า มันหลบพุ่งถอยหลังออก ไปนั่งหมอบคลานอยู่ข้างลานเวที ภายใต้แสงริบหรี่ของหยกโบราณนั้น เมิ่งฮ่าวไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน

มันมีรูปร่างที่ผอมแห้ง ราวกับสัตว์อันดุร้าย แต่เมื่อจ้องมองอย่างละเอียด ก็จะเห็นว่า คล้ายกับเด็กอายุเจ็ดถึงแปดขวบ ดวงตาของมันเป็นสีแดงก่ำ และขณะที่จ้องมาที่เมิ่งฮ่าว มันก็อ้าปากให้เห็นฟันสีดำ ส่งเสียงกรีดร้องออกมา

สีหน้าของเมิ่งฮ่าวยังคงสงบนิ่งเหมือนเคย ถึงแม้จะมีความเย็นชาอยู่ในดวงตา รังสีกระบี่เริ่มเปล่งประกายออกมา จากกระบี่ไม้สองเล่มที่วนอยู่รอบๆ ตัว

ทันใดนั้น ม่านตาของเขาก็หดแคบลง ภายในหลุมที่อยู่ในพื้นเวที, ลำแสงสลัวสิบลำกระจายออกมา กลายเป็นสิบร่างที่ดูเหมือนเด็ก พวกมันเปล่งรังสีความโหดร้ายออกมา เมื่อจ้องไปที่เมิ่งฮ่าว

ถ้ามีเพิ่มมาเพียงเท่านี้ ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใด แต่ด้านหลังของปีศาจทั้งสิบตน จากแสงของแผ่นหยกโบราณ ทำให้เมิ่งฮ่าวเห็นบุรุษผมขาว ลอยขึ้นมาจากหลุมในเวทีนั้น

ใบหน้าของมันไร้สีเลือด สวมใส่ชุดยาวสีขาว เส้นผมสีขาวลอยไปมารอบตัว ดวงตาของมันปิดอยู่ มีรอยแผลเป็นอันน่ากลัว ตั้งแต่หน้าผากลงไปจนถึงคาง เนื้อที่อยู่รอบๆ แผลนั้นเปิดออกจนเห็นกระดูก ปีศาจทั้งสิบตนอยู่รายรอบมัน ภาพที่เห็นนี้ ทำให้เมิ่งฮ่าวรู้สึกถึงอันตรายขึ้นมาในทันที

เขาเริ่มถอยหลังออกไป แต่ก่อนที่เขาจะถอยไปได้แค่สามก้าว เสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังออกมา ปีศาจทั้งสิบตนนั้น พุ่งออกมาจากลานเวที ตรงมาที่เมิ่งฮ่าว

ในตอนนี้เองที่หยกผนึกอสูร ได้ลอยขึ้นไปในอากาศ ด้วยจิตวิญญาณของมันเอง เปล่งแสงเจิดจ้ากระจายออกมา ในเวลาเดียวกันนั้น หยกโบราณที่อยู่ในมือของซากศพข้างเวที ก็ลอยขึ้นไปในอากาศเช่นเดียวกัน

เสียงอันลึกซึ้ง และโบราณดังออกมา “เต๋าโบราณ; ปรารถนาที่จะปิดผนึกสวรรค์เป็นอย่างยิ่ง; สร้างคุณความดีเพื่อทั้งหมดในขุนเขา; ทัณฑ์แห่งเต๋าที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ของเก้าขุนเขา และทะเล; จะคงอยู่ชั่วนิรันดร์!”

เสียงนี้ดังกึกก้องไปทั่วทั้งถ้ำ ทำให้ปีศาจทั้งสิบ ส่งเสียงร้องอันโหยหวนน่ากลัวออกมา เมิ่งฮ่าวมองไป ขณะที่พวกมันกลายเป็นควันสีดำในทันที

บุรุษผมขาว ทันใดนั้น ก็ลืมตาขึ้นมา

ภายในกระบอกตาของมัน…ไม่มีดวงตา มีเพียงหลุมสีโลหิต ดูเหมือนว่า ดวงตาของมันได้ถูกควักออกไปเมื่อหลายปีมาแล้ว!

เมื่อมันลืมตาขึ้น หยกโบราณทั้งสองชิ้น ก็เปล่งประกายลำแสง ประสานกันเป็นเกราะอาคม ที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายเวท ปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณนั้น ทำให้บุรุษผมขาวนั้นตัวเริ่มสั่น ไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้

มันค่อยๆ ยกมือขวาขึ้นมา ผลักไปที่เกราะป้องกันช้าๆ ตัวของมันเองไม่ได้ส่งเสียงอะไรออกมา แต่การกระทำของมัน ทำให้ทั่วทั้งถ้ำเริ่มสั่นสะเทือน

ทุกอย่างนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจอย่างเร่งร้อน ขณะที่มองไปยังหยกโบราณทั้งสองชิ้นนั้น เขายกมือขึ้นมา ทันใดนั้น หยกทั้งสองชิ้นก็ลอยมาอยู่ตรงหน้า และตกลงไปในมือ

หยกโบราณชิ้นที่สอง ถูกสลักไว้ด้วยตัวอักษรเวท ซึ่งเมิ่งฮ่าวเคยเห็นตัวอักษรแบบนี้มาก่อน ในการศึกษาค้นคว้าของเขาที่หอเวท ของสำนักเอกะเทวะ มันเป็นตัวอักษร ‘แปด!’

เมื่อหยกชิ้นนั้นสัมผัสมือ เสียงอันลึกซึ้งก็ดังขึ้นมาในจิตใจ เป็นเสียงที่ฟังดูโบราณ ราวกับว่ากำลังเกิดขึ้นเมื่อหลายร้อย หลายพันปีมาแล้ว มันดังก้องอยู่ในจิตใจของเขา

“สหพันธ์ผู้ผนึกอสูร ได้เกิดขึ้นมานานมากเช่นเดียวกับเต๋า ข้าคือผู้ผนึกอสูรรุ่นที่แปด ซึ่งตั้งใจอย่างแน่วแน่ ที่จะเดินไปบนวิถีทางของทัณฑ์แห่งเต๋า ของเก้าขุนเขาและหนึ่งทะเล และเป็นไปได้ที่ข้าอาจจะแตกดับไป ดังนั้นข้าจึงทิ้งความตั้งใจไว้กับร่างจำแลงที่นี่ เพื่อแก้ไขความสัมพันธ์อันอาภัพระหว่างต๋าหนี่ และข้า…

ผนึกลึกลงไปหนึ่งล้านจ้าง, ถูกกดทับด้วยน้ำหนักของทะเลเทียนเหอ ความโศกเศร้าระทมทุกข์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเต๋าแห่งสวรรค์ และปฐพี ถูกฝังไว้ที่นี่ ข้า, เฟิงเยาเต้าจุน จะไม่ยอมให้มีสิ่งใดมารบกวนจิตใจ…ดังนั้น ข้าจึงทิ้งร่างจำแลงไว้เป็นเพื่อนนางที่นี่ เพื่อไม่ให้นางคับแค้นใจ

ถ้าเจ้าเป็นหนึ่งในผู้ผนึกอสูร ก็หยดโลหิตของเจ้า ลงไปบนแผ่นหยกหนึ่งหยดเพื่อยืนยัน ถ้าไม่ใช่ ก็รีบออกไปจากที่นี่ แต่ถ้าเจ้านำหยกจากไป โดยไม่มีการหยดโลหิตพิสูจน์ เจ้าก็จะถูกสาปไปสามชั่วคน ทายาทของเจ้าจะไม่มีวันได้เห็นแสงเดือน และเจ้าต้องแตกดับไป”

เสียงจางหายไป และแสงที่เปล่งออกมาจากหยกโบราณ ก็ค่อยๆ เลือนหายไปอย่างช้าๆ เมิ่งฮ่าวพึมพำกับตัวเอง ดวงตาสาดประกาย

เขาไม่มั่นใจว่าควรจะหยดโลหิต ลงไปบนหยกโบราณนี้ดีหรือไม่ แต่ถ้าไม่ทำ เขาก็ไม่กล้าจะเอาหยกออกไป ถึงเขาจะไม่เชื่อในคำเตือนของเสียงโบราณนี้ทั้งหมด แต่เขาก็ไม่อาจละเลยมัน

———-

(เฟิงเยา = ผู้ผนึกอสูร, เต้าจุน = คำเรียกผู้บำเพ็ญเพียร)

Categories:
siripak

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Battle Sun Chapter 41
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Battle Sun Chapter 40
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Battle Sun Chapter 39
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: